[FassAvoy Fic] Hypnotised (2)

Hypnotised

FassAvoy fanfiction by Tippuri~ii *

Pairing: Michael Fassbender x James McAvoy

Type: AU Fanfiction

* แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น boy’s love…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
Chapter 2

หน้ากระดาษว่างเปล่า

เจมส์ใช้นิ้วเขี่ยดินสอให้กลิ้งไปกลิ้งมาบนโต๊ะทำงาน หนังสือนิยายภาษาฝรั่งเศส…งานชิ้นล่าสุดที่เขาต้องแปลเปิดค้างอยู่ที่หน้าแรก กำหนดส่งยังอีกนาน และนั่นทำให้ชายหนุ่มนั่งจมจ่อมกับความคิดของตัวเองและไม่เริ่มลงมือเสียที

มือเรียวคว้าดินสอมาถือไว้ ปลายไส้ถูกเคาะซ้ำๆ เบาๆ บนแผ่นกระดาษ…ทิ้งรอยจุดดำจางๆ ไว้บนสีขาว เจมส์ถอนหายใจออกมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ตัวเองก็จำไม่ได้…อากัปกริยาซ้ำซากที่เป็นมาตลอดทั้งวันแล้ว และเขาก็รู้ดีว่ามีสาเหตุมาจากอะไร

…ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์

เจมส์พูดชื่อนั้นซ้ำในหัวอีกครั้ง วันนี้เขาได้รับข้อความจากไมเคิลว่าให้มาเจอกันอีกครั้งที่อพาร์ตเมนท์แห่งเดิมในตอนเย็น ชายหนุ่มจำได้ว่าตนอ่านการนัดหมายนั้นเงียบๆ…และก็คิดได้ว่าไม่จำเป็นต้องทำตามก็ยังได้ ไมเคิลไม่รู้ที่อยู่หรือสิ่งใดที่จะตามหาตัวเขาได้เลย และนั่นหมายความว่าเขาสามารถจบข้อตกลงพิลึกพิลั่นนี้ได้อย่างง่ายดายด้วยตัวเอง

หากน่าแปลก…เจมส์รู้สึกลังเล

ชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆ อีกครั้ง…ถึงจะพยายามบอกตัวเองว่าเรื่องบ้าๆ นี่ควรจะจบเสียที อีกฝ่ายได้วาดรูปเขาไปแล้ว ไม่ว่ามันจะเสร็จหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องสนใจอีก เหตุผลมากมายถูกอ้างให้ทำในสิ่งที่ควรทำ แต่เจมส์รู้ก็ดีว่าตัวเองกำลังจะทำเรื่องโง่เง่าโดยเต็มใจ เขาเกลียดเวลาที่ตัวเองเป็นแบบนี้ แต่วงหน้าหล่อเหลา ความนิ่งเฉยจนเหมือนเย็นชา และนัยน์ตาสีเขียวอมเทานั้นทำให้ทุกเหตุผลหมดความสำคัญ…ไมเคิลมีอะไรบางอย่างที่สะกดให้เขายอมทำทุกสิ่งเพียงเพื่อจะได้เห็นอีกฝ่ายอีกสักครั้ง

เจมส์ไม่ชอบความรู้สึกสับสนที่หนักหน่วงในใจตอนนี้เอาเสียเลย เขาไม่ชอบการต้องตัดสินใจลงมือทำอะไรสักอย่างทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่อย่างนี้ที่สุด

ความเงียบของห้องยิ่งทำให้รู้สึกหดหู่ นิ้วเรียวจึงเอื้อมไปเปิดวิทยุข้างโต๊ะ หวังให้ดนตรีช่วยเติมเต็มมันเสีย

เสียงเพลงบรรเลงจากคลื่นสถานีดนตรีคลาสสิคลอยออกมา เจมส์ไม่ได้ชอบฟังเพลงคลาสสิคมากมาย แต่จังหวะดนตรีสบายหูที่ได้ยินก็ทำให้เขาไม่เปลี่ยนคลื่น ชายหนุ่มนั่งมองเพดาน โยกเก้าอี้นิดๆ ตามจังหวะเพลงวอลท์ซที่กำลังฟัง เขาชอบจังหวะของเพลงวอลท์ซเพราะมันเนิบนาบแต่ก็ร่าเริงในที เหมือนจังหวะของชีวิตในแต่ละวัน…เหมือนจะน่าเบื่อแต่ก็มีเรื่องราวมากมายแฝงอยู่ในนั้น

นัยน์ตาสีน้ำเงินสดใสหลับลง…คิดถึงการเต้นรำที่ประกอบไปด้วยจังหวะการก้าวเท้าและการหมุนตัว…ท่าเต้นของเพลงวอลท์ซดูจะมีแต่การที่คู่เต้นรำหมุนออกห่างกันแล้วก็หมุนกลับเข้าหากันอีกครั้ง

พบเจอ…แยกจาก…และก็กลับมาเจอกันอีก…และก็แยกจากกันอีกครั้ง…ซ้ำไปซ้ำมา จังหวะวอลท์ซช่างเหมือนกับสังคมของคนทั่วไป เจมส์จินตนาการภาพเมืองที่มีเสียงเพลงดังตลอดเวลาจากเหล่าผู้คนที่ได้มารู้จักกันแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ภาพที่คิดทำให้เขารู้สึกขำจนเริ่มฮัมเพลงตามวิทยุอย่างอารมณ์ดี สะดุดใจกับสิ่งใหม่ที่คิดเพิ่มขึ้นมาได้

…การพบกันของเขากับไมเคิลก็เป็นเหมือนตัวโน้ตตัวหนึ่งในท่วงทำนองเพลงวอลท์ซของนิวยอร์กที่แสนวุ่นวายนี้

เจมส์หัวเราะกับความคิดเหลวไหล แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง…สุดท้าย เขาก็จะแยกจากไมเคิลไปตามจังหวะเพลง และเสียงดนตรีก็จะเงียบหายไปเองตามเวลา

เขาไปเจอไมเคิล อีกฝ่ายจัดการวาดรูปให้เสร็จ แล้วพวกเขาก็แยกไปตามทางของแต่ละคน ทุกอย่างจะจบลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ…ชายหนุ่มสรุปกับตัวเอง เอื้อมมือไปปิดวิทยุ

ใช้เวลาสั้นแสนสั้น…แล้วเพลงวอลท์ซของพวกเขาก็จะจบลงเองอย่างง่ายดาย

*****

หน้ากระดาษยุ่งเหยิงด้วยลายเส้น

ไมเคิลพินิจงานของตัวเองเงียบๆ…โครงร่างบนแผ่นสีขาวยังเป็นแค่เส้นดินสอตวัดวาดเท่านั้น แต่ก็มองได้ชัดว่าเป็นใครสำหรับคนที่รู้ดีอย่างตัวเขาเอง…เจมส์เป็นคนร่างเล็ก กรอบหน้าที่มีแก้มนิดๆ กับทรงผมยุ่งๆ ทำให้เจ้าตัวดูอ่อนกว่าอายุจริงไปโข

นิ้วเรียวของไมเคิลเคาะหน้ากระดาษเบาๆ…ถ้าพูดกันตามจริง เจมส์ไม่ได้มีส่วนสูงหรือร่างกายกำยำตามมาตรฐานที่ศิลปินส่วนใหญ่นิยมเอามาเป็นแบบในการวาดรูปเลยสักนิด แต่แน่นอนว่าไมเคิลไม่เคยยึดติดการวาดของตนกับมาตรฐานนั้น เขาเลือกวาดในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าควรค่ากับเวลาที่จะต้องเสียไป และชินแล้วกับที่งานศิลปะของตนเป็นที่เข้าใจในกลุ่มคนน้อยนิดเท่านั้น

ไมเคิลไม่เคยวาดรูปคนจากแบบจริงๆ มาก่อน เขาไม่เคยพบใครที่ทำให้รู้สึกอยากจะเก็บภาพเอาไว้ด้วยปลายดินสอของตน นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มเองก็แปลกใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงตัดสินใจเลือกเจมส์…เจมส์ผู้แสนจะธรรมดา แต่กลับมีอะไรบางอย่างที่เหนี่ยงรั้งความสนใจของเขาเอาไว้ ตามมาด้วยคำเสนอไร้เหตุผลเพียงเพราะอยากจะยืดเวลาที่มีระหว่างกันอีกสักนิด

ชายหนุ่มไม่เชื่อในเรื่องรักแรกพบหรือพรหมลิขิต และมีสติพอที่จะสามารถบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้ตกหลุมรักเจมส์ สิ่งที่มีใกล้เคียงกับคำว่าสนใจหรือถูกดึงดูดมากกว่า ไม่มีเหตุผลให้กับความรู้สึกนี้…เขาไม่ได้ทราบอะไรเกี่ยวกับเจมส์มากไปกว่าชื่อกับนามสกุล ใจหนึ่งคิดว่าต่อให้อีกฝ่ายหายไปจากชีวิตเขาตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่อีกใจก็กลับคิดว่าอยากจะยืดเวลาออกไปให้นานที่สุดก่อนที่วินาทีของการจากลาจะมาถึง

ความรู้สึกขัดแย้งแล่นพล่านซ้ำไปซ้ำมา…ทำให้จิตใจที่เหมือนผืนน้ำเรียบนิ่งมาตลอดกลับสั่นไหวราวกับมีก้อนกรวดถูกโยนใส่ และสุดท้าย ไมเคิลก็ส่งข้อความนัดให้เจมส์มาพบตนที่อพาร์ตเมนท์แห่งนี้อีกครั้ง

ทุกการกระทำไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น…และนั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้สติจนน่าหัวเราะ เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน และไม่คาดคิดด้วยว่าตัวเองจะมีวันเป็น ไมเคิลพยายามจะปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าตอนนี้ทุกอย่างกลับพลิกผันไปหมดเพียงเพราะคนที่เขาเพิ่งรู้จักได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง หากก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทำ เขารู้ดีว่ากำลังหลอกตัวเอง

ชายหนุ่มมองออกว่าความรู้สึกของตนอาจถูกเข้าใจผิดได้ง่ายในสายตาคนนอก แต่เขาพูดได้เต็มปากว่ามันไม่ใช่ความรัก…มันเป็นเหมือนความหลงใหลชั่ววูบมากกว่า เพียงแต่ความฉาบฉวยนี้กลับหอมหวานชวนให้โหยหาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ความรู้สึกต่างขั้วที่มีต่อสู้กันรุนแรงเหมือนเปลวไฟในสายฝน เขาคิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไร แต่ก็รู้ดีว่าเมื่อสุดท้ายที่ทุกอย่างมอดไหม้จนดับลง จะเหลืออะไรอยู่ในกองเถ้าของความรู้สึก

…เขายังคงอยากจะได้พบเจมส์อีกสักครั้ง

*****

เจมส์ก้าวลงจากรถแท็กซี่สีเหลืองสด ยื่นเงินค่าโดยสารแบบครบพอดีให้เพื่อประหยัดเวลา ระยะทางที่ไกลจากกันพอควรและสภาพการจราจรในนิวยอร์กทำให้เขาเผื่อเวลาไว้เยอะ แต่เมื่อทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิด…ตอนนี้จึงกลายเป็นว่ามาถึงก่อนเวลานัดประมาณสิบห้านาทีได้

ไม่เห็นความจำเป็นในการจะต้องรออยู่บนถนนที่แน่นขนัดและเริ่มมืดครึ้มนี้…เจมส์จึงตัดสินใจเดินเข้าไปในตัวตึก ไม่มียามอยู่ตรงหน้าอพาร์ตเมนท์ ลิฟต์แบบโบราณมีประตูเหล็กดัดและส่งเสียงครืดคราดแถมช้าเหลือใจ แต่เขาไม่ได้บ่นอะไร เวลาเป็นสิ่งที่มีเหลือเฟือในตอนนี้

จะว่าไป…ทุกอย่างที่เกิดขึ้นรวมแล้วยังไม่เกินเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยซ้ำ

เจมส์เพิ่งตระหนักได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดก้าวกระโดดแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสคิดต่อเพราะลิฟต์หยุดถึงชั้นจุดหมายพอดี เขากระชากให้ประตูเหล็กดัดที่แสนฝืดเปิดออก ก่อนจะเดินไปที่ประตูอีกบาน…หมายเลขหน้าห้องที่จำได้แล้ว

หลังการเคาะสองสามครั้ง เจ้าของห้องก็เดินมาเปิดประตู เจมส์สะดุดใจกับเส้นผมสีจินเจอร์บลอนด์ที่ยุ่งนิดๆ แต่ก็ตัดสินใจไม่ถาม กล่าวแค่เพียงคำทักตายตัว

“หวัดดี”

บานไม้ถูกเปิดกว้างกว่าเดิม “เข้ามาสิ”

เจมส์ก้าวผ่านกรอบประตูเข้ามา แต่แล้วคำขอบคุณก็โดนกลบด้วยเสียงหวานจากด้านใน

“งั้นเราค่อยนัดกันอีกทีละกันนะไมเคิล…ให้ตายเถอะ ต่างหูฉันอีกข้างมันไปอยู่ตรงไหนกัน…?”

ความดังเบาที่ต่างกันในประโยคเดียวบอกให้รู้ว่าเจ้าของเสียงคงเดินไปมาไม่หยุด และเป้าหมายก็คงเป็นต่างหูที่ยังหาไม่เจอ เจมส์รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างเสียมารยาท ขยับจะถามไมเคิลว่าต้องการให้ไปรอด้านนอกไหม แต่อีกฝ่ายก็ทำราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนด้วยการก้าวผ่านไป เสียงทุ้มพูดหน่ายๆ

“ช่างมันเถอะน่าชาร์ลีซ ทำยังกับว่าคุณมีอยู่คู่เดียว”

“คุณมันหัวทึบที่สุดไมเคิล” เสียงหวานตวัดฉุนเฉียวแต่ไม่จริงจัง ก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินมาตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่ เจมส์นิ่งอึ้งไปกับภาพที่เห็น…หญิงสาวผมทองสวยสง่าเหมือนราชินี “ฉันชอบต่างหูคู่นี้มากนะ”

“งั้นก็มาหาคราวหน้า” เจ้าของห้องตัดบทให้ง่ายๆ “ตอนนี้ผมมีแขก”

ชาร์ลีซครางฮึอย่างไม่สบอารมณ์ สะบัดผมสีทองเคลียไหล่อย่างหยิ่งเชิด แต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไรอย่างที่เจมส์คาด เธอแค่ยักไหล่พร้อมรับคำ มือเรียวสวมโค้ทสเตลล่าแมคคาร์ทนีย์สีดำเข้ากับตัวก่อนจะเอื้อมไปจัดการรองเท้าส้นสูงคู่สวยต่อ ร่างระหงหันมาเผชิญกับชายหนุ่มเจ้าของห้องอีกที รอยยิ้มและแววตาท้าทายปนเชิญชวน

“แล้วเจอกันนะ”

สิ้นคำ หญิงสาวก็ก้าวเข้าใกล้ บดเบียดริมฝีปากของตนเข้ากับริมฝีปากของร่างสูง ไมเคิลดูไม่ประหลาดใจราวกับว่านี่เป็นเรื่องปกติ มือแข็งแรงโอบเอวคอดให้เข้ามาชิด ก่อนจะละออกเมื่อหญิงสาวผละจาก

เจมส์ได้สติด้วยเสียงประตูที่โดนปิดลง สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง…เหมือนเป็นแค่ฉากสั้นๆ จากภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนทั้งสองดูดีไร้ที่ติและทำราวกับว่าเขาไม่ได้มีตัวตน

ไมเคิลเดินนำเข้าไปด้านใน…สัญญาณที่ทำให้อีกฝ่ายขยับตาม แม้จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงสลัดภาพจูบนั้นออกไปจากหัวไม่ได้

– – – – –

เจมส์พยายามลำดับความคิดใหม่ในความเงียบที่มีแต่เสียงดินสอวาดผ่านกระดาษ

หลายอารมณ์ปนเปอยู่ในหัว…ทั้งความประหลาดใจและรู้สึกผิดนิดๆ ที่เสียมารยาท ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมตนต้องใจสั่น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจมส์เห็นใครสักคนจูบกัน…แต่เขาแค่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นไมเคิลในฐานะใครสักคนที่ว่านั่นเท่านั้นเอง

ดวงตาสีน้ำเงินอาศัยการที่ต้องจ้องตรงไปข้างหน้าในการลอบมองอีกฝ่าย ริมฝีปากของไมเคิลเรียวได้รูป มันมักจะเม้มสนิทเรียบเป็นเส้นตรงอยู่เสมอ เจมส์นึกถึงวินาทีที่มันครอบครองริมฝีปากสีสดของหญิงสาวผมทอง…เรียวปากที่บดเบียด รุกรานหากก็ยั่วเย้าอยู่ในที

ลมหายใจสะดุด เจมส์พบว่าหัวใจของเขาเต้นแรงอีกครั้ง

ไมเคิลดูจะไม่ได้สังเกต ชายหนุ่มดูจะไม่ได้สนใจอะไรนอกจากการวาดภาพด้วยซ้ำ ไม่มีคำอธิบายใดๆ ถึงหญิงสาวหรือจูบนั่น ซึ่งเจมส์คิดว่าเขาไม่ควรแปลกใจ…ไมเคิลไม่เคยให้เหตุผลกับเรื่องไหนอยู่แล้ว และเขาเองก็ไม่ได้เป็นใครที่สำคัญพอหรือมีความสัมพันธ์อะไรที่ทำให้ไมเคิลจะต้องอธิบายเรื่องของเจ้าตัวกับหญิงสาวผมทอง

พวกเขาเป็นแค่คนแปลกหน้าที่มาเจอกันเพราะเหตุผลไร้สาระเท่านั้นเอง

ชายหนุ่มผมดำขยับตัวตามสบายเมื่อเห็นอีกฝ่ายวางดินสอและกระดานวาดรูปลง…สัญญาณที่บอกว่าการนัดพบวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว เจมส์รีบหยิบเสื้อมาสวมกลับไปโดยเร็ว เสื้อยืดธรรมดาที่ไม่เปิดโอกาสให้ได้มีการสัมผัสใดๆ…เพราะเขาไม่อยากจะรู้สึกหวั่นไหวแบบแปลกๆ เหมือนในวันก่อนอีกแล้ว

“งั้น…” เจมส์เริ่มต้นทำลายความเงียบ “ฉันไปก่อนนะ”

ไมเคิลเงยหน้าขึ้น มองนาฬิกาแล้วพูดเสียงเรียบ “ขอบใจที่มานะ…เดี๋ยวฉันไปส่งนายเอาไหม?”

ชายหนุ่มผมดำนิ่งไปเพราะประหลาดใจกับข้อเสนอ ความเงียบที่โดนตีความผิด…เสียงทุ้มพูดเสริม “แต่ถ้านายไม่อยากก็ตามใจ…ฉันแค่เห็นมันดึกแล้ว แล้วนายก็อุตส่าห์มาด้วย…”

เจมส์เพิ่งเคยได้ยินประโยคยาวๆ แบบนี้จากปากอีกฝ่าย การพูดจาที่ดูสบายๆ ไม่เรียบเฉยหรือห้วนๆ เหมือนทุกทีนี้ทำให้เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้…แม้จะไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

“ขอบใจนะ” เขาพูด หยิบเสื้อโค้ทของตนมาถือ “งั้นก็ช่วยไปส่งหน่อยละกัน”

////////////////////////////////////////////////////

ชาร์ลีซแวะมาหาเขาตอนช่วงบ่าย

ไมเคิลรู้จักกับชาร์ลีซ เธอร์รอนมาเกือบห้าปีแล้วในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นทั้งนางแบบและเจ้าของแกลลอรี่งานศิลปะ พวกเขาพบกันที่งานแสดงภาพเขียน ไมเคิลไปในฐานะหนึ่งในบรรดาศิลปินเจ้าของผลงาน ส่วนชาร์ลีซไปในฐานะที่หนึ่งในผลงานเหล่านั้นเป็นภาพเปลือยของเธอ พวกเขาพูดคุย มองออกในแว่บเดียวว่าต่างก็ต้องการสิ่งเดียวกัน และคืนนั้นจบลงด้วยการที่หญิงสาวมาค้างคืนที่อพาร์ตเมนท์ของเขา

หลังจากวันนั้น ทั้งสองก็ยังติดต่อกันไม่ขาด…ทั้งในฐานะคู่ค้าทางธุรกิจและเพื่อนสนิท พวกเขาไม่มีอะไรจะต้องปิดบังกันและกัน กฎเกณฑ์ชัดเจนโดยที่ไม่ต้องมีการบอกกล่าวเป็นคำพูดว่าทุกอย่างระหว่างทั้งคู่ไม่มีความจริงจังใดเจือปน ไมเคิลมองว่าชาร์ลีซเป็นเพื่อนสนิทแม้ว่าเขาจะนอนกับเธอ…และรู้ดีว่าหญิงสาวเองก็ไม่ได้คิดต่างไป พวกเขาชอบความสัมพันธ์แบบในตอนนี้…สนุกชั่วครั้งคราวและข้อผูกมัดเดียวคือความเป็นเพื่อนที่มีให้กัน

วันนี้ชาร์ลีซมาถึงพร้อมคำทักทายที่เป็นจูบร้อนแรง ไมเคิลแทบอดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อมือเรียวสวยของเจ้าหล่อนกระชากกระดุมเสื้อของเขาจนหลุด…หญิงสาวใจร้อนได้อย่างไม่น่าเชื่อในบางครั้ง และเป็นเสื้อของเขาทุกทีที่ต้องรับเคราะห์

“มีอะไรตลกนักรึไง?” เสียงหวานหอบพร่าที่ข้างหู ไมเคิลสัมผัสได้ถึงความกลมกลึงของร่างที่บดเบียดเข้ามา

“เปล่า…” เขาแกล้งลากเสียง ไล้ฝ่ามือเข้าไปใต้ชายเสื้อของหญิงสาว…ผิวเรียบเนียนไร้ที่ติ “ผมแค่คิดว่าเสื้อผมพังเพราะคุณกี่ตัวแล้ว…เท่านั้นเอง”

ชาร์ลีซหัวเราะคิก “ให้ตายสิไมเคิล…คุณมันไร้ความโรแมนติกสิ้นดี”

ชายหนุ่มหยุดเสียงหัวเราะยั่วเย้านั้นด้วยริมฝีปากของเขา…เปลี่ยนมันให้กลายเป็นเสียงเว้าวอนแทนในที่สุด

เวลาล่วงเลย หญิงสาวหลับสบายอยู่ข้างๆ…แต่ไมเคิลกลับตาสว่าง ไม่อยากยอมรับว่าเขาพะวงถึงเวลานัดหมายจนหลับไม่ลง เพราะหงุดหงิดจางๆ กับอาการแบบนี้ของตน ชายหนุ่มจึงหยิบบุหรี่ที่ตรงหัวเตียงมาจุดสูบ นึกดีใจที่ตนเปิดหน้าต่างห้องทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า

รสชาติขมๆ ซ่านที่ปลายลิ้น…ไมเคิลละเลียดกลิ่นนิโคตินอย่างอ้อยอิ่ง ร่างอวบอิ่มข้างตัวพลิกขึ้นนอนหงาย…ยิ้มง่วงงุนถูกส่งให้ ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคงดูเชิญชวนนิดๆ…เหมือนกับเป็นธรรมชาติของชาร์ลีซ เธอร์รอนที่เจ้าหล่อนจะดูน่าปรารถนาได้เสมอไม่ว่าเวลาไหน

“อรุณสวัสดิ์” เสียงหวานทักล้อเลียน ไมเคิลไม่ได้ขืนตัวตอนที่มือเรียวเอื้อมมาหยิบบุหรี่ไปจากเขา หญิงสาวแตะมันลงระหว่างริมฝีปากของตน ควันสีเทาระบายออกตามลมหายใจ

“ตอนเย็นผมมีนัดนะ” ชายหนุ่มพูด บอกกลายๆ ว่าหญิงสาวควรกลับไปได้แล้ว…ประโยคที่ฟังดูไร้หัวใจหากจะเอ่ยมันกับคู่นอนที่เพิ่งตื่น แต่พวกเขารู้จักกันและกันมานานพอที่จะไม่ถือสาอะไรพวกนี้แล้ว

“ฉันก็เหมือนกัน” ชาร์ลีซเหลือบมองนาฬิกาบ้าง ดับบุหรี่ในถาดแก้วบนโต๊ะหัวเตียงก่อนจะลุกขึ้นยืนแม้ว่าจะไม่มีเสื้อผ้าติดกายสักชิ้น หญิงสาวหยิบเดรสของตนที่กองอยู่ปลายเตียงขึ้นมาแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ไมเคิลจุดบุหรี่มวนที่สอง นั่งฟังความเงียบที่โดนแทนที่ด้วยเสียงน้ำฝักบัว…ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างเปลือยจริงๆ ของชาร์ลีซดูดีกว่าในรูปวาดเยอะ

มวนกระดาษถูกเผาไหม้จนหมดพอดีกับที่หญิงสาวอาบน้ำเสร็จ ไมเคิลไม่ได้ตั้งใจฟังว่าเธอบ่นอะไรเกี่ยวกับต่างหู ร่างสูงคว้าเสื้อผ้าชุดใหม่เข้าไปในห้องน้ำและปล่อยให้น้ำฝักบัวชำระทุกคราบบนร่างกายให้หายไป เขาเดาว่าตนไม่ได้ใช้เวลานานเกินพอดีเพราะตอนที่ออกมา ชาร์ลีซยังคงไม่เลิกหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับเรื่องต่างหู

ความสนใจของไมเคิลโดนเทไปให้เสียงเคาะประตูทันทีที่ได้ยิน เขาก้าวยาวๆ ไปเปิดบานไม้…คนที่ยืนอยู่เป็นคนที่เขากำลังรอ

“หวัดดี” เจมส์ทักง่ายๆ…ดวงตาสีน้ำเงินดูจะมีแววสงสัยปนไม่แน่ใจ

“เข้ามาสิ” ไมเคิลเปิดประตูให้กว้างขึ้น ร่างสมส่วนแทรกตัวเข้ามาพร้อมถอดเสื้อโค้ท คำขอบคุณโดนกลบทับด้วยเสียงของชาร์ลีซ

“งั้นเราค่อยนัดกันอีกทีละกันนะไมเคิล…ให้ตายเถอะ ต่างหูฉันอีกข้างมันไปอยู่ตรงไหนกัน…?”

เจ้าของห้องเดาออกชัดว่าตอนนี้หญิงสาวคงกำลังเดินไปเดินมา หงุดหงิดกับต่างหูที่ยังหาไม่เจอเสียที แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ในอารมณ์จะมารอให้เธอพบมันแต่อย่างใด ร่างสูงจึงก้าวยาวๆ เพื่อจะไปหาเจ้าหล่อนพร้อมพูดหน่ายๆ

“ช่างมันเถอะน่าชาร์ลีซ ทำยังกับว่าคุณมีอยู่คู่เดียว”

“คุณมันหัวทึบที่สุดไมเคิล” หญิงสาวว่าเข้าให้ ด้วยเสียงห้วนๆ แต่รู้กันดีว่าไม่ได้โมโหจริงจัง เจ้าตัวคงยอมแพ้ที่จะหาแล้ว ร่างระหงจึงยอมเดินออกจากห้องมาหาเขา “ฉันชอบต่างหูคู่นี้มากนะ”

“งั้นก็มาหาคราวหน้า” ไมเคิลพูดสบายๆ…อย่างไรเสียต่างหูก็ไม่มีทางจะหายไปไหนได้ถ้ามันอยู่ในห้องนี้ “ตอนนี้ผมมีแขก”

ชาร์ลีซครางฮึอย่างไม่สบอารมณ์ ท่าทางเจ้าหล่อนจะรักต่างหูคู่ที่ว่านี้จริงๆ…แต่การอาลัยอาวรณ์ถึงของที่หายไปต่อหน้าคนแปลกหน้าอย่างเจมส์ไม่ใช่วิสัยของเธอ หญิงสาวจึงยอมเลิกราโดยดี โค้ทสเตลล่าแมคคาร์ทนีย์สีดำถูกสวมทับเดรสตัวสวยที่มีรอยยับนิดๆ…ร่างระหงหันมาประจันหน้ากับเขาอีกทีหลังจากที่เธอจัดการกับรองเท้าส้นสูงราคาแพงของตนเรียบร้อย

“แล้วเจอกันนะ”

ไมเคิลเดาความต้องการของเจ้าหล่อนได้จากรอยยิ้มและแววตาท้าทายปนเชิญชวน จึงไม่แปลกใจกับวินาทีถัดมาที่หญิงสาวประทับจูบเข้ากับริมฝีปากของตน…ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตอนนี้คนนอกอย่างเจมส์คงอึดอัดใจน่าดูที่ต้องมาเห็นภาพนี้ ชาร์ลีซชอบเสมอในการจะไม่ปกปิดว่าความสัมพันธ์ของเขากับเธอเป็นอย่างไร

ไมเคิลโอบเอวของร่างตรงหน้าให้เข้ามาชิด รู้ดีว่ามันเป็นการกระทำที่หญิงสาวโปรดปราน…เธอบอกเสมอว่าชอบสัมผัสจากมือของเขา ชาร์ลีซผละจากเมื่อเมื่อพอใจ หันหลังแล้วก้าวออกจากห้องไป…คำลามีแค่เพียงเสียงบานไม้ปิดกึกสู่กรอบตามเดิม

รับรู้ได้ถึงสายตาของเจมส์ นัยน์ตาสีน้ำเงินสดใสมีทั้งแววรู้สึกผิดปนเปกับความประหลาดใจ บอกชัดว่าเจ้าตัวกำลังรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เพิ่งเกิด ไมเคิลเริ่มออกเดินเข้าไปในห้องด้านใน ตัดสินใจไม่อธิบายอะไร รอให้อีกฝ่ายเป็นคนถามเอง

ไม่มีสักคำหลุดออกมาจากปากของเจมส์

– – – – –

หลังจากที่เริ่มต้นวาดรูปไปได้สักพัก ไมเคิลก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่มีสมาธิ

ไม่รู้ว่าสาเหตุเป็นเพราะความเงียบของอีกฝ่ายหรือเปล่า ชายหนุ่มรู้ดีว่าเจมส์มีข้อสงสัยแต่ไม่ได้ถามออกมา และเขาก็คิดว่าตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่ต้องอธิบายอะไร…พวกเขาไม่ได้เป็นอะไรหรือมีความสำคัญใดระหว่างกัน

ดินสอในมือขยับปราดๆ และดวงตาก็จับจ้องตามลายเส้น แต่ความคิดของไมเคิลไม่ได้อยู่ตรงนี้เลย

วงหน้าคมคายเงยขึ้นเพื่อเก็บลายละเอียดจากแบบ สบประสานอย่างไม่ตั้งใจกับนัยน์ตาของอีกฝ่าย ตาของเจมส์ดูจะเปลี่ยนเฉดสีไปทุกครั้งใต้แสงไฟที่แตกต่าง ตอนนี้มันเป็นสีฟ้าเข้มสดใส แววตาสับสนในตอนแรกหายไปแล้ว มีแต่ความนิ่งเฉยแต่ไม่ได้เย็นชา

เมื่อได้มองอีกฝ่ายเต็มๆ ตาอีกครั้ง ไมเคิลก็พบว่าความทรงจำของเขาไม่ได้ผิดพลาด…ถึงจะไม่ได้บอบบางหรือผอมเพรียว แต่เจมส์ก็เป็นคนร่างเล็กอยู่ดี ชายหนุ่มผมดำไม่ได้เป็นคนตัวสูง…และพอยิ่งมาประกอบกับวงหน้าที่มีแก้มนิดๆ กับดวงตากลมโตสีฟ้ากับแววความไม่แน่ใจที่ชอบฉายวาบเป็นครั้งคราว คนตรงหน้ายิ่งดูเหมือนนักศึกษาปีสุดท้ายมากกว่าชายหนุ่มที่กำลังทำงานแล้ว

ผิวของเจมส์ขาว มันไม่ได้ขาวซีดก็จริง แต่ก็เป็นสีน้ำนมเหมือนคนไม่เคยถูกแดด สีขาวถูกขับให้ดูไร้ที่ติมากขึ้นด้วยเรียวปาก…สีแดงเรื่อตามธรรมชาติไร้การแต่งเติมแบบนี้เป็นสิ่งที่นางแบบนายแบบมากมายต้องการจะมี เพียงแต่เจมส์คงไม่ได้รู้ถึงข้อเท็จจริงนี้เลย และความไม่รู้นี้เองที่ทำให้เจ้าตัวดูน่าปรารถนาอย่างประหลาด

ไมเคิลชะงักกับความคิดนี้ของตน หัวใจเต้นแรงเพราะความรู้สึกว้าวุ่นที่เกิดตามมา

เขาบังคับให้ตัวเองวาดรูปต่อไปได้อีกนิด ก่อนจะวางดินสอเมื่อเห็นว่าผลงานนี้ไม่มีทางจะออกมาได้ดั่งใจ เจมส์เลิกยืนนิ่งๆ เมื่อเห็นการกระทำนี้ของเขา ไมเคิลเห็นจากปลายสายตาว่าผิวขาวสะอาดโดนปิดทับด้วยเนื้อผ้าตามเดิมเมื่ออีกฝ่ายสวมเสื้อกลับไป

สีขาวที่ยั่วเย้าอย่างหาเหตุผลไม่ได้

“งั้น…” เสียงของเจมส์ทำลายความเงียบและบางสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ในนั้น “ฉันไปก่อนนะ”

ไมเคิลปัดความคิดสุดท้ายออกไป เขามองนาฬิกา…เกือบจะสองทุ่มแล้ว “ขอบใจที่มานะ…เดี๋ยวฉันไปส่งนายเอาไหม?”

ขัดกับทุกความรู้สึกที่ก่อตัว…ข้อเสนอนี้ไร้สิ่งใดแอบแฝง ไมเคิลรู้ว่าบางจุดของนิวยอร์กที่คึกคักแม้ในตอนกลางคืนแบบนี้ก็สามารถมีอันตรายซ่อนอยู่ได้ และเขาคิดว่าการปล่อยให้คนที่อุตส่าห์มาหาเพียงเพราะข้อเสนอไร้สาระของเขาต้องกลับบ้านเองไม่ใช่เรื่องถูกต้อง

เจมส์นิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบอะไร ดวงตากระพริบนิดๆ ราวกับกำลังตัดสินใจ ไมเคิลสังเกตว่ามันกลับเป็นสีน้ำเงินดังเดิมแล้วเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มหายไปจากหน้าต่าง เขาพูดเสริมเมื่อเห็นว่าความเงียบยังคงทิ้งตัว “แต่ถ้านายไม่อยากก็ตามใจ…ฉันแค่เห็นมันดึกแล้ว แล้วนายก็อุตส่าห์มาด้วย…”

ไมเคิลสะดุดใจเล็กน้อยระหว่างที่พูด เพิ่งคิดได้ว่ามันเป็นประโยคยาวๆ ประโยคแรกที่ได้เอ่ยให้กัน ปกติแล้วสิ่งเดียวที่มีระหว่างพวกเขามักจะเป็นแค่ความเงียบมากกว่าบทสนทนา

ไม่รู้ว่าเจมส์จะฉุกคิดได้ถึงช่องว่างที่หายไปนี้ไหม อีกฝ่ายแค่ยิ้มบางๆ ออกมา…สิ่งที่ทำให้ความคิดของคนมองนิ่งงันไปเสี้ยววินาที

“ขอบใจนะ” เจมส์ตอบรับ มือขาวรวบเสื้อโค้ทของตัวเองมาถือไว้ “งั้นก็ช่วยไปส่งหน่อยละกัน”

*****

ไมเคิลรอจนเห็นว่าเจมส์คาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มออกรถ

นิวยอร์กยามราตรียังคงสว่างไสวด้วยแสงหลากสี เจมส์จินตนาการถึงเสียงจอแจด้านนอกได้เป็นอย่างดี แม้ว่าตอนนี้ในรถจะมีเพียงความเงียบก็ตาม มันอาจดูน่าอึดอัดถ้าเป็นเมื่อวันก่อน แต่ตอนนี้ชายหนุ่มเริ่มชินแล้วกับการที่สิ่งเดียวที่เขากับไมเคิลมีให้กันคือบรรยากาศเงียบงัน

เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้นจากระบบอัตโนมัติของช่องใส่ซีดีเพลงตรงด้านหน้า ไมเคิลขมวดคิ้วนิดๆ…พยายามคิดว่าตนใส่ซีดีเพลงอะไรค้างไว้ แต่เพลงที่เริ่มบรรเลงก็บอกเขาก่อนจะได้ทันนึกออก เสียงกีตาร์แผ่วเบากับคำร้องภาษาฝรั่งเศส…ไมเคิลจำได้ว่าเขาสะดุดใจกับความรู้สึกหวานปมขมนิดๆ ที่สัมผัสได้ชัดเจนจากเพลงแม้จะไม่เข้าใจเนื้อความจนตัดสินใจซื้อซีดีแผ่นนี้มา

“นายชอบเพลงนี้เหรอ?”

เจมส์ถามขึ้นเมื่อเพลงเล่นจนจบแล้ววนขึ้นอีกครั้ง การที่เจ้าของรถเซ็ตให้เพลงเดิมเล่นซ้ำแบบนี้บอกได้ว่าอีกฝ่ายคงชอบมันเป็นพิเศษ เนื้อหาของคำร้องอ่อนหวานสวยงาม แต่ก็เศร้าจับใจ

“อืม…จะว่าไงดี” ไมเคิลพูดเรียบเรื่อย “ฉันฟังไม่เข้าใจหรอกนะ…แต่ฉันชอบ”

เจมส์พยักหน้าแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้หันมอง “มันเพราะ…เศร้ามาก แต่เพราะ”

“นายรู้ภาษาฝรั่งเศส?” ไมเคิลถาม ประหลาดใจนิดๆ เพราะไม่ได้คาดคิด

เจมส์ส่งเสียงตอบในลำคอ ก่อนจะพูดติดตลกเล็กๆ “แต่ไม่รู้จักเพลงนี้หรอกนะ…ฉันเพิ่งเคยฟังตอนนี้นี่แหละ”

บทสนทนาขาดหาย ในรถเหลือเพียงเสียงของหญิงสาวจากวิทยุที่เอื้อนเอ่ยเนื้อเพลงแผ่วหวาน จนเมื่อดนตรีวนซ้ำเป็นรอบใหม่ ไมเคิลจึงพูดขึ้นมา

“แปลให้ฟังได้ไหม?”

เจมส์แปลกใจเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นไมเคิลมีท่าทีสนใจใคร่รู้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ…อีกฝ่ายคงชอบเพลงนี้จริงๆ

ไมเคิลนิ่งฟังขณะที่เจมส์แปลเนื้อร้อง ใจหนึ่งจดจ่อกับความหมายของมัน ส่วนอีกใจจดจ่อกับเสียงของอีกฝ่าย สำเนียงก้ำกึ่งระหว่างบริติชกับสก็อตติชนั่นทำให้เขาเดาชัดๆ ไม่ได้ว่าเจมส์น่าจะมาจากที่ใดกันแน่ ความคิดนี้หยุดลงพร้อมกับที่เสียงนุ่มนวลหยุดเอ่ยเนื้อเพลงแล้วบอกให้เขาจอดรถ

“ตรงนี้แหละ” เจมส์รอให้รถนิ่งแล้วจึงกดปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดประตูแล้วลงไปยืนบนพื้นฟุตบาธ…ยังไม่ปิดประตูคืนที่เพราะต้องการจะเอ่ยอีกประโยค “ขอบใจนะที่มาส่ง”

ไมเคิลส่ายศีรษะเป็นเชิงบอกว่าไม่ใช่เรื่องหนักหนา เจมส์ขยับยิ้มให้แทนคำลาแล้วปิดประตูรถ ไมเคิลมองตามแผ่นหลังที่กำลังตรงดิ่งไปหาประตูหน้าของตึกสูง ก่อนจะฉุกใจได้ว่าอีกฝ่ายอาจคิดว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่พวกเขาจะมาพบกัน

เจมส์ชะงักจังหวะการก้าวเดินของตนเมื่อได้ยินเสียงของไมเคิลเรียก เขาหันกลับไป สบตากับดวงตาสีเขียวอมเทาผ่านช่องว่างของหน้าต่างที่เคยมีกระจกกั้น

“ว่าไง?” เสียงนุ่มถาม ยอมเดินย้อนกลับมา

“พรุ่งนี้…นายมาตอนบ่ายๆ ได้ไหม?” ไมเคิลถาม คำพูดหลุดออกไปตามใจโดยไร้การไตร่ตรอง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร จะหงุดหงิดหรือรำคาญใจไหมที่ทุกอย่างยังไม่จบเสียที ชายหนุ่มพยายามสังเกตอารมณ์ของอีกฝ่าย แต่แสงเงาที่ทาบทับไม่เปิดโอกาสให้

เจมส์คิดว่าวันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ไมเคิลต้องการให้เขามาเป็นแบบให้ เขาจึงประหลาดใจกับคำถามที่ได้ฟัง แต่เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่ได้มีธุระอะไรในวันพรุ่งนี้ เขาจึงยักไหล่ตอบง่ายๆ

“ได้สิ…บ่ายโมงครึ่งโอเคไหม?”

เสียงของเจมส์ไม่มีกระแสรำคาญหรือลังเล…มันสบายๆ และนั่นก็ทำให้ไมเคิลรู้สึกเช่นนั้นตามไปด้วย รอยยิ้มมุมปากจุดขึ้นบางเบา “กำลังดีเลยล่ะ…แล้วเจอกันนะ”

เพราะเงาดำจากแสงไฟ เจมส์มองไม่เห็นหน้าของอีกฝ่ายชัดเจนนัก แต่สัมผัสได้ว่าไมเคิลกำลังยิ้มจากน้ำเสียง

“อืม…แล้วเจอกัน”

กระจกหน้าต่างเลื่อนขึ้น ก่อนที่ไมเคิลจะเริ่มเคลื่อนรถจากไป เจมส์เองก็หันหลังเพื่อเดินเข้าประตูหน้าของตึกอพาร์ตเมนท์

ทั้งสองต่างก็แยกไปตามทางของตน รอให้เวลาบ่ายโมงครึ่งของวันรุ่งขึ้นมาถึง

stay tuned.
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
สวัสดีวันนี้วันที่ยี่สิบแปดและทิพย์ชอบเลขยี่สิบแปด
  1. ชื่อของแม่นาง Charlize Theron…ทิพย์มั่วตัวสะกดภาษาไทยเองตามใจชอบ เพื่อความสวยในการเขียนค่ะ
  2. หวังว่าทุกคนจะเข้าใจนะคะ คือบทนี้ มีสองเรื่องสองพาร์ทดำเนินไปพร้อมๆกันค่ะ พาร์ทของไมเคิลกับพาร์ทของเจมส์ เป็นเรื่องเดียวจากสองมุมมอง
  3. ไม่ต้องห่วงว่าทำไมหาชื่อเพลงที่เจมส์แปลไม่เจอ เพราะทิพย์ไม่ได้บอกไว้ในตอนนี้ค่ะ #โดนเตะ
  4. บทแรกสามหน้า บทนี้ล่อไปแปดหน้า โอเอ็มจีย์….
  5. เขียนยากเย็นมากค่ะเรื่องนี้ พลอตเรื่อยๆตามใจฉันมาก อยากใส่อะไรก็ใส่ อยากพิมพ์อะไรก็พิมพ์
  6. นั่นจึงทำให้มันแลดูมึนเมาและไร้เหตุผลมาก
  7. แต่ใจจริงคืออยากเขียนอะไรแบบนี้สักเรื่องมานานแล้ว แบบอามณ์ว่าไม่มีตัวละครไหนในเรื่องมีเหตุผล ไม่แคร์ว่าการกระทำของตัวเองจะนำผลอะไรมา ทำนองเนี้ยค่ะ
  8. ยังคงพยายามคงคอนเซปต์อีโรติกหน่วงๆหายใจไม่ออก แต่ชะรอยว่ามันจะเป็นไร้สาระจนหายใจไม่ออกเพราะทนความไร้สาระนี้ไม่ได้มากกว่าแล้วค่ะ //ร้องไห้
  9. ภาษาและประโยคตัดฉับไปฉับมาสิ้นดี บางพารากราฟยาวเว่อร์ บางพารากราฟมีแค่บรรทัดเดียว ได้โปรดอดทนกับความไร้สติของทิพย์ด้วยค่ะ
  10. พี่ฟาสตอนแรกนึกว่าจะเขียนบรรยายได้ยาก ที่ไหนได้ พอลองเขียนจริงๆ…สนุกกว่าเขียนเจมส์อีก
  11. ขอบคุณนุ้งบิ @leadsan ที่ร่วมเพ้อพี่ฟาสจนทำให้ทิพย์มีแรงใจเขียนตอนต่อได้ ขอบอกว่าพลังหื่นในการบรรยายพี่ฟาสได้มาจากตอนคุยกับนุ้งบิไม่น้อยเลย ฮาาาาา ขอบคุณจริงๆนะจ๊ะ กอดกอดดดดด
  12. สรุปคือ โปรดให้อภัยความมึนเมาไร้สาระและภาษาติสต์แตกของฟิคเรื่องนี้นะคะ รบกวนช่วยบอกก็ดีค่ะว่าคิดเห็นยังไง เพราะทิพย์ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาแบบนี้มานานแล้ว รู้สึกอยากลองอะไรใหม่ๆบ้าง
ตอนใหม่น่าจะดองน้อยกว่าตอนนี้ค่ะ
ถอนสายบัวหมดบึง
ทิพย์เอง
Advertisements

6 responses to “[FassAvoy Fic] Hypnotised (2)

  1. ต่อไวๆนะค้าาา~~
    กำลังน่าลุ้นเลยยยค่ะ สนุกมาก!( ^)o(^ )♥

    Like

  2. ไรเตอร์มาต่อเถอะนะคะ ได้โปรด T____T
    ค้างมากเลยค่ะ ชอบเรื่องที่ไรเตอร์แต่งมากจริงๆค่ะ
    จะติดตามต่อไปนะคะ

    Like

  3. ชอบฟาสอาวอยเรื่องนี้อ่ะพี่ทิพย์ มันดูครึ้่มๆกึ่งๆโรแมนซ์ อ่านไปแล้วไม่คิดถึงยุคปัจจุบันอ่ะ คิดถึงประมาณยุค60-80 อะไรประมาณนี้ แล้วหนูหลงใหลอะไรแบบนี้มากกกกก มันดูสวยงาม เรื่องนี้ดูอีโรติกจริง แต่เก๋มากนะคะ >< อยากให้พี่ทิพย์เข็นเรื่องนี้ต่อนะ แต่เข้าใจแหละว่ามันมีอะไรหลายๆอย่าง อาจไม่ใช่ตอนนี้ก็ได้ แต่คงมีสักวันที่พี่ทิพย์ปัดฝุ่นแฟนฟิคเรื่องนี้ใหม่555 หนูหวังไว้นะคะ
    เรื่องของภาษา หนูว่ามันโอเคเลยล่ะ ภาพในมโนก็งดงามตาม ขอวิจารณ์ในฐานะคนอ่านนะคะ(จริงๆหนูก็ไม่ได้บรรยายเก่งนักหรอก เวลาเขียนชอบลากยาว ลืมเนื้อเรื่องสำคัญหมดTT) พอมาอ่านฟาสอาวอยเรื่องนี้หนูเข้าใจพี่ทิพย์มากขึ้นอีกค่ะ เป็นกำลังใจให้พี่ทิพย์นะ (อยากเม้นต์ยาวๆนะ แต่กลัวมันหาย ไว้มาเม้นต์อีกเรื่อยๆ อ่านได้ซ้ำๆ55555)
    น้องโรคจิตอีกแล้ววววว

    Like

  4. มันเป็นความหน่วงที่สวยงาม (เป็นคนอธิบายยาวๆแล้วชอบออกทะเล ฮ่าาา)
    คือมันหน่วง มันอึนๆในใจ แต่ในภาษา ในการแสดงออกของทั้งสามคนมันไม่ได้ขัดตาอะไร
    มันพบเจอได้ในโลกยุคปัจจุบัน บางทีการแสดงออกก็สำคัญพอๆกับคำพูด
    แต่พอไม่มีใครพูดมันเลยหน่วงแบบนี้แล (เมนท์งงๆเนอะ พี่ก็งงตัวเองเหมือนกัน แงงงงง )

    Like

  5. กร๊าซซซซ หน่วงงงมโหฬารเลยค่าาาา 555 ทำไมเพ่ไมเคิลทำกะขุ่นชายเจมส์แบบเน้~~ แหง่ะ คือรู้สึกงงๆไปด้วยเลยว่า เอ๊ะ นี่ฉันมายืนทำอะไรในห้อง แล้วคนสองคนที่จูบกันนี่อะไร แล้วฉันจะปวดใจทำไม อะไรประมาณนี้ =.,= ชอบการบรรยายแบบนี้นะคะพี่ทิพย์ คือทำให้ได้รู้มุมมองของทั้งคู่ชัดๆไปเลย ว่าต่างฝ่ายต่างคิดอะไร (คือเรารู้ แต่ทั้งสองคนไม่รู้แฮะ กรั่กๆ) เข้าใจอารมณ์ถูกดึงดูดของทั้งคู่เลยอ่ะ (เพราะเราก็ถูกดึงดูดเช่นกัน กร๊ากก) เรื่องนี้คือเงียบตลอดด เอะอะเงียบบ 55 คือคุยกันเยอะๆก็ได้นะะ หนูหายใจไม่ออกกกก ฮิฮิ

    Like

  6. เป็นความหลงไหลที่ให้ความรู้สึกเป็นสีเทาหม่นๆ
    ยิ่งต่างคนต่างไม่พูดอีกต่างหาก หน่วงใช้ได้เลยค่ะ(ฮา)

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s