[X-Men Fic][ErikCharles] Where Our Hearts Belong (5)

 
Where Our Hearts Belong

X-Men: First Class Fanfiction by Tippuri~ii *

 

 

 

Pairing: Erik Lehnsherr x Charles Xavier

Type: AU Fanfiction
Remark : domestic love & daddy-duo story, no mutation involved

Warning: YAOI ALERT; ENTER AT YOUR OWN RISK


 
 
 

 

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
 
 
Chapter 5
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ตอนแรกนั้น ชาร์ลส์คิดว่าการซักถามอะไรมากเกินไปจะดูเป็นการยุ่งไม่เข้าเรื่อง…แต่หลังจากที่ค้นพบว่ามันเป็นวิธีเดียวที่เขาจะสามารถคิดวิธีแก้ปัญหางี่เง่าในครอบครัวนี้ได้ ชายหนุ่มจึงไม่คิดลังเลอีกแล้ว เขาถามทุกอย่างที่อยากรู้จากอีริคแบบละเอียดยิบ…ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงานของอีกฝ่าย ตารางงาน และวิธีการติดต่อทุกรูปแบบที่จะเข้าถึงเจ้าตัวได้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หลังจบการสอบปากคำรอบสองที่บ้าน…ชาร์ลส์ก็ได้รู้แบบชัดเจนเสียทีว่าอีริคทำงานในฐานะนักเขียนอิสระส่งนิตยสาร ที่ทำงานห่างจากบ้านไปพอสมควร…แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหาในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์แสนแพง (มันคือคันเดียวกับที่เจ้าตัวใช้มาส่งเขาที่เมาไม่รู้เรื่องตอนวันแรกนั่นเอง) และเพราะเป็นงานอิสระที่แค่ส่งให้ทันเส้นตายเป็นพอ…อีริคจึงมีเวลาว่างเหลือเฟือแทบทุกวัน หากที่ไม่เคยอยู่กับบ้านก็แค่เพราะว่าไม่อยากจะต้องเผชิญหน้ากับเด็กๆ เท่านั้นเอง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ให้ตายเถอะอีริค…นายนี่มัน…” เมื่อเห็นภาพรวมชัดเจน…ชาร์ลส์ก็นึกอยากจะกุมขมับกับเหตุผลบ้าๆ ที่ทำให้ครอบครัวนี้ดูเป็นครอบครัวมีปัญหาเสียเหลือเกิน “…นายเป็นพวกต่อต้านสังคมรึไงกัน?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ก็แล้วแต่จะคิด” แทนที่จะโมโห…คนโดนว่ากลับยักไหล่หน้าตาเฉย “…ถึงจริงๆ ฉันจะคิดว่า ‘โลกส่วนตัวสูง’ จะฟังดูดีกว่าก็ตามเถอะนะชาร์ลส์”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชายหนุ่มผมดำเอามือปิดหน้าครู่ใหญ่ ก่อนจะเงยขึ้นมาพูดเสียงช้าชัด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ไปซุปเปอร์มาร์เกตกัน”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คนโดนชวนแกมบังคับขมวดคิ้วอย่างฉงน ชาร์ลส์จึงพูดประโยคเดิมซ้ำ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ฉันบอกว่าไปซุปเปอร์มาร์เกตกัน”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ประโยคที่ว่าดูจะซึมซับเข้าไปในการรับรู้แล้ว…อีริคจึงถามย้อนกลับมา “เพื่ออะไร?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อีกฝ่ายตีหน้ายักษ์กลับมา…เพียงแต่ความรุนแรงดูจะลดไปเยอะเมื่อเจ้าตัวหล่อน่ารักเสียแบบนี้ เสียงนุ่มพูดกระชากในระดับที่อีริคให้คะแนนความรุนแรงเทียบเท่าได้กับหนูแฮมสเตอร์ที่กำลังโกรธจัด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เพื่อปรับปรุงตัวนายเองน่ะสิ! ไปกันเดี๋ยวนี้เลย!!”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อีริคแอบเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ก่อนจะพยายามซ่อนยิ้มไว้ในหน้าตอนที่คุณพี่เลี้ยงดึงแขนเขาให้เดินตามมาด้วยกันจนถึงตรงราวแขวนเสื้อโค้ทหน้าบ้าน หลังจากที่เขาสวมแจ็คเกตหนังของตนเรียบร้อยแล้ว ร่างเพรียวก็เตรียมจะเดินออกไปนอกประตู…หากก็หันมามองอย่างงงๆ เมื่อมือใหญ่ของคนข้างตัวเอื้อมมาจับมือของตนเอาไว้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“มีอะไร?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เปล่า…” คุณเจ้าบ้านพูดเสียงทองไม่รู้ร้อน “ก็นายเป็นคนชวน…นายก็ต้องเป็นคนพาฉันไปสิ”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เสียงถอนหายใจแบบใกล้หมดความอดทนของร่างสมส่วนตรงหน้าทำให้อีริคต้องเพิ่มความพยายามในการกลั้นยิ้มมากขึ้น…และก็ล้มเหลวเมื่ออีกฝ่ายยอมออกเดินโดยที่มือยังเกี่ยวกุมกับเขาไว้อยู่
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
*****
 
 
 
 
 
“ดูสิๆ!”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เด็กชายผมแดงกระซิบเรียกพี่น้องของตนพร้อมกวักมือเรียก…ร่างเล็กอยู่บนโซฟาเพื่อมองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมมีเกราะกำบังไปในตัว น้ำเสียงตื่นเต้นเป็นตัวเร่งให้เด็กชายอีกสองคนวิ่งมากระโดดใส่โซฟาบ้าง ส่วนเด็กหญิงก็เดินตุ้บตั้บตามมาด้วยขาสั้นๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ภาพของชายหนุ่มผมน้ำตาลที่ยอมเดินตามให้คนตัวเล็กกว่าลากมือนำไปทำให้บรรดาผู้แอบมองทุกคนทำหน้าเหวอ…อเล็กซ์นิ่งเงียบแต่นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้าง แฮงค์ถึงกับถอดแว่นออกเพื่อขยี้ตา ส่วนเรเวนก็ทำแก้มพองลมฟู่ๆ อย่างตื่นเต้น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จนกระทั่งสองร่างลับหายไปทางหัวมุมถนนนั่นเองที่ทุกคนดูจะพูดออก…เด็กชายทั้งสามไถลลงมานั่งเรียงกันบนโซฟา ความเงียบปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่พี่ชายคนโตจะรำพึงออกมาด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองได้เห็นเรื่องที่พิลึกที่สุดในโลก…”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่บ่อยครั้งนักที่แฮงค์จะเห็นด้วยกับอเล็กซ์…และคราวนี้ก็เป็นจังหวะที่ไม่บ่อยนั้น เด็กชายผมสีเข้มพยักหน้า น้ำเสียงที่พูดเจือด้วยอารมณ์ที่ไม่ต่างกัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองได้เห็นสัตว์สปีชีส์นักล่ายอมทำตามการควบคุมของสัตว์สปีชีส์โมเอะ…”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อเล็กซ์ขมวดคิ้วกับศัพท์เทคนิค “อะไรคือโมเอะหาเจ้าเนิร์ด?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ก่อนที่หนุ่มแว่นจะได้อธิบาย สาวน้อยคนเดียวของบ้านก็ชิงพูดก่อน “เรเวนเหมือนกัน…เห็น…เรเวนเห็น…แด็ดจับมือเดินกับมี๊”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เด็กชายคนโตกับคนเล็กพยักหน้ากับข้อเท็จจริงที่น้องสาวพูด…มันตรงประเด็นและถูกต้อง เพียงแต่สุดแสนจะไม่น่าเชื่อเท่านั้นเอง หากเด็กชายผมแดงไม่ตอบรับกับประโยคใด…เขาทำหน้าปิ๊งปั๊งเหมือนกับได้เห็นอะไรที่สวยงามที่สุดในชีวิต น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาล่องลอยและบอกได้ชัดว่าเจ้าตัวเพ้อไปไกลแล้วแค่ไหน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองได้เห็นโอทีพี~”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คราวนี้แม้แต่อัจฉริยะอย่างแฮงค์ยังต้องขมวดคิ้ว “อะไรคือโอทีพี? สูตรเคมีรึไง?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“มันคือ… เฮ้อ~ ช่างเถอะน่าๆ” ฌอนโบกมือพั่บๆ “ประเด็นสำคัญคือว่า…เราจะต้องทำยังไงต่อไปต่างหาก”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ทำอะไร?” อเล็กซ์ถาม เพราะรู้ดีว่าบอกฌอนในโหมดหลุดโลกแบบให้หยุดพล่ามไปก็ไม่มีประโยชน์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ปัดโธ่เอ๊ย…ก็ช่วยเชียร์ไงเล่า!!” หนุ่มน้อยผมแดงจิ๊ปากอย่างหงุดหงิดที่ไม่มีใครคิดตามตนทัน ร่างเพรียวกระโดดลงมาจากโซฟา อุ้มร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงให้ขึ้นไปนั่งบนที่เดิมของตนเพื่อประจันหน้ากับทุกคนได้ถนัดๆ “ฟังนะ…พวกนายไม่ได้สังเกตเลยรึไงว่าตั้งแต่ชาร์ลส์มาอยู่ อะไรๆ มันก็ดีขึ้นน่ะ?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เด็กชายเว้นช่วงเพื่อให้ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับตนก่อนจะกล่าวต่อ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เรามีของอร่อยๆ กิน…แด็ดก็อยู่ติดบ้านแถมยอมคุยกับพวกเรา…” น้ำเสียงเกลี้ยกล่อมสาธยาย “พวกนายไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้ไปตลอดรึไง?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ก็จริงแหละ…ตั้งแต่ชาร์ลส์เข้ามา อะไรๆ ก็ดีขึ้นจริงๆ” แฮงค์เห็นด้วย สมองฉลาดเกินวัยคิดได้แล้วว่าพี่ชายคนรองคิดอยากพูดอะไร “เข้าใจละ…นายเลยคิดว่าจะให้ชาร์ลส์กับแด็ด…”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“อินเลิฟ…แต่งงาน…อยู่ด้วยกันตลอดไป…นั่นล่ะที่ฉันคิด” ณอนชี้นิ้วแบบใช่เลยใส่น้อง “แต่ปัญหาคือพวกผู้ใหญ่น่ะชอบคิดว่านั่นนี่มันผิดไปหมด เลยไม่กล้ายอมรับหรือทำอะไรสักอย่าง…เพราะงั้นพวกเราต้องช่วยเขาสองคน เราเริ่มได้จากการ…”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เฮ้ๆ!! ฉันยังไม่ได้ตกลงอะไรเลยนะ!!” หนุ่มแว่นร้องเสียงหลง หน้าแดงแปร๊ดเมื่อพยายามชี้แจง “แล้วอีกอย่าง…ชาร์ลส์กับแด็ดเขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรกันอย่างที่นายเพ้อไปเองก็ได้…ให้ตายสิฌอน นายต้องเลิกคิดว่าชีวิตจริงคือทัมเบลอร์ซะทีนะ!”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เงียบน่าแฮงค์! ที่ฉันพูดไปนั่นไม่ใช่ประโยคขอร้องแต่เป็นประโยคคำสั่งต่างหาก!! นาย-ไม่-มี-สิทธิ์-เลือก!!” เด็กชายผมแดงขึ้นเสียงบ้าง นั่นจึงทำให้สาวน้อยที่ฟังพี่ชายไม่ค่อยทันแต่อยากมีส่วนร่วมส่งเสียงวี้ดๆ ออกมาอย่างสนุกสนานด้วยบ้าง อเล็กซ์นั่งปิดหูอยู่สักพักก่อนจะว้ากออกมา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เงียบเดี๋ยวนี้!!!”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เมื่อพี่ชายคนโตออกโรง…ทุกคนก็ยอมสงบโดยดี เด็กชายผมทองถอนหายใจเฮือกอย่างระอาใจ ก่อนจะพูดเสียงเฉียบขาดเพื่อไกล่เกลี่ยทุกอย่าง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“โอเคฌอน…ฉันเข้าใจว่านายเป็นแฟนบอย แต่ที่แฮงค์พูดเป็นมันถูก…นี่เป็นชีวิตจริง นายเที่ยวไปชิปชาวบ้านเขาตามใจชอบไม่ได้” เด็กชายเอ่ยหนักแน่นเพื่อสอนน้อง…ก่อนจะเสริมเมื่อเห็นเด็กชายผมแดงทำหน้ามุ่ย “…แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่นายพูดมันผิดไปหมดหรอกนะ ตั้งแต่ชาร์ลส์มาอะไรๆ มันก็ดีขึ้นจริงๆ…และเราก็เห็นๆ กันอยู่ว่าแด็ดต้องรู้สึกซัมติงกับชาร์ลส์แหละ แด็ดเคยยอมใครขนาดนี้ที่ไหนกันล่ะ”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ใช่มั้ยล่ะ~ ฉันบอกแล้วววว~” นัยน์ตาสีเทาซีดของคนหน้ามุ่ยวาววับขึ้นมาทันควัน “แถมการที่ชาร์ลส์ได้มาอยู่บ้านนี่ก็เพราะแด็ดเป็นคนขอให้มาด้วยนะ…แล้วไหนจะ…”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“หยุด! หยุดเลย!!” พี่ชายคนโตรีบเบรก ก่อนจะสรุป “ฉันชอบตอนที่ชาร์ลส์มาอยู่กับเรามากกว่าตอนแรกๆ…อันนี้มีใครคัดค้านมั้ย?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่มีเสียงตอบเพราะทุกคนพยักหน้ารับแทน…แต่อย่างไรเสียคะแนนเสียงก็เป็นเอกฉันท์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“โอเค…งั้นนี่เป็นสิ่งที่เราจะทำ” อเล็กซ์พูด “พวกเราจะเชียร์ให้แด็ดกับชาร์ลส์ชอบกันให้ได้…อารมณ์แบบคอยสร้างโอกาสหรือบรรยากาศอย่างงั้นน่ะ”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เด็กชายเลิกคิ้ว แต่ไม่เว้นจังหวะให้นานพอที่ใครจะสามารถกล่าวแทรกตนได้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“แต่ถ้ามันชัดเจนว่าไม่มีทาง…พวกเราต้องยอมรับและรามือ โอเคมั้ย?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ข้อเสนอของพี่ชายเป็นที่พอใจของทุกคน…นั่นจึงทำให้แฟนบอย หนุ่มเนิร์ด และสาวน้อยพยักหน้าตกลงหงึกๆ โดยดี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
*****
 
 
 
อีริคกับชาร์ลส์กลับมาถึงบ้านตอนได้เวลาทำอาหารเย็นพอดี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ร่างเพรียววางถุงในมือลงบนโต๊ะอาหาร…ชายหนุ่มอีกคนทำตามเงียบๆ ก่อนจะยืนนิ่งราวกับรอว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อไป ชาร์ลส์ลอบมองร่างสูงเงียบๆ พลางรินน้ำใส่แก้วให้ตัวเองแล้วดื่มอึกๆ…ตลอดการซื้อของ อีริคไม่ได้ช่วยเลือกข้าวของอะไร แต่ก็ยอมเข็นรถเข็นตามเขาไปเรื่อยๆ ไม่มีบ่น ตอบคำถามเวลาที่เขาถาม (แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นแค่ประโยค “อะไรก็ได้” เท่านั้นก็ตาม) และยอมที่จะวางแพคเบียร์กระป๋องกลับไปตอนที่เขาไม่ยอมให้เจ้าตัวซื้อเกินหนึ่งแพค
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ให้ตายเถอะ…ทำตัวดีๆ ก็ทำได้แท้ๆ…แต่ดันไม่ยอมทำเสียอย่างนั้น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์ถอนหายใจอย่างหน่ายใจ เทน้ำใส่แก้วอีกรอบแล้วเดินไปยื่นให้อีกฝ่าย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เอ้า…หิวน้ำมั้ย?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อีริคไม่ตอบ แต่รับแก้วไปดื่มเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยทักขึ้นมาลอยๆ “แก้วนี้นายดื่มไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์สะดุ้งทันควันเมื่อนึกได้ และก็มองเห็นว่ามันสายไปเสียแล้ว “ให้ตาย…! โทษที ฉันลืม…”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ใจเย็นน่า…ฉันไม่ได้จะว่าอะไร” ร่างสูงยักไหล่ก่อนจะจิบน้ำอีกอึก “ก็แค่นายใช้ไปรอบเดียวเองนี่”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ใช่เลยอีริค เลนเชอร์…แค่ฉันใช้ไปรอบเดียวและนายก็ดูจะโอเคกับการจูบทางอ้อมกับฉันเท่านั้นเอง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์พยายามปั้นหน้าเป็นปกติ วินาทีกระอักกระอ่วนในซุปเปอร์มาร์เกตย้อนกลับมาอีกครั้ง…เขากำลังเลือกผักที่จะใช้ทำอาหารเย็นวันนี้โดยมีอีริคยืนทำหน้าเบื่ออยู่ข้างๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“แครอทหรือเห็ดดี?” ชาร์ลส์หรี่ตามองผักสองชนิดที่อยู่ในมือแต่ละข้างของตนอย่างชั่งใจ แต่แน่นอนว่าคนข้างตัวก็ไม่เคยจะให้ความร่วมมือด้วยสักครั้ง เสียงทุ้มพูดอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ไม่เอาทั้งคู่”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์ถลึงตา เสียงนุ่มเริ่มเข้มขึ้นนิดๆ “มันมีประโยชน์ทั้งคู่แต่ฉันคิดว่าแค่อย่างเดียวก็พอ…แครอทหรือเห็ดดี?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อีริคเลื่อนรถเข็นเล่นไปมาอย่างไม่สนใจ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“…ฉันเกลียดทั้งสองอย่างเลย”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“แครอทหรือเห็ด?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“วางไปซะทั้งคู่แล้วซื้อมันฝรั่งไปทำเฟรนช์ฟรายด์ดีกว่า”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์นึกอยากเอาผักในมือฟาดหน้าเจ้าคนหน้ามึนสักที “แค-รอท-หรือ-เห็ด?!”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ให้ตาย…” ชายหนุ่มผมน้ำตาลถอนหายใจ ก่อนจะย้อนถาม “นายชอบกินอะไรมากกว่าล่ะ?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คนฟังกระพริบตาอย่างตามไม่ทัน ก่อนจะตอบ “แครอท”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ร่างสูงยักไหล่ ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก “งั้นซื้อเห็ดละกัน”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์มองคนตรงหน้าเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ…ความนึกอยากจะเอาผักในมือฟาดหน้าหล่อร้ายนั่นสักทีเพิ่มขึ้นอีกโข อีริคหัวเราะออกมากับสีหน้าเหมือนหนูแฮมสเตอร์โกรธจัดและแก้มขาวๆ ของอีกฝ่ายที่ตอนนี้แดงด้วยความโมโหที่ถูกตนปั่นหัว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ให้ตายเถอะ…จะมีใครโมโหได้น่าเอ็นดูเป็นบ้าและตลกได้ใจเท่าคนตรงหน้าเขาอีกไหมนะ…?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชายหนุ่มผมน้ำตาลพยายามกลั้นยิ้ม ก่อนจะเอื้อมมือมาหยิบแครอทที่ชาร์ลส์ถืออยู่มาใส่ในรถเข็น…ยอมลงให้โดยดีหลังจากที่แกล้งคนน่ารักจนพอใจแล้ว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ล้อเล่นน่าชาร์ลส์…นายชอบแครอทก็ซื้อแครอทสิ ถ้านายชอบกินฉันก็กินด้วยได้หมดแหละ”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
กว่าชายหนุ่มผมดำจะรู้ตัวว่าโดนแกล้งอีกแล้วก็เมื่อร่างสูงเข็นรถเดินนำไปพร้อมทิ้งเสียงหัวเราะหึๆ มาให้เข้าหู นึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเก่าเมื่อได้ยินเสียงซุบซิบจากคุณป้าสองคนที่ยืนมองตั้งแต่ต้นจนจบ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ต๊าย~ ทะเลาะกันง้องแง้งแบบนี้คงเพิ่งแต่งงานแน่ๆ เลยว่ามั้ย?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ไม่หรอกๆ…อย่างงี้ท่าทางจะเป็นแค่แฟนอยู่นะ แต่คงใกล้แต่งแล้วล่ะ โฮะโฮะโฮะ~”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“จะว่าไป…คนเข็นรถหน้าคุ้นๆ ว่ามั้ย? เขาอยู่บ้านที่มีเด็กหลายๆ คนนะถ้าจำไม่ผิด”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“แต่อีกคนไม่ใช่คนแถบนี้นะ…หน้าตาเรียบร้อยดีจังเนอะ~”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“นั่นสิ…ท่าทางรักกันดีแบบนี้น่ารักจริงจริ๊ง~”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์นึกอยากระเบิดคำพูดออกไปให้คุณป้าๆ ฟังว่ามันไม่ใช่อะไรแบบนั้นและก็ช่วยเลิกมองเขาด้วยสายตาวิบวับเสียที…แต่ก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์และไม่สมควรอย่างยิ่ง เขาจึงได้แต่วางเห็ดกลับเข้าชั้นแล้วกระแทกเท้าตามอีริคไป
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ชาร์ลส์…ชาร์ลส์…?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เสียงเรียกทำให้เขาหลุดจากภวังค์…อีริควางแก้วน้ำลงในอ่างล้างพลางถามต่อเมื่อเห็นว่าเขาฟังแล้ว “ยังมีอะไรอีกมั้ย? ฉันไปได้รึยัง?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“อะ อ๋อ…” นัยน์ตาสีแซฟไฟร์กระพริบปริบๆ ก่อนจะเรียบเรียงคำพูด “ยังมีอีกเยอะเลยล่ะ…เอาผักออกมาจากถุงซิ”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อีริคทำหน้าเซ็งแต่ยอมทำตามโดยดี และหลังจากที่เขาสั่งงานต่อ…ชาร์ลส์ก็ค้นพบว่าความสามารถในการเตรียมอาหารของอีริคมีค่าคะแนนต่ำกว่าศูนย์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บ้านนี้กินซีเรียลมาจะสองปีเต็มๆ…แล้วเขาจะกล้าหวังว่าอีริคทำอาหารเป็นได้อย่างไรกัน…?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“โอเค…โอเค…” ชาร์ลส์หยิบมีดแล่ปลาด้ามยักษ์ที่อีกฝ่ายพยายามจะใช้มันปอกเปลือกแครอทออกจากมือ ลอบถอนหายใจอย่างระอาพลางวางหัวหอมให้แทน “ปอกหอมไปละกัน…ไม่ยากหรอก ลอกๆ ให้เหลือแต่เนื้อสีขาวนะโอเคมั้ย?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อีริคพยักหน้า หยิบหัวหอมไปนั่งที่โต๊ะอาหารก่อนจะเริ่มงานเงียบๆ…ชาร์ลส์มองจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ก่อหายนะใดๆ แล้วจึงเริ่มตั้งหม้อรอแล้วแกะซองเส้นสปาเกตตี้ เมื่อน้ำเดือดและใส่เส้นสปาเกตตี้ลงไปแล้ว…เขาก็เริ่มต้นปอกเปลือกแครอทที่จะใส่ในซอส
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชายหนุ่มผมดำจัดการกับแครอทหัวสุดท้ายเสร็จพอดีกับทีอีริคเดินเอาหัวหอมกลับมาวางให้ เขาบอกให้อีกฝ่ายไปรอดูว่าเส้นสปาเกตตี้ได้ที่หรือยังก่อนจะเริ่มต้นหั่นหัวหอม…แต่เมื่อหั่นไปได้ครึ่งหนึ่ง ชาร์ลส์ก็เพิ่งตระหนักได้ว่าเขาลืมอะไรไป
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“อีริค…อีริค…” เสียงนุ่มเรียก “นายเอาหัวหอมล้างน้ำรึยัง?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แต่คำถามของเขาไม่จำเป็นต้องรอคำตอบแล้ว…เพราะความร้อนผ่าวที่พุ่งปราดขึ้นมาจนทำให้แสบจนน้ำตาไหลบอกชัดเจนว่าหัวหอมยังไม่ถูกล้างแน่นอน ชาร์ลส์ร้องออกมาเบาๆ กับความแสบร้อน น้ำตาหยดโตไหลพรู
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ยังไม่ได้ล้าง…” อีริคหันมาตอบ ก่อนจะอุทานออกมาเสียงลั่น “ชาร์ลส์!! เกิดอะไรขึ้นน่ะ?! นายเป็นอะไร?!!”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“มะ ไม่มี…ฮึก…อะ…ไร…ฮึก…” ชายหนุ่มผมดำพยายามตอบแม้ว่าตอนนี้ลำคอจะตื้อตัน…หัวหอมมีผลกับเขามากกว่ามนุษย์ปกติทั่วไปสักร้อยเท่าได้ ตอนนี้ชาร์ลส์จึงมีสภาพไม่ต่างอะไรไปจากคนที่กำลังร้องไห้แบบเต็มขั้นเลยสักนิด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เสียงดังลั่นของอีริคเรียกให้เด็กๆ วิ่งตุ้บตั้บเข้ามาในครัว…ทุกคนนิ่งอึ้งไปกับภาพที่เห็นตรงหน้า มันช่างดูแสนจะลงล็อคกับความคิดที่ว่าอีริคว้ากใส่จนชาร์ลส์ร้องไห้เสียเหลือเกิน แฮงค์ที่มีสติรีบวิ่งไปปิดแก๊สเมื่อเห็นว่าหม้อต้มเส้นเดือดคลั่กจนแทบล้นออกมา อเล็กซ์ที่ได้สติตามมาถามเสียงหวาดๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เอ่อ…แด็ดครับ ชาร์ลส์เป็นอะไรเหรอ?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อีริคหันมาตีหน้ายักษ์ใส่ราวกับจะอ่านใจเด็กๆ ได้ว่าทุกคนเดาเรื่องอย่างไรอยู่ เสียงทุ้มพูดกร้าวๆ “บอกไว้ก่อนเลยนะว่าฉันไม่ได้ทำหมอนี่ร้องไห้น่ะ”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“จริงเหรอฮะ?” ฌอนเผลอถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อถือสักนิด…ก่อนจะรีบตะครุบปากตัวเองแล้วแทรกตัวไปด้านหลังพี่และน้องชายทันทีเพื่อหลบสายตาอำมหิตจากคุณพ่อของบ้าน เสียงครางอ่อยๆ แว่วมาให้ได้ยิน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ฉะ ฉัน…ฮึก…ไม่…เป็นไร..ฮึก…” ชาร์ลส์พยายามพูด แต่น้ำตาที่ยังไหลไม่ขาดสายก็บอกชัดว่าคำพูดของเจ้าตัวเชื่อไม่ได้สักนิด “ดะ…ฮึก…เดี๋ยวก็…หาย…”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ในขณะที่ทั้งห้องเงียบงันเพราะไม่มีใครรู้ว่าควรจะทำอะไร…ร่างเล็กของเด็กหญิงคนเดียวของบ้านก็เดินเตาะแตะมาถึงประตู ไม่มีใครสังเกตเห็นเธอจนกระทั่งเมื่อเสียงเล็กๆ ถามแจ้วๆ ขึ้นมา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“มี๊ชาร์ลส์…เป็นอะไรคะ?” เด็กหญิงเอียงคอมอง…ก่อนจะเริ่มต้นทำหน้าบึ้ง “เรเวนฟัง…แด็ดเสียงดัง…แด็ดแกล้งมี๊ชาร์ลส์เหรอคะ?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ประโยคสุดท้ายถูกกล่าวพร้อมกับที่เด็กหญิงมองหน้าอีริคไปด้วย…หนุ่มน้อยทั้งสามกลืนน้ำลายเอื๊อกพร้อมกัน เตรียมตัวคว้าน้องสาวให้พ้นมือร่างสูงที่ยืนทำหน้าทะมึนอยู่ เพียงแต่เรเวนเริ่มเปลี่ยนจากหน้าบึ้งเป็นเบะปากแทน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“มี๊ชาร์ลส์ร้องไห้…เรเวนไม่ชอบ…” น้ำตาเริ่มเอ่อในดวงตากลมโตสีเทาเข้มเป็นสัญญาณว่าสาวน้อยเตรียมจะร้องตามหม่ามี๊ในวินาทีอันใกล้นี้แล้ว เสียงเล็กๆ พูดกระท่อนกระแท่น “แด็ด…แกล้งมี๊…แกล้งมี๊ชาร์ลส์…ทำไม…?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ไม่ใช่…นะครับ…ฮึก…” ชาร์ลส์รีบเอ่ยแก้ความเข้าใจ แฮงค์ช่วยอีกแรงด้วยคุ้นเคยกับเวลาที่สาวน้อยงอแงแบบนี้ดี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“โอ๋ๆ เรเวน” พี่ชายคนโปรดรีบก้าวมาโอบน้อง “แด็ดไม่ได้แกล้งชาร์ลส์โอเคมั้ย…อย่าร้องไห้นะ”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สาวน้อยยังทำหน้ามู่ทู่แต่ก็ยอมกอดพี่ชายโดยดี…ร่างเล็กสูดหายใจฟึดฟัด ยังไม่วายบ่นให้ได้ยิน “แด็ดไม่แกล้ง…แต่แด็ดก็ไม่สนใจ…ปล่อยมี๊ชาร์ลส์ร้องไห้…ใจร้าย”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คำว่าแจ้วๆ ของสาวน้อยทำให้เด็กชายทั้งสามนึกอยากหายตัวไปจากตรงนี้…เพราะทุกคนรู้สึกเหมือนโดนรังสีอำมหิตของอีริคบีบคอจนจะตายอยู่แล้ว และต่างก็สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงทุ้มๆ นั้นพูดออกมา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ฉันไม่ได้ทำหมอนี่ร้องไห้…” คนฟังทุกคนแอบโล่งใจเล็กน้อยที่น้ำเสียงไม่ได้มีอะไรมากกว่าความหงุดหงิดใจเล็กๆ เจืออยู่เท่านั้น “แล้วฉันก็ไม่ได้ไม่สนใจด้วย…เห็นมั้ย?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์ที่กำลังปาดน้ำตาอยู่อุทานออกมาสั้นๆ เมื่อพบว่าหลังจากที่อีริคพูดจบ…เจ้าตัวก็ดึงร่างเขาเข้าไปกอดแบบไม่ได้บอกกล่าว ท่อนแขนข้างหนึ่งโอบรอบเอวของเขา…ส่วนอีกข้างก็พาดทับแผ่นหลังเพื่อโน้มให้ท้ายทอยของเขาซบลงกับร่างของเจ้าตัว…ส่วนสูงที่แตกต่างทำให้แก้มของเขาแนบกับแผงอกของอีกฝ่าย ความอบอุ่นและสัมผัสใกล้ชิดทำให้ชาร์ลส์คิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ตัดสินไม่ได้ว่าอะไรดังก้องในความรู้สึกมากกว่ากัน…เสียงหัวใจของคนตรงหน้าหรือตัวเขาเอง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปมากหรือน้อยเพราะสมองดูจะไม่รับรู้อะไรอย่างอื่นนอกจากสัมผัสของอ้อมกอด…ขยับตัวยุกยิกเพื่อจะปาดน้ำตา แต่ก็พบว่ามันแห้งไปตั้งแต่เมื่อไหร่เสียแล้วก็ไม่รู้ เขาจึงได้แต่ขยับมืออย่างเงอะงะ…ก่อนจะตัดสินใจวางมันบนแผงอกแข็งแรงของอีกฝ่ายเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เสียงนุ่มพูดแผ่วเบา…พยายามกดความเขินอายให้ไม่เป็นที่สังเกตได้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เอ่อ…ฉันโอเคแล้วล่ะ…ปล่อยได้แล้ว”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อีริคส่งเสียงตอบรับสั้นๆ ตามนิสัย แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกๆ…แปลกชนิดที่ว่าแม้แต่ตัวเองก็ไม่อยากเชื่อว่าตนจะรู้สึกแบบนี้…เพราะเขากำลังรู้สึกว่าไม่อยากปล่อยชาร์ลส์ออกจากอ้อมแขนของตน…อยากจะรั้งให้อ้อมกอดนี้ยาวนานขึ้นอีกสักนิด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“อีริค…?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“อืม…ได้สิ” เขายอมผละตัวออก ก่อนจะหันมามองเด็กๆ ที่ยืนเงียบกริบกันอยู่ “ชาร์ลส์ไม่ร้องไห้แล้ว…พอใจรึยัง?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สามหนุ่มพยักหน้ายิกๆ โดยไม่ปล่อยให้น้องสาวพูดอะไรอีก ก่อนที่จะรีบสลายตัวออกนอกห้องครัวไป…จนกระทั่งมาถึงห้องนั่งเล่นนั่นเองที่ทุกคนกล้าถอนหายใจเฮือกออกมาดังๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“แด็ด…” อเล็กซ์พูดอย่างขยาด “โคตรโหด…”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ฉันนึกว่าพวกเราจะไม่รอดซะแล้ว…” แฮงค์ยังหน้าซีดไม่หาย กอดน้องสาวไว้แน่น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ตอนแรกฉันโคตรกลัวเลยอ่ะ” ฌอนทำตัวสั่น แต่แล้วก็ยิ้มตาลอยๆ “แต่ตอนหลังนี่แบบ…โคตรคุ้มอ้ะ~!”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“พี่แฮงค์…พี่แฮงค์” สาวน้อยเขย่าแขนพี่ชายแล้วถามเสียงกังวล “แด็ดจะไม่ชอบเรเวนมั้ย? เรเวนว่าแด็ด…เรเวนไม่ดี แด็ดจะยังชอบเรเวนมั้ย?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เอ่อ…” หนุ่มแว่นพยายามเรียบเรียงคำ “แด็ดไม่โกรธมากหรอก แต่วันหลังเรเวนพูดแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ…แด็ดเป็นแด็ด เรเวนจะโมโหแด็ดแค่ไหนก็ยังต้องเคารพ ต้องพูดดีๆ…โอเคมั้ย?”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เรเวนไม่ได้โมโหเท่าไหร่หรอก” สาวน้อยพูดหน้าตาเฉย ทำให้พี่ๆ ทั้งสามเลิกคิ้วอย่างสงสัย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“แต่เรเวนจะร้องไห้นี่” อเล็กซ์แย้ง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ก็เรเวนอยากให้มี๊ชาร์ลส์อยู่กับเรเวนตลอดไปนี่นา” เด็กหญิงเอียงคอนิดๆ “เรเวนเลยต้องทำให้แด็ดชอบมี๊ชาร์ลส์บ้าง…แด็ดจะได้ให้มี๊ชาร์ลส์อยู่ด้วยตลอดไป”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“โอยยยยยย~ สุดยอดมากน้องสาวที่รักของพี่~” ฌอนอุ้มร่างเล็กขึ้นมากอด สาวน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างชอบใจเมื่อตนโดนยกขึ้นๆ ลงๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ไอ้เด็กบ้า…” อเล็กซ์บ่นเบาๆ เมื่อเห็นฌอนเริ่มต้นพูดคุยภาษาแฟนบอยใส่น้องเล็ก แฮงค์ที่นั่งมองอยู่ด้วยก็พยักหน้าเห็นด้วย…ตระหนักเป็นรอบที่ล้านได้ว่าเด็กชายผมแดงเป็นพี่ของตนได้แค่เพราะวันเกิดไม่ใช่ระดับความคิด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“แต่ตอนนี้…ฉันเริ่มคิดจริงๆ แล้วล่ะ” อเล็กซ์พูดต่อ “…ว่าพวกเราอาจไม่จำเป็นต้องช่วยอะไรแด็ดกับชาร์ลส์เลยก็ได้”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แฮงค์ยังคงเงียบ…แต่ก็ไม่ลังเลในการจะพยักหน้าแทนคำตอบให้พี่ชาย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
*****
 
 
 
 
อาหารเย็นผ่านไปอย่างราบรื่น เด็กๆ ชอบสปาเกตตี้และทานกันจนเกลี้ยง…และเมื่อชาร์ลส์จัดการเก็บกวาดทุกอย่างแล้วล้างจานจนเสร็จ เขาก็เดินขึ้นชั้นสองเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำนอน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หลังจากที่เขาออกจากห้องน้ำ…ชายหนุ่มผมดำก็แวะไปที่ห้องเด็กๆ เพื่อดูว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี เมื่อเปิดเข้าไปแล้วเห็นว่าไฟในห้องมืดสนิท…เขาก็ปิดประตูเสียงเบาให้ไม่รบกวนบรรดาคนในห้อง แล้วออกเดินกลับไปที่ห้องของตน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ก่อนจะถึงห้องเขา…ชาร์ลส์จะต้องผ่านหน้าห้องอีริคไปเสียก่อน เขาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอยู่ดีๆ เจ้าของห้องก็เดินออกมา…แต่ท่าทางของอีกฝ่ายที่ดูแปลกใจที่เห็นเขาเหมือนกันก็บอกชาร์ลส์ว่าเจ้าตัวคงไม่ได้ต้องการรอเจอเขาเป็นพิเศษแต่อย่างใด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชายหนุ่มผมดำพยายามห้ามภาพความทรงจำถึงอ้อมแขนของคนตรงหน้าไม่ให้มันผุดขึ้นมาในหัว…แต่ไม่มีประโยชน์ เขาจึงได้แต่พยายามสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อคุมสติแล้วบังคับเสียงให้เป็นปกติ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“อ้าวอีริค…ฉันนึกว่านายนอนไปแล้วซะอีก”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“กะจะลงไปหาหนังสือหน่อยน่ะ” ชายหนุ่มผมน้ำตาลยกหนังสือในมือให้ดู “ฉันอ่านเล่มนี้จบแล้ว”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“อืม…” ชาร์ลส์พยักหน้า ความเงียบที่ตามมาชวนให้กระอักกระอ่วน…เขาจึงนึกขอบคุณเมื่ออีกฝ่ายเริ่มพูดขึ้นมา แม้ว่าหัวข้อสนทนาจะอันตรายต่อการตีหน้านิ่งเฉยเสียเหลือเกินก็ตาม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“วันนี้…ฉันตัดสินใจเอาเอง” อีริคพูด…ไม่ได้ระบุชี้ชัด แต่เขาก็รู้ดีว่าหมายถึงอะไร “นายคงไม่ชอบ…โทษทีละกัน”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“มะ ไม่เป็นไรหรอก…ฉันไม่ได้ไม่ชอบ…” ชาร์ลส์ตอบ ก่อนจะรีบพูดเสริมเร็วปรื๋อ “แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันชอบนะ…คือฉันโอเคกับนาย…แต่ไม่ใช่โอเคม๊ากมากอะไรแบบนั้นนะ…ฉันแค่…ฉันแค่…”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นัยน์ตาสีเทาพริบพราวเพราะคนฟังพยายามกลั้นยิ้ม และชาร์ลส์ก็เพิ่งตระหนักได้ว่าตนดูตลกแค่ไหน…เขาจึงหยุดประโยคสับสนที่กำลังพูดอยู่เสีย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“โอเค…โอเค…ฉันเข้าใจน่า” อีริคพูดช่วย “แค่กลัวนายโมโหเท่านั้นเอง”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์พึมพำคำพูดว่าเขาไม่ได้โมโหตอบไป ก่อนจะเอ่ยเสริม “ฉันเองก็ผิดแหละ…ลืมบอกนายไปว่าต้องล้างหัวหอม เลยวุ่นวายใหญ่เลย”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เอาน่า…เรื่องมันจบไปแล้ว จะมานั่งขอโทษกันทำไมเนี่ย” อีริคยักไหล่ “แค่วันหลัง…ถ้าจะใช้หัวหอมทำอาหาร ก็เรียกฉันละกัน”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“นายจะทำให้เหรอ?” ชาร์ลส์ถามอย่างไม่อยากเชื่อหู
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เปล่า” ร่างสูงยักไหล่ “นายจะได้มีคนให้ซบถ้าร้องไห้ไง”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ความตั้งใจในการข่มความเขินของชาร์ลส์ก็พังเป็นชิ้นๆ กับประโยคนี้…อีริคมองหน้าแดงๆ ของอีกฝ่ายแล้วหัวเราะหึๆ ออกมา ร่างสูงเดินผ่านอีกฝ่ายเพื่อลงบันไดไปชั้นล่าง เสียงทุ้มพูดตามไล่หลัง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“ราตรีสวัสดิ์นะ”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์รู้สึกอยากจะชกหน้าหล่อๆ นั้นเป็นรอบที่ร้อยล้านของวันเห็นจะได้…อีริค เลนเชอร์ดูจะสนุกสนานเหลือเกินในการแกล้งเขาให้หัวปั่น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เพียงแต่ครั้งนี้…ที่ปั่นป่วนมันไม่ใช่แค่หัวเขาน่ะสิ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ลส์รีบเปิดประตูห้องแล้วฝังหน้าลงในหมอนทันทีที่ถึงเตียง หวังให้ตนไม่ได้รู้สึกพิลึกๆ อย่างที่กำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้…โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าคนที่กำลังหาหนังสือเล่มใหม่อยู่ที่ชั้นล่างก็กำลังหวังอย่างเดียวกัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ให้ตายเถอะ…ทำไมต้องหวั่นไหวกับเรื่องแค่นี้กันด้วยนะ?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
tbc.
 

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
 
 
 
สวัสดีค่ะทุกคน! 😀
 
 
 
 
 
 
 
ตอนแรกฟิคนี้กะจะลงเมื่อสองสามวันที่แล้ว แต่นั่งแก้+เห็นว่าเว็บจะปรับปรุงระบบ ทิพย์เลยได้ลงเอาก็วันนี้ล่ะค่ะ ความจริงกะจะลงเรื่องทริปปักกิ่งก่อน…แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ดีๆอยากเขียนฟิคเรื่องนี้มากกกก นั่งเขียนกะว่านิดเดียวที่ไหนได้ร่ายลงมาทั้งบทเลย ปักกิ่งรอก่อนละกัน #แย่!
 
 
 
 
 
 
 
ตอนนี้ก็ยังเป็นตอนที่เขียนแล้วอยากลงไปดิ้นหัวเราะกับนุ้งชาร์ลส์เหมือนเดิมค่ะ…แบบเฮ้ยเราแกล้งหม่ามี๊เยอะไปป่ะเนี่ยยยยย 555
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ยิ่งเขียนยิ่งชอบเรเวน คิดไว้หน้าตาแบบเบบี้ราพันเซลอ่ะค่ะ
 
 
 
 
โอยยยยยยยยยยยยยย น่ารักน่ากอดอ๊ะะะะะะะะะะะ XDDDD
 
 
 
 
 
 
 
ประเด็นหลักคือมุขหัวหอมค่ะ >< คือปกติทิพย์เป็นคนที่หัวหอมไม่มีผล จะล้างหรือไม่ล้างมาก็น้ำตาไม่ไหล (หัวหอมถ้าล้างน้ำก่อนหั่นจะล้างสารทีทำให้แสบตาออก…ได้ยินมาว่ายังงั้นอ่ะ) แต่อยู่ๆมีวันนึง หั่นหัวหอมอยู่ดีๆก็แสบตา ต้องหยุดนั่งเช็ดน้ำตาแป็บนึงเลย จำได้ว่าดันเอามือที่จับหัวหอมป้ายตาด้วย…จบข่าวววว แสบโคตรรรรร
 
 
 
 
 
 
 
แต่การแสบตาที่โคตรพ่อโคตรแม่ที่สุดคือตอนผ่าอาจารย์ใหญ่ค่ะ…ทิพย์ลองเป็นคนผูกด้ายผ่าตัด โอยยยยยยผูกทั้งน้ำตาค่ะ ทั้งแสบทั้งหายใจไม่ออก เหมือนจมูกมันโดนเผาไปแล้วอ่ะค่ะ T_T น้ำตาเต็มตามองอะไรแทบไม่เห็นเลย ผูกเสร็จแล้วสละยานอ่ะค่ะ…ยืนตรงนั้นไม่ไหวเลย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แต่สำหรับนุ้งชาร์ลส์…คือถึงจะแสบตาแต่มีอีริคมากอด โอเคย์อ่ะ! คุ้มมมมมมมมมมม
 
 
 
 
 
 
 
เมื่อคืนดูเกมส์ออฟโธรนส์ซั่นสองตอนห้า…..ส่วนที่แพงที่สุดของตอนคือกล้ามท้องเกนดรีค่ะ A____A ชิปเกนดรี/อาร์ยา กับ โจราห์/ดานารีส ขาดใจมากกกกกกกกกกกกก แต่ทำไมบทไทเรียนกับบทลิตเติลฟิงเกอร์ซังมันน้อยยังงี้ฮะะะะะ??? บู่ๆๆๆๆ #ชอบดูดราม่าคนฉลาดเล่นการเมือง
 
 
 
 
 
 
 
 
คิดอยากจะตอบคอมเมนต์หลายทีมากแล้ว+ยังไม่ได้ทอล์คฟิคเชอร์ลอค Before The Sky Shall Fall เลยด้วย…รอหลังสอบนะคะ ;3;
 
 
 
 
 
 
 
 
สำหรับทุกคนที่เข้ามาคอมเมนต์ เยี่ยมเยียน เพ้อกันในทวิต
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ทิพย์เอง
 
 

Advertisements

8 responses to “[X-Men Fic][ErikCharles] Where Our Hearts Belong (5)

  1. เกร๊ดดดด อีตาอีริคคค ไอฉลามฉวยโอกาสสส บ้าที่สุดแงงงงง ////
    เขินแทนน้องชาร์ลส์เลยค่ะฮือๆๆ พี่ทิพย์ช่างร้ายกาจยิ่งนัก Y///Y ทำร้ายชาร์ลส์ได้ลงคอ(เอาอีกสิคะฟฟฟ) ฉากที่ซุปเปอร์มาเก็ตก็น่ารักมากๆเลยค่ะ อยากเป็นคุณป้าสองคนนั้นจังแงงงง

    Like

  2. อ่านตอนนี้ละนั่งยิ้มคนเดียว~~
    ฟินฉากกอดไม่นอน น่ารักจริงๆเลยo>_<o~♥♥♥♥

    Liked by 1 person

  3. ฟิคนี้ทำให้หนูยิ้มเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียว …

    ฟินเว่ออออออออออออออออ

    Like

  4. “ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองได้เห็นสัตว์สปีชีส์นักล่ายอมทำตามการควบคุมของสัตว์สปีชีส์โมเอะ…”

    555555555

    Like

  5. กิ๊ซซซซ หมอนกระจายยยยยยยยย
    จะเขินตามมี๊ทำไมเนี่ยยยยย
    อีริคคนบ้าาาา ชาร์ลส์ไม่ใช่หนมครกนะ หมั่นหยอดเจรงงงงงงง
    เรเวนชนะเลิศศศศ หนูมาถูกทางแล้วลูก 55555
    ฌอนนี่แฟนบอยเต็มขั้น เอิ้กกกกกกกกกกกก
    พี่ๆน้องๆรักกันแด๊ดกับมี๊คงดีใจมาก กร้ากกกกกก

    Like

  6. พวกป้าๆนี่คือน้องในอนาคตแน่ๆค่ะน้องมั่นจัยยย์
    แล้วแบบ เจ้าพวกเด็กแก่แดดดดดดดดด
    ยิ่งเจ้าฌอนนะคะ คือแบบ แฟนบอยเลยหรอลูกกกกกกกก
    หนูรีบไปมั้ยยยย
    โอยแล้วตอนปอกหอมนี่แบบบบบ
    น้องอยากจะเป็นหัวหอม หรือเป็นมีดเป็นเขียงเป็นอะไรก็ได้เลยข่ะแงงงงงงงงงงง
    ยอมๆๆๆๆๆ
    เขินมากค่ะตอนนี้ ยิ้มไม่หุบเลยฮรืออออออออออ

    Like

  7. โอย นึกแล้วว่าอีตาอีริคต้องไม่ธรรมดา นิ่งๆแต่ดู๊ ดู แต่ละคำที่พูดออกมาแกล้งมี๊ชาร์ล เขินแทนมี๊อย่างมากมาย //ฟัดหมอนน

    Like

  8. *เหมาหัวหอมทั้งตลาดส่งไปให้บ้านอีริก*
    โอยยยยย เขินไม่ไหวแล้วววว สกสกสหา

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s