[The Hobbit Fic][ThorinBilbo] From Time to Time

 

             

From Time to Time
The Hobbit fanfiction by Tippuri~ii *
 
 

 

 

 

 

 
 

Pairing: Thorin Oakenshield x Bilbo Baggins


 
 

 

 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น boy’s love…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

TALK

 

สุขสันต์วาเลนไทน์นนนนนน์ /โปรยดอกกุหลาบ

 

ฟิคนี้…แซงคิวฟิควาเลนไทน์ตัวจริงค่ะ แต่คาดว่าเรื่องนั้นก็คงเขียนค่ะ เขียนเรื่องนี้ด้วยความสนองนี้ดตัวเองที่อยากเขียนการเลี้ยงต้อยของทรั่นราชาใต้ขุนเขา ไทม์ไลน์ในฟิคมั่วเองหมดเลยนะคะ โหะโหะโหะ

 

ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้วค่ะ คิดอะไรไม่ออกเลย TwT เอาเป็นว่า…หวังว่าจะสนุกกับฟิคนี้ แล้วก็ขอให้เป็นวาเลนไทน์ที่ดีของทุกคนนะคะ!!

 

 

 

************************

 

 

 

 

 

 

ไม่มีใครรู้…แต่ธอริน โอเคนชีลด์เคยมาเยือนไชร์แล้วก่อนหน้าที่เอเรบอร์จะล่มสลาย

              

 

 

 

 

มันเป็นช่วงเวลาที่องค์ราชาใต้ขุนเขายังเป็นเพียงเจ้าชายแห่งอาณาจักรอันมั่งคั่ง…เพราะหน้าที่ที่ยังไม่หนักหนา ธอรินจึงมีเวลาในการเที่ยวเล่นและมองหาการผจญภัยที่น่าสนใจ ซึ่งมันมักจะนำพาไปสู่การเดินทางไปยังเมืองอื่นที่บางทีก็กินเวลาหลายวัน…แต่ด้วยฝีมือการรบอันเก่งกาจ ผู้เป็นบิดาจึงไว้ใจให้เขาออกเดินทางไปเองคนเดียว และนอกจากจะออกเดินทางเพื่อความสนุกส่วนตัวแล้ว…ธอรินก็ยังได้ใช้โอกาสนี้ในการหาข่าวสารหรือข้อมูลเกี่ยวกับเมืองต่างๆ ที่ตนได้ไปถึง และนั่นก็ช่วยทำให้เอเรบอร์เป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งและร่ำรวยมากกว่าเก่า

              

 

 

 

 

ชื่อของดินแดนเล็กๆ แต่เขียวขจีอย่างไชร์ผ่านเข้ามาให้ธอรินได้ยินเมื่อตอนที่องค์ชายเดินเล่นอยู่ในตลาดของเดลย์ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีที่แห่งใดที่จะอุดมสมบูรณ์ได้มากกว่าเมืองแห่งนี้…หากพ่อค้าและผู้สัญจรทั้งหลายต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไชร์เป็นที่ที่มีพืชพันธุ์ชั้นเยี่ยมและธรรมชาติที่สวยงาม นั่นจึงทำให้ธอรินเริ่มอยากไปเยี่ยมเยือนดินแดนของเหล่าฮาล์ฟลิ่งนี่ดูสักที

              

 

 

 

 

ด้วยความที่ไชร์เป็นสถานที่ไร้สงคราม…เธรนจึงไม่ขัดข้องอะไรเมื่อบุตรชายมาบอกถึงแผนการเดินทางครั้งใหม่ นั่นจึงทำให้ในอีกไม่กี่วันถัดมา…ธอรินในเครื่องแต่งกายแบบคนแคระทั่วไปก็อาศัยเกวียนของเหล่าคาราวานในการเดินทางไปยังดินแดนเล็กๆ หากอุดมสมบูรณ์นั่น

              

 

 

 

 

องค์ชายมาถึงไชร์โดยไม่มีอะไรยุ่งยากเกิดขึ้นระหว่างทาง ธอรินเดินสำรวจอาณาบริเวณรอบๆ…ซ่อนร่างไว้ใต้เสื้อคลุม สังเกตได้เองแล้วว่าไชร์เป็นดินแดนที่ไม่มีผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมอะไรที่มากไปกว่าเหล่าฮาล์ฟลิ่ง…เขาจึงไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของใคร ดวงตาสีเทาพินิจบรรดาบ้านเรือนที่สร้างให้ฝังอยู่ในเนินหญ้า…บานประตูกลมๆ สีเขียวสดกับบรรดาดอกไม้พุ่มไม้ดูจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับแต่ละบ้าน ธอรินมองเหล่าฮาล์ฟลิ่งที่เดินขวักไขว่…ทุกคนวุ่นวายกับเหล่าพืชผลและทุกสิ่งที่เกี่ยวกับอาหารการกิน ภาพผู้คนร่างเล็กๆ ที่มีงานล้นมือดูเป็นภาพที่ไม่น่าเบื่อเลยในสายตาคนมอง

              

 

 

 

 

กองคาราวานตั้งใจจะอยู่ที่นี่สักสามถึงสี่วันแล้วจึงกลับเอเรบอร์…แต่ด้วยความที่สรุปได้ตั้งแต่การสำรวจรอบแรกแล้วว่าดินแดนนี้อุดมสมบูรณ์มากดังคำกล่าวหากก็ดูจะไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร ธอรินจึงใช้วันที่เหลือในการเดินดูความเป็นอยู่ของบรรดาฮาล์ฟลิ่ง…และเมื่อไม่รู้จะทำอะไรอีกดีในวันสุดท้าย องค์ชายจึงเริ่มต้นการสำรวจชายป่ารอบๆ หมู่บ้าน

              

 

 

 

 

ยิ่งเดินเข้ามาลึก…มวลพฤกษาก็ยิ่งสูงใหญ่ ต้นไม้สูงเสียดฟ้าทำให้พื้นที่ถูกโอบล้อมไว้ใต้เงาครึ้ม…แสงแดดที่ส่องลอดลงมาดูเหมือนประกายเกล็ดสีทองบนพื้นหญ้า ธอรินค่อยๆ เดินไปในบรรยากาศสีเขียวสดนั้น…ดื่มด่ำกับไอเย็นของหยดน้ำค้างและเสียงใบไม้ที่เสียดสีกัน มันเป็นธรรมชาติที่หาไม่ได้ในนครใต้ขุนเขา…ธอรินรักเอเรบอร์และคุ้นชินกับภาพของหินผาและแร่มีค่ามากกว่าป่าเขียวขจี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาก็อยากให้มีทัศนียภาพแบบนี้อยู่ใกล้ๆ บ้านเกิดของตน

              

 

 

 

 

แต่แล้ว…ก้าวอย่างอันเงียบสงบของเขาก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงร้องไห้ดังลั่น

              

 

 

 

 

“ฮือออออออออออออออออออออออ!! ใครก็ได้ช่วยข้าด้วยยยยยยยยยยยยยยยย!!!”

              

 

 

 

 

เสียงนั้นเหมือนกับเสียงของเด็กชายตามมาด้วยเสียงคำรามดังก้องของสัตว์ป่า…อธิบายเหตุการณ์ให้รู้ได้ไวยิ่งกว่าอะไร ธอรินจึงรีบพุ่งไป…มือขยับอาวุธในมือไว้มั่นเมื่อมาถึงตรงต้นเสียง

              

 

 

 

 

ภาพที่เห็นคือหนูน้อยฮาล์ฟลิ่งที่กำลังถูกต้อนให้จนมุมตรงต้นไม้ใหญ่ด้วยหมีสีเข้ม…ถ้าเทียบกันระหว่างเหยื่อและนักล่าแล้ว ขนาดของเจ้าหมีนี่ก็ใช่ย่อยเลยทีเดียว…แต่สำหรับธอริน ดูยังไงมันก็เป็นแค่หมีที่กำลังโต ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวสักนิด เขาจึงเริ่มรู้สึกหงุดหงิดทันทีกับการที่เจ้าเด็กบ้านี่ร้องไห้ราวกับตัวเองจะต้องตายด้วยน้ำมือของหมีตัวแค่นี้

           

 

 

 

 

ให้ตายเถอะ…ไอ้เรารึก็นึกว่าจะมีอะไรคอขาดบาดตาย… 

              

 

 

 

 

“ไม่นะ…ฮืออออออ…โอ!!!” เจ้าฮาล์ฟลิ่งที่พยายามโดดหยองแหยงขึ้นต้นไม้แต่ตัวเองสูงไม่พอมีน้ำตาอาบแก้ม…ก่อนจะทำหน้าเหมือนเห็นพระเจ้าตอนที่กวาดตามาเจอเขา “ได้โปรดเถอะ!! ช่วยข้าด้วย…หวาาาาาาาาาา!!!!!!!!”

 

 

 

 

 

เจ้าหมีคำรามลั่นออกมา…และยิ่งคำรามดังกว่าเดิมเมื่อร่างเล็กร้องตะโกน มันขยับจะตะปบอุ้งเล็บลงมา…ธอรินจึงรีบคว้าท่อนไม้ที่อยู่แถวนั้นขว้างเข้าใส่ เสียงกระทบดังสนั่น…แรงกระแทกและน้ำหนักของท่อนไม้มากพอที่จะทำให้เจ้าหมีแทบล้มคว่ำ และเมื่อตั้งตัวได้…มันก็วิ่งโซซัดโซเซจากไปอีกทางทันที ทิ้งเสียงคำรามโหยหวนให้ได้ยินมาไกลๆ จนเงียบหายไปเอง

              

 

 

 

 

ธอรินสบถพึมพำ…เขากำลังกรุ่นได้ที่เลยทีเดียวกับความบ้าบอที่เพิ่งเผชิญไป องค์ชายขยับจะเดินกลับไปตามทางที่ตนเคยมา…แต่ก็แทบสะดุดเมื่อมีอะไรก็ไม่รู้พุ่งมากอดขาไว้ เขาขมวดคิ้วแล้วก้มดู…จึงได้สบตากับเจ้าเด็กตัวปัญหานี่แบบเต็มที่

              

 

 

 

 

“ขอบคุณมาก!!!” ท่าทางอีกฝ่ายจะอยากกอดขอบคุณเขา…แต่ด้วยส่วนสูงที่น้อยนิด มันจึงกลายเป็นทำให้เขาเกือบหกล้มแทน “ขอบคุณมากๆ เลยนะที่ช่วยข้าไว้!!”

              

 

 

 

 

ธอรินพยักหน้ารับแล้วค่อยๆ ปลดแขนเจ้าเด็กนี่ออก…หากก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไปเท่าไหร่ เพราะฮาล์ฟลิ่งจิ๋วนี่ก็เลื่อนมากอดแขนเขาแทน ยังคงพร่ำพูด

              

 

 

 

 

“ขอบคุณที่ช่วยข้านะ” หนูน้อยสูดจมูกฟึดฟัดเพื่อกลั้นสะอื้น “ท่านใจดีมาก…ขอบคุณมากจริงๆนะ”

              

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกน่า เลิกร้องไห้เสียที” ธอรินแอบทำหน้าหน่าย…เขาล่ะเบื่อเด็กขี้แยนัก แต่ก็ไม่ลืมจะสอนต่อ “ต่อไปอย่ามาเดินในป่าแบบนี้คนเดียวนะ เจ้าตัวเล็กแค่นี้…สัตว์ป่ามันก็เห็นเป็นเหยื่อหมดน่ะสิ”

              

 

 

 

 

และนั่นก็ทำให้องค์ชายคิดต่อได้ ถามต่อเสียงเข้มงวด “จะว่าไป…เด็กอย่างเจ้ามาทำบ้าอะไรในป่าน่ะ?”

              

 

 

 

 

“ข้า…ข้า…” มือของหนูน้อยเอื้อมไปจับตรงกระเป๋ากางเกงของตน ก่อนจะสารภาพเสียงหงอย “ข้ามาเก็บเห็ด…แต่เจอหมีเข้าตอนขากลับ เห็ดหล่นไปหมดแล้ว…”

              

 

 

 

 

สีหน้าเสียใจและคราบน้ำตาทำให้ธอรินเริ่มใจเย็นลงได้บ้าง…บอกตัวเองว่าคนตรงหน้าเป็นแค่เด็กน้อยและสู้รบอะไรไม่เป็น การจะเอามาเปรียบเทียบกับตนเองแล้วโมโหย่อมไม่ทำให้อะไรดีขึ้น จึงตัดสินใจทำเรื่องที่ควรทำแทน “เจ้าชื่ออะไรหา? เดี๋ยวข้าพาไปส่งบ้านละกัน”

              

 

 

 

 

“ขะ ข้าชื่อบีโบ้…” หนูน้อยพยายามออกเสียงให้ชัดที่สุด แต่ธอรินสังหรณ์ใจว่าเจ้าเด็กนี้ต้องพูดไม่ถูกแน่ๆ…เพราะชื่อที่ได้ฟังมันพิลึกเกินไป “บีโบ้ แบกิ้น…แห่งแบเอ้น แล้วท่านล่ะ?”

              

 

 

 

 

องค์ชายบอกไปแค่ชื่อ…ในใจกำลังเริ่มหงุดหงิดอีกรอบ เขามั่นใจว่าตัวเองต้องไม่มีวันหา ‘แบเอ้น’ เจอแน่ๆเพราะฟังยังไงก็รู้ว่าเจ้าเด็กนี่ออกเสียงผิด และสิ่งที่ธอรินต้องการเป็นสิ่งสุดท้ายก็คือการต้องเดินพาฮาล์ฟลิ่งนี่ไปเดินถามตามแต่ละบ้านว่าหนูน้อยเป็นใครและตนจะพาไปส่งได้ที่ไหน

              

 

 

 

 

หากในระหว่างที่องค์ชายกำลังเครียด…บีโบ้น้อยกลับเริ่มยิ้มออกแม้ว่าหน้าตาจะเปื้อนคราบน้ำตามอมแมม เจ้าหนูเอื้อมมาจับมือของอีกฝ่ายไว้แล้วเขย่าๆ

              

 

 

 

 

“ขอบคุณมากนะ…ท่านโทรีน” ฮาล์ฟลิ่งยิ้มร่าเริง…แม้แต่ชื่อเขา เด็กนี่ก็ยังพูดไม่ชัด ก่อนจะโค้งให้อย่างเป็นงานเป็นการ “แล้วก็…ยินดีที่ได้รู้จักท่านนะ”

               

 

 

 

 

คนมองพยักหน้ารับตามมารยาท…ยังคงคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อดี ก่อนจะนึกว่าถามเจ้าหนูนี่ก็หมดเรื่องว่าบ้านอยู่ไหน เขาจึงก้มลงไปนั่งให้ความสูงพอจะสบตากันตรงไปตรงมาได้ “นี่…บอกข้าซิ…”

              

 

 

 

 

หากคำที่เอ่ยแทรกมาก็ทำให้หมดหวังทันที…เจ้าเด็กน้อยกำลังยิ้มสดใสเหมือนเล่าเรื่องความฝันอันแสนหวานที่เป็นจริงให้เขาฟังอยู่ “ดีจังที่ท่านโทรีนจะพาข้ากลับบ้าน ข้าจำทางจากตรงนี้ไปไม่ได้”

              

 

 

 

 

ธอรินชะงักทันที พยายามไม่ตีหน้ายักษ์ระหว่างทวนถาม “ไม่ได้เลยเรอะ? สักนิดก็ไม่รู้เลยเรอะ?”

              

 

 

 

 

เด็กน้อยส่ายหน้าแข็งขัน…ยิ้มกว้างอย่างยินดีพร้อมยืนยัน “ไม่ได้เลย…ข้าเป็นเด็กดีไม่โกหกหรอก เชื่อข้าสิ”

              

 

 

 

 

บีโบ้กำลังหน้าบานที่ตนเป็นเด็กดี…แต่ธอรินนั้นต้องต่อสู้อย่างยากลำบากกับความอยากเอากำปั้นเคาะหัวกลมๆ ที่ปกคลุมด้วยเรือนผมหยักศกสีน้ำตาลทองนั่นสักที องค์ชายพยายามยกหาเหตุผลมาปลอบให้ตัวเองสงบใจ…นั่นจึงทิ้งช่วงให้ความเงียบก่อตัว

               

 

 

 

 

“เอ่อ…”

 

 

 

 

 

เด็กน้อยเอียงคอมองคนที่ช่วยชีวิตตน…วงหน้านั้นเปื้อนฝุ่นไปหมด บีโบ้จึงควานมือในกระเป๋ากางเกงของตน…ยิ้มออกมาได้เมื่อพบว่าของที่ต้องการยังไม่หล่นหายไป

              

 

 

 

 

“นี่ๆ…”

              

 

 

 

 

ธอรินหันกลับมามองเมื่อสัมผัสได้ถึงอะไรนุ่มๆ…ก่อนจะพบว่าเด็กน้อยกำลังเอื้อมมาเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดแก้มให้ตนอยู่ บีโบ้แอบเขินเล็กๆ กับดวงตาสีเทาที่จ้องมานิ่งๆ…ปกติจะมีแต่คนมาคอยเตือนให้เขาพกผ้าเช็ดหน้าและใช้มัน นี่จึงเป็นครั้งแรกเลยที่เด็กชายได้มีโอกาสทำหรือพูดอะไรแบบนี้บ้าง

              

 

 

 

 

“ท่านมอมแมมจัง…ไม่มีผ้าเช็ดหน้าเหรอ?”

              

 

 

 

 

สำหรับนักรบอย่างเขาแล้ว…ข้าวของพวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฟังคำถามที่ราวกับว่าคนถามเป็นผู้ใหญ่และตนเป็นเด็กเล็กๆ…ธอรินก็พบว่าตัวเองกำลังยิ้มขำออกมา ทำให้เด็กชายยิ้มกว้างตาม…ไม่รู้เลยว่ากำลังได้เห็นสิ่งหายากของเอเรบอร์ รอยยิ้มนุ่มนวลขององค์ชายผู้แสนเย็นชา

              

 

 

 

 

“ไม่หรอก…” คนตอบส่ายหน้า อารมณ์เสียๆ ดูจะค่อยๆ เหือดหายไปทีละนิด “ข้าไม่มีผ้าเช็ดหน้าหรอก”

              

 

 

 

 

บีโบ้ตาโต “ได้อย่างไรกัน? แม่ข้าไม่ยอมให้ข้าออกจากบ้านเลยถ้าไม่มีผ้าเช็ดหน้า…นางต้องตรวจกระเป๋าข้าก่อนทุกที”

              

 

 

 

 

หนูน้อยมีสีหน้าตื่นตาตื่นใจกับความไม่เข้มงวดของผู้ปกครองของเขา ธอรินจึงหัวเราะหน่ายๆ ปนเอ็นดู ตอบแค่คำเดิมสั้นๆ ว่ามันเป็นของไม่จำเป็นสำหรับตน…ก่อนจะถามเรื่องที่สำคัญกว่า

              

 

 

 

 

“ถ้าข้าพาเจ้าไปถึงหมู่บ้านได้…เจ้าจะพอจำได้ไหมว่า ‘แบเอ้น’ นี่ไปทางไหน?”

              

 

 

 

 

“ได้สิ” บีโบ้พยักหน้าแข็งขัน…ตั้งใจจะร่วมมือเต็มที่กับทุกอย่างที่ผู้ช่วยชีวิตตนคิดจะทำ “ข้าจำทางในชายร์ได้ ไม่หลงหรอก”

              

 

 

 

 

ธอรินถอนหายใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มต้นออกเดิน…ขมวดคิ้วเมื่อร่างเล็กวิ่งตามมาเดินข้างๆ แล้วจับมือเขาไว้ “ทำอะไรน่ะ?”

              

 

 

 

 

“ขะ ข้ากลัวหลงอีก…” ฮาล์ฟลิ่งจิ๋วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ใหม่ “ถ้าหลงอีก…ขะ ข้าโดนกินแน่…แม่ข้าบอกว่าถ้าจับมือไว้จะไม่หลง…”

              

 

 

 

 

แต่บีโบ้ก็เห็นคิ้วยุ่งๆ ขององค์ชาย เลยหน้าหงอยแล้วค่อยๆ ผละมือออก “…แต่ถ้าท่านโทรีนไม่ชอบก็อย่าเลย…ข้าขอโทษ”

              

 

 

 

 

ร่างเล็กว่าเช่นนั้นแล้วก็ออกเดินต็อกแต็กนำไป…ความจริง เด็กน้อยอยากจะบอกขอบคุณอีกสักเท่าตัวด้วยซ้ำที่คนตรงหน้าช่วยตนไว้ แถมยังอยากจะบอกด้วยว่าตนชื่นชมอีกฝ่ายมากที่เจ้าตัวไม่แสดงท่าทีเลยว่ามันเป็นเรื่องอันตรายใดๆ ในการต่อสู้กับเจ้าหมียักษ์นั่น…แถมยังบอกให้เขาไม่ต้องคิดมากและเสนอจะช่วยพามาส่งบ้านด้วยอีกต่างหาก แต่ดูเหมือนการกระทำทุกอย่างของเขาจะทำให้ท่านโทรีนรำคาญใจไปหมด…บีโบ้จึงบอกให้ตัวเองเลิกวุ่นวายเสียที

           

 

 

 

 

ท่านโทรีนน่ะเป็นนักรบผู้เก่งกาจนะ…จะมาสนใจอะไรเขาที่เป็นแค่เด็กอ่อนหัด… 

              

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้หนูน้อยเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายก้าวหนักๆ มาเคียงข้าง…และมือแข็งแรงนั้นเอื้อมมาดึงมือของเขาขึ้นไปจับไว้

              

 

 

 

 

“เอ่อ…ไม่เป็นไรหรอกท่านโทรีน…”

              

 

 

 

 

ธอรินพูดสั้นๆ…ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตนผู้ไม่เคยสนใจความรู้สึกคนแปลกหน้ากลับทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นเจ้าฮาล์ฟลิ่งนี่เสียใจ “เด็กโง่เอ๊ย…ข้าไม่ได้พูดสักหน่อยว่าข้าไม่ชอบน่ะ”

              

 

 

 

 

บีโบ้นิ่งเงียบ…ก่อนจะเบียดเข้ามาเดินใกล้ๆ อีกฝ่าย เริ่มยิ้มออกมาแล้วชวนคุยใหม่…ธอรินตอบสั้นๆ และเป็นผู้ฟังเสียเป็นส่วนใหญ่ หากก็ไม่ได้รำคาญคำถามไร้เดียงสาใดๆ ที่ได้รับเลย…และสิ่งที่องค์ชายไม่ได้รู้ตัวก็คือเรียวปากของตนนั้นระบายด้วยรอยยิ้มบางเบาตลอดบทสนทนา

              

 

 

 

 

พวกเขาลัดเลาะตามแนวป่ามาเรื่อยๆ และสุดท้ายก็มาถึงตัวหมู่บ้านในเวลาเย็นย่ำ…ไชร์สว่างเรืองรองด้วยโคมไฟสีส้มอมทองใต้ผืนฟ้าสีม่วงเข้ม สายลมยามค่ำพัดโชย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้แทรกในอณูอากาศ…ทุกอย่างดูสวยงามเหมือนภาพวาดที่เล่าถึงเรื่องราวอันสงบสุข ธอรินก้าวเดินช้าๆ…จังหวะที่ลดลงมาเพื่อให้สอดคล้องกับการเดินของฮาล์ฟลิ่งน้อย ซึบซับบรรยากาศสวยงามนี้ไว้ในใจ…พยักหน้าหรือส่งเสียงรับเมื่อบีโบ้ชี้บ้านหลังนั้นหลังนี้แล้วเล่าเรื่องให้ฟัง จนกระทั่งสุดท้าย…องค์ชายก็แทบต้องสะดุดเป็นครั้งที่สองของวันนี้เมื่อเจ้าตัวเล็กกระชากมือให้วิ่งตาม

              

 

 

 

 

“นี่ไงนี่ไง!!” บีโบ้พูดเสียงหอบๆ อย่างตื่นเต้น “ถึงแล้ว!! นี่ล่ะแบเอ้น!! แม่…ข้ากลับมาละ…!”

              

 

 

 

 

ก่อนที่หนูน้อยจะได้เสียงดังมากไปกว่านี้…ธอรินก็รีบเอื้อมมือไปปิดปากเจ้าตัวเอาไว้ พูดอย่างจริงจัง “เบาๆ หน่อย…เจ้าจะปลุกคนทั้งหมู่บ้านรึไง?”

              

 

 

 

 

“อื้ออื้ออื้อ” ฮาล์ฟลิ่งส่ายหน้าอย่างแข็งขัน พูดเบาๆ เมื่อมือใหญ่ละออกไป “ข้าขอโทษ…ท่านโทรีน”

              

 

 

 

 

“ช่างเถอะ” ธอรินโบกมือเป็นเชิงให้อีกฝ่ายไม่ต้องใส่ใจ กวาดตามองบ้านใต้เนินที่มีประตูเขียวสดและแปลงดอกไม้เป็นระเบียบ “นี่สินะ…บ้านของเจ้า?”

              

 

 

 

 

“ใช่…” เด็กน้อยชี้อย่างภูมิใจไปทางประตู “สัปดาห์ก่อนข้าช่วยทาสีนั่นล่ะ”

              

 

 

 

 

องค์ชายพยักหน้า…พอใจกับป้าย ‘แบ็กเอนด์’ ตรงริมรั้วมากกว่าประตูเอี่ยมอ่องนั่นเสียอีก เพราะนั่นพิสูจน์ให้รู้ว่าเจ้าเด็กนี่ออกเสียงผิดอย่างที่ตนคิดและตอนนี้พวกเขามาถึงที่หมายที่ต้องการแล้ว เขาจึงพูดสั้นๆ ก่อนจะเตรียมหันหลังจากไป

              

 

 

 

 

“ถ้าอย่างนั้น…ก็ลาก่อนนะเจ้าฮาล์ฟลิ่ง”

              

 

 

 

 

“อะ อ้าว! เดี๋ยวก่อนสิท่านโทรีน!!” ร่างเล็กวิ่งหยองแหยงตามมารั้ง ตาโตสีดำมีแววตระหนก “ทะ ท่านจะไปไหนน่ะ?!”

              

 

 

 

 

“กลับบ้านข้าน่ะสิ” ธอรินยิ้มขำ…กองคาราวานจะออกเดินทางตั้งแต่คืนนี้เลย

              

 

 

 

 

บีโบ้มีสีหน้าเคว้งคว้าง…ลืมไปสนิทว่าท่านโทรีนไม่ใช่ฮอบบิท และนั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายจะไปจากไชร์…แต่เขาไม่คิดเลยว่ามันจะรวดเร็วเช่นนี้ “ตะ แต่เรา…เราเพิ่งได้เจอกันเองนะ…”

              

 

 

 

 

“อย่าร้องไห้นะ” ธอรินรีบดักคอ ก่อนจะย่อตัวลงให้พวกเขาสบตากันได้…มือใหญ่ลูบเส้นผมหยักศกเบาๆ “ไม่เป็นไรหรอก…เจ้าแค่ต้องดูแลตัวเองดีๆ เข้าใจไหม? อย่าเดินป่าเพลินอีกล่ะ…เพราะข้าจะไม่อยู่มาช่วยเจ้าแล้วนะ”

              

 

 

 

 

บีโบ้รีบสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อกลั้นสะอื้นทันทีเพราะไม่อยากให้ท่านโทรีนไม่พอใจ พยักหน้ารัวๆ กับคำสอน…แต่แล้วสัมผัสอบอุ่นของมือใหญ่และกระแสอ่อนโยนของน้ำเสียงก็ทำให้เด็กน้อยทนไม่ได้

              

 

 

 

 

“ขะ ข้า…ข้าไม่อยากให้ท่านไป!!!” ร่างเล็กโผเข้ากอดคนตรงหน้าแน่นแล้วปล่อยโฮออกมา “อยู่ที่ชายร์ไม่ได้เหรอท่านโทรีน?? ได้โปรดเถอะ…อย่าไปเลยนะ!!”

              

 

 

 

 

การกระทำกะทันหันนี้ทำให้ธอรินนิ่งไปอย่างประหลาดใจ…ก่อนจะโอบแขนรอบร่างเล็กๆ นั้นตอบ ประหลาดใจยิ่งกว่าเดิมเพราะในวินาทีนี้…ใจของตนวูบไหวด้วยความต้องการจะทำตามคำขอ ฮาล์ฟลิ่งน้อยนี่ดูจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาอยากปกป้องจากอันตรายและความเศร้าโศกทั้งปวง

              

 

 

 

 

“…ไม่ได้หรอก” ธอรินพูดออกมาในที่สุด…บอกทั้งอีกฝ่ายและตัวเอง “ข้าไม่ใช่ฮาล์ฟลิ่งอย่างเจ้านะ จะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

               

 

 

 

 

“ได้สิได้สิ…” บีโบ้ยังคงกอดเขาไว้แน่น…คิดสะระตะในใจก่อนจะพูดออกมา “ท่านก็แต่งงานกับข้าไง! แค่นี้ก็อยู่กับข้าได้แล้ว! ข้าจะยกห้องนอนของข้าให้ท่านเลย!!”

              

 

 

 

 

องค์ชายหัวเราะพรืดออกมา ลูบผมหยักยุ่งนั้นอย่างเอ็นดู “นี่เจ้าจะให้ข้าแต่งเข้าบ้านเจ้าเหรอมาสเตอร์แบ็กกินส์?”

              

 

 

 

 

เด็กน้อยไม่ได้รับรู้ถึงกระแสล้อเลียนในประโยค ร่างเล็กผละจากอ้อมกอดมาเพื่อพยักหน้ายืนยันรัวๆ…เสนอข้าวของมากมายที่จะยอมยกให้คนตรงหน้า ธอรินโคลงศีรษะกับรายการของเล่น ขนม และเห็ดมากมายที่เจ้าหนูสัญญา…ก่อนจะพูดเสียงหนักแน่น

              

 

 

 

 

“ไม่ได้หรอก…ข้าต้องกลับเอเรบอร์ มันเป็นบ้านของข้า”

              

 

 

 

 

“งั้น…งั้น…” บีโบ้เช็ดน้ำตาด้วยหลังมือ ถามเสียงเครือ “ขะ ข้าต้องเดินกี่วันล่ะ…ถึงจะถึงเอลบอร์? ข้าจะได้ไปเยี่ยมท่านที่บ้านไง”

              

 

 

 

 

องค์ชายส่ายศีรษะ…บอกด้วยเสียงสงบนุ่มนวลว่าท่าทางการพบกันอีกครั้งดูจะเป็นเรื่องยากเย็นนัก นั่นทำให้ฮาล์ฟลิ่งน้อยยิ่งน้ำตาไหล และยังคงสะอื้นแม้จะยอมทำใจกล่าวลาแล้ว

              

 

 

 

 

“ฮึก…ละ ลาก่อน…ฮึก…ท่าน…ทะ โทรีน…แล้วก็…ฮึก…ขะ ขอบคุณมาก…ทะ ที่ช่วยข้า…”

               

 

 

 

 

ธอรินลูบหัวหนูน้อยก่อนจะหันหลังแล้วออกเดิน…หากสักพัก เขาก็แทบสะดุดอีกครั้งเพราะเจ้าตัวเล็กวิ่งตามมากระโดดกอดเอวเขาไว้

              

 

 

 

 

“ให้ตาย…” องค์ชายมุ่นคิ้ว จับร่างจ้อยร่อยให้ยืนดีๆ…ดุไม่ลงเมื่อเห็นน้ำตาที่อาบแก้ม “…เจ้ากลับเข้าบ้านไปได้แล้ว เอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดตาด้วยสิ…จะพกไว้ทำไมถ้าไม่ใช้น่ะหา?”

              

 

 

 

 

เด็กน้อยหัวเราะไม่ออกกับประโยคติดตลกนั่น มือป้อมวางผ้าชิ้นเล็กสีสะอาดนั้นใส่มืออีกฝ่าย พูดเสียงเครือ “ขะ ข้าให้ท่านนะ…ทะ ท่านต้องเก็บไว้นะ…เดินทางไกลๆ ไม่มีผ้าเช็ดหน้าน่ะแย่แน่…”

              

 

 

 

 

“จะดีหรือ?” ธอรินอมยิ้ม “เดี๋ยวแม่เจ้าจะหาว่าเจ้าทำหายนะ”

             

 

 

 

 

“ไม่เป็นไร…ข้าจะบอกแม่ว่าข้าให้ท่านโทรีนไว้” บีโบ้ส่ายหน้า ปาดน้ำตาป้อยๆ “ไว้ตอนข้าไปขอท่านแต่งงาน…ท่านค่อยคืนก็ได้”

              

 

 

 

 

คนฟังอยากจะหัวเราะออกมา…สงสัยนักว่าเจ้าหนูน้อยนี่รู้ไหมว่าคำที่ตัวเองพูดหมายถึงอะไรบ้าง แต่ก็ตัดสินใจพูดแค่ขอบคุณแล้วเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้ใต้เกราะอ่อน “ขอบใจมากนะ…มาสเตอร์แบ็กกินส์”

              

 

 

 

 

หนูน้อยขยับเข้ามากอดอีกที “เช่นกัน…ท่านโทรีน”

 

 

 

 

 

องค์ชายโอบร่างเล็กไว้…เสียงสะอื้นค่อยๆ แผ่วหายเมื่อเขาประทับริมฝีปากลงเบาๆ ตรงหน้าผาก กระซิบพร้อมช่วยปาดน้ำตาที่อาบแก้ม

 

 

 

 

 

“หยุดร้องไห้ได้แล้วนะ…เด็กดีของข้า”

              

 

 

 

 

บีโบ้ยังคงสูดหายใจฟึดฟัด…แต่ก็พยักหน้าแล้วยิ้มออกมา ธอรินรอจนกระทั่งร่างเล็กจ้อยหายลับไปหลังประตูบานกลมแล้วจึงเริ่มออกเดินไปยังจุดนัดพบของกองคาราวาน หยิบพับผ้าสีขาวออกมาดูอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มหน่ายๆ ปนเอ็นดูพร้อมโคลงศีรษะ

           

 

 

 

 

ใครรู้คงเอาไปคุยกันสนุกแน่…องค์ชายแห่งนครมั่งคั่งอย่างเอเรบอร์ได้ของหมั้นเป็นผ้าเช็ดหน้าแค่ผืนเดียว… 

 

 

 

 

 

 

*****

 

              

 

“หยุดเดี๋ยวนี้!! พวกเราต้องกลับไป!!!”

              

 

 

 

 

บิลโบ แบ็กกินส์อุทานดังลั่น…นั่งล่อกแล่กบนหลังลูกม้า มือควานหาตามกระเป๋าเสื้อและกางเกงเป็นพัลวัน คนแคระในคณะเดินทางตะโกนถามมาว่าเกิดอะไรขึ้น ฮอบบิทจอมจู้จี้จึงร้องบอกไปด้วยเสียงเหมือนเห็นฟ้าถล่มลงมา

              

 

 

 

 

“ข้าลืมผ้าเช็ดหน้า!!!”

              

 

 

 

 

คำตอบรับมีเพียงเสียงหัวเราะครืนกับชิ้นผ้าขะมุกขะมอมที่โดนโยนมาให้…ก่อนที่ทุกคนจะบังคับม้าให้เดินต่อไปอย่างไม่เหลียวแลเขา ถึงแกนดัลฟ์จะพูดปลอบใจ…แต่บิลโบก็ยังไม่เลิกทำหน้ามุ่ยและปฏิเสธที่จะยอมรับว่าผ้าเช็ดหน้าเป็นเรื่องไม่จำเป็นในการเดินทางไปกอบกู้เอเรบอร์

              

 

 

 

 

“ผ้าเช็ดหน้าน่ะสำคัญสำหรับทุกโอกาสนะรู้ไหม?” เจ้าฮอบบิทยังคงไม่เลิกบ่นแม้ว่าจะถึงตอนพักค้างแรม ร่างเล็กกอดเข่าอยู่ตรงมุมหนึ่งของกองไฟ “พวกท่านไม่เข้าใจเหรอ…ข้าแพ้ขนม้านะ มันทำให้ข้าจาม ข้าต้องการผ้าเช็ดหน้า!”

              

 

 

 

 

“ไม่เอาน่า…มาสเตอร์แบ็กกินส์” โบเฟอร์ตบบ่าเขาแปะๆ

             

 

 

 

 

“ใช่…เลิกบ่นเถอะมาสเตอร์แบ็กกินส์” คิลีพูดอย่างจริงใจ “ท่านบ่นเรื่องนี้มาตลอดทางแล้วนะ ไม่ดีหรอกนะถ้าจะเอาแต่หงุดหงิดน่ะ”

              

 

 

 

 

“รู้แล้วน่า ตอนนี้บ่นไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น…ข้ารู้ๆ” บิลโบถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มยิ้มออกมาเมื่อคิดได้ถึงเรื่องเก่าๆ “รู้ไหม…ตอนข้าเด็กๆ น่ะ ข้าเอาผ้าเช็ดหน้าตัวเองให้คนแคระที่ไหนก็ไม่รู้ไปล่ะ”

              

 

 

 

 

ทุกคนกลอกตาแล้วกลับไปสนใจอาหารในมือต่อ…บิลโบจึงร่ำๆ จะเลิกเล่า แต่ผิดคาด…คนที่ถามต่อขึ้นมากลับเป็นคนคนเดียวที่ดูน่าจะไม่อยากฟังเรื่องของเขาที่สุด เสียงทุ้มๆ ของธอริน โอเคนชีลด์พูดสั้นๆ

              

 

 

 

 

“ชื่ออะไรหรือ?…เจ้าคนแคระนั่นน่ะ”

              

 

 

 

 

“อะ เอ่อ…” บิลโบประหลาดใจจนอึ้งที่องค์ราชาเป็นฝ่ายชวนเขาคุย เพราะปกติเจ้าตัวจะรักสันโดษและพูดน้อยเสมอ “ข้าเรียกเขาว่าโทรีน แต่ตอนเด็กๆ ข้าออกเสียงชื่อไม่ค่อยชัด…เลยคิดว่าต้องจำมาพูดผิดแน่ๆ”

              

 

 

 

 

“โทรีน…งั้นหรือ…?” ชื่อโดนทวน…ก่อนที่ประโยคถัดมาจะมีกระแสสนุกสนานชอบกล “ข้าก็ว่าเป็นเช่นนั้นแหละ…มาสเตอร์แบ็กกินส์”

              

 

 

 

 

เงามืดและแสงไฟที่วูบวาบทำให้บิลโบมองไม่ชัด…ไม่แน่ใจว่ารอยยิ้มบางๆ ตรงมุมปากธอรินเป็นสิ่งที่เขาคิดไปเองหรือเปล่า แล้วไหนจะดวงตาสีเทาที่วาววับด้วยประกายของการเข้าใจอะไรสักอย่างนั่นด้วย…เจ้าฮอบบิทไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่องค์ราชาปะติดปะต่อได้

              

 

 

 

 

“เล่าอีกสิ”

              

 

 

 

 

คำสั่งนั้นฟังแล้วเอาแต่ใจ หากเพราะน้ำเสียงนั้นนุ่มนวลกลั้วหัวเราะนิดๆ…คนฟังจึงเผลอใจเต้นไปวูบหนึ่งจนลืมโมโห “เอ่อ…อืมมมมม…ก็ไม่มีอะไรหรอก ข้าหลงป่าแล้วท่านโทรีนช่วยข้าไว้น่ะ…ข้าเลยปลื้มเขาสุดๆ เลย”

               

 

 

 

 

ดวงตาสีดำระริกเมื่อคิดถึงตัวเองสมัยยังเด็ก ก่อนจะขำออกมา “แต่ท่าทางเขาจะไม่ปลื้มข้าเท่าไหร่…ข้าตอนเล็กๆ นี่เอาแต่ร้องไห้ แต่ถึงอย่างนั้นท่านโทรีนก็ใจดีกับข้ามากเลย…พาข้ากลับมาส่งบ้านด้วย”

              

 

 

 

 

เหล่าคนแคระคนอื่นเริ่มแยกย้ายกันไปนอน เหลือไว้เพียงบิลโบกับธอรินที่ยังคงนั่งอยู่ตรงข้างกองไฟ…ฮอบบิทแอบแปลกใจที่จู่ๆ องค์ราชาก็มาชวนคุยแถมนั่งฟังเขาเล่าเรื่องไร้สาระในวัยเยาว์แบบนี้ แต่ภาพเก่าๆ ก็ทำให้เขายิ้มตามจนลืมข้อสงสัยนี้ไป

              

 

 

 

 

“งั้นหรือ…” คนฟังเปรยเสียงเบา “ข้าว่าเขาคงหงุดหงิดน่าดูเลยล่ะ…เจ้าขี้แยเสียขนาดนั้น”

              

 

 

 

 

บิลโบหัวเราะพร้อมพยักหน้า “ข้าก็ว่างั้น…สุดท้ายเขาก็ดูทนได้ไปเอง มาคิดตอนนี้แล้วข้าขายหน้าแทนตัวเองเสียจริง”

              

 

 

 

 

ธอรินยิ้มบางๆ…รอยยิ้มที่ทั้งสนุกสนานและราวกับว่ารู้อะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้

              

 

 

 

 

“แล้วข้าก็เอาผ้าเช็ดหน้าผืนดีที่สุดของตัวเองให้เขาไป” ฮอบบิทหัวเราะกับวีรกรรมของตน “ข้าโดนแม่สั่งงดขนมเป็นสัปดาห์เลย…แต่ตอนนั้นข้าไม่เสียใจเลยนะ ตลกจริงๆ…”

              

 

 

 

 

“ทำไมล่ะ?” องค์ราชาถามเสียงนุ่ม “ทำไมเจ้าไม่เสียใจ?”

              

 

 

 

 

 “ก็เพราะ…” ประโยคโดนคั่นกลางด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ “เพราะข้าเอามันไปขอท่านโทรีนแต่งงานน่ะสิ…ข้าชอบเขาถึงขนาดชวนให้อยู่ด้วยเลย แต่ไม่สำเร็จ…”

             

 

 

 

 

 

ธอรินไม่กล่าวอะไรเพราะรู้ว่าคนเล่ายังไม่หมดเรื่องจะเล่า

              

 

 

 

 

“ข้าคิดจริงๆ ว่าถ้าให้อะไรสักอย่างของตัวเองไป…ข้าจะตามหาเขาเจอ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะกลับมาหาข้าได้…” ดวงตาสีดำมีแววเหงาหงอยแล้วในตอนนี้ “แต่เขาบอกว่าบ้านเกิดคือเอเรบอร์…ตอนนี้ข้าจึงไม่รู้แล้วว่าเขาเป็นอย่างไร…”              

 

 

 

 

 

กองไฟส่งเสียงปะทุเบาๆ ระหว่างที่คนเล่าเงียบไปราวจมลงในภวังค์ ชั่วครู่…บิลโบจึงค่อยพูดต่อ

              

 

 

 

 

“ข้าหวังจริงๆ ว่าเขาจะสบายดี…แล้วเราจะได้พบกันอีก”

              

 

 

 

 

สายตาเหม่อลอยราวกับกำลังมองภาพฝันที่ตนต้องการให้เป็นจริง ก่อนจะรีบพูดติดตลกออกมาเมื่อรู้สึกได้ว่ากำลังเล่าเรื่องไร้สาระให้อีกฝ่ายฟัง “แต่ก็นะ…ตอนนั้นข้ายังเด็กก็เลยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร จู่ๆ ก็ไปขอเขาแต่งงาน…ถึงข้าจะชอบเขาจริงๆ ก็เถอะ แต่มันน่าขายหน้าจริงๆ…”

              

 

 

 

 

“ไม่หรอก” เสียงทุ้มพูดแทรก…นุ่มนวลปนเอ็นดูชอบกล “ข้าว่าโทรีนต้องคิดแน่ว่ามันน่ารักดี”

              

 

 

 

 

“งะ งั้นหรือ…เอ่อ…อืมมมมมม…” จู่ๆ บิลโบก็รู้สึกเขินขึ้นมาแบบแปลกๆ…เขาไม่เคยเล่าเรื่องรักแรกครั้งนี้ให้ใครฟังมาก่อนเลย แต่กลับไม่ตะขิดตะขวงใจในการบอกมันกับอีกฝ่าย และน้ำเสียงกับคำพูดแบบนี้ของธอรินก็ทำให้ความสงสัยประหลาดๆ เกิดขึ้นในใจ…พร้อมกับอาการใจเต้นแบบแปลกๆ “ขะ ขอบคุณที่คิดเช่นนั้น แล้วก็ขอบคุณด้วย…ที่อุตส่าห์ฟังข้า”

              

 

 

 

 

บิลโบรีบตัดฉากกล่าวราตรีสวัสดิ์แล้วนอนลง…ตะแคงหันหลังให้องค์ราชา ไม่ได้รู้เลยว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งเงียบๆ ตรงที่เดิม…รอจนเขาหลับแล้วจึงหยิบชิ้นผ้าออกมาจากใต้เกราะอ่อน ผ้าขาวผืนเล็กที่ตอนนี้เริ่มกลายเป็นสีขะมุกขะมอมตามเวลาที่ผ่านไป…หากนอกจากนั้นยังคงสภาพดังเดิม บ่งบอกให้รู้ถึงความทะนุถนอมของคนที่ดูแล

              

 

 

 

 

ธอรินเก็บเจ้าผ้าเช็ดหน้านี่ไว้ตั้งแต่วันที่ได้รับ…ตอนแรก เขาคิดว่าจะทิ้งมันไว้ในกล่องอะไรสักใบในห้องส่วนตัวที่ปราสาท แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้…ผ้าผืนเล็กนี้กลายเป็นสิ่งที่องค์ชายต้องพกติดตัวไว้เสมอ และสุดท้าย…เขาหัวเราะหน่ายๆ กับความจริงที่น่าตลกนัก…ว่าถึงบ้านเกิดพร้อมทองคำและอัญมณีมูลค่าเกินฝันจะหายสูญไป หากเจ้าผ้าเช็ดหน้านี่กลับรอดไฟสงครามมาได้จนถึงวินาทีนี้

           

 

 

 

 

องค์ชายแห่งเอเรบอร์สูญเสียทุกอย่างหากยังรักษาของหมั้นเอาไว้ได้…น่าประทับใจเสียไม่มี… 

              

 

 

 

 

เขาเหล่มอง ‘คู่หมั้น’ ที่ไม่มีวี่แววว่าจะจำตนตอนนี้ได้แถมชิงหลับไม่รู้เรื่องไปแล้ว…ธอรินบอกตัวเองได้เลยว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับเจ้าฮาล์ฟลิ่งนี่สักนิดนอกจากว่าเป็นเด็กที่บ้าบอและสติแตกเสียจริง และการได้พบเจอกันอีกครั้งก็ไม่ได้ทำให้ความคิดเดิมเปลี่ยนสักเท่าไหร่…แค่อาจจะเพิ่มเข้าไปด้วยว่าเด็กขี้แยนี่โตมาเป็นผู้ใหญ่ขี้บ่นเท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ได้ฟังทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจ…ธอรินพบว่าตัวเองรู้สึกยินดีที่ตนยังคงเป็นที่คิดถึงของอีกฝ่ายบ้าง แม้จะเพียงชั่วครั้งชั่วคราว…แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว เพราะนั่นก็เป็นสิ่งที่เขามีให้ฮาล์ฟลิ่งน้อยในความทรงจำ…ความคะนึงหาที่ผ่านมาและผ่านไป ไม่ใช่การลืมเลือนตลอดกาล

              

 

 

 

 

ราตรีเคลื่อนคล้อย…องค์ราชาถอนหายใจ เก็บผ้าเช็ดหน้าไว้ใต้เกราะดังเดิม…ยังคงไม่ได้รู้เลยว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้าผ้าผืนน้อยนี่อยู่ตรงตำแหน่งหัวใจของตนมาตลอด ดวงตาสีเทาค่อยๆ หรี่ลง…หากก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองคนที่หลับไปแล้ว

           

 

 

 

 

เจ้าฮอบบิทนี่จะรู้สึกยังไงนะ…ถ้ารู้ว่ารักแรกของตัวเองกำลังนอนอยู่ข้างๆ เลยน่ะ?

              

 

 

 

 

ดาวพริบพราวบนฟ้าสีเข้ม…ร่างเล็กๆ ที่หันหลังให้อยู่ตะแคงกลับมา งึมงำเบาๆ…คงนอนไม่สบายกลางดินกลางทรายแบบนี้ ธอรินมองหน้าของคนที่หลับสนิท…โดยไม่รู้ตัว เขาเอื้อมมือออกไป ปลายนิ้วแตะลงบนผิวแก้ม ความจริงถูกเอื้อนเอ่ยยามไม่มีใครได้ยิน…เพราะเขาอยากให้มันเป็นความลับมากกว่าจะถูกล่วงรู้

             

 

 

 

 

“เราได้พบกันอีกแล้วล่ะ…และข้าก็สบายดี แล้วก็…”

            

 

 

 

 

องค์ราชาไม่ได้รู้เลย…ว่าสีหน้าของตนตอนนี้นุ่มนวลเพียงใด

              

 

 

 

 

“…ขอบใจมากนะ…ที่ยังคิดถึงข้า”

              

 

 

 

 

คนฟังยังคงหลับไม่รู้เรื่อง…หากราวกับว่าประโยคสั้นๆ นี่เป็นที่รับรู้ได้ เพราะวงหน้าที่เหนื่อยล้ากลับดูผ่อนคลายขึ้น คนพูดยิ้มบางๆ ออกมาเมื่อเห็น ก่อนจะหลับตาลงบ้าง…ทิ้งให้คำพูดอ่อนหวานนั้นเลือนหายไปในรัตติกาลเงียบสงบที่พร่างพรายด้วยดวงดาว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Fin.

 

 

Wish you all a very happy Valentine’s Day! :D:D

 

 

Advertisements

8 responses to “[The Hobbit Fic][ThorinBilbo] From Time to Time

  1. ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ////////////////////////////7////////////////////////////// *ร้องอย่างบ้าคลั่ง* ธอรินกินสิคะ กินบิลโบ้เข้าไปสิคะ* งื้อออ น่ารักมาก งานแบ๊ว งานโชตะ ฮือออออออ คุณทิพย์คำขอหวานๆแบบนี้เรื่อยๆนะคะ นะคะคุณทิพท์ //กอดขา

    ปล. ขอทักนิดนึง หมูไม่มั่นใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า (อ่านตอนตีสี่ครึ่งตาชักจะเบลอๆค่ะ) แต่หมูรู้สึกว่าภาษามันแปร่งไปนิดๆ อ่า จะอธิบายยังไงดี น่าจะเป็นเรื่องของระดับภาษามั้งคะ คือบทบรรยายบางช่วงจะอ่านแล้วดูสละสลวย ขณะที่บทบรรยายบางช่วงจะออกแนวภาษาปาก (หรือว่าคุณทิพย์ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น Orz) เป็นกำลังใจให้นะคะ //โถมตัวกอด

    ปล.2 หมูตามมาอ่านนิยายคุณทิพย์เพราะรูปของพี่เกดจากฟิคเรื่องนี้แหละค่ะ นี่รู้สึกอิ่มเอมมากที่ได้อ่าน ฟินเลยค่ะ ได้เจอลุงต้อยเด็ก 5555

    Like

    • รูปที่พี่เกดวาดนั่นเลอค่ากว่าฟิคทิพย์มากค่ะ ;//////; ขอบคุณอีกทีนะคะที่อ่าน
      เรื่องภาษา…อันนี้ทิพย์ก็ตั้งใจค่ะ TvT ช่วงที่ออกแนวภาษาปากนั่นคือสิ่งที่ธอรินรู้สึกค่ะ
      มันจะเจือความกรัมปี้ เซ็งเจ้าตัวจิ๋วนี่จางๆ ฮาาาา

      Like

  2. >////////////////////////////< ละมุนมากกก ท่าธอรินแบบ อ๊ากกกกกกกกกกกก อยากได้ๆ บิลโบ้น่ารักอะ หมั้นด้วยผ้าเช็ดหน้าถ555

    Like

  3. สวัสดีค่ะพี่ทิพย์!!! เพิ่งกลับมาอ่านฟิคพี่ทิพย์อีกครั้งหลังจากมีเวลาว่าง
    บังเอิญว่าไปดูเทรลเล่อฮอบบิท 3 มาค่ะ เลยอยู่ๆมาเสิร์ชหาไปๆมาๆมาเจอเรื่องนี้เข้า เป็นเรื่องที่สองที่อ่านหลังจากบ่อเป็ดค่ะะะ
    หนูหายไปนานนนมวากกก กลับมาอีกทีมาตามอ่านเรื่องพาสเวิร์ดที่พี่ทิพย์เขียนไว้ //ตกใจเลยค่ะ OwO !! แต่ยังไงพี่ทิพย์สู้ๆนะคะ ^W^
    อ้อ นอกเรื่องไปเยอะ สครีมดีกว่าค่าาาาาา
    สารภาพว่าอ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกมุ้งมิ้งตลอดเรื่องอ่ะค่ะ ฟิลลิ่งว่าฟลัฟฟี่ อร๊ายยย
    ชอบการเขียนของพี่ทิพย์ที่จะแบบรู้สึกเหมือนกิน mashmellow กับโกโก้ร้อน อยู่ ไม่รู้ทำไม มันแลนุ่มๆ หวานๆ ขาวๆ อุ่นๆ 5555 อ่านไปก็ยิ้มตามตลอดเลยค่ะ นี่มาอ่านหลังจากมีเรื่องไม่สบายใจ ไปๆมาๆอ่านจบลืมเลยค่ะไอ้เรื่องไม่สบายใจจ ขอบคุณพี่ทิพย์มากเลยค่ะ ที่เขียนเรื่องดีๆมาให้อ่าน ^_____^
    ปล1. ขอโทษที่บ่นยาวรกคอมเม้นค่ะ แต่ชอบจริงๆต้องขอเขียนหน่อย
    ปล2. พี่ทิพย์สู้ๆค่าาาาาาา
    ปล3. ไม่รู้พี่ทิพย์จะเห็นเม้นนี้มั้ยยย เห็นเอนทรี่นี้เก่าพอสมควร ถ้าพี่เห็นน้องคงฟินตัวแตกค่ะ โฮฮฮ

    Like

    • สวัสดีค่ะ 😀 เห็นคอมเมนต์ของน้องหมดเลย ทั้งในนี้และฟิคตู้ปลานะคะ (ฮาาาา)
      ดีใจที่ฟิคของพี่ทำให้น้องรู้สึกดีๆนะคะ
      ขอบคุณน้องเช่นกันค่ะที่เข้ามาอ่าน :3 อะฮิฮิฮิ~

      Like

  4. ง้าววววววววววววววว เขินมากเลยค่ะพี่ทิพย์ >/////<
    อ่านไปเขินไปมีความสุขไปสำหรับท่านโทรีนและบีโบจริงๆเลยค่ะ
    เป็นรักครั้งแรกที่หวานกันสุดๆเลยยยย
    อ่านไปเขินไปแทนทั้งคู่จริงๆเลยล่ะค่ะ ให้อารมณ์ร่วมไปด้วยกับเรื่องมากจนมีฉากที่ทั้งคู่ต้องจากกันถึงกับจะน้ำตาแตกตามบิโบไปด้วย
    ธอรินยังจำทุกอย่างได้เสมอเลย
    มีการแอบไปนอนข้างกันแล้วบอกกันอีกนะเนี่ยย
    ฟิคพี่ทิพย์น่ารักอีกแล้วค่ะ อ่านแล้วก็มีความสุขตามทั้งคู่ไปด้วย

    Like

  5. “หยุดร้องไห้ได้แล้วนะ…เด็กดีของข้า”

    ประโยคนี้ประโยคเดียวเลยที่จะทำเราจิกหมอนบ้าตายยยยยฟกฟหกฟกฟกฟ
    เป็นฟิคที่หวานโฮกกกกก ธอรินเลี้ยงต้อยสุดๆๆๆๆ บิลโบ้ก็เนอะ ชอบคนแก่กว่าก็ไม่บอก
    อินตามไปด้วยจริงๆ คิดไม่ออกเลยถ้าบิลโบ้รู้ว่ารักครั้งแรกของตัวเองมาอยู่ข้างๆด้วยกันได้สักพักแล้วจะเป็นไงต่อ มันหวานมากคะะะ *{}*

    Like

  6. หหสฟวหสสสหกสวสาสหฟสกสาสฟหสสหส นี่เราไปอยู่ไหนมาเพิ่งจะมาเจอฟิคเรื่องนี้ กรี๊ด
    คุณทิพย์ทำเราตัวเป็นเกลียวดไปหมดแล้ว งื้อออออออออ บิดมาไป ยิ้มหน้าบานเท่าประตูบ้านแบเอ้นแล้ว
    โอ๊ยเปิดเรื่องมาคำว่า โชตะ กินเด็ก กินเด็กเป็นนิพพานลอยเต็มห้องเลยค่ะ หวหกวสสหสวสหกสสวหก
    เป้นฟิคที่น่ารักมากเลย ลุงโทรีนกะบีโบ้ แค่ชื่อรเียก็น่ารักอบอุ่นแล้ว
    อ่านไป มโนหน้าหนูน้อยบีโบ้ในหนัง ตาโทรีนในหนัง(ตอนหนุ่ม)ไปด้วย ฟินมาก ก๊าวมาก

    มาเจสติกยังไงก็ยังงั้นเลยนะโทรีน โอ๊ยเป้ฯรักแรกของบีโบ้ด้วย แงงงง โบ้ทำไมแกจำโทรีนไม่ได้ (ศงสัยจะแก่จนหง่อมแล้ว 55555555 /โดนดาบออคริสต์แทงตาย)
    แงงงงงงง ละมุนกล่อมกล่อมหอมอร่อยในพริบตาคู่ครัวรสดีมากคุณทิพย์
    ฉากบีโบ้ร้องไห้ งอแงเกาะแข้งขาโทรีนนี่นั่ลลั่กมาก แงงสงสารเด็กน้อย แต่เด็กน้อยบีโบ้นี่ร้ายแต่น้อยนะคะ ให้ของหมันผู้ชายแปลกหน้าซะละ /จับตีๆด้วยผ้าเช็ดหน้า
    เราหัวใจวายตายตรงที่บอก “หยุดร้องไห้ได้แล้วนะ เด็กดีของข้า” คุณทิพพพพพพพพพพยยยยยย์ฆ่าเราด้วย โทรีนวสฟหหฟหกกดกดกโอ๊ยตาแก่บ้า กินเด็กอร่อยมากสินะ
    คนแก่ก็ด้วย เก็บของหมั้นไว้ข้าวหัวใจอีกแหนะ บ้า โทรีนข่นบว้า คนผีทัลเลย์ย์ย์ย์ หสวหฟหกฟหหฟหหกหก ไม่รู้จะเม้นท์อะไรแล้ว แงงงกลัวคุณทิพย์รำคาญจัง
    เอาเป็นว่าอ่านจบแล้ว ลูกตาเรามีแต่คำว่าแบ๊กกินชิลด์กับผ้าเช็ดหน้าเต็มไปหมดเลย ลอยเต็มห้องไปหมด
    ฮอลลลล ช่วยเก็บผ้าเช็ดหน้าของฉันหน่อยได้มั้ยเพราะฉันทำมันตก—— #ไม่ใช่
    กำลังคิดถึงคู่นี้มาเจอฟิคคุณทิพย์ แฮปปี้เลยค่ะ มีความสุข ฟิคก็ยิ่งทำให้สุขมากขึ้นไปอีก

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s