[Secret Middle-Earth][Fic] For Always and Hereafter

 

เอนทรีย์นี้เป็นเอนทรีย์เพื่อกิจกรรม

 

 

ไฮฮฮฮฮฮฮฮ

 

 

………………ไม่เลทล่ะค่ะพี่น้องฟหดฟหกดฟหดฟหกด!!!!!!!!!!

 

 

 

…โอเค…หยุด

 

 

 

นี่เป็นครั้งแรกที่เล่นซีเครทเลยค่ะ หวังว่าจะโอเคนะคะ O<-< ไม่เลทได้นี่ดีใจมาก มากๆๆๆๆๆๆ ค่ะ

 

 

ได้รีเควสต์ของพิโอโนะจังเด็กขายแยมค่ะ @piono-chan …โคตรใกล้ตัวเลยเคร๊ๆๆๆๆๆ ตอนแรกจะเขียนทุกรีเควสต์แล้วนะ….แต่โดนทุ่งฝ้ายทำลายชีวิต ได้แค่สองในสามข้อเองส์ฟฟฟฟ ตามนี้เลยค่ะ

 

– ธอรินกับบิลโบ วันสบายๆที่โพรงฮอบบิท อารมณ์แบบธอรินมาเยี่ยมบ้านหลังกู้เอเรบอร์สำเร็จ สายฟิคอยากได้อารมณ์ประมาณบิลโบไม่รู้ว่าธอรินจะมาเยี่ยม แล้วมีเดินเล่นที่ไชร์ด้วยกัน จบวันด้วยบิลโบทำซุปให้ธอรินทาน ส่วนสายวาดเลือกวาดมาซักช็อตได้เลยค่ะART/FIC

 
– ธอรินกับบิลโบพ่วงด้วยโฟรโดตอนเด็กๆ สายฟิคอยากได้โฟรโดตามป่วนธอรินที่มาเยี่ยมบ้าน อารมณ์แบบหวงบิลโบ เวลาทั้งสองอยู่ด้วยกันก็วิ่งไปขวาง สุดท้ายซนจนหลับไป ธอรินกับบิลโบเลยอุ้มไปนอน ส่วนสายวาดอยากได้โฟรโดยืนขวางกลางระหว่างธอรินกับบิลโบ อ้าแขนสองข้างกว้างๆอารมณ์ประมาณว่าอย่ามาแตะตัวบิลโบนะอะไรแบบนี้ ART/FIC

 

ด้วยความที่บรรยากาศมันคล้ายๆกัน ทิพย์เลยจับรวมเป็นเรื่องเดียวเลยนะคะ หวังว่าน้องโอ้จะชอบเน้อ ;///; เป็นครั้งแรกที่เล่นซีเครทเลย มีตรงไหนผิดพลาดก็ขออภัยค่ะ

 

 

*ถอนสายบัวอย่างกุลสตรีเมืองมิลตัน*

 

 

ทิพย์เอง

 

 

ป.ล. เหมือนๆจะต่อมาจากฟิคเรื่องนี้…แต่ถ้าไม่เคยอ่านมาก่อนก็รู้เรื่องค่ะ

 

 

 

************************            

 

 

For Always and Hereafter
The Hobbit fanfiction by Tippuri~ii *
 
 

 

    

 

 

Pairing: Thorin Oakenshield x Bilbo Baggins


 
 

 

 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น boy’s love…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 

 

************************

 

 

 

นาฬิกาตีบอกเวลาบ่ายกว่าๆ

              

 

 

 

 

เสียงกรุ๋งกริ๋งของนาฬิกาเรือนเก่าแก่ประจำบ้านไม่ได้เป็นที่สนใจนักเพราะคุณเจ้าบ้านกำลังสาละวนอยู่กับการทำความสะอาดครั้งใหญ่พร้อมๆ กับดูแลไม่ให้หลานชายซนจนเกิดอะไรเสียหายไปด้วยพร้อมๆ กัน…เป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้วหลังจากที่การเดินทางไปเอเรบอร์จบลง ชีวิตในไชร์ดูสงบเงียบกว่าเดิมนักในสายตาของบิลโบ แบ็กกินส์…สงบเงียบจนเรียกได้ว่าน่าเบื่อหน่าย หากก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาพอใจกับความสงบนี้ มันเหมือนกับรางวัลที่ชดเชยให้กับเรื่องชวนใจหายใจคว่ำทั้งหมดที่ได้เผชิญระหว่างการเดินทาง

           

 

 

 

 

แต่ก็ไม่ได้สงบอะไรมากถึงขนาดนั้นหรอกนะ…

           

 

 

 

 

ดวงตาสีดำเหล่มองร่างเล็กจิ๋วที่ตนรู้ดีว่าปล่อยให้คลาดสายตาไม่ได้…บิลโบตัดสินใจรับโฟรโดมาเลี้ยงเพราะพ่อแม่ของหนูน้อยเสียไปกะทันหัน ในทีแรกนั้นเขาแอบหวั่นๆ อยู่ไม่ใช่น้อยว่าตัวเองจะทำหน้าที่ผู้ปกครองได้ไม่ดีพอ…แต่ก็เบาใจไปได้เยอะเมื่อเด็กชายไม่ตั้งป้อมใส่แถมสุดท้ายก็ติดตนแจเสียด้วย

              

 

 

 

 

“ท่านลุงท่านลุง~” บิลโบใจหายวาบ…หยุดความคิดทั้งปวงเมื่อหนูน้อยยกถ้วยชาจากบรรดาเครื่องกระเบื้องที่รอขัดอยู่บนโต๊ะขึ้นมาโบกไปโบกมา “ทำไมต้นไม้สีตลกๆ จัง??”

              

 

 

 

 

“ลงมานะ ลุงบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามจับของบนโต๊ะนี้น่ะโฟรโด” เขารีบหยิบถ้วยออกจากมือเล็กๆ นั้น…อดอธิบายต่อไม่ได้ “สีเขียวแบบนี้ก็เพราะมันฝังด้วยหยกไงล่ะ…ถ้วยนี้เป็นฝีมือจากช่างแห่งแดนโพ้นทะเลเชียวนะ เป็นมรดกตกทอดมาจาก…”

              

 

 

 

 

โฟรโดไม่สนใจฟังคำพูดอันเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจนั้นสักเท่าไหร่ หนูน้อยดึงๆ ชายผ้ากันเปื้อนที่ผู้เป็นลุงสวมอยู่จนอีกฝ่ายต้องยอมย่อตัวลงมา…ก่อนชวนเสียงใส

              

 

 

 

 

“ท่านลุง…ออกไปเล่นกับข้านะ! นะนะนะ!!”

              

 

 

 

 

“เอ่อ…” บิลโบไม่อยากปฏิเสธซ้ำเลย แต่เด็กชายก็ดื้อดึงไม่ยอมฟังมาตั้งแต่เช้าแล้วว่าวันนี้เขาจะทำความสะอาดบ้านทั้งวัน “ลุงบอกแล้วไงว่าวันนี้ไม่ได้…”

              

 

 

 

 

“ม่ายอาวววววววววววว!!!”

              

 

 

 

 

เด็กชายขยับจะเริ่มงอแง…แต่เสียงเคาะประตูหน้าบ้านก็ทำให้เลิกสนใจบทสนทนา ร่างเล็กรีบวิ่งรี่ไป…เขย่งหยองแหยงจนเปิดประตูบานกลมออกต้อนรับแขกได้ เวลาที่เขาทำแบบนี้…โฟรโดรู้ว่าผู้เป็นลุงจะชมตนเสมอ และนั่นก็ทำให้เด็กชายภูมิอกภูมิใจนัก

              

 

 

 

 

บานประตูเปิดออก…ฮาล์ฟลิ่งน้อยเตรียมจะกล่าวทักทาย หากก็นิ่งไปอย่างประหลาดใจ ผู้มาเยือนไม่ใช่เพื่อนบ้านหรือญาติมิตรของบิลโบเลย…ร่างตรงหน้าคือคนแคระที่สง่างามที่สุดที่เขาเคยเห็น ชุดเสื้อเกราะและอาวุธทำให้เจ้าตัวดูน่าเกรงขามนัก…และหน้าดุดันเคร่งขรึมนั้นก็ทำให้เด็กชายไม่กล้าพูดอะไร

           

 

 

 

 

เจ้าหนวดหนวดนี่น่ากลัวจัง…

              

 

 

 

 

“โฟรโด? ใครมาหรือ?”

              

 

 

 

 

บิลโบร้องถามพร้อมเดินมา…แปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงหลานชายกล่าวต้อนรับแขก เจ้าของชื่อใจชื้นขึ้นมาบ้าง…แต่ก็ไม่รู้จะตอบอะไรผู้เป็นลุง จึงวิ่งกลับเข้าไปหาอีกฝ่าย พูดเสียงเสียใจว่าตนไม่รู้…แต่วินาทีนั้นบิลโบไม่ได้ฟังเลยว่าเด็กน้อยกล่าวอะไรเพราะกำลังสับสนไปด้วยความประหลาดใจและความยินดี

           

 

 

 

 

“ธอริน!!!”

              

 

 

 

 

คุณเจ้าบ้านเผลอตัวก้าวเข้าไปจนแทบชิดอีกฝ่าย…ก่อนจะรีบถอยออกมา หน้าแดงกับการกระทำของตัวเอง ผู้มาเยือนหรือธอริน โอเคนชีลด์ยิ้มมุมปากกับสีหน้าเขินอายนั้น…ก่อนจะกล่าวทักเสียงนุ่ม

              

 

 

 

 

“สวัสดีมาสเตอร์แบ็กกินส์…ขอโทษที่มาโดยไม่ได้บอกกล่าว”

              

 

 

 

 

“โอ…ไม่เลยๆ” ฮอบบิทโบกไม้โบกมือ พูดติดตลก “ข้าชินแล้วล่ะ…อยู่กับท่านน่ะมีแต่เรื่องที่ไม่ได้คาดคิดทั้งนั้นนั่นแหละ”

              

 

 

 

 

ต่อจากคำทักทาย…บทสนทนาก็ดำเนินไปราวกับทั้งคู่ลืมไปแล้วว่าโลกใบนี้ยังมีใครอื่นอยู่ด้วย ภาพท่านลุงที่ยิ้มแย้มทำให้โฟรโดไม่ชอบเลย บิลโบสนใจแต่ผู้มาเยือนจนไม่ได้แม้แต่จะชมเขาที่มาเปิดประตูอย่างทุกที…เด็กชายมั่นใจด้วยซ้ำว่าต่อให้ตอนนี้ตนเข้าไปเล่นกับถ้วยชาใบเดิมจนมันแตก ท่านลุงก็คงไม่รู้และไม่สนใจด้วย

              

 

 

 

 

ความคิดนี้ทำให้ตาสีฟ้าเริ่มร้อนผ่าว เด็กชายสูดจมูกฟึดฟัดเพื่อกลั้นน้ำตา…เขาไม่เคยเห็นหน้าผู้มาเยือนคนนี้ก็จริง แต่เคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูมาแล้วหลายครั้ง…เพราะช่วงแรกๆ ที่เข้ามาอยู่ที่แบ็กเอนด์ โฟรโดมักนอนไม่หลับด้วยความที่ไม่คุ้นเคยและคิดถึงพ่อกับแม่อยู่เสมอ ซึ่งบิลโบก็ไม่ได้ดุว่าอะไรเลย…เจ้าตัวยอมมาเล่านิทานให้ฟังแล้วนอนกับเขาด้วยซ้ำ หากก็มีบางคืนที่ผู้เป็นลุงเผลอหลับไปก่อน…ทำให้โฟรโดได้ยินเจ้าตัวละเมอพึมพำเสมอ

              

 

 

 

 

“ธอริน…ธอริน…ข้าคิดถึงท่าน…”

              

 

 

 

 

โฟรโดไม่เคยถาม…แต่ก็พอเดาได้ว่าเจ้าของชื่อนี้ต้องเป็นคนที่ท่านลุงเฝ้ารอจะพบหน้า มีหลายครั้งที่ชื่อนี้โผล่ขึ้นมาในเรื่องเล่าของอีกฝ่าย…และก็ทำให้เจ้าตัวยิ้มเสมอ รอยยิ้มบางเบาหากก็เจือปนด้วยความเหงาจางๆ…ราวกับความคิดคำนึงถึงบุคคลนี้นำพามาทั้งความรู้สึกอ่อนหวานและเศร้าสร้อยปะปนกัน

              

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้โฟรโดกลัวเสมอ…เด็กน้อยกลัวเหลือเกินว่าสักวัน เจ้าของชื่อปริศนานี่อาจจะโผล่มาแล้วพาท่านลุงไปจากตน…เขาจำได้ดีถึงวันเวลาที่ไร้พ่อแม่และต้องโดนโยนให้ไปอยู่ตามบ้านของบรรดาญาติ หลายคนแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการเขา…ทำให้โฟรโดยิ่งหวาดกลัวและเหงาจับใจ หากบิลโบไม่ได้เหมือนคนพวกนั้นเลย…ท่านลุงใจดีและอ่อนโยน ทำให้เด็กชายอุ่นใจได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พ่อแม่จากไป…เพราะฉะนั้นสำหรับโฟรโดในตอนนี้ บิลโบเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของตน และความคิดที่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจไยดีหรือจะทิ้งเขาไปหาผู้มาเยือนแทนนั้นก็ทำให้เด็กชายยิ่งอยากจะร้องไห้

           

 

 

 

 

ไม่เอานะ…เขาไม่ยอมให้เจ้าคนแคระหน้าดุนี่แย่งท่านลุงไปหรอกนะ…

              

 

 

 

 

ความเสียใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโมโหและแผนการก่อกวน…ฮาล์ฟลิ่งน้อยจึงรีบวิ่งตุ้บตั้บไปแทรกกลางระหว่างท่านลุงของตนและผู้มาเยือน กางแขนกว้างและใช้แผ่นหลังดันๆ ให้บิลโบต้องถอยห่างออกมา เสียงใสประกาศอย่างวางท่า

              

 

 

 

 

“อย่ามาเข้าใกล้ท่านลุงของข้านะคนแปลกหน้า!!”

              

 

 

 

 

“โฟรโด!!!!” บิลโบขึ้นเสียงอย่างตกใจกับความเสียมารยาทนี้…แต่ธอรินไม่ได้สนใจเอาความ องค์ราชาก้มมองเจ้าหนูที่ทำหน้าถมึงทึงใส่ตนอยู่ ถามพร้อมยิ้มหึๆ

              

 

 

 

 

“สวัสดี…เจ้าเป็นใครกันล่ะ?”

              

 

 

 

 

“ขะ ข้าชื่อโฟรโด…เป็นหลานของท่านลุง…” เด็กชายชักเริ่มเสียมารยาทต่อไม่ออกเมื่อเห็นสายตาดุๆ ของบิลโบและท่าทีไม่ถือสาของอีกฝ่าย ประโยคต่อมาจึงอ่อนลง “ละ…แล้วท่านล่ะ?”

              

 

 

 

 

“ข้าชื่อธอริน โอเคนชีลด์” องค์ราชาแนะนำตัวแค่นี้ ก่อนจะพยักเพยิดไปทางบานประตูที่เปิดค้าง “เจ้ามาเปิดประตูให้ข้าสินะ…ขอบใจมากนะมาสเตอร์แบ็กกินส์น้อย”

              

 

 

 

 

บิลโบยิ้มบางๆ ออกมาเมื่อมองภาพหลานชายที่เริ่มพูดจาดีๆ ได้แล้ว…ท่าทางโฟรโดคงจะไม่ไว้ใจธอรินเพราะภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูดุดัน ก่อนที่เขาจะมองกลับเข้าไปในบ้าน แอบถอนหายใจกับงานที่ยังไม่หมด…สภาพแบบนี้ไม่เหมาะเลยที่จะต้อนรับแขก แล้วจึงคิดขึ้นได้ว่าทางแก้ปัญหานั้นก็ยังมีอยู่

              

 

 

 

 

“ข้าขออภัยจริงๆ นะธอริน…ข้ากำลังเก็บกวาดบ้านอยู่น่ะ” บิลโบพูดอย่างเกรงใจ…ไม่ได้รู้ตัวว่าองค์ราชานั้นกำลังแอบอมยิ้มกับภาพของเขาที่สวมผ้ากันเปื้อนอยู่ ร่างเล็กขยับมาตบบ่าหลานชาย “โฟรโด เจ้าพาท่านธอรินเดินชมหมู่บ้านแล้วก็ชายป่าหน่อยสิ…พาไปดูบ้านต้นไม้ของเจ้าก็ได้ แล้วลุงจะรีบทำความสะอาดให้เสร็จนะ…กลับมาจะได้ไม่รกรุงรัง”

              

 

 

 

 

เด็กชายขมวดคิ้วใหม่…ถึงเขาจะยอมมารยาทดีแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้สึกชอบเจ้าคนแคระอะไรนี่ขึ้นมาด้วยสักหน่อย ส่วนธอรินเองก็ไม่ได้อยากจะชมหมู่บ้านหรือชมป่าอะไรสักนิด…แต่บิลโบก็ไม่ยอมฟัง ฮอบบิทเจ้าบ้านกำชับกำชาหลานชายและยืนยันกับผู้มาเยือนว่ามันจะต้องเป็นการเดินเล่นที่ดีแน่ๆ เพราะกำลังแดดร่มลมตก…แล้วก็ผลุบเข้าบ้านไป ทิ้งให้ฮาล์ฟลิ่งน้อยและองค์ราชายืนกันอยู่สองคนหน้าประตู

              

 

 

 

 

ธอรินถอนหายใจอย่างงุ่นง่านเล็กๆ…สงสัยในใจว่าทำไมเจ้าอดีตหัวขโมยที่แสนจะหัวไวคิดแผนได้มากมายระหว่างการเดินทางกลับมองไม่ออกและคิดไม่ได้เลยว่าเขาอยากใช้เวลาทั้งหมดที่มีในการอยู่กับอีกฝ่าย ไม่ใช่ออกไปเดินเล่นชมนกชมไม้…ส่วนโฟรโดเองก็หน้าบูดพอกัน เขาไม่อยากจะพาเจ้าคนที่ท่านลุงชอบมากกว่าตัวเองไปเห็นป่าอันสวยงามของไชร์สักนิด และก็ไม่อยากให้มายุ่งกับบ้านต้นไม้ที่เขากับบิลโบช่วยกันสร้างด้วย

           

 

 

 

 

ท่านลุงใจร้ายที่สุด…นั่นมันเป็นที่พิเศษแค่ของพวกเขาทั้งคู่แท้ๆ นะ…

              

 

 

 

 

เด็กน้อยคิดอย่างน้อยใจ ก่อนจะค่อยๆ คิดแผนได้ทีละนิด…เขาจะพาเจ้าคนแคระนี่เข้าป่า จากนั้นก็จะแกล้งเดินให้ออกนอกเส้นทางแล้วก็หนีกลับบ้านเสียเลย ภาพของอีกฝ่ายที่หลงทางทำให้โฟรโดเกือบหัวเราะออกมา…สะใจนำหน้าไปแล้ว

           

 

 

 

 

แล้วเจ้าหนวดหนวดนี่ก็จะกลับมาหาท่านลุงไม่ได้…เพราะงั้นก็จะมาพาท่านลุงไปไหนไม่ได้ด้วย…เยี่ยมที่สุดเลย!

              

 

 

 

 

แผนการการป้องกันไม่ให้ท่านลุงโดนขโมยตัวไปเป็นที่น่าพอใจ…โฟรโดจึงหันมาหาเจ้าคนแคระที่ตนไม่ชอบหน้าเลยสักนิด เอียงคอพูดเสียงเรียบร้อย

              

 

 

 

 

“งั้น…เดี๋ยวข้าจะพาท่านไปดูบ้านต้นไม้ของข้านะ?”

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

              

 

ไชร์ในยามบ่ายอบอุ่นด้วยแสงแดดและบรรยากาศสงบสบาย

              

 

 

 

 

ธอรินกวาดตามองไปตามบ้านรายทางแต่ละหลัง…ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ฮาล์ฟลิ่งเหล่านี้ก็ยังคงดูจะไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งใดมากไปกว่าเหตุการณ์ในไชร์เลย มันเป็นสิ่งที่นักรบอย่างเขาไม่เข้าใจสักนิด…และดูน่าเบื่อหน่ายนักที่ทุกๆ วันมีเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยไม่สลักสำคัญเช่นการดูแลพืชพันธุ์หรืองานบ้านให้ทำ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นความเรียบง่ายที่ทำให้ใจสงบดีจริงๆ

           

 

 

 

 

สถานที่สวยงามปลอดอันตรายหรือการดิ้นรนใดๆ…ไม่แปลกใจเลยที่บิลโบ แบ็กกินส์รักมันนัก

              

 

 

 

 

เมื่อคิดถึงบิลโบ…ดวงตาสีเทาก็เหลือบมองร่างเล็กๆ ที่เดินเคียงตนอยู่ ถึงจะมีเส้นผมและสีตาที่แตกต่าง…แต่เค้าหน้าของโฟรโด แบ็กกินส์ก็ละม้ายผู้เป็นลุงอยู่ไม่น้อย ทำให้ธอรินพอเดาถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ได้เองก่อนที่จะได้รับการยืนยันเสียอีก หากสิ่งที่เขาสังเกตได้ไม่ได้มีแค่นั้น…องค์ราชารู้สึกได้ชัดว่าเจ้าหนูนี่ดูจะไม่ชอบหน้าตนอย่างจริงจัง เพราะอีกฝ่ายเดินทำหน้าบูดแล้วก็พูดเสียงแข็งๆ มาตลอดทางเวลาที่เจ้าตัวเผลอเอง…ท่าทางสิ่งเดียวที่ยังทำให้เด็กชายมีมารยาทกับเขาบ้างก็คือความที่ว่าเขาเป็นแขกของผู้เป็นลุงเท่านั้น

           

 

 

 

 

ให้ตายสิ เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกแท้ๆ…เจ้าเด็กนี่ไปเอาเวลาตอนไหนมาคิดเกลียดเขาได้ล่ะเนี่ย…?

              

 

 

 

 

แต่แน่นอนว่าธอรินไม่คิดจะถาม…มันไม่ใช่นิสัยของเขาที่จะมาตามแก้ทุกความหมางใจ องค์ราชาเดินต่อไปเงียบๆ…ตัดสินใจไม่ถามด้วยว่าเจ้าหนูจะจ้องอะไรตนนักหนา ดวงตาโตสีฟ้าสวยนั้นแอบหรี่มองเขาเป็นระยะราวกับกำลังเก็บข้อมูลเพื่อคาดคะเน…ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เสียด้วย โฟรโดกำลังสังเกตเพื่อคิดหาทางถามหยั่งเชิงถึงความสัมพันธ์ของท่านลุงกับเจ้าคนแคระนี่อยู่

              

 

 

 

 

“นี่นี่…ข้าถามอะไรหน่อยได้ไหมท่านโทรีน?”

           

 

 

 

 

มั่นใจได้เข้าไปอีกว่าเจ้าเด็กนี่เป็นญาติตระกูลแบ็กกินส์จริงๆ…ทั้งลุงทั้งหลานพูดไม่ชัดเหมือนกันเป๊ะ…

              

 

 

 

 

ธอรินหลุดยิ้มหน่ายๆ ปนเอ็นดูออกมา แต่ยังคงใช้น้ำเสียงเรียบๆ ชวนยำเกรงเช่นเดิมในการตอบ “ว่ามาสิ…มาสเตอร์แบ็กกินส์น้อย”

              

 

 

 

 

“เอ่อ…” โฟรโดแอบตะกุกตะกัก…เจ้าหนวดหนวดนี่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกประหม่าชอบกล “ขะ ข้าอยากรู้ว่า…ท่าน…เอ่อ…ท่านรู้จักกับท่านลุงได้อย่างไรน่ะ?”

              

 

 

 

 

“บิลโบไม่เคยเล่าให้เจ้าฟังหรือ?” ธอรินเลิกคิ้ว…เจ้าหนูส่ายหน้าพร้อมบอกว่าท่านลุงเล่าเพียงเล็กๆ น้อยๆ ไม่ปะติดปะต่อ องค์ราชาเริ่มต้นเล่าการเดินทางไปเอเรบอร์อย่างคร่าวๆ…โฟรโดฟังอย่างจดจ่อ ใจแป้วขึ้นเรื่อยๆ กับทุกเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายกล่าวถึง…ท่านลุงกับท่านโทรีนได้ฟันฝ่าหลายๆ อย่างด้วยกันมาอย่างที่ตนเทียบไม่ได้สักนิด จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมบิลโบถึงยินดีนักที่ได้เห็นหน้าผู้มาเยือนจนลืมเขาไปเลย

             

 

 

 

 

  “งั้น…” หนูน้อยหน้าหงอยไม่ต่างจากเสียง “งั้น…พวกท่านก็สนิทกันมากสินะ?”

              

 

 

 

 

ธอรินชะงักไปเล็กน้อยกับทั้งคำถามและน้ำเสียง…แต่ก็ตอบเสียงนุ่ม อ่อนโยนแบบที่หัวใจของคนที่ถูกกล่าวถึงมาคงเต้นระรัวหากมาได้ยิน “คำตอบคงเป็น…ข้าจะปกป้องเขาด้วยชีวิตของข้า มาสเตอร์แบ็กกินส์น้อย”

              

 

 

 

 

ดวงตาของเด็กชายยิ่งร้อนผ่าว…หัวสมองเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมด ท่านลุงของเขาออกเดินทางเสี่ยงอันตรายไปกับคนตรงหน้า…สละตัวเองเพื่อปกป้องกันและกัน…แถมท่านลุงก็คิดถึงอีกฝ่ายอยู่เสมอ…ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าเจ้าตัวเอ่ยปากถาม ท่านลุงจะต้องเลือกไปอยู่กับท่านโทรีนแน่นอน

           

 

 

 

 

…แล้วก็ทิ้งเขาให้ไม่มีใครอีก

              

 

 

 

 

วินาทีนั้นเองที่ความเสียใจของโฟรโดแปรเปลี่ยนเป็นความโมโหปนน้อยใจ ความลังเลในทีแรกที่ว่าตนควรจะดำเนินตามแผนการดีไหมหายไปเพราะตัดสินใจได้แล้ว เด็กน้อยโมโหทั้งท่านโทรีนที่จะมาแย่งท่านลุงไป…และโมโหท่านลุงด้วยที่ไม่รักเขาเลย

           

 

 

 

 

ทุกคนใจร้ายที่สุด…ใจร้ายที่สุด!!!

              

 

 

 

 

“เอาล่ะ…บ้านต้นไม้ของเจ้ามันต้องไปทางไหนกันล่ะ?”

              

 

 

 

 

ธอรินถามเพราะตอนนี้พวกเขามาถึงชายป่าแล้ว…แต่ก็อุทานออกมาสั้นๆ เมื่อเจ้าหนูวิ่งพรวดพราดเข้าไปในดงไม้สีเขียวขจีโดยไม่สนใจตน องค์ราชาสบถออกมากับสถานการณ์นี้…เขาไม่น่านิ่งนอนใจเลยว่าฮาล์ฟลิ่งจิ๋วนี่จะไม่มีแผนป่วนอะไร และการจะปล่อยให้เด็กน้อย…โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลานชายของบิลโบ…หายเข้าไปในป่าทึบแบบนี้ก็ไม่มีวันเป็นสิ่งที่ธอรินจะยอมให้เกิดขึ้นแน่ๆ

           

 

 

 

 

ให้ตายเถอะ…ถ้าหาตัวเจ้าเด็กงี่เง่านี่เจอเมื่อไหร่ เขาจะต้องดุให้หลาบจำสักทีเลยคอยดูสิ…

              

 

 

 

 

คิดอย่างหงุดหงิด…แต่ความทรงจำเก่าๆ ถึงบรรดาสัตว์ป่าก็ทำให้หงุดหงิดได้ไม่นาน ธอรินจึงถอนหายใจ…ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในหมู่ไม้ครึ้มทึบนั้นบ้าง

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

              

 

บิลโบในวัยเด็กหลงทางในป่านี้บ่อยครั้ง…แต่นิสัยนั้นไม่ใช่สิ่งที่ตกทอดมาถึงโฟรโด

              

 

 

 

 

เด็กชายวิ่งมาถึงบ้านต้นไม้ของตนในที่สุด…เขาเจ้าเล่ห์พอที่จะแกล้งทิ้งให้ร่องรอยของตนสะเปะสะปะเพื่อให้ท่านโทรีนตามหาตนไม่เจอ ตอนนี้โฟรโดจึงกระหยิ่มยิ้มย่องกับความเงียบรอบตัว…ท่าทางคนแคระใจร้ายนั่นจะต้องหัวหมุนอยู่ในป่าเสียแล้ว

           

 

 

 

 

แล้วท่านลุงก็จะอยู่กับเขาตลอดๆๆๆๆๆๆ ไป!!

              

 

 

 

 

ด้วยความที่กะว่าจะรอสักพักก่อนจะกลับเข้าหมู่บ้าน…ฮอบบิทน้อยจึงปีนป่ายบันไดที่วางพาดอยู่เพื่อขึ้นไปที่ฐานลับของตนบนยอดไม้ ความจริงแล้ว…เจ้า ‘บ้านต้นไม้’ นี่ไม่ใช่บ้านสักทีเดียว มันเป็นแค่แผ่นไม่กระดานที่ตอกติดกันเป็นแพ…มอบที่นั่งเล่นนอนเล่นบนคบไม้ให้เขา ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ได้สวยงามหรือสบายแต่อย่างใดเลย…หากโฟรโดก็รักเจ้าบ้านต้นไม้นี่สุดใจเพราะท่านลุงอุตส่าห์หอบหิ้วอุปกรณ์มาช่วยตนทำ

           

 

 

 

 

เพราะงั้น…เจ้าหนวดหนวดนิสัยไม่ดีนั่นไม่มีสิทธิ์มานั่งหรอกนะ!

              

 

 

 

 

ร่างเล็กปีนจนมาถึงด้านบน…ค่อยๆ ป่ายจนสามารถขึ้นมายืนบนแผ่นไม้กระดานได้ในที่สุด ยิ้มร่าอย่างสะใจ…กะว่าจะนอนเล่นสักพักแล้วค่อยกลับแบ็กเอนด์ หนูน้อยจึงหงายตัวลงนอนแรงๆ…กางแขนกว้างแล้วทุบแผ่นไม้เบาๆ แต่รัวๆ เพื่อฉลองชัยชนะของตน

              

 

 

 

 

แว่บหนึ่งมีเพียงเสียงกำปั้นกระทบไม้…และอีกแว่บก็ตามมาด้วยเสียงครืดคราดที่น่ากลัวจนเด็กน้อยต้องรีบผุดลุกขึ้นนั่ง ทันได้เห็นบันไดที่ตนใช้ปีนขึ้นมาหล่นหงายไปอยู่กับพื้นแล้วเพราะแรงสั่นสะเทือน…มันกระแทกกับผืนหญ้า ทิ้งไว้เพียงความเงียบและเด็กน้อยที่ค้างอยู่บนคาคบ

              

 

 

 

 

“ไม่นะ…”

              

 

 

 

 

โฟรโดอ้าปากค้าง ใจเต้นระรัวด้วยความตระหนกตกใจ…ความสนุกสะใจทั้งหมดหายไปแล้วเมื่อพบว่าแผนการกลับตาลปัตร เด็กน้อยภาวนาให้ท่านลุงทำความสะอาดเสร็จไวๆ แล้วคิดมาสมทบที่บ้านต้นไม้…หรือจะไม่ใช่ท่านลุงก็ได้ ฮอบบิทตัวจ้อยกัดปากอย่างเจ็บใจ…คนที่ตนคิดจะทิ้งให้หลงทางกลับกลายมาเป็นความหวังเดียวตอนนี้

              

 

 

 

 

หากเวลาเคลื่อนคล้อยและคำภาวนาของหนูน้อยก็ไร้ผล…ไม่มีวี่แววเลยว่าจะมีใครรู้ว่าเขาติดอยู่ตรงนี้ โฟรโดเริ่มขวัญเสียกับความเงียบสงัดและดวงอาทิตย์อัสดง…ยามสนธยากำลังจะมาถึง นั่นหมายถึงความมืดและเหล่าสัตว์ป่าที่จะออกหากิน ฮอบบิทจิ๋วเริ่มสะอื้น มันไม่ใช่แค่เพราะกลัวที่ติดอยู่บนคบไม้…แต่เพราะเขาพบว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้เจ็บปวดนักเมื่อตระหนักได้ว่าตนถูกลืมแล้วจริงๆ

           

 

 

 

 

ถึงหายไปก็ไม่มีใครคิดตามหา…เขาคงไม่สำคัญอะไรเลยจริงๆ ใช่ไหม…?

              

 

 

 

 

โฟรโดไม่ได้โชคร้ายเท่าที่ตัวเองคิด…เสียงสะอื้นไห้ลอยไปได้ไกลเพราะป่านั้นเงียบสงบและธอรินก็บังเอิญเดินตามหามาถึงบริเวณนั้นพอดี องค์ราชาพยายามคาดเดาถึงตำแหน่งต้นเสียงด้วยความร้อนใจ…ถึงเสียงร้องไห้จะไม่ได้ปะปนด้วยความตระหนกเสียขวัญ แต่ก็ไม่มีหลักประกันสักหน่อยว่าหนูน้อยไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย…และความคิดนี้เองที่ทำให้เขายิ่งเร่งค้นหาว่าเสียงที่ได้ยินดังมาจากทางไหน

              

 

 

 

 

ทางด้านเด็กชายที่ไม่ได้รู้อะไรเลยนั้น…ท้องฟ้าสีส้มที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้หยุดร้องไห้ไม่ได้ แต่ถึงจะเช็ดน้ำตาด้วยชายเสื้อจนมันเปียกชุ่มแล้ว…ก็ยังคงไม่มีใครปรากฏตัวขึ้นเลย หนูน้อยสะอื้นฮั่กๆ…กอดเข่าเจ่าจุกพร้อมคิดอย่างเสียใจ

           

 

 

 

 

ต่อไปก็คงจะเป็นแบบนี้ไปตลอดแล้วสินะ…จะไม่มีใครคิดถึงเขาอีกแล้ว…

           

 

 

 

 

“เจ้าฮาล์ฟลิ่งจิ๋ว!! เจ้าอยู่ตรงนี้รึเปล่าน่ะ??!!”

              

 

 

 

 

โฟรโดสะดุ้งเฮือกขึ้นมาจากภวังค์ความเศร้า…ร่ำๆ จะปล่อยโฮอีกรอบเพราะตกใจกับเสียงตะโกนที่ดังราวกับฟ้ากัมปนาทนั่น แต่ก็คลานตุ้บตั้บมาเพื่อมองลงไป ธอรินตะโกนอีกรอบ…เขามองไม่เห็นถึงบนยอดคบไม้แถมบันไดก็ไม่ได้พาดไว้ เลยไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายอยู่ด้านบนไหม ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมาเมื่อเห็นวงหน้าเปื้อนน้ำตาที่ชะโงกลงมา

              

 

 

 

 

“ท่านโทรีน…!!!” หนูน้อยร้องด้วยเสียงที่รู้ว่าเจ้าตัวจวนเจียนจะสติแตกแล้ว “ชะ ช่วยข้าด้วย…”

              

 

 

 

 

องค์ราชาบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าห้ามเขกหัวเจ้าตัวยุ่งนี่พลางยกบันไดขึ้นพาดให้ใหม่…พูดอย่างรำคาญใจเมื่อไม่มีสัญญาณการเคลื่อนไหวใดๆ ปรากฏตามมา “มาสเตอร์แบ็กกินส์น้อย…เจ้าอยากจะค้างบนนั้นแทนแล้วหรืออย่างไร?”

              

 

 

 

 

“ขะ ข้า…” เสียงเล็กๆ นั้นสั่นระริกแถมเจือสะอื้น “ท่านโทรีน…ข้าปีนไม่ได้…”

              

 

 

 

 

ถึงเขาจะหวังให้มันพาดกลับมาเหมือนเดิมตลอดเวลาที่ติดอยู่บนนี้…แต่พอบันไดมาอยู่ตรงหน้าจริงๆ แล้ว โฟรโดกลับพบว่าตัวเองตัวแข็งจนขยับไม่ได้…ความกลัวและความโล่งใจตีกันในหัวจนเด็กชายได้แต่นั่งนิ่ง ทำอะไรไม่ถูก

              

 

 

 

 

องค์ราชาถอนหายใจ…แต่ก็พอเข้าใจจิตใจของอีกฝ่าย เด็กอายุแค่นี้ที่ติดอยู่บนที่สูงคนเดียวตั้งนานสองนาน…ถ้าจะยังคุมสติอยู่ก็บ้าเต็มที จึงวางออร์คริสต์ลงบนพื้นหญ้าแล้วปีนบันไดขึ้นไป…สีหน้ากระด้างเหมือนน้ำเสียงตอนมาถึงด้านบนคาคบ

              

 

 

 

 

“เอ้า! มานี่สิ…ข้ามาช่วยพาเจ้าลงแล้วเนี่ย”

              

 

 

 

 

เจ้าหนูปาดน้ำตาป้อยๆ พลางขยับต้วมเตี้ยมเข้ามาหา…ธอรินคิดมาตลอดว่าฮาล์ฟลิ่งพวกนี้ตัวเล็กเหมือนกระต่าย นั่นจึงทำให้ต่อให้มีโฟรโดเกาะหลังอยู่…องค์ราชาก็สามารถปีนบันไดลงมาได้อย่างไม่มีอุปสรรคอะไรเลย ฮอบบิทตัวยุ่งทำด้านหลังของเสื้อของเขาเปียกน้ำตาไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะเจ้าตัวเล่นซุกหน้าเข้าหาแล้วร้องไห้ไม่หยุด…ยังคงสะอึกสะอื้นต่อด้วยแม้ว่าขาจะแตะพื้นแล้ว

              

 

 

 

 

ภาพวงหน้าเปื้อนน้ำตาที่คล้ายคลึงกับบิลโบแบบนี้ทำให้ธอรินดุเด็กน้อยไม่ลง…แต่ก็รู้ว่าการกระทำแบบนี้ต้องได้รับการตักเตือน จึงพูดเสียงเข้ม

              

 

 

 

 

“ต่อไปก็รู้แล้วใช่ไหมว่าต้องไม่วิ่งพรวดพราดหนีไปแบบวันนี้?”

              

 

 

 

 

“ฮึก…ข้ารู้แล้ว…ฮึกฮึก…” โฟรโดเอาชายเสื้อปาดน้ำตา…เพิ่งรู้ตัวว่าต้องโดนท่านลุงของตนดุเพิ่มแน่ๆ ที่ลืมเอาผ้าเช็ดหน้าติดตัวมาแถมทำเสื้อมอมแมมแบบนี้ “ข้า…ฮึก…ข้าแค่คิด…”

              

 

 

 

 

ธอรินถอนหายใจ…ท่าทางการทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ถึงความรู้สึกของเจ้าหนูดูจะเป็นเรื่องไม่เข้าท่าเสียแล้ว จึงเอ่ยถามแบบไม่อ้อมค้อม “มาสเตอร์แบ็กกินส์น้อย…ข้าสังเกตได้นะว่าเจ้าไม่ชอบข้า ซึ่งมันจะดีมากถ้าเจ้าบอกข้ามาตรงๆ…ไม่ใช่มาดื้อให้ข้าปวดหัวแบบนี้”

              

 

 

 

 

“ข้าขอโทษ…ข้าขอโทษนะท่านโทรีน…” โฟรโดไม่มีกำลังใจพอจะมาปกปิดความจริงใดๆ อีกแล้ว…และอีกอย่าง เขาจะโกหกคนที่เพิ่งช่วยตนไว้ได้อย่างไร “แต่…ฮึก…ก็ท่านน่ะ…”

              

 

 

 

 

“ข้าทำไมรึ?”

              

 

 

 

 

เสียงนั้นมีแต่กระแสฉงนสงสัย…ยิ่งทำให้คนฟังยิ่งน้อยใจจนโมโห โฟรโดเกลียดนักเวลาที่พวกผู้ใหญ่ทำเป็นไม่รู้เรื่องเพื่อจะได้ไม่อธิบายความจริงให้ตนฟัง เสียงเล็กๆ จึงตะโกนกร้าวออกไป

              

 

 

 

 

“อย่ามาปิดข้าหน่อยเลย! ท่านจะมาพาท่านลุงไปใช่ไหมล่ะ??!!” เด็กชายน้ำตาร่วงพรูอีกรอบ…ทำให้ประโยคหลังแหบโหยตะกุกตะกัก “ขะ ข้าขอโทษ..ฮึก…ที่เสียงดัง…ตะ แต่ท่านจะมาพาท่านลุงไป…ฮึก…แล้วสองคนก็จะทิ้งข้า…ชะ ใช่ไหมล่ะ…?!”

              

 

 

 

 

“หา…?”

              

 

 

 

 

ธอรินขมวดคิ้ว พยายามจะสบตากับหนูน้อยเพื่อคาดเดาอารมณ์…แต่โฟรโดก็เอาสองมือปิดหน้าแล้วร้องไห้แงๆ แบบคนที่เก็บกดมานานแล้วเพิ่งได้ระบาย องค์ราชาแอบถอนหายใจ…เขาปลอบเด็กร้องไห้ไม่เป็นเลยสักนิด แต่กลับได้มีโอกาสต้องมารับหน้าที่แบบนี้บ่อยเสียจนเหมือนตลกร้าย

           

 

 

 

 

แต่ก็เข้าใจเรื่องได้แล้วล่ะนะ…ว่าทำไมเจ้าเด็กนี่ถึงไม่ชอบหน้าเขาตั้งแต่แรกพบ

              

 

 

 

 

“เอาล่ะ…หยุดร้องไห้เถอะ” ธอรินขยับมา…ยอบตัวลงเพื่อให้ระดับสายตาเท่าเทียมกัน ลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มเบาๆ…พูดเนิบช้า “เจ้าไม่ต้องกังวลหรอกนะ…มาสเตอร์แบ็กกินส์น้อย ข้ามาแค่เพียงเยี่ยมเยียนลุงของเจ้าเท่านั้น…ไม่ได้มีความคิดจะมาพาเขาไปไหนทั้งนั้นเลย”

             

 

 

 

 

“ตะ แต่…” โฟรโดสะอื้น “แต่ถ้าท่านชวน…ท่านลุง ตะ ต้อง…ฮึก…ไปด้วยแน่ ข้ารู้…”

              

 

 

 

 

“ไม่มีทางหรอก” องค์ราชายิ้มนุ่มนวล…ความเศร้าสร้อยเจือในแววตาชั่วครู่ “บิลโบรักไชร์ยิ่งกว่าดินแดนใดๆ ทั้งนั้น…แล้วตอนนี้เขาก็มีเจ้าแล้ว เขาไม่ไปไหนทั้งนั้นหรอก…เชื่อข้าสิ”

              

 

 

 

 

“ท่านลุงไปสิ…จะไปกับท่านแน่ๆ…” เสียงเล็กๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ใจ…ตาโตสีฟ้ามองสบกับดวงตาสีเทา “ท่านลุงชอบท่าน…ข้ารู้ ข้าได้ยินท่านลุงเรียกท่านตอนหลับ…ท่านลุงบอกว่าคิดถึงท่าน…”

              

 

 

 

 

ถ้อยคำนั้นไร้เดียงสา…แต่นั่นเองที่ทำให้ธอรินรู้ว่ามันเป็นความจริง และเรียกให้รอยยิ้มอบอุ่นแตะที่เรียวปาก…หัวใจอุ่นวาบขึ้นมากับสิ่งที่ได้ฟัง แต่เขาก็ยังคงไม่ลืมถึงข้อตกลงที่มีให้ตัวเอง

              

 

 

 

 

“แต่ถึงอย่างนั้น…สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็ต้องตามใจลุงของเจ้าเท่านั้นแหละ” องค์ราชาพูดเสียงมั่นคง “ข้าเคารพการตัดสินของมาสเตอร์แบ็กกินส์เสมอ…ต่อให้มันมักจะขัดใจข้าตลอดก็ตามเถอะ”

              

 

 

 

 

กระแสเสียงในตอนท้ายปะปนเสียงหัวเราะจางๆ…มือใหญ่ช่วยปาดน้ำตาที่ค้างบนแก้มใสของเด็กน้อยออกให้ “แล้วต่อให้มาสเตอร์แบ็กกินส์จะอยากมาอยู่กับข้า…ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะโดนทิ้งสักหน่อย”

              

 

 

 

 

“ไม่จริง” โฟรโดส่ายหน้า หลุบตาลงอย่างเสียใจ “ข้าเป็นเด็กไม่ดี…ไม่มีใครรักข้าหรอก”

              

 

 

 

 

“ข้าจะบอกอะไรให้นะ…มาสเตอร์แบ็กกินส์น้อย” ธอรินก้มลงเพื่อสบตาด้วย ยิ้มมุมปาก “ข้ามีหลานที่ดื้อและซนกว่าเจ้า…แถมงี่เง่าไปวันๆ อีกต่างหาก แต่ข้าก็ยังรักหลานของข้าอยู่ดี…เจ้าน่ะเป็นเด็กดีแถมได้เรื่องกว่าหลานข้าตั้งเยอะ เพราะอย่างนั้น ข้าเชื่อว่ามาสเตอร์แบ็กกินส์น่ะไม่มีวันทิ้งหลานที่น่ารักอย่างเจ้าหรอก”

              

 

 

 

 

“จะ จริงเหรอ…?”

              

 

 

 

 

“จริงสิ” องค์ราชาพยักหน้า…ก่อนหยัดตัวขึ้นยืน รอยยิ้มอ่อนโยนนัก “แล้วก็ไม่ต้องห่วงไป ต่อให้เกิดอะไรขึ้นก็ตาม…ข้าจะไม่ยอมให้มาสเตอร์แบ็กกินส์ทิ้งเจ้าแน่”

              

 

 

 

 

โฟรโดพบว่าตัวเองเลิกสะอื้นแล้ว…ในใจอบอุ่นไปด้วยคำสัญญาง่ายดายนี้ พบว่าตัวเองตัดสินท่านโทรีนผิดเกินไปมากมายนัก…ภายใต้หน้าตาดุดันนั้นมีจิตใจที่อ่อนโยนและพร้อมจะปกป้องคนอื่นเสมออยู่ แม้ว่าคนอื่นที่ว่านั่นจะเป็นเด็กนิสัยไม่ดีอย่างเขาก็ตาม…นั่นจึงทำให้หนูน้อยรู้สึกผิดไปพร้อมๆ กับที่เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านลุงของตนถึงเฝ้ารอเพียงคนคนนี้

           

 

 

 

 

ก็เพราะท่านโทรีนเป็นคนที่น่ายกย่องจริงๆ นี่นา…

              

 

 

 

 

ธอรินพูดชวนให้เริ่มเดินทางกลับแบ็กเอนด์เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยหยุดสะอื้นและดูสงบลงแล้ว…โฟรโดพยักหน้าเงียบๆ ก่อนจะเริ่มออกเดิน ลังเลเล็กน้อย…ก่อนจะเขยิบๆ เข้าไปเพื่อจับมืออีกฝ่ายไว้ คิดอย่างดีใจปนเขินๆ

           

 

 

 

 

ถ้าท่านลุงจะย้ายไปอยู่บ้านท่านโทรีนก็ดีนะ…เขาจะได้มีท่านลุงที่เท่สุดๆ เพิ่มมาอีกคนนึงเลยไง…

 

 

 

 

 

 


*****

 

           

 

บิลโบไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลานชายและสหายของตนถึงกลับมาบ้านเอาตอนเย็นย่ำแบบนี้…แถมตาบวมๆ ของโฟรโดก็บอกให้รู้ว่าหนูน้อยคงร้องไห้มาไม่ใช่น้อย แต่ที่เขาประหลาดใจก็คือ…เด็กชายที่ดูไม่ชอบธอรินในตอนแรกกลับเดินจูงมืออีกฝ่ายไว้ซะแน่นหนาในตอนนี้เสียแล้ว

              

 

 

 

 

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ??!!”

              

 

 

 

 

ผู้เป็นลุงกระหืดกระหอบเข้ามาใกล้…ทำให้หนูน้อยปล่อยมือแล้ววิ่งเข้าไปกอดเอวอีกฝ่ายไว้แน่น บิลโบลูบๆ เส้นผมหยักยุ่งนั่น…ส่งสายตาถามธอริน และได้สีหน้าที่บอกว่าจะอธิบายทีหลังเป็นคำตอบ…เพราะเจ้าหนูน้อยร้องไห้โฮออกมาอีกรอบราวกับโล่งใจที่กลับถึงบ้านแล้ว ทำให้บิลโบรีบยอบตัวลงนั่ง โอบหลานไว้ พูดเสียงกังวลหากอ่อนโยน

              

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรแล้วนะโฟรโด…ถึงบ้านแล้ว…ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

              

 

 

 

 

“มาสเตอร์แบ็กกินส์น้อย…ทำไมเจ้าจะร้องไห้อีกล่ะ?” ธอรินเองก็เดินมาย่อตัวลงข้างๆ บิลโบ…พูดเสียงนิ่งๆ หากไม่ได้เย็นชา “ข้าบอกแล้วไงว่าเจ้าไม่ต้องกลัว…หยุดร้องไห้เสียเถอะ”

              

 

 

 

 

ฮอบบิทเจ้าบ้านแอบสงสัยนิดหน่อยว่าความกลัวอะไรที่องค์ราชาหมายถึง…แต่ก็ลืมไปเพราะหนูน้อยโผเข้าหา ท่อนแขนเล็กๆ นั้นอ้ากว้างเต็มที่เพื่อโอบคนทั้งคู่ตรงหน้าเข้ามากอดทีเดียว…ทำให้บิลโบโดนรวบมาจนชิดกับธอริน สัมผัสนี้เพียงพอที่จะทำให้ความเขินอายพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างไม่สมควรที่สุด…เขาจึงเสไปทำเป็นสนใจตบแผ่นหลังของหลานชายเบาๆ เพื่อปลอบโยน แต่ก็พบว่ามันไม่ได้ทำให้เรื่องดีขึ้นสักเท่าไหร่…มือของเขาวางซ้อนลงไปกับมือขององค์ราชาที่โอบหนูน้อยตอบอยู่เช่นกัน

              

 

 

 

 

หัวใจเต้นแรง…หากบิลโบก็ตามใจตัวเองด้วยการไม่ยกมือหนี

              

 

 

 

 

โฟรโดยังคงสะอื้นต่ออีกสักครู่…แต่สุดท้าย น้ำตาก็หยุดไหลด้วยความอบอุ่นของอ้อมกอดจากทั้งสองคน เมื่อหลานชายสงบลงแล้ว…บิลโบจึงค่อยๆ เกลี้ยกล่อมให้เด็กน้อยทานอาหารเย็นแล้วเข้านอนไวกว่าปกติเพราะวันนี้เสียขวัญและเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ซึ่งโฟรโดก็ไม่ขัดเลยเพราะรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

              

 

 

 

 

“…นั่นแหละ สุดท้ายท่านโทรีนก็ช่วยข้าไว้แล้วพากลับบ้าน”

              

 

 

 

 

“อย่างนั้นหรอกหรือ…” ผู้เป็นลุงพยักหน้ารับรู้พลางห่มผ้าห่มให้เด็กชาย…โฟรโดพยายามเล่าเรื่องให้เขาฟัง แต่บิลโบก็รู้ว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องไปถามธอรินให้แน่ใจอีกครั้งอยู่ดี “เอาล่ะ…นอนเถอะนะ”

              

 

 

 

 

“ท่านลุง…” โฟรโดบิดผ้าห่มอย่างชั่งใจ ก่อนจะพูดเสียงลังเล “ข้าถามอะไรหน่อยได้ไหม?”

              

 

 

 

 

“ได้สิ…ได้ทั้งนั้นเลย”

              

 

 

 

 

“ท่าน…เอ่อ…” เด็กน้อยรู้ว่าตนควรมั่นใจจากคำบอกของท่านโทรีนได้แล้ว…แต่ก็ยังอยากได้ยินเองอีกที “ท่าน…ชอบท่านโทรีนใช่ไหม?”

              

 

 

 

 

บิลโบพูดไม่ออก…เขาไม่เคยยอมรับความในใจนี้กับใคร แต่สายตาวิงวอนของหลานชายก็ทำให้ใจอ่อน…และการพูดความจริงก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย “ใช่…เขาเป็นคนที่สำคัญที่สุดในใจของข้า”

              

 

 

 

 

“งั้น…” โฟรโดยิ่งเศร้าเมื่อได้ฟัง แต่ก็ยังถามต่อ “งั้น…ท่านก็อยากไปอยู่กับท่านโทรีนใช่ไหม?”

              

 

 

 

 

ถึงในห้องนอนจะมีเพียงแสงจากบานประตูลอดเข้ามา…แต่บิลโบก็เห็นแววตาใจเสียของหลานชายชัดเจน นั่นจึงทำให้เริ่มปะติดปะต่อได้ว่าทำไมเจ้าหนูถึงมีกริยาก้าวร้าวตั้งแต่แรกพบธอริน เขาตัดสินใจไม่ทักถาม…แต่ตอบด้วยเสียงอ่อนโยนแทน ลูบศีรษะของอีกฝ่ายเบาๆ

              

 

 

 

 

“อยากสิ…แต่ต้องมีเจ้าอยู่ด้วยนะ”

              

 

 

 

 

“จะ จริงเหรอ…?”

              

 

 

 

 

“จริงสิ” ผู้เป็นลุงยิ้มตอบสีหน้าดีใจกะทันหันของหลานชาย “ข้าอยากอยู่กับธอรินเสมอ…แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่อยากอยู่กับเจ้านะโฟรโด”

              

 

 

 

 

“อืมมมมม” เจ้าของชื่อตอบแค่นั้นแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดเพื่อซ่อนรอยยิ้ม…หากดวงตาโตสีฟ้าก็วาววับอยู่ดี

              

 

 

 

 

“ข้าจะไปไหนก็ต้องพาเจ้าไปด้วยอยู่แล้วล่ะ” บิลโบหัวเราะ “แล้วอีกอย่างนะ…ธอรินไม่มีทางยอมให้ข้าทิ้งเจ้าหรอก เห็นเขาดูดุๆ แบบนั้น…ความจริงเขารักครอบครัวมากนะ”

              

 

 

 

 

“อ๋อใช่!” โฟรโดพยักหน้ายุกยิก “ท่านโทรีนก็มีหลาน! ท่านโทรีนบอกข้า!”

              

 

 

 

 

“ใช่แล้ว…” ผู้เป็นลุงช่วยยืนยัน “เป็นคนแคระคนโปรดสองคนของเจ้าในเรื่องที่ข้าเล่าด้วย…ฟิลีกับคิลีไงล่ะ”

              

 

 

 

 

คนฟังยิ่งตาวาว คิดในใจว่าถ้าท่านลุงคิดย้ายไปอยู่กับท่านโทรีนจริงๆ…เขาก็จะได้พบเจอวีรบุรุษในดวงใจทั้งสองคนพร้อมหน้าทุกวัน บิลโบยิ้มบางๆ กับสีหน้าตื่นตาตื่นใจนั้น…ก่อนจะกล่าวราตรีสวัสดิ์ เด็กน้อยส่งเสียงอืออาตอบมาเพราะเริ่มง่วงแล้ว คิดก่อนจะผลอยหลับไป

           

 

 

 

 

ถ้าท่านโทรีนทำให้ท่านลุงมีความสุข…เขาก็มีความสุขไปด้วยอยู่แล้วล่ะ…

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

              

 

“มาสเตอร์แบ็กกินส์…เจ้าเป็นคนเลี้ยงเด็กที่ได้เรื่องกว่าหัวขโมยเยอะนะรู้ไหม?”

              

 

 

 

 

บิลโบแทบสะดุดล้มเมื่อก้าวออกจากห้องนอนหลานชายมาเจอองค์ราชาที่ยืนรออยู่…วงหน้าคร้ามนั้นมีรอยยิ้มเอ็นดูนิดๆ แตะแต้มที่มุมปาก ทำให้หัวใจคนมองเต้นรัว…ทั้งเพราะเขินและเพราะเริ่มสติแตกว่าอีกฝ่ายได้ยินอะไรไปบ้าง

           

 

 

 

 

“ใช่…เขาเป็นคนที่สำคัญที่สุดในใจของข้า”

              

 

 

 

 

ดวงตาสีดำรีบกวาดมอง…หาสัญญาณใดๆ ของการรับรู้ถึงประโยคนี้ หากธอรินก็ยังคงรักษาความนิ่งสงบจนอ่านความรู้สึกใดๆ ไม่ได้ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นจึงทำให้บิลโบรีบเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาด้วยคำชวนอย่างที่เจ้าบ้านที่ดีจะพึงทำ

              

 

 

 

 

“เอ่อ…ท่านหิวหรือยัง? อืมมมมม…ข้าว่าเราทานอาหารเย็นกันเลยดีไหม?”

              

 

 

 

 

องค์ราชาพยักหน้าเงียบๆ…แอบสงสัยปนขำในใจว่าอีกฝ่ายรู้ตัวไหมว่ายังสวมผ้ากันเปื้อนตัวเดิมอยู่เลย แต่ก็ไม่ได้บอกอะไร…บิลโบที่ทำงานง่วนตรงเตาในผ้ากันเปื้อนแบบนี้เป็นภาพที่น่ารักดีเสียจนเขาอยากมองนานๆ

              

 

 

 

 

ชามซุปถูกวางมาให้พร้อมจานขนมปัง…บิลโบเอามีดมาตัดมันเป็นแผ่นๆ แล้วทาเนย แต่เพราะจิตใจยังคงว้าวุ่นว่าความในใจของตนจะถูกได้ยินไหม…เขาจึงสะดุ้งตอนที่เสียงทุ้มนั้นพูดเบาๆ

              

 

 

 

 

“มาสเตอร์แบ็กกินส์…เจ้าจะกินขนมปังทั้งหมดนั่นเลยหรือ?”

              

 

 

 

 

เขามองมือตัวเอง…ขนมปังก้อนยักษ์ถูกตัดมาทาเนยเกือบค่อนก้อนแล้ว ฮอบบิทจึงรีบพูดขออภัยในความใจลอยของตน…จัดการหยิบแผ่นขนมปังขึ้นมาสองสามแผ่นวางในจานต่างหากให้อีกฝ่ายก่อนจะเริ่มต้นทานส่วนของตัวเอง

              

 

 

 

 

“เอ่อ…” เจ้าบ้านเริ่มต้นพูดเพราะความเงียบระหว่างกันทำให้ใจสั่นแปลกๆ “วันนี้น่ะ…ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่หรือ?”

              

 

 

 

 

ธอรินยักไหล่เป็นเชิงว่าไม่มีอะไรต้องห่วง…แต่ก็ยอมเล่าตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ดี อธิบายชัดเจนถึงเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของเด็กน้อย…บิลโบทั้งอยากหัวเราะและจับหลานชายมาทำโทษสักทีกับความคิดแบบนี้ ส่วนธอรินเองก็ยิ้มบางๆ กับวีรกรรมของโฟรโด มื้ออาหารจึงดำเนินไปอย่างอบอุ่นและนำพาไปสู่บทสนทนาถึงเวลาเก่าๆ จนกระทั่งบิลโบนึกขึ้นมาได้

              

 

 

 

 

“ถ้าอย่างนั้น…วันนี้ท่านก็ไม่ได้ชมหมู่บ้านเลยน่ะสิ?”

              

 

 

 

 

ธอรินพยักหน้า “ต้องขอบคุณที่เจ้าเลือกสร้างบ้านต้นไม้อะไรนั่นไว้ซะลึกลับซับซ้อนในป่า…กว่าจะหาเจอเล่นเอาแทบแย่เชียวล่ะ”

              

 

 

 

 

“ถ้าอย่างนั้น…” คำชวนเกือบถูกกล่าว แต่หายไปกลางคันเพราะคนพูดนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายอาจอยากพักผ่อน “อืมมมม…เดี๋ยวข้าไปเตรียมเตียงให้ท่านเลยดีกว่า ต้องจุดไฟในเตาผิงด้วย…”

              

 

 

 

 

เขาวางมือลงบนโต๊ะเพื่อจะดันตัวขึ้นยืน…หากมือนั้นก็ถูกทาบทับด้วยมือของอีกฝ่าย เสียงทุ้มพูดเบาๆ อย่างทุกที…นุ่มนวลเป็นธรรมชาติราวกับไม่ได้รู้ทันเลยว่าเขาคิดจะชวนอะไร

              

 

 

 

 

“มาสเตอร์แบ็กกินส์…พาข้าไปเดินชมหมู่บ้านได้ไหม?”

              

 

 

 

 

คนที่คิดชวนกลายเป็นคนถูกชวนเสียเอง…และนั่นก็ทำให้ยิ่งหน้าร้อนเข้าไปอีก บิลโบเลยรีบพยักหน้าแล้วเสเดินพรวดๆ ไปเปิดประตูรอ…พยายามลืมสัมผัสอุ่นๆ ของมืออีกฝ่าย ไม่ได้รู้เลยว่าธอรินทอดสายตาตาม…จับจ้องมือของฮอบบิทเจ้าบ้าน แววเสียดายเล็กๆ เจือในสีเทาของดวงตา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรแล้วลุกตามไปโดยดี

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

              

 

ไชร์ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศของยามสนธยา

              

 

 

 

 

หมู่บ้านและเนินหญ้าเขียวขจีดูเจิดจ้าหากก็หม่นมืดไปพร้อมๆ กันด้วยแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าและความมืดที่เริ่มมาเยือน…มีเสียงของเหล่าพ่อแม่ที่เรียกให้ลูกๆ เข้าบ้านและเสียงหัวเราะรื่นเริงจากมื้อเย็นดังลอยลมมาเป็นครั้งคราว ถึงเสี้ยวสุดท้ายของดวงอาทิตย์จะยังมองเห็นได้ แต่โคมรอบหมู่บ้านก็ถูกจุดขึ้นหมดแล้ว…อาบย้อมทุกอย่างด้วยแสงเรืองรองสีเหลืองนวล

           

 

 

 

 

ทั้งคู่ไม่ได้เดินไปไหนไกลนัก…บิลโบรู้ว่าธอรินไม่ชอบที่จะตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าฮาล์ฟลิ่งที่ไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกเหนือจากที่อยู่ในสวนของบ้านหรือชายป่า สอดคล้องกับเรื่องราวตอนก่อนการเดินทางไปเอเรบอร์ที่เจ้าตัวเคยหลงทางตั้งสองรอบก่อนจะมาถึงแบ็กเอนด์ได้ยิ่งนัก…ฮอบบิทเจ้าบ้านเดาได้เลยว่าทุกคนคงหลีกหนีไม่กล้าที่จะบอกทางให้กับคนแคระหน้าดุอย่างองค์ราชาใต้ขุนเขาแน่ๆ

              

 

 

 

 

ทางเดินขากลับดำเนินด้วยจังหวะเนิบช้า…ธอรินกับบิลโบเดินไปในความเงียบ ดื่มด่ำกับยามแรกรัตติกาลที่มาถึงแล้วในที่สุด…ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินอมม่วงเข้มเหมือนกำมะหยี่เนื้อดี ประดับด้วยดาวดวงเล็กจิ๋วที่กระพริบเป็นครั้งคราว เสี้ยวจันทร์ฉายแสงอ่อนจาง…แต่ทุกอย่างก็ไม่มืดมิดเกินไปด้วยแสงจากโคมตามรายทาง

              

 

 

 

 

ทั้งคู่หยุดเมื่อมาถึงริมรั้วของแบ็กเอนด์ แต่ไม่มีใครคิดอยากก้าวเข้าบ้านในตอนนี้…ตอนที่ทุกอย่างเงียบสงบจนเหมือนกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงพวกเขาสองคน บิลโบเบือนหน้าไปมองทิวทัศน์ตรงหน้าอีกครั้ง…ไชร์ยังคงดูอบอุ่นในยามที่ความมืดปกคลุม ธอรินเองก็มองภาพเดียวกัน…ความคิดไม่ได้แตกต่างนัก และทำให้พูดเบาๆ ออกมาในที่สุด

              

 

 

 

 

“ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าถึงรักที่นี่นัก…มันสงบปลอดภัยดีจริงๆ”

              

 

 

 

 

“หลังจากได้เห็นเอเรบอร์…ข้าต้องยอมรับเลยล่ะว่าที่นี่แสนจะน่าเบื่อและไม่มีอะไรเลย” บิลโบหัวเราะ ก่อนจะยิ้มนุ่มนวล “แต่ข้าก็รักมันจริงๆ…มันเป็นบ้านของข้า”

              

 

 

 

 

ธอรินเข้าใจความรู้สึกนี้และรู้ดีว่าบิลโบไม่มีวันจะไปไหนทั้งนั้น…แต่ก็ยังอดหวังไม่ได้อยู่ดี ความหวังที่ทำให้เขาต้องเสียใจเองทุกครั้งที่เริ่มคิด…แต่ก็ยังคงหยุดมันไม่ได้ ซึ่งบิลโบเองก็รู้สึกไม่ต่างกันในมุมของตัวเอง…เขารู้ดีว่าองค์ราชารักเอเรบอร์เกินจะจากมันไปไหนได้ แล้วไหนจะหน้าที่ตามสายเลือดที่เป็นดั่งการผูกมัดนั่นอีก…ธอรินรักเอเรบอร์เช่นเดียวกับที่เขารักไชร์ นั่นจึงทำให้ความปรารถนาของทั้งคู่ไม่เคยถูกเอ่ย…มีเพียงความคิดถึงเงียบงันที่ต่างก็รู้กันเท่านั้นที่ส่งผ่านการกระทำและสายตายามที่ได้พบหน้า

           

 

 

 

 

หากถึงจะอ่อนหวานเพียงใด…ความคิดถึงนี้ก็ทำให้ปวดใจได้มากพอๆ กันเสียจริง…

              

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้เสียงของบิลโบสั่นระริกยามเอ่ยถาม “แล้ว…ท่านคิดจะเดินทางกลับไปเมื่อไหร่กันหรือ?”

              

 

 

 

 

“ข้าอยากอยู่ให้ได้นานที่สุด…” ธอรินพูด ความหนักหน่วงบางเบาในน้ำเสียง “…แต่คงไม่เกินสามหรือสี่วันเท่านั้น”

              

 

 

 

 

บิลโบถอนหายใจ…พยายามจะดีใจกับเวลาที่มีแม้ว่ามันจะน้อยนิดเพียงใด พูดติดตลกแม้จะหัวเราะไม่ออก “ถ้าไชร์อยู่ใกล้กับเอเรบอร์เหมือนเดลย์ก็คงดี…ท่านจะได้ไม่ต้องลำบากปลีกตัวมาแบบนี้”

              

 

 

 

 

“หรือไม่…” วินาทีนี้…ธอรินลืมไปว่าตนต้องไม่พูดอะไร “…ถ้าเจ้ามาอยู่กับข้า…ก็คงจะดี”

              

 

 

 

คนฟังหายใจติดขัด…ก่อนจะหันไปมองหน้าอีกฝ่าย วงหน้าคมเข้มนั้นมีความโหยหาระบายอยู่ชัดเช่นเดียวกับแววตาสีเทา…ความรู้สึกที่ไม่ได้ต่างจากตัวเขาเลย บิลโบจึงขยับเข้าไป…แตะมือลงที่แขนแข็งแรงนั้น พูดเสียงอ่อน

              

 

 

 

 

“ท่านรักเอเรบอร์แค่ไหน…ข้าก็รักไชร์แค่นั้น ท่านก็รู้นี่…”

              

 

 

 

 

“ข้ารู้…มาสเตอร์แบ็กกินส์” ธอรินพยายามยิ้มออกมา “…ข้ารู้”

              

 

 

 

 

“แต่ว่านะธอริน ถึงมันจะไกลแสนไกล…”

              

 

 

 

 

วินาทีนั้นเองที่บิลโบเลิกที่จะสนใจว่าตนควรเก็บกลั้นความรู้สึก…ร่างเล็กก้าวเข้าไปหา กอดคนตรงหน้าเอาไว้…แนบแก้มเข้ากับแผ่นอกแล้วหลับตาลง จดจำความอบอุ่นที่โอบล้อมตนเอาไว้พร้อมกระซิบ

              

 

 

 

 

“…ข้าก็อยู่กับท่านเสมอนะ”

              

 

 

 

 

ไม่มีความจำเป็นจะต้องขยายความว่ามันหมายถึงหัวใจของตน…เพราะบิลโบมั่นใจว่าธอรินรู้ดี ด้วยอ้อมแขนแข็งแรงนั้นกอดเขาตอบ…แน่นหนาราวกับจะปกป้อง วงหน้าคมคายนั้นซบลงมา…ธอรินนึกอยากให้วินาทีนี้ยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด กระซิบตอบ…แผ่วเบาพอๆ กันด้วยเพราะอยากให้มีคนคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน

              

 

 

 

 

“ข้าก็อยู่กับเจ้าเสมอ…มาสเตอร์แบ็กกินส์”

              

 

 

 

 

ถึงหลังจากนั้นจะมีเพียงความเงียบงัน…หากพวกเขาก็ไม่ได้ต้องการคำพูดใดมากไปกว่านี้อีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Fin.

 

******************************** 

 

 

หวังว่าจะถูกใจน้องโอ้นะคะ แล้วก็ขอบคุณฮัตโตริซังแม่งาน @gundam-kun  นะคะที่จัดอีเวนท์นี้ >< 
 
 
 
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s