[The Avengers Fic][ThorKi] Where Our Hearts Belong (11 — 2/2)

 

Where Our Hearts Belong

The Avengers Fanfiction by Tippuri~ii *

 

 

 

Pairing: Thor Odinson x Loki Laufeyson

Type: AU Fanfiction
Remark : domestic love story, no adoption issue involved

Warning: YAOI ALERT; ENTER AT YOUR OWN RISK

 

 

REMARK: เป็น side story ของ [ErikCharles] Where Our Hearts Belong  เพราะงั้นอาจมีเรื่องราวเกี่ยวโยงกันหรือตัวละครจากเรื่องหลักโผล่มานะคะ

 

 

 

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

Chapter 11 — 2/2

 

 

 

 

 

หลังจากนั้นไปจนจบวัน…พวกเขาก็กลับมาดีกันเหมือนเดิม

              

 

 

 

 

โลกิไม่ได้บ่นอะไรอีก แต่ธอร์ก็รู้ว่าอีกฝ่ายดีใจสุดๆ ตอนที่ได้เก็บของเตรียมปิดร้านตอนประมาณสี่โมงเย็น…ยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อยก่อนที่สวนสนุกจะปิด แต่อย่างไรเสียวัตถุดิบทำแพนเค้กก็หมดแล้ว พวกเขาจัดการเก็บบรรดาเครื่องครัวให้เรียบร้อย ธอร์เดาว่าโลกิคงอยากตรงกลับบ้านเลย…จึงประหลาดใจกับคำชวน

              

 

 

 

 

“นี่ๆ…” ชายหนุ่มผมดำดูตื่นเต้นเล็กๆ “ไปเดินๆ ดูกันเถอะ…มันยังเหลือเวลาใช่มั้ย?”

              

 

 

 

 

คำชวนนี้บริสุทธิ์ใจ…แต่คนถูกชวนก็อดใจเต้นแรงไม่ได้ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสเที่ยวสวนสนุกกับอีกฝ่าย…ไม่ใช่ว่าไม่อยาก สำหรับธอร์แล้ว…มันจะเป็นที่ไหนก็ได้ที่โลกิอยากไป เพียงแต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ไม่ต้องพูดถึงการชวนไปเที่ยว…แค่เข้าไปทำความรู้จัก เขายังไม่ค่อยจะกล้าเลยด้วยซ้ำ

              

 

 

 

 

“อะ อืม…” นัยน์ตาสีฟ้ามองหอนาฬิกาใหญ่ยักษ์ของสวนสนุก “ฉันไม่ค่อยแน่ใจนะ…แต่น่าจะเหลือสักชั่วโมงแหละ”

              

 

 

 

 

โลกิพยักหน้านิ่งๆ…แต่ตาวาววับแบบเตรียมสนุกเต็มที่ ร่างบางเริ่มออกเดินฉับๆ ทันที หันมาร้องเรียกให้อีกฝ่ายตามมาไวๆ…แอบสงสัยว่าทำไมวันนี้ธอร์ดูนิ่งเงียบผิดปกติมาตั้งแต่เช้าแล้ว ชายหนุ่มผมทองไม่ค่อยยิ้มและเหมือนจะคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา ระดับความเครียดที่เขาสัมผัสได้ทำให้โลกิเดาว่าเจ้าตัวคงกำลังหนักใจกับเรื่องหรือใครสักคนที่สำคัญมาก

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มแอบขมวดคิ้วใส่ตัวเองเมื่อคิดถึงตรงนี้…เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตนต้องไม่พอใจด้วยเวลาที่เห็นธอร์คิดถึงใครสักคนที่มีความสำคัญต่อจิตใจจนทำให้เหม่อลอยได้แบบนี้

              

 

 

 

 

โลกิสะบัดหัวเพื่อไล่ความรู้สึกงี่เง่า…บอกตัวเองว่าเขาไม่มีสิทธิ์จะรู้สึกแบบนี้ คิดในใจว่าจะเล่นเครื่องเล่นให้หัวหมุนจนลืมทุกอย่าง…แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่าเครื่องเล่นหลายจุดเริ่มเตรียมปิดทำการแล้ว ในที่สุด ร่างบางหาม้านั่งริมทางแล้วทรุดตัวลง…ถอดใจหลังจากที่เดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ

              

 

 

 

 

ธอร์มองคนที่ทำหน้ามุ่ยๆ อยู่…เขาไม่ชอบเวลาที่ต้องเห็นโลกิรู้สึกแย่เลย เพราะมันทำให้เขารู้สึกแย่ตามไปด้วย พยายามคิดแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้น

              

 

 

 

 

“ฉันว่ามันยังมีบางเครื่องที่ยังไม่ปิดนะ” เขาตบไหล่บางเบาๆ “มาเถอะ…เราลองเดินๆ ดูก่อนก็ได้”

              

 

 

 

 

โลกิส่งเสียงตอบในลำคอ คว้ามืออีกฝ่ายเพื่อฉุดรั้งให้ตัวเองยืนขึ้น…วินาทีนั้นเองที่ความคิดบ้าๆ จุดวาบขึ้นในหัว

           

 

 

 

 

…ไม่อยากปล่อยมือเลย

              

 

 

 

 

“ไปตรงนั้นกันเถอะ!” เสียงทุ้มหวานประกาศลั่น…ใช้เสียงดังๆ นี้เป็นการเตือนสติตัวเองให้ผละมือหนีราวกับต้องของร้อน ชี้ไปทางซุ้มเครื่องเล่นที่ใกล้ที่สุดแล้วรีบเดินฉับๆ เข้าไป ธอร์ชะงักเล็กน้อยกับการกระทำนี้ แต่ก็ก้าวตามมาเงียบๆ โดยดี

              

 

 

 

 

ซุ้มที่โลกิพุ่งเข้าไปคือเครื่องเล่นแสนธรรมดา…การเอาค้อนทุบแป้นเพื่อดูว่าแรงกระแทกจะทำให้ระฆังตรงยอดเสาดังได้ไหม ชายหนุ่มไม่ต้องรอคิวนานเพราะแทบไม่มีคนแล้ว โลกิมองเสาหน้าตาก๋องแก๋งตรงหน้า…นัยน์ตาสีเขียวเริ่มมีแววเจ้าเล่ห์อีกครั้ง

           

 

 

 

 

มันจะไปยากอะไรนักหนากันเชียว…

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มเหวี่ยงค้อนลงไปเต็มแรงก่อนจะเงยหน้าขึ้นรอฟังเสียงระฆังอย่างมั่นใจ…แต่สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นคือไฟกระพริบวูบวาบตรงความสูงระดับปานกลางเท่านั้น โลกิเขม็งสายตามองมันอย่างไม่อยากจะเชื่อ…หัวฟัดหัวเหวี่ยงยิ่งกว่าเดิมตอนที่ได้ยินพนักงานในชุดมาสคอตคุณหมีประกาศออกไมโครโฟนเสียดังลั่น

              

 

 

 

 

“ยังต้องฝึกอีกเยอะนะครับ!” โลกินึกอยากพังลำโพงที่ช่วยกระจายเสียงเล่าถึงความพลาดของเขาเหลือเกิน “ไม่เป็นไรครับ…ทางเรามีของรางวัลปลอบใจ”

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มยิ่งอยากทำลายข้าวของมากกว่าเก่าตอนที่ถ้วยพลาสติกที่ทำเป็นรูปหน้าคุณหมีโดนวางลงในมือ…รู้สึกเหมือนตัวเองโดนหยามว่าเป็นแค่เด็กเล็กๆ แม้จะรู้ดีว่าพนักงานคนนี้ไม่ได้มีความคิดแบบนั้น ธอร์เดินเข้ามาชะโงกมองถ้วยในมือเขา ยิ้มจริงใจให้พร้อมออกความเห็น

              

 

 

 

 

“ดีจัง…นายได้พุดดิ้งคุณหมีมาล่ะ”

              

 

 

 

 

“ฉันไม่อยากได้รางวัลปลอบใจ! ฉันจะเอารางวัลที่หนึ่ง!!” โลกิคงกระทืบเท้าอย่างขัดใจประกอบไปแล้วถ้าเขาเป็นเด็กอนุบาล…แต่แน่นอนว่ามันไม่มีทางจะเป็นไปได้ในตอนนี้ “คนอย่างฉันจะมาได้แค่พุดดิ้งงี่เง่านี่ได้ยังไง?!”

              

 

 

 

 

เจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์หน้างงๆ อีกแล้วว่าเขาจะโมโหทำไม “ไม่งี่เง่าหรอก…ยี่ห้อนี้อร่อยนะ”

              

 

 

 

 

โลกินึกอยากเอาอะไรก็ได้ฟาดหัวอีกฝ่ายสักทีให้ความซื่อบื้อหายไปเสียบ้าง…เขาไม่รู้หรอกว่ารางวัลที่หนึ่งคืออะไร แต่ตอนนี้สัญชาตญาณอยากเอาชนะมันพุ่งปรี๊ดในใจไปแล้ว ธอร์ได้แต่มองคนที่กำลังฮึดฮัดนิ่งๆ…ก่อนจะเอามือลูบแปะๆ เบาๆ บนเรือนผมสีดำ

              

 

 

 

 

“โอเคๆ…เดี๋ยวฉันลองช่วยนายละกันนะ”

              

 

 

 

 

ว่าจบ ร่างสูงก็เดินเข้าไปทางซุ้มที่มีคุณหมียืนอยู่บ้าง…มือแข็งแรงยกค้อนขึ้นมาด้วยท่วงท่าสบายๆ และก็ฟาดมันลงไปราวกับค้อนนี้ไม่มีน้ำหนัก ทุกอย่างดูง่ายดายจนเหมือนว่าธอร์ไม่ได้ออกแรงด้วยซ้ำ…แต่ระฆังกลับแผดเสียงดังลั่นพร้อมกับฝอยกระดาษสีที่ร่วงพรูลงมาเหมือนสายฝน

              

 

 

 

 

“โอ้โห!! ช็อตเดียวจอดเลยนะครับเนี่ย!!” พนักงานคุณหมีประกาศอย่างตื่นเต้น “ในที่สุดวันนี้เราก็ได้ผู้โชคดีที่ชนะรางวัลที่หนึ่งแล้วล่ะครับทุกท่าน!!”

              

 

 

 

 

คราวนี้…โลกิอ้าปากค้างจริงๆ แล้ว ตามมาด้วยความรู้สึกโมโหอยากทำลายข้าวของเหมือนเดิม…ชายหนุ่มผมทองดูจะทำทุกอย่างได้ดีเกินหน้าเขาไปเสียหมดจริงๆ  และมันก็ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดชะมัดที่พบว่าตัวเองแพ้เจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์นี่ในทุกด้าน…ทั้งแพ้ในเรื่องทั่วไปและแพ้ทางการกระทำของเจ้าตัว

              

 

 

 

 

คำแช่งชักสมัยที่ยังไม่ปิดร้านโดนเอากลับมาร่ายรัวๆ ในหัว…เขาจึงไม่ได้รู้ตัวว่าอีกฝ่ายมายืนตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ กล่องห่อกระดาษสีสดใสใบใหญ่ถูกอุ้มส่งให้

              

 

 

 

 

“ทำไม? นายก็ถือไปสิ ของนายนี่…ไม่ใช่ของฉันซะหน่อย” โลกิมองกล่องปราดเดียวเท่านั้น (กระดาษห่อยังอุตส่าห์เป็นลายไอ้หมีบ้านี่เสียด้วย) ก่อนจะขมวดคิ้วใส่ รู้ตัวว่ากำลังพาลแต่ไม่คิดจะแก้ไข “ปล่อยฉันไว้กับพุดดิ้งต๊อกต๋อยนี่เถอะ”

              

 

 

 

 

“แต่…” ธอร์สับสน…เขาไม่เข้าใจว่าทำไมโลกิถึงยังอารมณ์ไม่ดีอีกทั้งๆ ที่ก็ได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้ว “…นายอยากได้ไม่ใช่เหรอ?”

              

 

 

 

 

โลกิรู้สึกว่าใจตัวเองกำลังอ่อนยวบกับสายตาหมาหลงทางของอีกฝ่าย…เขาจึงได้แต่เมินหน้าไปอีกทางแล้วพูดเสียงแข็งๆ “แต่นายชนะมันมาเองนี่…มันก็เป็นของนายนั่นแหละ จะเอามาให้ฉันทำไมหา?”

              

 

 

 

 

“…ก็ฉันอยากให้นายดีใจ”

              

 

 

 

 

โลกิหน้าร้อนวาบขึ้นมาจนไม่อาจสบดวงตาสีฟ้าคู่นั้นได้…เขาเคยได้ฟังประโยคซับซ้อนที่ใช้บรรยายความรู้สึกมาแล้วมากมาย แต่น่าแปลกที่เขาไม่ได้ใจเต้นกับพวกมันเท่าคำพูดเรียบง่ายที่ได้ฟังตอนนี้เลย

             

 

 

 

 

ธอร์ได้แต่ยืนมองคนที่เบือนหน้าหนีเขาอยู่…ความรู้สึกที่มีในใจมันเยอะกว่าที่ความหมายของประโยคสั้นๆ นี้ แต่เขารู้ดีว่าไม่มีทางจะบอกออกไปได้ ย้ำกับตัวเองอีกครั้งไม่ให้หวังไร้สาระ…แอบหวาดหวั่นเล็กน้อยที่อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรออกมาเลย

              

 

 

 

แต่แล้วใจก็โลดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทุ้มหวานนั้นเอ่ยคำเบาๆ

              

 

 

 

 

“มันเป็นรางวัลของนาย…ไม่ต้องให้มาเป็นของฉันคนเดียวหรอก” คนพูดยังคงไม่หันมา…ทำให้ธอร์ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าผิวแก้มนั้นดูเป็นสีชมพูนิดๆ “ถือซะว่าเป็นของเราละกัน…ฉันกับนายสองคนเป็นเจ้าของทั้งคู่เลย”

              

 

 

 

 

ธอร์ย้ำกับตัวเองเสมอไม่ให้หวังลมๆ แล้งๆ…แต่กฎข้อนั้นดูจะเลือนหายไปทุกครั้งในเวลาแบบนี้ หัวใจเต้นเร็วขึ้นอีกนิด…ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนหว่านซ่านขึ้นในใจ แม้จะตามมาด้วยความเจ็บปวดเล็กๆ ของการตระหนักรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรกับตน

              

 

 

 

 

โลกิหวังสุดใจว่าอาการเขินของตัวเองจะไม่หลุดออกไปให้เป็นที่สังเกต…สติแตกไปแล้วหลังพูดจบว่าคนฟังจะคิดอย่างไร เขารีบเติมเต็มความเงียบที่ชวนให้รู้สึกหวั่นไหวแบบแปลกๆ ตอนนี้ด้วยเสียงตวัดเชิดๆ ของตน

              

 

 

 

 

“กะ ก็แค่นี้เองเห็นมั้ย!? เลิกเถียงกันซะทีเถอะ!!” ขาเรียวขยับก้าวเดิน…หวังจะไปจากบรรยากาศขัดเขินนี้ “กลับบ้านกันซะที! จะอยู่รอช่วยพนักงานปิดสวนสนุกรึไง?!”

              

 

 

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม…ตลอดทางกลับจนถึงอพาร์ตเมนท์ ความรู้สึกหวานไหวจางๆ ที่เกิดขึ้นก็ยังไม่ยอมหายไป และต่างฝ่ายต่างก็สังหรณ์ใจแบบแปลกๆ ว่าคงจะไม่มีทางเสียด้วย

              

 

 

 

 

…เพราะเป็นตัวพวกเขาทั้งคู่เองที่ไม่ต้องการจะลืมมัน

 

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

              

 

“แกะเลยๆ  ฉันอยากรู้ว่ามีอะไร”

              

 

 

 

 

ทันทีที่ถึงห้อง…โลกิก็ทิ้งตัวลงนั่งตรงโซฟาแล้วสั่งร่างสูงที่ถือกล่องตามมา ธอร์ไม่ถือสากริยาเด็กเอาแต่ใจแบบนี้ ชายหนุ่มวางกล่องลงตรงที่ว่างระหว่างโซฟากับโทรทัศน์ ก่อนนั่งขัดสมาธิบนพื้นแล้วเริ่มฉีกกระดาษห่อออก โลกิที่กำลังเริ่มต้นพินิจถ้วยพุดดิ้งถึงกับลืมขนมในมือไปเลยต้องที่เห็นว่ามีอะไรอยู่ใต้กระดาษห่อสีสดใสลายคุณหมี

              

 

 

 

 

“เฮ้! ไม่จริงน่า!!”

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มมองอย่างไม่อยากเชื่อว่าซุ้มเครื่องเล่นก๋องแก๋งแบบนั้นจะมีปัญญาให้รางวัลที่หนึ่งเป็นเครื่องเพลย์สเตชั่นทรีครบเซ็ตและมีแผ่นเกมแถมมาให้ด้วยแบบนี้ เขาเขยิบจากโซฟาลงมานั่งข้างๆ ชายหนุ่มผมทองทันที มองอย่างสนอกสนใจพลางแกะถ้วยพุดดิ้งในมือ…ไม่รู้ตัวว่านัยน์ตาสีฟ้ากำลังจับจ้องกริยานี้แล้วอมยิ้มนิดๆ อย่างเอ็นดู

           

 

 

 

 

โลกิเหมือนแมว…ดื้อรั้นเอาแต่ใจบ้าง แต่ยังไงก็ยังน่ารักอยู่ดี

              

 

 

 

 

“ของจริงด้วยล่ะ” ชายหนุ่มผมดำพยักหน้าหงึกๆ หลังอ่านบรรดารายละเอียดบนกล่องดีๆ แล้ว มือเรียวแกะช้อนพลาสติกแล้วตักพุดดิ้งเข้าปาก  “ต่อเลยๆ…ฉันอยากเล่น”

              

 

 

 

 

ธอร์ตามใจอีกฝ่ายโดยดี…แอบยิ้มกับร่างบางที่ชอบชะโงกมามองอย่างสนอกสนใจพร้อมสั่งนั่นนี่กำกับ (ส่วนใหญ่เป็นการบอกให้เขาแกะเครื่องเล่นอย่างระมัดระวังเพื่อที่จะได้ใส่กลับกล่องไปให้ดูดีเหมือนเดิม จะได้มีคนเชื่อว่าเป็นของมือหนึ่งถ้าเกิดคิดจะเอาไปขายต่อ) ก่อนจะเอ่ยถามบ้าง

              

 

 

 

 

“พุดดิ้งอร่อยใช่ไหม?”

              

 

 

 

 

ดวงตาสีเขียวตวัดมอง…ก่อนจะยอมตอบแบบไม่กวนประสาทเมื่อเห็นว่าคนถามไม่ได้มีเจตนาจะล้อเลียน “ก็อร่อยดี…พอรับได้ในฐานะของฟรี”

              

 

 

 

 

“นายชอบพุดดิ้งเหรอ?” ธอร์ถามต่อด้วยน้ำเสียงสบายๆ ขณะหาสายเชื่อมตัวเครื่องเล่นกับจอโทรทัศน์…บทสนทนาง่ายดายนี้ทำให้โลกิรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย ถึงหัวข้อที่พูดถึงจะเป็นเรื่องง่ายๆ…แต่ชายหนุ่มเพิ่งตระหนักได้ว่าตนไม่เคยคุยกับใครแบบนี้มาก่อน เขาไม่มีเพื่อนที่สนิทถึงขั้นมาถามเรื่องแบบนี้…และก็ไม่เคยคบหาใครได้นานพอจะมาแบ่งปันรายละเอียดของตัวเองให้รู้แบบนี้ด้วย

           

 

 

 

 

ทำไมเวลาอยู่กับคนคนนี้…กำแพงที่เคยมีกลับหายไปหมดเลยนะ…?

              

 

 

 

 

“อะ อืม…ฉันชอบพุดดิ้ง” โลกิเตือนตัวเองให้ตอบไป…ขัดใจกับเสียงอ้อมแอ้มของตน เสตักขนมกินอีกคำเพื่อถ่วงเวลามารวมสติ

             

 

 

 

 

“ฉันเคยกินของยี่ห้อนี้แล้วนะ…แต่เป็นรสช็อคโกแล็ต” ธอร์เล่า เริ่มลองเปิดโทรทัศน์ดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือยัง ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อหน้าเริ่มต้นของเกมโชว์หราพร้อมเพลงไตเติ้ลดังลั่น ชายหนุ่มหันมามองอีกฝ่ายแล้วยักไหล่ “แต่รสที่นายกินอยู่ฉันไม่เคยชิมเลย”

              

 

 

 

 

โลกิชะงักมือที่กำลังจะตักพุดดิ้งรสธรรมดาคำสุดท้ายใส่ปาก…เงียบไปครู่นึงก่อนจะยื่นมันออกไป

              

 

 

 

 

“งั้นจะชิมมั้ย?”

              

 

 

 

 

ถึงจะเสนอออกไปเอง โลกิก็ได้แต่เม้มปากแน่น…พยายามทำหน้าปกติแบบสุดชีวิตแม้ว่าจะยากเต็มที ด่าตัวเองในใจรัวๆ ว่าจะเขินไปทำไมกับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ จึงไม่ได้สังเกตว่าธอร์เองก็ชะงักไป ชายหนุ่มผมทองไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าสิ่งที่ได้ฟังเป็นความจริง…ภาพคนตรงหน้าที่ทำหน้าไม่แน่ใจและไม่ยอมสบตาดูน่ารักชะมัด แต่แน่นอนว่าเขาได้แต่เก็บความเห็นนี้ไว้ในความคิดเท่านั้น

              

 

 

 

 

“อะ อืม…ก็ได้” รสชาติของพุดดิ้งนั้นหวาน…แต่ยังเทียบกับรสชาติหวานไหวของความรู้สึกที่ซ่านขึ้นในใจไม่ได้ ธอร์แอบสงสัยว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกแบบนี้สักนิดบ้างไหมตอนที่เขาป้อนแพนเค้กให้ทานในวันแรกที่ได้คุยกัน แต่ก็บังคับให้ตนเลิกคิดหวังฟุ้งซ่านด้วยการเอ่ยชวน

              

 

 

 

 

“ต่อเสร็จแล้วล่ะ จะเล่นเลยไหม?”

              

 

 

 

 

ธอร์แอบกลั้นยิ้มเมื่อเห็นโลกิพยักหน้ารัวๆ แล้วเขยิบเข้ามาคว้าคอนโทรลเลอร์ไปอันหนึ่ง…สาบานได้ว่าเหมือนจะเห็นหูกับหางแมวขยับพั่บๆ อย่างตื่นเต้นชอบใจตามกริยานั้น

              

 

 

 

 

เกมที่ได้แถมมาเป็นเกมต่อสู้ธรรมดาแบบคลาสสิคสุดๆ…พวกเขาแค่ต้องเลือกตัวละครแล้วก็สู้จนกว่าค่าพลังชีวิตของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดก่อน ซึ่งทุกอย่างคงจะเรียบร้อยดีถ้าไม่มีใครบางคนคิดจะโกงขึ้นมาเพราะหงุดหงิดที่ตัวเองไม่ชนะสักที

              

 

 

 

 

“เฮ้! ทำอะไรน่ะ?!!” ธอร์อุทานออกมาเมื่อจู่ๆ คนข้างกายก็ขยับเข้ามาแล้วกระแทกแขนให้ชนคอนโทรลเลอร์ของเขา…ถึงจะไม่ได้ทำมันหลุดมือ แต่จังหวะที่เสียไปนั้นก็มากพอที่จะทำให้โลกิสามารถโจมตีตัวละครของเขาจนค่าชีวิตหมดไปเกือบครึ่ง

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมทองหรี่ตามองอีกฝ่ายที่กำลังหัวเราะเจ้าเล่ห์เบาๆ อย่างสะอกสะใจ…อาศัยจังหวะที่เจ้าตัวเผลอในการแก้เผ็ดด้วยวิธีเดียวกัน เสียงทุ้มหวานสบถออกมาชัดเจนเมื่อพบว่าค่าพลังชีวิตของตนลดวูบ ก่อนจะโวยวายใส่เขาบ้าง “เฮ้! นายทำบ้าอะไรหา?!!”

              

 

 

 

 

นอกจากจะทำราวกับว่าตัวเองโดนโกงอยู่ฝ่ายเดียวแล้ว…ร่างเพรียวยังกระแทกเข้ามาอีกรอบเสียด้วย ธอร์พยายามหลบก่อนจะเอาคืนบ้าง โลกิเอี้ยวตัวเพื่อเอาแขนหลบตามสัญชาตญาณ ก่อนจะพบว่าตัวเองพลาดไปอย่างแรง…สัมผัสของมือที่เฉียดบนข้างเอวทำให้เขาต้องหัวเราะออกมาดังลั่น

              

 

 

 

 

ธอร์ใช้เวลาเสี้ยววินาทีเดียวในการจะเดาถึงจุดอ่อนของอีกฝ่าย ก่อนที่สงครามในเกมจะโดนลืมเพราะมีสงครามจริงๆ เกิดขึ้นแทน…ร่างบางดิ้นหนีแต่ไม่พ้น มือแข็งแรงข้างหนึ่งคว้าตัวเขาไว้ขณะที่อีกข้างเอื้อมมาจั๊กจี้ตรงเอว แว่วเสียงเจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ซื่อบื้อหัวเราะอย่างสะใจตามไปด้วย

              

 

 

 

 

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ…หยุดดดดดดดด!! โอยยยยยย…ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ” โลกิหัวเราะจนปวดท้อง…อยากหยุดแต่หยุดไม่ได้ พยายามดิ้นให้พ้นมืออีกฝ่ายแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะหัวเราะจนหมดแรง “ฉันบอกให้…ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ หยุดนะไอ้บ้าเอ๊ย…ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

              

 

 

 

 

ธอร์อดหัวเราะตามไม่ได้จริงๆ…สภาพจอมบงการตอนนี้ดูตลกสุดขีด แก้มขาวๆ แดงแปร๊ดไปหมดแถมผมก็ยุ่งเหยิง ร่างบางดิ้นรนแต่สุดท้ายก็ไม่มีแรงเพราะต้องหัวเราะ…แม้ว่ามันจะเป็นการหัวเราะแบบไม่เต็มใจก็ตามที

              

 

 

 

 

โลกิสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดเมื่ออีกฝ่ายยอมรามือ ยังมีหลุดหัวเราะอะฮิฮิฮิค้างคาเล็กน้อย…แต่ก็สามารถตวัดตาขุ่นๆ ใส่ชายหนุ่มผมทอง สภาพที่ดูเหมือนแมวดื้อรั้นแต่โดนแกล้งจนสิ้นท่าแบบนี้ทำให้ธอร์ต้องระเบิดหัวเราะออกมาอีกรอบ…และยังหัวเราะต่อไม่หยุดแม้ว่าจะหันไปปิดเครื่องเล่นเกมกับโทรทัศน์ให้เรียบร้อย

              

 

 

 

 

 

“ไอ้บ้าเอ๊ย!! นายมันแย่ที่สุด!!” โลกิโวยวายแม้จะยังหอบหายใจแฮ่กๆ อยู่ “นายแกล้งฉันแบบนี้ได้ไงหา?!! คิดจะเอาคืนจากเมื่อตอนกลางวันรึไง…”

              

 

 

 

 

เสียงดังลั่นหายวับไปกลางคัน…ชายหนุ่มผมดำเพิ่งนึกได้ว่าไม่ควรไปรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาเลย แต่ก็ช้าไปแล้ว…รอยยิ้มกว้างขวางของธอร์หายไปเกินครึ่ง ความอึดอัดบางเบาเพิ่มขึ้นมาในบรรยากาศทันที โลกิจึงขยับตัวขึ้นมานั่งประจันหน้ากับอีกฝ่ายดีๆ แล้วพูดต่อ

              

 

 

 

 

“นายโมโหจริงๆ ใช่มั้ย…ตอนนั้นน่ะ?” เสียงคาดคั้นเพราะเขาไม่อยากให้เรื่องนี้มันค้างคา และโดยส่วนตัวแล้ว…เขาก็อยากจะรู้ถึงสาเหตุที่อีกฝ่ายโกรธนักหนา “ทำไมนายต้องโมโหด้วยล่ะ…จริงๆ มันไม่มีอะไรเลยนะ”

              

 

 

 

 

ธอร์หาคำตอบไม่ได้…เพราะไม่อยากโกหกแต่ก็ไม่กล้าบอกความจริง เลยเลี่ยงประเด็นไปเสีย “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้โมโห ฉันแค่…”

              

 

 

 

 

โลกิไม่ยอมปล่อยให้เรื่องจบ “แค่อะไร?”

           

 

 

 

 

เขาอยากรู้เหตุผล…อะไรบางอย่างบอกเขาว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ

              

 

 

 

 

ธอร์นิ่งงัน…ก่อนจะลองเสี่ยงแม้รู้ดีว่าราคาของมันสูงยิ่งนัก

              

 

 

 

 

“…ฉันแค่ไม่ชอบเวลาที่นายไปยิ้มให้คนอื่นแบบนั้น”

              

 

 

 

 

หัวใจโลกิเต้นแรงขึ้นมานิดนึง…ไม่อยากจะยอมรับถึงความดีใจเล็กๆ ที่ก่อตัว เขาพยายามบอกตัวเองแล้วว่าเหตุผลจริงๆ ไม่มีทางจะเป็นเช่นนี้…แต่ในใจลึกๆ ก็แอบหวังว่ามันจะใช่ หัวใจจึงหวั่นไหวเมื่อพบว่าสิ่งที่คาดหวังเป็นความจริง เขารู้ดีว่าไม่ควรคิดแบบนี้…ความสัมพันธ์ฉันท์คนรักเป็นเรื่องที่โลกิไม่เคยจัดการได้ดีเลยสักครั้ง และอีกเหตุผลสำคัญก็คือแม้จะเพิ่งได้รู้จักกันเป็นเวลาสั้นๆ…หากโลกิก็ต้องยอมรับธอร์มีอะไรที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ ที่เคยพบมา ชายหนุ่มหัวเราะมากขึ้นและรู้สึกสบายใจตอนอยู่กับอีกฝ่าย รู้ตัวอีกที…เขาก็มองว่าธอร์เป็นคนพิเศษไปแล้ว

                

 

 

 

 

มันไม่ใช่พิเศษในความหมายของคนรักกัน แต่พิเศษในฐานะคนหนึ่งคนจากทั้งหมดที่เคยได้รู้จักมา…เป็นแบบนั้นมากกว่า

              

 

 

 

 

โลกิเกลียดการผูกมัด…แต่ตอนนี้กลับนึกอยากให้เวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันนี้ยืดยาวไปเรื่อยๆ  นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกกับใครสักคนแบบนี้…และมันก็รุนแรงมากพอจนทำให้โลกิคิดว่าถ้าจะตกหลุมรักคนคนนี้ ก็อยากให้เป็นเรื่องจริงจัง ไม่ใช่เพราะแค่ถูกใจหน้าตา…และนั่นก็เป็นทางตัน เขาไม่เคยมีเหตุผลอื่นในการชอบใครมากไปกว่าเพราะหน้าตา

           

 

 

 

 

ตอนนี้จึงไม่กล้าคิดหวังอะไรทั้งนั้น…เพราะเขาต้องการให้ทุกสิ่งสวยงามสมบูรณ์แบบทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองทำไม่ได้

              

 

 

 

 

นิสัยซื่อๆ ของธอร์ทำให้โลกิเดาความรู้สึกเจ้าตัวไม่ค่อยได้ แล้วไหนจะความสับสนในใจของตนอีกว่าแท้จริงแล้วเขาใจเต้นกับชายหนุ่มผมทองแค่เพราะหน้าตาหรือเปล่า…นั่นจึงทำให้โลกิอยู่ในสถานการณ์ชวนหัวหมุนที่สุดในชีวิต เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้…หรือถ้าพูดให้ถูก…ไม่มีใครเคยทำให้เขารู้สึกแบบนี้มาก่อน

           

 

 

 

 

ให้ตายสิ…ทำไมเขาถึงปั่นป่วนใจได้มากมายขนาดนี้เพราะหมอนี่นะ…?

              

 

 

 

 

โลกิสบตากับนัยน์ตาสีฟ้าที่จ้องมาอย่างรอคอย…นั่นจึงทำให้เพิ่งนึกได้ว่าตนยังไม่ได้ตอบอะไรออกไปเลย ชายหนุ่มจึงรีบปัดความคิดสับสนทิ้ง พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ดีที่สุด

              

 

 

 

 

“นายคิดอะไรของนายเนี่ย…” เสียงทุ้มหวานพึมพำ…เกลียดความเขินที่ผ่านเข้าในเวลาที่เขาไม่ต้องการ “ฉันจะบอกให้นะ…นั่นฉันไม่ได้จะยิ้มจริงๆ ซะหน่อย มันไม่ได้จริงจังอะไรเลยเข้าใจมั้ย…ฉันแค่อยากกลับบ้านเร็วๆ เท่านั้นแหละ”

              

 

 

 

 

โลกิไม่อยากจะพูดเลยว่าทั้งหมดมันเป็นแผนการเจ้าเล่ห์ของเขาเอง…ประโยคจึงมีแค่นี้

              

 

 

 

 

“…ฉันเองก็ขอโทษนะ” ธอร์พูดขึ้นมาบ้าง “นายไม่ได้อยากไปแต่ฉันก็ชวน…ฉัน…”

              

 

 

 

 

“แต่สุดท้าย…ฉันก็ไม่อยากกลับ ฉันบอกนายแล้วนี่” โลกิแทรก เขาลืมไปเลยว่ายังมีจุดนี้ที่ต้องบอกให้อีกฝ่ายเข้าใจ “ตอนแรกฉันก็เบื่อจริงๆ นั่นแหละ แต่พอเห็นนายโมโห ฉันเลย…ฉัน…”

              

 

 

 

 

ธอร์รู้สึกว่าหัวใจของตนโลดขึ้นตั้งแต่ที่เสี่ยงกล่าวประโยคสำคัญออกไปแล้ว…และมันก็เต้นแรงขึ้นด้วยทุกประโยคของอีกฝ่าย จังหวะเงียบงันที่โลกิหาคำพูดไม่ได้นี้ทำให้เขาแทบจะต้องกลั้นหายใจว่าตนกำลังจะได้ฟังอะไร เสียงทุ้มถามแผ่วเบา…ความหวังและหวาดหวั่นเจือผสมกันจนแทบคิดอะไรไม่ออก

              

 

 

 

 

“นายทำไมเหรอ…?”

              

 

 

 

 

“ฉัน…ไม่อยากให้นายโกรธฉัน” โลกิหลบตา…รู้ตัวว่ากำลังจะให้เหตุผลง่ายๆ และน่าอายที่สุด “ถึงจะน่าเบื่อนิดหน่อย แต่ถ้าฉันกลับแล้วนายจะอารมณ์เสีย ฉันก็ไม่เอาหรอก…ฉันก็อยากให้นายดีใจเหมือนกันนะ”

              

 

 

 

 

พูดเองก็เขินเอง…โลกิจึงโวยวายออกมาเพื่อไล่ความเขินงี่เง่านี้ออกไป

              

 

 

 

 

“ก็แค่นี้แหละ! ที่ยิ้มให้เด็กพวกนั้นมันแค่หลอกๆ โอเคไหม?! เลิกคิดได้แล้วว่าฉันจริงจัง!!” เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินพรวดๆ ไปทางห้องน้ำ…กะอาบน้ำหนีปัญหาเสียเลย ประโยคก็ไม่รู้เรื่องแล้วเพราะคนพูดสติแตกสมบูรณ์แบบ “แต่ที่ฉันหัวเราะกับนายน่ะของจริง!!…ถึงนายจะแกล้งฉันก็เหอะ แต่ที่เล่นเกมเมื่อกี้มันก็สนุกจริงๆ นะ!! ฉันไม่ได้ยิ้มให้ใครเลยนอกจากนายโอเคมั้ย?!! มีแต่นายคนเดียวนั้นแหละ…เพราะงั้นเลิกทำตัวงี่เง่าได้แล้ว!!”

              

 

 

 

 

ประตูห้องน้ำปิดดังโครมหลังจบประโยค…ทิ้งให้ธอร์นั่งนิ่ง หัวใจตอนนี้เหมือนเต้นแรงจนไม่มีความรู้สึกไปแล้ว คำพูดของอีกฝ่ายยังคงหมุนวนในสมอง…ก่อนที่ชายหนุ่มจะค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างดีใจปนเขินๆ

           

 

 

 

 

แบบนี้…เขาคิดได้หรือเปล่านะว่าตัวเองพอจะมีหวัง…?

 

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

              

ห้องนอนมืดและเงียบหลังจากที่ปิดไฟ

              

 

 

 

 

ปกติ คนทั่วไปคงปฏิบัติกันแบบเกรงๆ หรือห่างเหินกันสักพักเวลาที่มีเรื่องชวนขัดเขินเกิดขึ้นแบบนี้…แต่ธอร์ก็สัมผัสได้ว่าผ้าห่มโดนดึงไปอีกแล้ว บอกชัดว่าโลกิแยกเรื่องความเกรงใจไว้จากเรื่องชวนป่วนหัวใจทั้งปวง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้หลับ…เขาจึงถามออกไป

              

 

 

 

 

“อยากให้ปิดแอร์มั้ย?”

              

 

 

 

 

การดึงผ้าห่มชะงัก ก่อนที่เสียงทุ้มหวานจะถามกลับ “แล้วนายจะไม่ร้อนเหรอ?”

              

 

 

 

 

“คงนิดหน่อย…แต่ถ้านายหนาวก็ไม่เป็นไรหรอก” ธอร์พูด…แอบคิดถึงสถานการณ์เมื่อคืนแล้วก็คิดต่อไปถึงสัมผัสของร่างที่เขาได้โอบกอดไว้ แม้ว่าท่าทางเจ้าตัวจะไม่ได้รู้สึกอะไรใดๆ เลยก็ตาม…แต่สำหรับเขา มันเพิ่มให้ความหวังไร้สาระยิ่งก่อตัวจนมากเกินพอดี

              

 

 

 

 

ความเงียบทิ้งตัวชั่วครู่ แล้วคำตอบก็มาในรูปของการกระทำ…ธอร์ใจเต้นแรงเมื่อร่างเพรียวบางเลื่อนเข้ามาระหว่างอ้อมแขนของตน เจ้าตัวก็ไม่ได้งัวเงียไร้สติและมันก็ไม่ใช่การกระทำเพื่อแกล้งเขาแบบเมื่อคืนแล้ว ความมืดทำให้ธอร์มองไม่เห็นวงหน้าหวานนั้นชัดเจนนัก…แต่ก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจยามที่ชายหนุ่มผมดำพูด

              

 

 

 

 

“ไม่ต้องปิดแอร์หรอก…แต่ฉันอยู่แบบนี้ได้ไหม?”

              

 

 

 

 

น้ำเสียงนี้เหมือนกับตอนที่โลกิเข้ามาขอโทษเขาที่สวนสนุก…มันสั่นนิดๆ และมีกระแสลังเลไม่มั่นใจ เพียงแต่คราวนี้…ธอร์หวังว่าไม่ได้คิดไปเองว่ามันฟังดูแผ่วหวานอย่างประหลาด ท่อนแขนแข็งแรงขยับไปตามที่ใจต้องการ…ไม่ได้คิดไตร่ตรองอะไรเลยสักนิด

              

 

 

 

 

“อืม…” โลกิสัมผัสได้ว่าร่างของตนโดนโอบกอดไว้ เสียงทุ้มพูดแผ่วข้างหู “ได้สิ…ได้อยู่แล้ว”

              

 

 

 

 

ความง่วงงุนค่อยๆ ตามมา เขาจำไม่ได้ว่านานแค่ไหนแล้วที่จะได้อยู่ในอ้อมแขนใครสักคนแบบนี้…ทุกความสัมพันธ์ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้มักจะเริ่มและจบอย่างรวดเร็วจนไม่มีอะไรหลงเหลือให้จดจำ

           

 

 

 

 

แต่นี่มันไม่ใช่…นี่มันพิเศษกว่านั้น…

              

 

 

 

 

โลกิถอนลมหายใจยาวๆ ออกมา…ยอมรับในใจก่อนที่จะจมสู่ห้วงนิทราว่ามันก็ไม่เลวเหมือนกันที่จะปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเสียบ้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

พาร์ทสองมาฟรายเดย์ไนท์เลยค่ะ อะฮิอะฮิ Friday I’m in love!

 

 

 

ตอนนี้ สารภาพว่าเขียนแล้วแอบเครียดค่ะ บรรยายความรู้สึกของสองคนได้ยากมากเลย…เพราะในใจที่คิดไว้ สองคนนี้จะรู้สึกสวนทางตรงข้ามกันมาก ว่าไงดี…คือทั้งอยากห้ามตัวเองแต่ก็ไม่อยากห้ามตัวเองอ่ะค่ะ เหมือนเวลาเราแอบชอบใครสักคนโดยที่เขาไม่รู้ เราก็คงทั้งบอกตัวเองให้ไม่หวังมาก แต่อีกใจก็อยากชอบไปแบบไม่กลัวเจ็บ อย่างงั้นน่ะค่ะ แล้วไหนจะทางด้านน้องกิ คือไขว้เขวเพราะไม่มั่นใจในความรู้สึกตัวเองอ่ะค่ะ ว่าชอบหรือไม่ชอบ และถ้าชอบ ชอบเพราะจิตใจหรือแค่หน้าตา มันสับสนและเขียนยากมาก หวังว่าในตัวฟิคจะชัดเจนนะคะ เพราะทิพย์พยายามอย่างสุดชีพแล้ว ฮี่ๆ….ไม่ไหวแล้วอ่ะค่ะ #หัวเราะแล้วจู่ๆก็ตาย

 

 

 

อย่างที่รู้ๆกัน ซิกเนเจอร์ธีมของเรื่องนี้คือ สนิทกันไว และรักกันไปแบบมึนๆ อารมณ์ skinny love อ่ะค่ะ งุงิสระอุสระอิไปตามๆกันเลยทีเดียว พาร์ทนี้อาจน้ำเน่าหวานชวนอ้วก…ขอโทษนะค้าาา TwT คือบรรยายความรู้สึกเยอะค่ะ เลยอาจไม่เฮฮาเท่าไหร่

 

 

 

ช่วงนี้ไอเดียบ้าบอรั่วๆเยอะมากเลยค่ะ แถมพวกฟิคเก่าๆที่ดองไว้ก็ตามมาหลอกหลอนด้วย แต่จะอัพอะไรต่อไปคงต้องลุ้นกัน

 

 

 

ขอบคุณทุกคอมเมนต์+ทวิตนะคะ อ่านแล้วดีใจมากๆเลย ไม่มีอะไรจะทำให้มีกำลังใจเขียนได้เท่านี้แล้วค่ะ /กอดทุกคน/

 

 

 

เจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ

 

 

 

จากทิพย์ฮิดเดิลสตันเอง

 

 

 

ปล. หม่ามี๊ทิพย์เรียกเชอร์ลอคเบเนดิคว่า “ไอ้ผ้าพันคอโรคจิต” ล่ะ….แงแงแง T_____T

 

 

Advertisements

2 responses to “[The Avengers Fic][ThorKi] Where Our Hearts Belong (11 — 2/2)

  1. ก้าวหน้าแล้วนี่นาาาา
    โอยยยยตอนนุ้งกิเขินมันเป็นอะไรที่น่ารักมากกกกกกกก
    ยิ่งตอนธอร์บอกว่ามีหูมีหางแมวนี่ภาพมาเลย ๕๕๕๕๕

    Like

  2. ชอบความสัมพันธ์แบบนี้มากกก จะพูดว่าสโลว์จริงๆก็ไม่ค่อยสโลว์นะ นางจะข้ามขั้นกันเร็วกว่าคู่เชอร์ริคแล้ว 55555555555555 พาร์ทนี้เขินน้องกิประหนึ่งเป็นพี่ธอร์เองง ชอบเวลากิเสียงสั่นๆ ว้ากกก เขิน ฮาประโยคนี้มากค่ะ “โลกิแยกเรื่องความเกรงใจไว้จากเรื่องชวนป่วนหัวใจทั้งปวง ” อ่านๆไปแล้วสะดุด ดูน้องกิน่ารักน่าหยิกมาก 555

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s