[X-Men Fic][ErikCharles] Where Our Hearts Belong (7 — 2/2)

 
 
Where Our Hearts Belong

X-Men: First Class Fanfiction by Tippuri~ii *

 

 

 

Pairing: Erik Lehnsherr x Charles Xavier

Type: AU Fanfiction
Remark : domestic love & daddy-duo story, no mutation involved

Warning: YAOI ALERT; ENTER AT YOUR OWN RISK


 
 
 

 

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
 
 
Chapter 7 — 2/2
 
 
 
 
 
 

 

 

“พวกนายได้ยินที่แด็ดกับชาร์ลส์คุยกันมั้ย?”

              

 

 

 

 

หลังจากที่หามุมเหมาะหลังชั้นวางแผ่นดีวีดีได้แล้ว…พี่ชายคนโตของบ้านก็เริ่มเปิดประเด็นทันที คำตอบคือหน้าของน้องๆ ที่พยักหงึกๆ อย่างพร้อมเพรียง…เด็กๆ เลิกสนใจอาหารในจานตั้งแต่ที่อีริคกลับมาแล้ว และแทบจะลงมือทำลายข้าวของเพราะความกิ๊วก๊าวของบทสนทนาเรื่องแพนเค้ก…แต่ก็จำต้องตีหน้านิ่งมาจนถึงตอนนี้

              

 

 

 

 

“ให้ตายเถอะ~! ทำไมเขาไม่แต่งๆ กันไปให้จบๆ ซะทีเลยนะ?! จะมารออะไรกันอยู่??” ฌอนทำเสียงคำรามโฮกฮาก “ถ้านี่ไม่ใช่โคตรจะอินเลิฟ…ฉันก็ไม่รู้แล้วว่ามันจะเป็นอะไร!”

              

 

 

 

 

แฮงค์พยักหน้าหงึกๆ ให้กับพี่ชายทั้งสองคน ก่อนจะถาม “งั้นเราจะเอาไงต่อล่ะ? ยังจะคิดแผนอะไรอีกมั้ย?”

              

 

 

 

 

“ยังต้องช่วยอีกเหรอ?” เสียงแจ้วๆ ของเด็กหญิงผมทองที่จูงมือหนุ่มแว่นอยู่ย้อนถาม…สาวน้อยกำลังสนใจแผ่นการ์ตูนเจ้าหญิงดิสนีย์ตรงหน้าพลางถามต่อเสียงปกติ “เรเวนว่า…แด็ดชอบไปแล้ว มี๊ชาร์ลส์ก็ชอบเหมือนกัน…ชัวร์”

              

 

 

 

 

สามหนุ่มเงียบกริบกับความเห็นของน้องสาว…เพราะมันตรงจุดจนไม่รู้จะมีอะไรให้เพิ่มเติม และสุดท้าย…พี่ชายคนโตก็เริ่มต้นพูดขึ้นมาอีกครั้ง

             

 

 

 

 

 “แต่ถ้ายังไม่เห็นหลักฐานจังๆ…เราก็ยังวางใจไม่ได้นะฉันว่า” นัยน์ตาสีน้ำเงินฉายแววจริงจัง “เราต้องสร้างบรรยากาศต่อไป…เอาให้ชัวร์เลยว่ารักกันแน่ๆ”

              

 

 

 

 

“งั้นแผนต่อไปคืออะไรล่ะ?” แฮงค์ถาม มือเล็กดันกรอบแว่นให้ชิดหน้า…กริยาที่บอกว่าพร้อมร่วมมือเต็มที่

              

 

 

 

 

“ถ้าอย่างวันนี้…” อเล็กซ์ชี้ไปทางชั้นวางแผ่นดีวีดีที่ประดับประดาด้วยคัทเอาท์และโปสเตอร์สีหวานจ๋อย “เราก็จะเช่าแต่หนังรักไปให้หมดเลย…แล้วหาทางจับให้สองคนนั่งดูด้วยกันให้ได้ โอเคมั้ย?”

              

 

 

 

 

“เรเวนไม่เข้าใจ…” สาวน้อยแย้ง “แค่ดูหนัง…ไม่เห็นมีอะไร”

              

 

 

 

 

“มีสิครับน้องสาวที่รักของพี่” ฌอนแกล้งขมวดคิ้วพร้อมทำเสียงจุ๊ๆ “หนังรักน่ะยังไงมันก็ทำให้คนดูรู้สึกกิ๊วก๊าว แล้วเราก็จะเลือกหนังที่เนื้อเรื่องมันใกล้เคียงกับสองคนนั้นไง…พวกเขาจะได้เขิน~”

              

 

 

 

 

“ตามนั้นแหละ” อเล็กซ์พยักหน้าหงึกๆ “จำไว้นะ…เอาหนังรักที่มันหวานกุ๊กกิ๊กสุดชีวิตเลย โอเคมั้ย?”

              

 

 

 

 

น้องๆ พยักหน้าตอบ…ก่อนที่เด็กทั้งสี่จะแยกย้ายออกไปตามหาหนังรักที่ตนถูกใจทันที

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

              

 

“เอ่อ…ขอบใจที่มาด้วยนะ”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์ตัดสินใจเริ่มต้นบทสนทนาขึ้นมาเพราะความเงียบระหว่างพวกเขาสองคนมันมากไปจนชวนให้อึดอัด…ทำให้อีริคที่กำลังไล่หยิบแผ่นดีวีดีมาอ่านเรื่องย่ออยู่หันมามอง ร่างสูงยักไหล่พร้อมตอบเสียงเรียบ

              

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรหรอก…ฉันเองก็อยากจะหาหนังดูอยู่ด้วยแหละ”

              

 

 

 

 

ว่าจบ…เจ้าของดวงตาสีเทาก็กลับไปสนใจแผ่นดีวีดีเหมือนเดิม เจ้าตัวดูอารมณ์ดีขึ้นหลังได้กินแพนเค้กสมใจ…ดีขึ้นจนจู่ๆ ก็พูดถามขึ้นมาหลังอาหารว่าชาร์ลส์จะพาเด็กๆ ไปไหน แล้วก็ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจด้วยคำพูดง่ายๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยิน

              

 

 

 

 

“อ๋อ…ร้านเช่าหนังเหรอ? งั้นเดี๋ยวฉันไปด้วยนะ”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์ไม่พลาดที่จะเห็นสีหน้าอึ้งสนิทของเด็กๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร…เขาออกจะดีใจด้วยซ้ำที่อีริคเอ่ยปากออกมา เพราะมันเป็นลางดีว่าชายหนุ่มผมน้ำตาลอาจกำลังจะเลิกรู้สึกไม่อยากใช้เวลาร่วมกับเด็กๆ แล้ว แต่ก็พบว่าบรรยากาศตอนนี้มันเงียบแบบแปลกๆ ไปเมื่อเด็กๆ แยกย้ายออกไปหาภาพยนตร์ที่อยากดูแล้วทิ้งพวกเขาไว้สองต่อสอง

           

 

 

 

 

อย่า…ชาร์ลส์ เซเวียร์…อย่าคิดถึงเรื่องแพนเค้กบ้าๆ นั่นเด็ดขาด…

              

 

 

 

 

อีริคยังคงเลือกแผ่นดีวีดี…แต่ก็แอบปรายตามองคนข้างตัวเป็นระยะ ชาร์ลส์คงมาแค่เพื่อคอยดูแลเด็กๆ จริงๆ เพราะเจ้าตัวไม่ได้มีท่าทีจะสนใจภาพยนตร์เรื่องไหนเลย ร่างสมส่วนมองนั่นนี่ไปเรื่อย ก่อนจะหันมาเล่นขยับมือสองข้างที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวไหมพรมตัวโคร่งสีงาช้างนั้นให้ยืดออกพร้อมกันเป็นจังหวะเหมือนเด็กเล็กๆ…และเมื่อรู้ตัวอีกที อีริคก็พบว่าตัวเองกำลังยิ้มบางๆ อยู่

           

 

 

 

 

ให้ตายเถอะ…ชาร์ลส์ทำให้เขายิ้มมากกว่าที่เคยยิ้มมาตลอดชีวิตรวมกันเสียอีก

           

 

 

 

 

“เอ่อ…ถึงนายจะว่างั้น…”

              

 

 

 

 

เสียงนุ่มแผ่วเบาเพราะคนพูดก้มหน้ามองพื้น…แต่อีริคก็ได้ยินชัดเจน

              

 

 

 

 

“…แต่ฉันดีใจนะที่นายมาด้วย…ดีใจมากเลย”

              

 

 

 

 

ว่าจบ…ชาร์ลส์ก็กลับไปมองแผ่นดีวีดีรอบตัวเหมือนเดิม ชายหนุ่มผมน้ำตาลได้แต่มองกระเป๋าเสื้อไหมพรมที่โดนยืดเล่นนั้นนิ่งๆ…พูดอะไรตอบไปไม่ออกเพราะหัวใจที่เต้นแรง และเต้นแรงกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายหันหน้ากลับมาสบตาอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มน่ารักบนริมฝีปากสีเรื่อ

           

 

 

 

 

บ้าชะมัด…มันถูกกฎหมายรึไงนะที่จะยิ้มได้สดใสขนาดนี้น่ะ?

              

 

 

 

 

อีริคหันหน้ากลับมามองแต่แผ่นดีวีดีในมืออีกครั้งเพื่อกันไม่ให้อีกฝ่ายเห็นสีหน้าตลกๆ ของตน นึกขอบคุณที่เสียงเด็กๆ คุยกันมาจากทางชั้นวางดีวีดีอีกฝั่งทำให้ชาร์ลส์ผละออกไป…หัวใจของเขาจะได้กลับมาเต้นตามจังหวะเดิมเสียที

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

              

 

ชาร์ลส์เดินตามเสียงของเด็กๆ มาจนถึงชั้นวางแผ่นดีวีดี

              

 

 

 

 

“ไหนดูซิ…นายเลือกเรื่องอะไรมาน่ะแฮงค์?”

              

 

 

 

 

“เอ่อ…เดอะซาวด์ออฟมิวสิคน่ะ ฉันว่าเรื่องนี้แหละดี ตรงมากเลย…”

              

 

 

 

 

“โอเคๆ…แล้วนายล่ะฌอน? เดี๋ยวเลย…วางกลับไปซะ!”

              

 

 

 

 

“อะไรกัน?! นายจะมารู้ดีไปกว่าฉันได้ไงหาอเล็กซ์?!

              

 

 

 

 

“ฉันรู้เพราะฉันมีตาไว้ดูน่ะสิ! เอ็กซ์เมนเฟิร์สต์คลาสไม่ใช่หนังรักนะไอ้เด็กบ้า!!”

              

 

 

 

 

“นายมันตาถั่ว…จอมซื่อบื้อ!! ไอ้พี่งี่เง่า!! ดูตัวเองมั่งสิ…เลือกเลทเทอร์สทูจูเลียตแค่เพราะมีอแมนด้าชัดๆ!!””

              

 

 

 

 

“ทุกคน…หยุดเถอะ…”

              

 

 

 

 

เสียงพูดคุยเริ่มทวีความรุนแรงจนดูเหมือนจะทะเลาะกันแล้ว…ชาร์ลส์จึงเร่งฝีเท้าแล้วร้องถามนำไปก่อน

              

 

 

 

 

“อเล็กซ์? ฌอน? เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

              

 

 

 

 

เขาแทบจะได้ยินเสียงเด็กๆ สะดุ้งเฮือกในความเงียบหลังจากที่คำพูดของเขาถูกเปล่งออกไป…ชาร์ลส์เดินมาหยุดตรงหน้าทุกคน ก่อนจะถามเสียงนุ่มให้รู้ว่าเขาไม่ได้คิดจะดุว่าใคร

              

 

 

 

 

“เลือกหนังไม่ได้เหรอ?”

              

 

 

 

 

“ดะ ได้ฮะ…” แฮงค์รีบอธิบาย “ฌอนแค่เลือกเรื่องที่อยากดูมากกว่าไม่ได้เท่านั้นเอง”

              

 

 

 

 

“ชะ ใช่ฮะ!” หนุ่มน้อยผมแดงรีบพยักหน้าหงึกๆ อย่างมีพิรุจ…แต่ก่อนที่ชาร์ลส์จะได้ซักต่อ แม่หนูน้อยผมทองก็เดินเตาะแตะมาดึงแขนเสื้อ เสียงใสพูดขอร้อง

              

 

 

 

 

“มี๊ชาร์ลส์คะ…มาเอื้อมให้เรเวนหน่อย…เรเวนสูงไม่ถึง”

              

 

 

 

 

เด็กชายทั้งสามรีบใช้เวลาที่ชาร์ลส์ผละไปกับน้องสาวในการรีบจบปัญหาทั้งหมด…ดังนั้นเมื่อชาร์ลส์กลับมา ทุกคนก็ยืนยิ้มและบอกว่าพร้อมจะไปชำระเงินแล้ว ชายหนุ่มไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร…และเมื่อมาถึงเคาท์เตอร์พนักงานก็เห็นว่าอีริคยืนรออยู่แล้ว

              

 

 

 

 

“เดอะซาวด์ออฟมิวสิค…บิวตี้แอนด์เดอะบีสต์…เลทเทอร์สทูจูเลียต…เดอะแพเรนท์แทรป…” พนักงานของร้านถึงกับผิวปากหวือเมื่อเห็นแผ่นดีวีดีบนเคาท์เตอร์ เอ่ยแซวพร้อมยิ้มกริ่ม “โห…นี่กะจะฉลองวาเลนไทน์ตลอดสุดสัปดาห์นี้เลยหรือไงครับเนี่ย?”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์ยิ้มจืดชืดให้กับสายตาแสดงความยินดีที่คุณพนักงานมองกราดมาทางเขากับอีริค…เขาไม่แปลกใจกับการเลือกบิวตี้แอนด์เดอะบีสต์ของเรเวน แต่นึกสงสัยว่าทำไมเด็กผู้ชายวัยที่น่าจะชอบหนังแอ็คชั่นอย่างสามหนุ่มถึงเลือกแต่หนังโรแมนติกแถมก็เป็นหนังเก่าแล้วทั้งหมดแบบนี้

           

 

 

 

 

แล้วดูแต่ละเรื่อง…ช่างเลือกมาได้เหมาะเจาะจนเหมือนตลกร้ายจริงๆ

           

 

 

 

 

“ทั้งหมดสี่แผ่น…เวลาคืนอยู่บนใบเสร็จนะครับ” พนักงานยื่นถุงให้ ก่อนจะยิ้มพลางพูดต่อ “ตามโปรโมชั่นจะได้ฟรีอีกแผ่นนึง…ได้เลือกไว้แล้วรึยังครับ?”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์มองเด็กๆ เป็นเชิงถาม…แต่ทุกคนก็ได้แต่มองหน้ากันเอง พวกเขาตั้งใจกับแผนหาหนังโรแมนติกจนลืมเรื่องโปรโมชั่นไปเลย แต่ก็หันตามเมื่อได้ยินเสียงทุ้มของผู้ใหญ่อีกคนพูดขึ้นเรียบๆ

              

 

 

 

 

“เรื่องนี้แหละ”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์มองแผ่นดีวีดีที่โดนวางลงบนเคาท์เตอร์…ภาพปกสีดำแถมดูหลอนๆ แบบนี้ไม่ต้องเสียเวลาอ่านเรื่องย่อก็รู้ว่าเป็นหนังแนวไหน “นี่มันหนังผีนี่อีริค?”

              

 

 

 

 

“อืม…ฉันอยากดู” ชายหนุ่มผมน้ำตาลพูดหน้าตาเฉย

              

 

 

 

 

พนักงานหยิบแผ่นดีวีดีไปเพื่อสแกนบาร์โค้ด “งั้นเรื่องแถมคือเดอะวูแมนอินแบล็คนะครับ”

              

 

 

 

 

อีริคพยักหน้าเพื่อยืนยันก่อนจะรับแผ่นดีวีดีมา ชาร์ลส์มองตามจนกระทั่งมือแข็งแรงนั้นยัดมันลงไปรวมในถุงด้วย…ก่อนจะถามคำถามที่ฟังแล้วแสนจะไร้ความคิดออกไป

              

 

 

 

 

“นายชอบดูหนังผีเหรอ?”

              

 

 

 

 

“ไม่ แต่เรื่องนี้มันน่าสนุกดี” ร่างสูงตอบพลางเริ่มออกเดิน “ฉันอยากดูแฮร์รี่ พอตเตอร์วิ่งหนีผีน่ะ”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์นึกอยากถอนหายใจออกมาดังๆ กับคำตอบ…ก่อนจะเรียกให้เด็กๆ เดินตามเพื่อจะได้กลับบ้าน

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

              

 

กว่าชาร์ลส์จะจัดการให้เด็กๆ ทำการบ้านเรียบร้อยได้หมด…ก็เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว

              

 

 

 

 

ถึงเด็กๆ จะทำหน้ามุ่ยตอนที่เขาบอกว่ามันดึกเกินกว่าจะดูหนังที่เช่ามาได้…แต่ก็ไม่โวยวายอะไรมากมายเพราะง่วงกันหมดแล้ว ชาร์ลส์รอจนเห็นว่าร่างเล็กๆ นอนเรียงกันพร้อมมีผ้าห่มคลุมเรียบร้อยแล้วทุกคนจึงดับไฟแล้วปิดประตูตามเสียงเบาตอนเดินออกจากห้อง

              

 

 

 

 

หลังจากค้นเอาชุดนอนมาได้ ชาร์ลส์ก็เปิดประตูห้องน้ำเข้าไป…ไอกรุ่นในห้องและกลิ่นสบู่บอกให้รู้ว่าอีริคคงอาบน้ำไปแล้ว ชายหนุ่มผมดำใช้เวลาไม่นานในการจัดการธุระส่วนตัว…ก่อนจะเดินลงไปที่ชั้นล่างเมื่อเห็นว่าร่างสูงยังคงไม่อยู่ในห้องนอน

              

 

 

 

 

“อีริค…” เขาส่งเสียงเรียกนำไปก่อน…ไฟจากห้องรับแขกบอกให้รู้ว่าเจ้าของชื่ออยู่ที่ไหน “นายยังไม่นอนอีกเหรอ…”

              

 

 

 

 

คำถามหายไปในลำคอเพราะเห็นภาพที่น่าสนใจมากกว่า…อีริคไม่ได้กำลังปั่นงานอย่างที่เดาไว้ ร่างสูงนั่งแปะอยู่กับพื้นตรงหน้าโทรทัศน์…นิ้วเรียวกำลังจิ้มค้างอยู่บนปุ่มของเครื่องเล่นดีวีดี

              

 

 

 

 

“อ้าว…ชาร์ลส์” เสียงทุ้มเอ่ยเป็นการทักกลายๆ “นายนอนไปก่อนเลยก็ได้…ฉันจะดูหนัง”

              

 

 

 

 

แต่ตอนนี้ความคิดจะนอนไม่ได้อยู่ในหัวของชายหนุ่มผมดำแล้ว…ร่างเพรียวก้าวเข้ามาใกล้อย่างสนใจ “หนังผีเรื่องนั้นน่ะนะ?”

              

 

 

 

 

“หรือนายคิดว่าฉันจะดูบิวตี้แอนด์เดอะบีสต์ล่ะ?” อีริคกล่าวแซวแล้วหัวเราะเบาๆ…ก่อนจะลุกขึ้นไปนั่งตรงโซฟาหลังทำการใส่แผ่นดีวีดีในเครื่องเล่นเรียบร้อย “ใช่…หนังผีเรื่องนั้นแหละ”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์พยักหน้ารับรู้ ทำให้อีกฝ่ายประหลาดใจด้วยการทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ…เสียงนุ่มพูดอย่างตื่นเต้นเล็กๆ “งั้นฉันดูด้วย!”

              

 

 

 

 

 

อีริคมองคนที่เริ่มกวาดมือหาหมอนไว้ปิดหน้ามาถือด้วยสายตาขบขัน กล่าวล้อเลียนต่อ

              

 

 

 

 

“เรื่องนี้มันก็น่ากลัวนะชาร์ลส์…นายไปนอนดีกว่ามั้ง”

              

 

 

 

 

“แล้วทำไม?” นัยน์ตาสีน้ำเงินตวัดมามองอย่างเริ่มหาเรื่อง “คือนายไม่กล้าดูก็บอกฉันมาก็ได้…โอเคมั้ย?”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์มองวงหน้าหล่อเหลาที่อมยิ้มเยาะๆ อย่างล้อเลียนนั้นจนกระทั่งอีกฝ่ายยอมกดให้เครื่องเล่นทำงาน…ตามจริงคือเขาไม่ได้ประสาทแข็งแต่อย่างใด หากก็ตามประสาคนทั่วไป…ยิ่งกลัวเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากดูเท่านั้น

           

 

 

 

 

แล้วอย่างน้อย…ตอนนี้ก็มีคนดูเป็นเพื่อนด้วยนี่นา…

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์ย้ำให้ตัวเองสบายใจ มือกอดหมอนแน่น

           

 

 

 

 

หนังผีมันน่ากลัวแค่เวลาดูคนเดียวเท่านั้นแหละ…!

              

 

 

 

 

 

 

*****

 

           

 

“อร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์จำไม่ได้แล้วว่านี่เป็นการตะโกนรอบที่เท่าไหร่ของเขา หนังผีที่เขาเดาว่าไม่น่าจะมีอะไรมากกลับกลายเป็นหนังผีที่บรรจุทุกอย่างที่เขากลัวเอาไว้…ไม่ว่าจะเป็นผีเด็กในชุดย้อนยุค…เครื่องแต่งกายกับบ้านสไตล์กอธิค…แล้วไหนจะขบวนของเล่นและการท่องกลอนด้วยเสียงหลอนประสาทสุดขีดนั่นอีก สภาพของชาร์ลส์ตอนนี้จึงเป็นการที่นั่งขดบนโซฟา…มือข้างหนึ่งจับหมอนให้บังหน้า ส่วนอีกข้างทุบที่เท้าแขนปังๆ ระบายความกลัว

           

 

 

 

 

ชาร์ลส์ เซเวียร์…นายมันโคตรโง่เลยที่คิดว่าตัวเองจะดูหนังผีรอด!!

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมดำด่าตัวเองซ้ำไปซ้ำมา…รู้ดีว่าควรลุกออกไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกแล้ว แต่สุดท้ายก็อดแอบลดหมอนลงเพื่อดูต่อไม่ได้…และสิ่งที่ตามมาก็คือก็การตะโกนลั่นบ้าน วงจรนี้เล่นซ้ำไปซ้ำมาจนชาร์ลส์เริ่มสงสัยแล้วว่าเด็กๆ กับเพื่อนบ้านจะตื่นเพราะเสียงเขาไหม

              

 

 

 

 

แต่ผิดกันกับชาร์ลส์…อีริคดูจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับทุกฉากของหนัง แถมยังเพิ่มเสียงด้วยซ้ำเวลาที่เดาได้ว่าผีกำลังจะออกมา พอชายหนุ่มผมดำโวยวายจะแย่งรีโมต…อีริคก็ยกแขนหนี ซึ่งอีกฝ่ายสาบานได้ว่านี่ต้องเป็นอีกหนึ่งในสารพัดการกลั่นแกล้งเขาอย่างที่คุณเจ้าบ้านชอบทำแน่ๆ

              

 

 

 

 

“ให้ตายเถอะชาร์ลส์…มีอะไรน่ากลัวนักหนา? มันจะจบแล้วด้วยเนี่ย”

              

 

 

 

 

คำพูดเสียงยานคางอย่างเบื่อๆ ของคนข้างตัวทำให้เขายิ่งเจ็บใจกว่าเก่า แต่เถียงไม่ได้เพราะต้องรีบหลบหลังหมอนเมื่อเห็นเงาดำวูบวาบในจอ

              

 

 

 

 

อีริคหัวเราะซ้ำ…ก่อนจะล้อต่อ

              

 

 

 

 

“ไหนตอนแรกนายหาว่าฉันไม่กล้าดูไง? แล้วนี่มันอะไรหา?” นิ้วเรียวดีดหมอนปุๆ ก่อนจะแกล้งกระชากมันทิ้ง ชาร์ลส์ร้องเสียงหลงแต่คว้าไว้ไม่ทัน…หมอนลอยละลิ่วไปตกแปะตรงด้านหน้าโทรทัศน์

              

 

 

 

 

อีริคขยับจะหัวเราะ…แต่ทุกเสียงก็หายวับไปดื้อๆ เมื่อชาร์ลส์เลิกสนใจจะไปเก็บหมอนแล้วหันมายึดเขาเป็นที่พึ่งแทน…มือขาวๆ กอดแขนของเขาไว้แน่นเหมือนหมีโคอาล่าเกาะยอดไม้ ร่างเพรียวเบียดเข้ามาชิด…วงหน้าสีน้ำนมฝังแน่นกับต้นแขนของเขาพร้อมโวยวายเสียงอู้อี้

              

 

 

 

 

“บ้าเอ๊ย!! ไปเอาหมอนมาคืนฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!!”

              

 

 

 

 

“อืมมมมม…” อีริคตอบแบบเป็นกลาง แต่นิ้วกดเพิ่มเสียงเข้าไปอีก…และผลที่ตามมาก็คือความอบอุ่นจากร่างที่เบียดเข้ามาชิดกว่าเดิมพร้อมเสียงโวยวาย

              

 

 

 

 

“อีริคคคคค!!! เลิกทำแบบนี้นะ!!” คุณพี่เลี้ยงสั่ง…เสียงเหมือนจะตายแล้ว “หรือไม่ก็ปิดหนังไปเลยเหอะ!! ฉันไม่อยากดูแล้ว!!”

              

 

 

 

 

อีริคแกล้งทำเสียงแบบผู้ใหญ่สอนเด็ก “ฉันบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้ไปนอน…เห็นมั้ย เป็นไงล่ะทีนี้?”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์ครางเสียงเหมือนหนูแฮมสเตอร์โดนอัดติดกำแพง…มือเรียวกำแขนเสื้ออีกฝ่ายจนยู่ยี่ อีริคเบือนสายตากลับไปที่จอโทรทัศน์อีกครั้ง…แต่คราวนี้ไม่ได้รู้เรื่องใดๆ กับภาพยนตร์สักนิด ประสาทสัมผัสและความสนใจทั้งหมดดูจะเทไปให้ร่างสั่นระริกที่ซบเขาอยู่หมดแล้ว

                

 

 

 

 

รู้งี้น่าจะจับให้ชาร์ลส์นั่งดูด้วยซะตั้งแต่แรก…เสียดายเวลาที่เขานั่งดูหนังผีคนเดียวตั้งหลายเรื่องก่อนหน้านี้ชะมัด

              

 

 

 

 

เมื่อเอนด์เครดิตเริ่มต้น…อีริคก็ปิดโทรทัศน์และเครื่องเล่นดีวีดีด้วยการกดรีโมต คุณพี่เลี้ยงยอมเงยหน้าขึ้นมา…แต่มือยังไม่ยอมปล่อยแขนของเขา เรียวปากสีเรื่อนั้นเบะนิดๆ เหมือนเด็กๆ ก่อนจะเริ่มต้นต่อว่า

              

 

 

 

 

“นายแกล้งฉันชัดๆ…อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ!” นัยน์ตาสีน้ำเงินจ้องเขม็ง “ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้ลดเสียง…นายก็เอาแต่…”

              

 

 

 

 

“ฉันต้องเพิ่มเสียงสิ…ใครจะไปได้ยินกัน นายเล่นมาร้องว้ากๆ อยู่ตลอดเวลา” อีริคยักไหล่ตอบหน้าตาเฉย…แต่คำพูดของเขาก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ชาร์ลส์จึงได้แต่ทำหน้าฟึดฟัด ร่างเพรียวกระแทกเท้าเดินออกไปนอกห้องแล้วย่ำโครมๆ ขึ้นชั้นสอง…คงพอจะรู้สึกตัวว่าเสียงดังเกินไปแล้วเพราะเขาไม่ได้ยินเสียงประตูปิดปังอย่างที่ควร

              

 

 

 

 

อีริคตามเข้าไปในห้อง…ชาร์ลส์นอนอยู่บนเตียงแล้วเรียบร้อย ร่างเพรียวหันหลังให้เขาอย่างบอกให้รู้โต้งๆ ว่ายังไม่หายโมโห ชายหนุ่มผมน้ำตาลแอบอมยิ้ม…คิดในใจว่าพรุ่งนี้ต้องหาทางง้อคนอีกแล้ว ก่อนที่ร่างสูงจะแทรกตัวลงในผ้าห่มแล้วปิดไฟ หันหลังให้อีกฝ่ายเช่นกัน…แอบเสียดายในใจนิดหน่อยที่วันนี้คงไม่ได้โอบแขนรอบตัวคนที่นอนอยู่ข้างๆ แล้ว

              

 

 

 

 

ความมืดและเวลาที่ล่วงเลยทำให้เจ้าของดวงตาสีเทาง่วงงุนในเวลาไม่นาน…แต่ก็ต้องพยายามเรียกสติกลับมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงนิ้วเรียวที่จิ้มๆ ลงมาตรงไหล่

              

 

 

 

 

“อีริค…อีริค…” เสียงนุ่มนวลเรียกแผ่วเบา

              

 

 

 

 

 

เขาส่งเสียงตอบในลำคอให้รู้ว่าฟังอยู่…อีกฝ่ายจึงกล่าวต่อ เสียงเบากว่าเดิม…เดาก็รู้ว่าต้องกำลังข่มความอายแล้วพูดแน่ๆ

              

 

 

 

 

“หันมาหน่อยสิ…แบบนี้ฉันไม่ชอบเลย”

              

 

 

 

 

คนฟังแอบยิ้มกับการที่อีกฝ่ายเลี่ยงไม่พูดว่ากลัวออกมา พลิกตัวมาให้ประจันหน้ากับร่างเพรียว…เอื้อมมือออกไปลูบเรือนผมสีดำเบาๆ เป็นเชิงบอกให้สบายใจ ชาร์ลส์ขยับตัวเข้ามาใกล้นิดๆ ราวกับไม่ค่อยแน่ใจว่านี่เป็นเรื่องที่ทำได้ไหม…และอีริคก็ตอบให้โดยไร้คำพูดด้วยการรั้งให้ร่างของอีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนตนอย่างนุ่มนวล กระซิบเบาๆ

              

 

 

 

 

“เลิกกลัวแล้วหลับเถอะน่า”

              

 

 

 

 

ชาร์ลส์ส่งเสียงตอบรับแผ่วค่อยในลำคอ รีรอสักพักเพื่อกะเวลาว่าคนข้างตัวจะหลับสนิทแล้วจึงโอบแขนของตนรอบร่างอีกฝ่ายบ้าง…โดยไม่ได้รู้เลยว่าชายหนุ่มผมน้ำตาลแอบอมยิ้มกับการะกระทำนี้อยู่เงียบๆ คนเดียว

           

 

 

 

 

…เป็นคืนวันศุกร์ที่ยาวนานและทำให้มีความสุขเต็มหัวใจจริงๆ

              

             

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

ตอนต่อมาให้ส่งท้ายสัปดาห์ค่ะ 🙂

 

 

อ้างอิงสักนิด หนังที่ถูกพูดถึงคือเรื่องตามนี้ค่ะ

 

  • The sound of music

 

 

  • The parent trap

 

 

  • Disney’s Beauty and the beast

 

  • Letters to Juliet

 

 

 

(สารภาพว่าทิพย์ดูหนังโรแมนติกเท่าหยิบมือจริงๆ…เลยมีแต่หนังเก่าๆค่ะ ;W;)

 

 

  • The Woman in Black

 

 

โหยยยยยย เรื่องนี้ น่ากลัวมากค่ะ ;[]; ถึงเนื้อหาจะไร้สาระ ไม่มีเหตุผลหรือที่มาที่ไป แต่สภาพของทิพย์กับชาร์ลส์เหมือนกันเป๊ะเลยค่ะ มีทุกอย่างที่ทิพย์กลัวบรรจุครบถ้วนในเรื่องเดียว แล้วดันดูตอนเที่ยงคืนด้วย T_T หลังจากนั้นไม่กล้านอนไปสามวันเลยค่ะ สุดท้ายที่มันฝืนไม่ไหวแล้วก็คือเปิดเพลงทั้งอัลบั้มของ One Direction แล้วนอนค่ะ…แบบเออแกมาสิยะอีผี ชั้นจะต่อยหน้าแกเคล้าเสียงหนุ่มๆทิศทางเดียว #แปลทุเรศมากกกก

 

 

  • เรื่องสุดท้าย…ยังต้องบอกอ้างอิงอีกเหรอ??  X-Men First Class ค่ะ ><

 

 

อุ๊ย…ผิดโปสเตอร์ lol

 

 

 

 

 

ฟิคเรื่องนี้…สารภาพว่ายิ่งเขียนยิ่งกรี๊ดค่ะ คือไม่รู้สึกแล้วว่าตัวเองกำลังวางพล็อตอ่ะ คิดไปแล้วว่านี่มันต้องเป็นเรื่องจริงๆแน่ๆ…ถ้าสองคนนี้มาเลี้ยงลูกเด็กด้วยกัน มันต้องออกมาแนวๆนี้แหงเลย กรี๊ดดดดดด dhasfbasfhbaefbaegnbaegbdzfb!!!! #fangirlinggggg

 

 

 

 

วันก่อนเพิ่งดู War Horse ไปค่ะ…ดราม่าสมกับที่เป็นหนังสงคราม+มีสัตว์มาเกี่ยว ฮือออออออ และกัปตันนิโคลส์ก็หล่อมากกกกกก คนบ้าอะไรวะแค่ซื้อม้ายังปั๊ปปี้อายส์ใส่คนขาย ฮว๊ากกกกกกกกกกกกก

 

 

ถ้าเดี๊ยนเป็นพระเอก…คงแถมบ้านให้กัปตันแล้วขอตามไปรับใช้ค่ะ แอร๊กกกกกก >/////<

 

 

 

ปล. ซีนแย่งริบบิ้น สารภาพว่าขำมากกกกก ทอมฮิแกล้งเบนนี่ชัดชัด… >3< บริติชกายส์รูปงามนี่ดูแล้วสดชื่นจริงๆค่า

 

คู่นี้เราแอบชิปนะเฮ้ยยยย

 

 

สำหรับทุกคอมเมนต์และการร่วมสครีมในทวิต

 

 

 

 

รักนะคะม๊วฟฟุๆ ❤

 

 

 

 

ขอตอบแทนด้วย…จาเรดพลังมูสสมัยเบบี๋!! #น่ารักที่สวดดดดดดดดดดดดดดด

 

 

 

 

เจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ! 😀

 

 

 

 

 

ปล. ขอโฮกอีกครั้ง มันยังกร๊าวไม่หายจริงๆนะคะกับรูปนี้ ฝีมือเครย์ซัง @ crazy_cray

 

 

 

/แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

 

 

Advertisements

4 responses to “[X-Men Fic][ErikCharles] Where Our Hearts Belong (7 — 2/2)

  1. เด็กๆนี่สุดยอดจริง วางแผนจนสำเร็จ #แต่สำเร็จด้วยหนังผีของแด๊ด 5555555
    อีริคบั่บ ไม่ไหวแล้วววว แพ้ทางผช.แบบเน้ ฮรื้ออออออออ
    ชาร์ลส์ก็มุ้งมิ้งน่ารักไปปปปปป
    #กัดหมอนน้ำลายยืด แง๊วววววว

    ป.ล. ตั้งแต่อ่านมาเพิ่งเจอคำผิดคำแรก พิรุธนะจ้ะ ไม่ใช่พิรุจ (ถ้าก้าวก่ายไปขออภัยด้วยนะฮ้าฟ)

    Like

  2. โอยเขินนนนนนอ้ากกกกกกก
    เจ้าเด็กฌอนนี่คือร่างแปลงของเหล่าแฟนเกิลใช่มั้ยคะะะะะะะะ
    แล้วตอนที่พูดว่า x-menfcไม่ใช่หนังรักนี่น้องหน้าชาเลยค่ะแบบ
    เอิ่มมันไม่ใช่หนังรักจริงๆหรอแกรรร์
    โอยช่างมันเถอะค่ะ ตัดภาพมาที่เชริค
    คือมันแบบว้ากกกกกกกกกกกฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ไม่ไหวง่าาาาาาา
    เขินฟินสุดดดดดดดดแง้ อะไรก็ไม่รู้ถถถถถถถถถถถถ
    แบบำพะรเ่้ำรย้เ่องนยำฟพ่เนยำะ่ทเสวำพเาบายงไายอ้ากกกๆๆๆๆๆๆ
    เบลอน้องไปเหอะค่ะฟฟฟฟฟฟฟฟ

    Like

  3. จริงๆเรเวนก็พูดถูกนะ คู่นี้ไม่ต้องชงต้องเชียร์ก็ได้ เขาชงกันเองได้คะ กร๊ากกกกก
    โอ้ยยย เเด๊ดก็เเกล้งมิ๊จัง ขอมือที่สามค่ะหมั่นไส้เเด๊ดเบาๆ //โดนอีริคตบ
    เเต่ชาร์ลนี้น่ารักจริงๆ น่ารักเเบบเสมอจ้นเสมอปลาย ฮื้ออคุณทิพย์เเต่งน่ารักมากเลอ
    เราจะไม่ทนนนนนน ดิชั้นทนไม่ได้ //ขอตัวไปอ่านตอนต่อไปนะค่ะ
    เเต่ขอเเย้งเด็กๆนิดนึง X-men First class เป็นหนังรักนะหนู ก๊ากกกกก

    Like

  4. นั่งขำตลอดตอนเลยค่ะ(ช่วงทอล์กก็ด้วย) สภาพเราเหมือนกิฟจระเข้สีเขียวอันล่างสุดเลย เหมือนเป็นรีแอคชั่นสรุปของตอนนี้ทั้งตอนได้ดี 5555555555

    “โอเคๆ…แล้วนายล่ะฌอน? เดี๋ยวเลย…วางกลับไปซะ!”

    “อะไรกัน?! นายจะมารู้ดีไปกว่าฉันได้ไงหาอเล็กซ์?!

    “ฉันรู้เพราะฉันมีตาไว้ดูน่ะสิ! เอ็กซ์เมนเฟิร์สต์คลาสไม่ใช่หนังรักนะไอ้เด็กบ้า!!”

    ขำกลิ้งเลย 555555555

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s