[Hiddlesworth Fic] Sunshine, Moonlight, and Raindrops (2)

Sunshine, Moonlight, and Raindrops

Hiddlesworth fanfiction by Tippuri~ii *

Pairing: Chris Hemsworth x Tom Hiddleston

Type: AU Fanfiction

* แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น boy’s love…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *



* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
Chapter 2

คริสรอให้ผ่านไปวันสองวันเพื่อความดูเป็นธรรมชาติก่อนที่วางแผนไปเคาะประตูของบ้านข้างๆ

ชายหนุ่มไม่อยากยอมรับว่าตัวเองตื่นเต้นอย่างกับเด็กไฮสคูลกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้…เขาพยายามคิดถึงบทพูดเยอะแยะมากมายเตรียมไว้ก่อน(คริสไม่ได้จำเลยว่าคราวที่แล้วแผนแบบนี้มันล่มไม่เป็นท่าแค่ไหน) ก่อนที่สุดท้ายก็โวยวายในใจให้ตัวเองเลิกบ้าสักที

มันก็แค่เดินไป…เคาะประตู…คุย…แล้วก็เดินกลับ…ง่ายจะตายไป!

เมื่อตั้งสติแบบหน้ามึนๆ ได้แล้ว…ร่างสูงใหญ่ก็เดินออกจากบ้านตัวเองไปที่บ้านข้างๆ ทันที แสงแดดอ่อนๆ ของยามสายทำให้คริสรู้สึกสดใสตามไปด้วย เขาสูดลมหายใจลึกๆ ตอนที่เดินมาหยุดตรงหน้าประตู…กำปั้นถูกยกขึ้นเพื่อเตรียมเคาะ แอบขำในใจถึงเมื่อวันก่อนที่ตนมายืนยื้อลูกบิดประตูกับคุณเพื่อนบ้าน

“มีอะไรครับ?”

คริสสะดุ้งโหยงแบบหมดมาดเมื่อประตูถูกแง้มพรวดออกมาเหมือนเมื่อวานเป๊ะ…นึกสงสัยในใจว่าอีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าเขายืนอยู่ตรงนี้ในเมื่อตนยังไม่ทันได้เคาะประตูเลยด้วยซ้ำ แต่ก็พยายามส่งยิ้มให้แม้ไม่รู้ว่าจะโดนบานประตูนี่เป็นอุปสรรคบดบังไปแค่ไหน

“อรุณสวัสดิ์ครับทอม…”

“คุณต้องการอะไรกันแน่?” เสียงนุ่มๆ นั้นถามแทรกอย่างไม่ค่อยเป็นมิตร…ราวกับเจ้าตัวกำลังระแวดระวังอะไรจากเขาอยู่ “บอกไว้ก่อนเลยนะว่าตอนนี้มันเลยยุคที่จะมีคนมากังวลเรื่องพวกนี้แล้ว…แล้วผมก็ไม่ได้เคยทำเรื่องไว้ที่ไหนด้วย…”

“เอ่อทอม…” ถ้าจะมีคำใดมาบรรยายความรู้สึกตอนนี้…คริสก็คิดว่ามันคงเป็นคำว่าเอ๋อรับประทาน เขากระพริบตาอย่างงงๆ “…ผมว่าผมไม่เข้าใจเลยนะว่าคุณกำลังพูดถึงอะไรน่ะ”

“ก็…ตัวผมไง…” ความเครียดขึงในน้ำเสียงลดไปเมื่อเจ้าตัวเองก็เริ่มงงบ้างแล้ว…กระแสลังเลไม่แน่ใจชัดเจนในประโยคหลัง “…คุณไม่รู้เหรอ?”

“ผมรู้ว่าคุณคือเพื่อนบ้านผม…ถ้านั่นคือเรื่องที่คุณกำลังถามอยู่น่ะนะ” คริสพูด งงและงงมากขึ้นทุกที…แต่ท่าทางจับต้นชนปลายไม่ถูกแบบนี้ของเขาคงทำให้ทอมสบายใจกว่าเดิม เพราะประตูโดนแง้มเปิดมากขึ้นและเจ้าตัวก็ยอมโผล่หน้าออกมาคุยกันตรงๆ

“ผมขอโทษ…ผมแค่คิดว่าคุณเป็น…” วงหน้าสีน้ำนมก้มนิดๆ อย่างเสียใจจริงๆ แต่ไม่ยอมกล่าวอธิบายต่อ…และเมื่อเงยหน้าขึ้น คริสก็รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีความคิดเหลือในสมองไปวูบนึงกับนัยน์ตาสีเขียวสวยที่ได้สบตรงๆ “แล้ว…มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

“เอ่อ…ผมแค่…” คริสอ้ำอึ้งไป แผนที่จะแค่มาทักทายชวนคุยเฉยๆ ดูจะไม่เพียงพอเสียแล้ว…เขายังไม่อยากบอกลาอีกฝ่ายเลย เหตุผลแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัวจึงถูกพูดออกไปอย่างไม่มีการไตร่ตรอง “ผมแค่มาทักเฉยๆ…ไหนๆ เราก็อยู่บ้านข้างๆ กัน ถ้าว่างๆ คุณจะแวะมาบ้านผมก็ได้นะ…แบบกินมื้อเช้าด้วยกันอะไรแบบนี้น่ะ เพราะผมไม่ค่อยได้คุยกับใครแถวนี้เลยนอกจากคุณ…”

คริสอยากเตะตัวเองตั้งแต่พูดประโยคแรกออกไปแล้ว…และอยากมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนคำที่ตนไม่หยุดพล่ามเสียที นึกสติแตกไปแล้วในใจว่าคนฟังจะมองตนยังไงกับคำชวนให้ทานมื้อเช้าในเวลาที่เหมาะกับการทานมื้อเช้าจนไม่น่ามีทางปฏิเสธแบบนี้ และสุดท้ายเขาก็หาทางจบประโยคไร้มาดนี้ลงได้ด้วยการยักไหล่กับรอยยิ้มแหะๆ…ด่าตัวเองรัวๆ ในหัว

คริส เฮมสเวิร์ธ…นายมันโคตรของโคตรแห่งความไม่ได้เรื่อง…

“อืม…มื้อเช้าเหรอครับ…?” ทอมเม้มปากนิดๆ ราวกับจะชั่งใจ สีหน้าลังเลปนกังวลเหมือนน้ำเสียง…คริสไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงมีท่าทีเหมือนไม่อยากเสวนากับใครหรือออกจากบ้านทั้งที่อากาศดีแบบนี้ แต่ชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนความสดใสในใจลดลงไปเมื่อคิดได้ว่าคุณเพื่อนบ้านอาจรำคาญและไม่อยากยุ่งกับเขา

…นั่นจึงทำให้หัวใจโลดขึ้นตอนที่ได้ฟังเสียงนุ่มกล่าวตอบ

“ก็ได้ครับ” น้ำเสียงกลับมาฟังสบายๆ ไม่มีความหวาดระแวงใดๆ…และนั่นก็ทำให้คริสอยากจะกำหมัดร้องเยสๆ ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายจะเห็น “รอผมแป็บนึงนะ…”

แว่วเสียงฝีเท้าเดินกลับเข้าไปในบ้าน…คริสจึงอนุญาตให้ตัวเองทำไม้ทำมือชกลมแบบเงียบกริบเพื่อระบายความดีใจ ก่อนที่จะกลับมายืนอย่างปกติตอนที่เสียงฝีเท้าเดินกลับมา…บานประตูถูกเปิดกว้างจนสุดบานพับ และคริสก็ได้เห็นเพื่อนบ้านปริศนาของตนเต็มตาเป็นครั้งแรก

ทอมเป็นคนตัวสูงแต่ผอมบาง หน้าตาที่หล่อเหลาแบบอ่อนโยนยิ่งดูดีเข้าไปอีกด้วยนัยน์ตาสีเขียวกับเส้นผมหยักศกสีน้ำตาลทอง…องค์ประกอบที่ฟังดูแล้วมากพอจะทำให้เจ้าตัวดูเหมือนลิตเติ้ลแองเจิ้ลได้เลยถ้าไม่ติดกับความสูงระดับนายแบบและเครื่องแต่งกายที่กำลังสวมใส่ คริสพยายามไม่ทำหน้าสงสัยใดๆ กับการที่ทอมใส่เสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาวแถมด้วยเสื้อโค้ทตัวโคร่งในยามสายของวันแดดอบอุ่นแบบนี้…และต้องเพิ่มความพยายามมากกว่าเดิมเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาผ้าพันคอไหมพรมมาพันรอบคอจนทับปิดแก้มไปหมด

“เอ่อ…วันนี้แดดดีนะครับว่าไหม?” ชายหนุ่มผมทองพยายามชวนคุย ก่อนจะอยากเตะตัวเองอีกรอบกับความพลาดนี้ แต่ทอมดูจะไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นการเสียดสีหรือประชดใดๆ…ร่างโปร่งพยักหงึกๆ อย่างเห็นด้วย

“นั่นสิครับ…แดดแรงมากเลย”

คริสถึงกับทำหน้าไม่ถูกกับความเห็นนี้…ยิ่งอยากกุมขมับเมื่อคนข้างตัวกางร่มซ้ำด้วย เขาพยายามพูดเป็นการท้วงติงกลายๆ

“เอ่อ…บ้านผมอยู่ถัดไปแค่นี้เองนะครับ”

“ผมรู้ครับ…เมื่อวันก่อนคุณก็บอกผมแล้วนี่” นัยน์ตาสีเขียวกระพริบปริบๆ ราวกับงงว่ามีอะไรแปลกนักหนา “…หรือผมจำผิด? โอ…ขอโทษนะครับ…”

“ไม่ครับๆ…คุณจำไม่ผิดหรอก” คริสรีบพูด…ทอมดูจะเป็นคนที่พูดคำว่าขอโทษบ่อยพอๆ กับที่หายใจเลยทีเดียว ก่อนที่มือใหญ่จะผายออกเป็นเชิงชวนให้เริ่มเดิน

ใช้เวลาไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำในการจะเดินจากหน้าบ้านทอมมาที่หน้าบ้านเขา…คริสคิดว่าเวลาที่อีกฝ่ายใช้พับร่มเก็บและคลายผ้าพันคอกับจัดการถอดเสื้อโค้ทยังนานกว่าเวลาที่ใช้เดินเสียอีก แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรและรับของทั้งหมดไปจัดการแขวนให้ตามประสาเจ้าบ้านที่ดี แอบขำหึๆ ตอนเดาในใจว่าทำไมทอมต้องมาแต่งตัวราวกับเป็นชาวเอสกิโมแบบนี้

ถ้าไม่ได้เป็นเซเลปก็คงหวาดกลัวผู้คนขั้นรุนแรงเป็นแน่แท้…หรืออาจจะอยากพรางตัวให้เข้ากับประตู…

เมื่อจัดการกับบรรดาข้าวของทั้งหมดเสร็จ…คริสก็ชวนให้ร่างโปร่งที่ยืนรีๆ รอๆ อยู่นั่งตรงโซฟา ถึงตัวบ้านด้านนอกจะเป็นสไตล์กรุงลอนดอน…แต่ชายหนุ่มผมทองได้ทำการปรับปรุงด้านในให้เป็นสไตล์โมเดิร์นอย่างที่ตัวเองชอบ ห้องขนาดใหญ่เป็นทั้งห้องนั่งเล่นในมุมหนึ่งและครัวตรงอีกมุมหนึ่ง…มีโต๊ะอาหารที่ปกติคริสไม่ค่อยได้ใช้เพราะเขามักไปทานตรงโซฟาแทนเพื่อจะได้ดูโทรทัศน์ไปด้วยได้ มันจึงโดนเปลี่ยนเป็นที่วางของสารพัดอย่างไปแทน

ชายหนุ่มผมทองเปิดตู้เย็นแบบบิวด์อินเพื่อจัดการเอาข้าวของในการทำอาหารออกมา…ก่อนจะเพิ่งนึกได้ว่าควรถามแขกสักหน่อยว่าอยากจะทานเมนูที่ตนคิดจะทำไหม

“ทอม…ผมจะทำเฟรนช์โทสต์นะ” เขาพูดข้ามห้องไปให้คนที่นั่งอยู่ตรงโซฟาได้รับรู้ “…แล้วก็ออมเลตต์ด้วย โอเคมั้ย?”

ผมหยักศกขยุกขยุยนั้นขยับยุกยิกนิดๆ เมื่อเจ้าตัวพยักหน้า คริสจึงจัดการเริ่มต้นทำเมนูมื้อเช้าง่ายๆ นี้…ชายหนุ่มไม่ได้ทำอาหารได้ถึงระดับยอดเยี่ยมก็จริง แต่อาหารสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่เขามั่นใจพอดูเพราะทำให้เจ้าน้องชายตัวแสบทานมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ

ระหว่างที่รอให้ขนมปังกรอบได้ที่ในกระทะ…คริสก็ถามแขกที่นั่งเงียบอยู่ตรงโซฟา

“ดื่มอะไรไหม?” คริสพยายามทำเสียงสบายๆ…ทอมยังดูกังวลและไม่พูดไม่จา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกในเมื่อพวกเขายังไม่ได้สนิทกันเลย ชายหนุ่มผมทองจึงพยายามจะทำให้บรรยากาศอึดอัดนี้หายไป “กาแฟหรือชาดี?”

คนตรงโซฟาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเขาพูดด้วย…มีสีหน้าลำบากใจกับคำถาม คริสเดาว่าคงเป็นเพราะมารยาทอันดีแสนดีของเจ้าตัว…ทอมดูจะเกรงใจไปเสียทุกเรื่อง และนี่แหละที่เป็นเหมือนกำแพงหนาปึ้กที่ขัดขวางการตีสนิทนี้

ให้ตายเถอะ…ถ้าเกรงใจซะขนาดนี้ เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมากน่ะสิ…แล้วอย่างนี้มันจะได้คุยกันไหมเนี่ย?

คำถามยังไม่ได้รับคำตอบ ทอมดูขยับจะพูดแล้วก็เม้มปากไม่เอ่ยอะไรอยู่หลายรอบ คริสจึงกล่าวต่อเสียงนุ่มๆ…หวังว่ามันจะทำให้คนฟังสบายใจได้

“เลือกได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก”

ทอมดูลังเล ก่อนจะตอบเสียงค่อย สำเนียงบริติชไพเราะราวกับจะช่วยยืนยันถึงต้นเหตุของมารยาทแสนดี

“เอ่อ…เอาช็อคโกแล็ตร้อนได้มั้ยครับ?”

คริสกระพริบตา แปลกใจกับตัวเลือกที่สามที่อีกฝ่ายขอ(เขาเดาไปแล้วว่าทอมน่าจะอยากดื่มชาตามรสนิยมประเทศบ้านเกิด) แต่ก็ไม่ปฏิเสธ…ยิ้มกว้างแล้วถามกระเซ้าๆ “ให้ใส่มาร์ชเมลโลว์ด้วยมั้ย?”

คริสตั้งใจให้มันเป็นคำล้อเล่นติดตลกก็จริง แต่ก็นิ่งอึ้งเพราะไม่ได้คาดคิดว่าคนที่นั่งทำหน้าเกรงใจอยู่จะหลุดหัวเราะพรืดออกมา…ทอมตอนที่ยิ้มกว้างจนตาหยีและหัวเราะเต็มที่แบบนี้ดูสดใสกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก

“ขอบคุณครับ…ขอมาร์ชเมลโลว์เยอะๆ เลยนะครับ” ชายหนุ่มผมขยุยยังไม่หยุดยิ้ม เสียงหัวเราะอะฮิฮิฮิปนมาให้ได้ยินอีกนิดพร้อมกับท่าทีเกรงๆ ที่หายวับไป…และคริสก็พบว่าหัวใจตัวเองเต้นผิดจังหวะ

บ้าจริง…ถ้ารู้ว่าให้มาร์ชเมลโลว์แล้วทอมจะยิ้มร่าเริงแบบนี้ เขาจะถล่มซื้อติดมือไปด้วยตั้งแต่ตอนกะดักเจอเมื่อวันก่อนแล้ว…

เฟรนช์โทสต์กับออมเลตต์สุกในเวลาไม่นาน คริสตั้งกาน้ำบนเตาต่อเพื่อเตรียมชงช็อคโกแล็ตร้อนให้คนเป็นแขกและกาแฟให้ตัวเอง…ใช้เวลาตอนรอให้น้ำเดือดในการค้นหามาร์ชเมลโลว์ในตู้ ถอนหายใจอย่างมีความสุขตอนที่กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยอวลกับกลิ่นโกโก้ตอนที่เทน้ำร้อนในถ้วยกระเบื้องสองใบที่เตรียมไว้ เขาโรยมาร์ชเมลโลว์ลงไปในถ้วยของทอม ก่อนจะใช้สกิลการทรงตัวอันเป็นเลิศของตนในการถือจานและถ้วยทั้งหมดไปที่โซฟาในคราวเดียวโดยไม่พึ่งถาด

“มาแล้ว…” คริสพูดพร้อมวางข้าวของทั้งหมดลงตรงโต๊ะเล็กตรงกลางวงล้อมโซฟา ก่อนจะลดเสียงลง…ทอมที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ยาวหลับไปเสียแล้ว ศีรษะเกยตรงซอกของพนักเก้าอี้และร่างโปร่งก็เอนเข้าไปพิงตรงมุมสุดที่เป็นที่เท้าแขน หมอนอิงใบโตถูกกอดหนุบหนับอยู่ในอ้อมแขน

ร่างที่นิ่งสงบกับดวงตาหลับพริ้มบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังหลับสบาย…ทำให้คริสรู้สึกผิดชะมัดที่ต้องปลุกอีกฝ่าย แต่เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงตัดสินใจเอ่ยชื่อเบาๆ

“ทอม…ตื่นเถอะ”

มือใหญ่ขยับจะเขย่าแขนเรียวๆ…แต่ก่อนที่จะทันได้สัมผัสตัว ร่างโปร่งที่น่าจะหลับสนิทอยู่ก็ลุกพรวดขึ้นมานั่งตัวตรง ทำให้คริสต้องผงะเพราะตกใจ…ความตกใจที่ไม่ได้แต่งต่างไปจากตอนที่จะมาเคาะประตูบ้านอีกฝ่ายแต่อย่างใด คำถามถูกถามทันทีในหัวด้วยความฉงน

รู้ได้ยังไงน่ะ…?

“ขอโทษครับ…” คำแรกจากปากคือประโยคประจำตัวของทอม ชายหนุ่มปล่อยหมอนอิงเพื่อขยี้ตา น้ำเสียงยังคงขอโทษขอโพย “ผมแค่เหนื่อยๆ…เลย…”

“ไม่เป็นไรๆ” คริสคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ในการจะบอกทอมว่าไม่ต้องขอโทษไปเสียทุกเรื่องหรอก เขาเลื่อนจานกับถ้วยช็อคโกแล็ตร้อนไปทางร่างโปร่ง “นี่นะ…ฉันใส่มาร์ชเมลโลว์มาให้นายแล้ว”

พอกล่าวจบ คริสก็เพิ่งนึกได้ว่าตนเผลอตัวเลิกใช้คำพูดแบบสุภาพเป็นทางการไปแล้ว…ไม่รู้ว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไรที่โดนเรียกแบบสนิทสนม แต่คงไม่ได้เคืองอะไรเพราะตอนนี้ชายหนุ่มผมขยุยสนใจแต่แก้วกระเบื้อง…เจ้าตัวใช้ช้อนคันเล็กคนช็อคโกแล็ตเพื่อให้เย็นลงสลับกับแอบตักมาร์ชเมลโลว์ขึ้นมากินก่อนเมื่อรอไม่ไหว คริสแอบขำเล็กๆ ในใจก่อนจะลงมือรับประทานอาหารบ้าง…ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้เขาหิวมาก

ความเงียบทิ้งตัวในบรรยากาศ…แต่ทอมดูจะไม่ได้อึดอัดใจอะไร ท่าทางเกร็งๆ ไม่วางใจหายไปหมดแล้ว ชายหนุ่มนั่งจิบช็อคโกแล็ตร้อนพลางมองนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะหันมาทางคุณเจ้าบ้านเมื่อได้ยินคำถาม

“เอ่อ…ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหม?” คริสเริ่ม…หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกสงสัยอะไรถึงวันก่อนที่ตนไปพยายามแอบมองลอดหน้าต่าง “นายรู้จักกลอนบทนี้มั้ย? ฉันได้ยินมาแต่ไม่รู้ชื่อน่ะ”

เสียงทุ้มทวนถ้อยประโยคที่ได้ยินคนข้างตัวเอ่ยท่องในวันนั้นออกมาให้ฟัง พยายามทำหน้านิ่งๆ ทั้งที่ในใจตะโกนรัวๆ ว่าขอให้ทอมไม่ผิดสังเกตหรือคิดเชื่อมโยงเรื่องราวได้ หนาวๆ ร้อนๆ ชอบกลเมื่อดวงตาสีเขียวจ้องตนนิ่งๆ…ก่อนที่จะแทบจุดพลุฉลองตอนที่เรียวปากบางแย้มยิ้มออกมา

“อ๋อ…ผมรู้จักนะ” คริสใจเต้นนิดๆ เมื่อได้ยินประโยคที่ฟังดูเป็นกันเองมากขึ้นจากปากทอม…หางเสียงที่ทำให้ดูห่างเหินหายไปแล้ว “ชื่อว่า ‘บทกวีถึงไนติงเกล’ ของจอห์น คีทส์…ผมชอบกลอนบทนี้มากเลย”

“อย่างงั้นเหรอ…” ชายหนุ่มผมทองพยักหน้า…ก่อนจะกล่าวเสริม “ฉันได้ฟังแค่ผ่านๆ น่ะ…แต่คิดว่าเพราะดีเหมือนกัน ภาษามันสวย”

คริสจบคำอธิบายของตนด้วยการจิ้มอาหารคำสุดท้ายเข้าปากก่อนจะยกถ้วยกระเบื้องขึ้นจิบตาม…และแทบสำลักกาแฟกับประโยคถัดมาที่ได้ฟัง

“เอ่อ…ผมมีหนังสือรวมผลงานของคีทส์อยู่ที่บ้าน…” ทอมพูด ฟังได้ชัดว่าลังเลขัดเขินอยู่นิดๆ…ซึ่งพอจะเดาได้ว่าคงเป็นเพราะนิสัยแสนดีชอบเกรงใจของเจ้าตัว “ถ้าคุณอยากอ่าน ผมเอามาให้ยืมก็ได้นะ”

ทอมตบท้ายประโยคด้วยรอยยิ้มสดใส ก่อนจะหันกลับไปดื่มช็อคโกแล็ตต่อ…ไม่ได้รู้เลยว่าทำให้คนข้างตัวใจเต้นแรงไปถึงไหนแล้ว คริสพยายามบอกตัวเองให้เลิกดีใจบ้าบอแบบนี้เสียที…มันก็แค่ข้อเสนอให้ยืมหนังสือ ใครๆ ก็พูดกันได้ทั้งนั้น…ไม่ได้เป็นเรื่องพิเศษอะไรแต่อย่างใดสักนิด แต่คำดุนี้ก็ไม่ได้มีค่าเลย…ความรู้สึกฟูฟูเหมือนสายไหมขนาดใหญ่เท่าก้อนเมฆถล่มทับใจไปแล้วเรียบร้อย

แต่ถึงจะรู้สึกแบบไหน…คริสก็ยังสามารถปั้นหน้ายิ้มนิ่งๆ แบบสุขุมมีมาดออกไปได้ เขาพูดตอบตกลงพร้อมบอกขอบคุณกับข้อเสนอนี้ ทั้งสองคุยกันต่ออีกนิดหน่อย และเมื่อจัดการกับช็อคโกแล็ตจนหมดถ้วยแล้ว…ทอมก็บอกลา

“แล้วเจอกันนะ” คริสเดินออกไปส่งอีกฝ่ายตรงหน้าประตู

“อืม…แล้วผมจะเอาหนังสือมาให้นะ” เสียงนุ่มนวลฟังอู้อี้ชอบกลเมื่อคนพูดมีผ้าพันคอพันทับจนปิดแก้มแบบนี้…แต่ดวงตาที่หยีๆ ก็บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังยิ้ม และนั่นก็ทำให้คริสดีใจในระดับที่เกินพอดีไปมากทีเดียว

เขายืนรอจนเห็นว่าหนุ่มอังกฤษที่แต่งตัวเหมือนชาวเอสกิโมรีบรุดกลับเข้าบ้านไป…นึกสงสัยปนขำอีกรอบว่าทำไมทอมถึงทำเหมือนรังเกียจการอยู่ในที่แจ้งนักหนา ในใจเริ่มคาดเดาต่างๆ นาๆ แบบแค่เอาสนุกๆ ไปเรื่อยๆ ระหว่างที่เดินกลับเข้าไปในห้องด้านใน…ก่อนที่จะเริ่มสงสัยจริงจัง มีอะไรหลายอย่างที่ชวนให้รู้สึกว่าทอมเป็นคนแปลก…แปลกในระดับที่ชวนให้รู้สึกว่ามันน่าจะมีอะไรซับซ้อนกว่าแค่เป็นนิสัยเฉยๆ

ไม่ว่าจะเป็นการหลบตัวอยู่แต่ในบ้านหรือใส่เสื้อผ้าหนาเตอะในฤดูร้อน…แล้วไหนจะคำพูดแปลกๆ เมื่อตอนเช้านั่นอีก…นี่ยังไม่ได้นับการที่อีกฝ่ายดูจะรู้ตัวแบบเหลือเชื่อได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยนะ…

ชายหนุ่มยังคงครุ่นคิดจนกระทั่งเดินมาจนถึงโซฟาแล้วเริ่มเก็บจานอาหารกับถ้วยกระเบื้อง ก่อนจะสะดุดใจกับสิ่งที่เพิ่งสังเกตเห็น…นอกจากช็อคโกแล็ตร้อนแล้ว ไม่มีอะไรถูกคุณเพื่อนบ้านแตะต้องเลย…เฟรนช์โทสต์กับออมเลตต์ที่เย็นแล้วยังคงอยู่ในปริมาณเดิมที่เขาตักออกจากกระทะมาให้

วงหน้าหล่อเหลาขมวดคิ้วยุ่ง คริสรู้ว่ามันเป็นแค่เรื่องไร้สาระที่ไม่ควรเก็บมาคิดเพ้อเจ้อ…แต่แน่นอน เขาไม่เคยคิดอะไรไปตามสิ่งที่ควรคิดอยู่แล้ว และครั้งนี้…ชายหนุ่มคิดว่าตัวเองมีเหตุผลมากพอที่จะเริ่มสงสัย

ทอม ฮิดเดิลสตัน…มันต้องมีเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับคนคนนี้ที่ซับซ้อนมากกว่าที่เห็นแน่ๆ

stay tuned.
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
Advertisements

5 responses to “[Hiddlesworth Fic] Sunshine, Moonlight, and Raindrops (2)

  1. มาอ่านอีกทีแล้วก็แบบว่า รู้สึก เหมือนตัวเองตอนทักไรท์ไปถามเรื่องฟิค โน่นนี่เลย..

    เค้าจะเห็น จะอ่าน จะตอบไหม จะหงุดหงิด จะไม่ชอบรึป่าว …ไม่มั่นใจ

    แล้วพอถามมากขึ้นก็เหมือนเซ้าซี้ไรเงี้ย คิดมาก แต่ชอบ..อ่านซ้ำ ๆ ก้ไม่เบื่อ ฮ่ะ ๆ

    Like

  2. มาร์ชเมลโลว์ ใส่ในโกโก้ มองเห็นภาพแล้วมันน่ากินมาก คริสจอมวางแผนสุดๆ แหมคิดไว้หมดเลยตั้งแต่ช่วงระยะห่างเพื่อไม่ให้ทอมเห็นว่าโดนรบกวนมากเกินไป

    Like

    • โถ่วทอม คริสเขามาดีจะตายแค่อยากรู้จักเอง…
      คริสแบบ เหมือนที่คุณfancinessimpressบอกอ่ะนะ
      เห็นด้วยยยยยสุดๆๆๆๆ

      Like

  3. ทอมมีอะไรแน่ๆเลยดูแบบระแวงอ่ะ แต่คริสมาดีนะคะ อย่าไประแวงเลย

    Like

  4. ทอมเป็นแวมไพร์หรอคะ 5555 ไม่น่าใช่ #……
    สนุกมากเลยค่ะ ฮืออออ น่าติดตามมากเลย ❤

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s