[Star Trek Fic][McCoyCarol&JimSpock] Give It a Little Try (1)

 
 
Give It a Little Try
Star Trek fanfiction by Tippuri~ii *
 
 

 

 

    

 
 

Pairing: Leonard McCoy x Carol Marcus & Puppy!Jim x Cat!Spock
Type: AU fanfiction

 

 


 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้มีบางส่วนที่เป็นแฟนฟิคชั่น boys’ love..ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 
 
 
 
 
************************************
 
Chapter 1
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นธรรมชาติของสัตวแพทย์ที่จะต้องรักและเอ็นดูสัตว์ทุกตัวที่รักษา…แต่เลโอนาร์ด แมคคอยยืนยันได้ว่านั่นไม่ใช่ความจริง

 

 

 

 

 

จุดนี้ในชีวิตของชายหนุ่มเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยากเพราะฟังดูเหมือนเขาไม่ชอบงานของตน…แต่ตรงกันข้าม แมคคอยรักวิชาการแพทย์และต้องการจะเรียนในสาขานี้เป็นที่สุด หากปัญหาเดียวก็คือเขาชอบเนื้อหา…แต่ไม่ได้ชอบการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่จะต้องมีตามมาแน่นอน นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มเลือกคณะสัตวแพทย์แทนตอนที่สอบเข้า

 

 

 

 

 

เพราะหมาแมวก็ยังดีกว่าพวกคนหัวดื้อปัญหาเยอะแยะแถมอาจมีลูกไม้ไม่ยอมทำตามกระบวนการการรักษาไงล่ะ…

 

 

 

 

 

นั่นคือเหตุผลที่แมคคอยมีให้ตัวเอง…ไม่มีทางยอมรับหรอกว่าตนเป็นคนชอบปฏิเสธสังคมแถมไม่ใจเย็นพอจะมานั่งพูดเอาอกเอาใจใคร และคุณหมอก็รู้จักนิสัยการพูดจาของตัวเองดีพอว่าคนไข้ที่ฟังวาจาจิกกัดหรือคำสบถไม่ออกอย่างบรรดาสัตว์หน้าขนทั้งหลายนั้นดีกว่าเหล่ามนุษย์ที่อาจฟ้องเขาข้อหาหมิ่นประมาทได้อย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

ช่วงเวลาในมหาวิทยาลัยผ่านไปอย่างว่องไวและไร้อุปสรรค…แมคคอยตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนกระทั่งคำนำหน้าชื่อเปลี่ยนมาเป็นคุณสัตวแพทย์อย่างเต็มตัว และด้วยเงินเก็บที่สะสมไว้…ชายหนุ่มก็ตกลงใจซื้อบ้านในหมู่บ้านย่านชานเมืองซานฟรานซิสโก มันเป็นการยิงนกสองตัวได้ในกระสุนนัดเดียวเพราะเขาสามารถเปิดชั้นล่างเป็นคลินิกแล้วก็มีด้านบนเป็นที่พักถาวรของตนได้เลย…และด้วยความที่มันเป็นย่านชุมชน จึงมีลูกค้าและคนไข้ให้ได้ดูแลและรายได้ที่ไม่ขาดมือ

 

 

 

 

 

ด้วยความที่งานยุ่งและไม่ชอบออกไปไหน…แต่ละวันของคุณหมอจึงวนเวียนอยู่แค่ในคลินิกเสียเป็นส่วนใหญ่ หากถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าแมคคอยจะไม่ได้พบเจอใครที่ไหน เพราะลูกค้าขาประจำมักจะเอาขนมหรือข้าวของจุกจิกมาฝากเสมอ แล้วต่อให้เป็นลูกค้าขาจร…อย่างไรเสียก็เป็นคนย่านเดียวกัน เมื่ออยู่ๆ ไปก็คุ้นหน้าได้เองอยู่แล้วแม้แวะเวียนมาไม่บ่อยเท่าไหร่นัก

 

 

 

 

 

…และสาวน้อยผมบ็อบสีบลอนด์ทองก็เป็นหนึ่งในลูกค้าประเภทหลัง

 

 

 

 

 

ด้วยความที่เธอไม่เคยพาสัตว์มารักษา แมคคอยจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเลี้ยงอะไรไว้ที่บ้าน…แต่เดาว่าเป็นแมวเพราะหญิงสาวมักเข้ามาเพื่อซื้ออาหารแมวเสมอ ซึ่งการที่ชายหนุ่มไม่ได้รู้ชัดๆ สักทีก็เพราะเธอไม่ได้มาบ่อยจนเป็นขาประจำหรืออยู่นานเกินเวลาที่ใช้ในการเลือกอาหารแมวและชำระเงิน…จึงทำให้ไม่มีโอกาสให้ชวนคุยได้ และมันก็ไม่ใช่นิสัยของเขาด้วย แมคคอยบอกตัวเองว่าตนไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าว่าสาวน้อยคนนี้ก็เป็นลูกค้าอีกคน…เพียงแค่พูดจาสุภาพตามมารยาทไม่กี่คำเท่านั้นเวลาที่เธอแวะเข้ามาแล้วก็ลืมทุกอย่างไปเมื่อจบวัน

 

 

 

 

 

แต่ถ้าลองได้ค้นดีๆ ในใจ…แมคคอยก็คงได้รับรู้ถึงเสี้ยวความรู้สึกเล็กๆ ของตนที่ส่องประกายวิบวับตอนเห็นหน้าสาวน้อยผมบ็อบคนนี้ไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

แต่แล้ววันหนึ่ง…พวกเขาก็มีอันได้ข้ามขั้นจากสัตวแพทย์กับลูกค้าขาจรแบบก้าวกระโดดสุดขีด

 
 
 
 
 
 
 

มันเป็นกลางดึกที่เงียบสงบ…แมคคอยกำลังนั่งดูการแข่งขันฟุตบอลทางทีวีอย่างสบายใจอยู่ที่ชั้นสองตอนที่ได้ยินเสียงประตูหน้าของคลินิกโดนเคาะ ตอนแรกเขาคิดว่าตนหูฝาดหรือไม่ก็คงมีคนมือบอนมาแกล้ง…จึงครางฮื่ออย่างรำคาญแล้วเพิ่มเสียงโทรทัศน์ สาปส่งใครก็ตามที่คิดมาก่อกวนให้ไสหัวกลับไปซะ

 

 

 

 

 

แต่ว่าจิม เจ้าลูกหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ที่ชายหนุ่มจำใจต้องรับเลี้ยงหลังจากตอนที่เจอมันโดนรถชนโดยไม่มีใครเหลียวแลก็ผงกหัวขึ้น เห่าบ็อกๆ ราวกับจะยืนยันว่าเขาไม่ได้หูฝาดและต้นเสียงก็ไม่ใช่คนมือบอน…กระโดดหยองแหยงเป็นทำนองให้คุณเจ้าของลุกขึ้นยืนแล้วลงไปดูที่ชั้นล่างว่าผู้มาเยือนยามวิกาลนี้เป็นใคร

 

 

 

 

 

“ให้ตายเถอะจิม…เงียบน่า”

 

 

 

 

 

ผู้เป็นเจ้าของพูดเสียงต่ำเหมือนหมีอดนอน…แต่เจ้าหมาน้อยก็ยังเห่าไม่หยุดแถมงับชายกางเกงนอนเขาแล้วดึงเสียด้วย ซึ่งคุณหมอก็คงได้เตะหมาจอมยุ่งเข้าสักทีแล้วถ้าเสียงเคาะนั่นไม่เปลี่ยนเป็นเสียงกดกริ่งรัวๆ แทน

 

 

 

 

 

อะไรบางอย่างทำให้แมคคอยฉุกใจว่านี่คงไม่ใช่การล้อเล่นเสียแล้ว ชายหนุ่มจึงยอมลุกขึ้นแล้วเดินลงไปทั้งชุดนอน…สบถพึมพำตอนเลื่อนประตูเหล็กม้วนที่ปิดขวางไว้ออก ก่อนจะนิ่งไปเมื่อมองผ่านบานประตูกระจกของคลินิก…สาวน้อยผมบ็อบยืนอยู่ตรงด้านนอก ในมือมีห่อผ้าอะไรสักอย่างอยู่ และถ้าให้ตัดสินจากสีหน้าร้อนใจและชุดเสื้อยืดกางเกงวอล์มแบบอยู่บ้านสุดๆ ของเธอ…แมคคอยคิดว่านี่ต้องเป็นเรื่องด่วนแบบคอขาดบาดตายไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

แล้วนั่น…อย่าบอกนะว่าเธอ…

 

 

 

 

 

“ขะ ขอโทษค่ะคุณหมอ…” หญิงสาวเริ่มต้นอย่างระล่ำระลักทันทีที่เห็นหน้าเขา “ฉันรู้ว่ามันดึกมากแล้ว…แต่ขอร้องล่ะค่ะ…”

 

 

 

 

 

“ใจเย็นนะครับมิส” ชื่อและนามสกุลไม่ถูกเรียกเพราะเขาไม่รู้ ความอดทนระยะสุดท้ายถูกงัดมาใช้ “คลินิกปิดแล้วนะครับ…ถ้ายังไงช่วยมาพรุ่งนี้…”

 
 
 
 
 
 
 

“ไม่ได้ค่ะ! พรุ่งนี้ไม่ได้!!” สาวน้อยเอ่ยแทรก ส่ายหน้าไปมาพร้อมกล่าวคำเดิม…แต่เสียงเริ่มเจือสะอื้นแล้ว “ขอร้องล่ะค่ะ…ได้โปรดเถอะ…”

 

 

 

 

 

นรกเอ๊ย…ใช่จริงๆ ด้วยว่ะ…

 

 

 

 


คุณหมอมองตาโตสีเทาที่เริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอด้วยสีหน้าพรั่นพรึง อยากโวยวายและเตะอะไรก็ตามที่ทำให้ตนต้องมาอยู่ในสถานการณ์นี้…หรือไม่ก็ตัวเขาเองที่ยอมพยักหน้าโดยดีพร้อมเปิดประตูให้สาวน้อยก้าวเข้ามาในคลินิกแบบหมดทางปฏิเสธแค่เพราะเห็นน้ำตาของเธอ

 

 

 

 

 

“ไหน…มีอะไรล่ะ?”

 

 

 

 

 

แมคคอยพยายามสุดชีพในการจะไม่เผลอหลุดเสียงห้วนๆ ใส่ แต่หญิงสาวดูจะไม่ได้ใส่ใจถือสาหาความอะไร เธอค่อยๆ ส่งห่อผ้าในมือให้คุณหมอ…แว่วเสียงหวานๆ นั้นอธิบายอาการ แต่สายตาเฉียบคมของคุณหมอก็มองเองแล้ว…เจ้าแมวดำในมือตอนนี้นอนนิ่งเพราะขยับไม่ไหว รอยกรีดลึกตรงขาหลังมีเลือดซึมจากปากแผลจนชายผ้าส่วนหนึ่งเป็นสีแดงฉาน…แมคคอยจึงรีบอุ้มเจ้าแมวเดินปราดๆ ไปที่โต๊ะตรวจอาการ แผลนี่ลึกไม่ใช่น้อยและควรได้รับการดูแลก่อนจะติดเชื้อ

 

 

 

 

 

“ฉันปล่อยสป็อคออกไปเล่นตอนบ่ายค่ะ แล้วมันก็ไม่กลับบ้าน” สาวน้อยก้าวตามมา อธิบายเหตุการณ์ไปด้วย “ไปเจออีกทีก็ติดลวดหนามอยู่…ขอโทษนะคะคุณหมอ ฉันรู้ว่ามันดึกมากแล้ว…แต่คิดถึงที่อื่นไม่ออก…”

 
 
 
 
 
 

“โอเค…โอเค…” ชายหนุ่มพูดช้าๆ เพื่อปลอบให้เจ้าของแมวหายว้าวุ่นใจ ค่อยๆ ล้างแผลและซับเลือด “ไม่เป็นไรแล้วล่ะ เดี๋ยวผมดูให้”

 

 

 

 

 

“แผลดูลึกมากเลยค่ะ…สงสัยสป็อคจะดิ้นตอนติดลวด มันเลยยิ่งบาด” สาวน้อยยังคงน้ำตาไหลฮึกๆ…เสียงตะกุกตะกักตอนเริ่มคิดในแง่ร้าย  “มะ ไม่รู้ว่าสป็อคจะยังเดินได้ไหม…หรือว่าจะต้องตัดข…”

 

 

 

 

 

“หยุดร้องไห้น่า แผลแค่นี้จะต้องตัดขาก็บ้าแล้ว” แมคคอยกล่าวแทรกพร้อมถอนหายใจอย่างหัวเสีย ก่อนจะเพิ่งนึกได้ว่าตนพูดออกมาดังๆ…ไม่ใช่แค่คิดเองในหัว จึงรีบกระแอมแล้วพูดเสียงขรึมๆ “ผมหมายความว่า…แมวคุณจะโอเค คุณเลิกกังวลเถอะมิส”

 

 

 

 

 

“อะ โอ…นั่นสินะคะ…” สติของหญิงสาวดูกลับเข้ารูปเข้ารอยบ้าง มือเรียวปาดน้ำตาพร้อมสูดหายใจลึกๆ “ขอโทษค่ะ…ทีแรกเลือดมันไม่หยุดไหลฉันเลยทำอะไรไม่ถูกเลย…”

 

 

 

 

 

คุณหมอสาบานในใจว่าความอดทนของตนคงได้ขาดผึงแน่ถ้ายังได้ยินคำว่าขอโทษอีกครั้งจากปากอีกฝ่าย…พูดเสียงฮึ่มฮั่มในลำคอว่าไม่เป็นไรแล้วจัดการปาดยาใส่แผลให้เจ้าแมว ผ้าพันแผลสีขาวตัดกันกับขนสีดำสนิทนั้น…แต่ท่าทางสป็อคจะรู้สึกดีขึ้นกว่าตอนแรกเพราะมันลืมตาขึ้นแล้วขยับตัวเล็กน้อย แมคคอยลูบๆ หัวมันพร้อมส่งเสียงเป็นเชิงปรามให้นอนนิ่งๆ…ก่อนจะขยับไปถอดถุงมือทิ้งแล้วล้างมืออีกรอบ พูดกับหญิงสาว

 

 

 

 

 

“ผมทำแผลให้สป็อคแล้ว แต่คืนนี้คุณอย่าเพิ่งเอามันกลับเลย…ให้มันค้างที่นี่ก่อนละกัน อุ้มไปอุ้มมาถ้าเกิดติดเชื้อหรือผ้าพันแผลหลุดจะยุ่งเข้าไปอีก” คุณหมอพูดรวบรัดตามนิสัย ค้นหากระบะนอนทรงกลมที่บุเบาะสำหรับสมาชิกใหม่ใต้หลังคาคืนนี้ “แผลลึกก็จริงแต่เส้นเอ็นกับกระดูกไม่เป็นอะไร…รอสมานตัวเสร็จก็คงโอเคแล้วล่ะ แค่จะต้องดูมันดีๆ เท่านั้นเอง…ขยับเยอะเดี๋ยวจะฉีกใหม่”

 

 

 

 

 

“ได้ค่ะ…ถ้าคุณหมอว่าอย่างนั้นก็ตามนั้นเถอะค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าขันแข็ง เริ่มยิ้มออกเมื่อได้ฟังว่าแมวน้อยไม่ได้อยู่ในอันตรายขั้นเลวร้ายอย่างที่ตนคาดคิด…คุณหมอจึงจัดการช้อนร่างขนปุยนั้นใส่กระบะที่นอน ปล่อยให้คนเป็นเจ้าของได้ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงเงียบๆ สักพักด้วยการขอตัวไปหยิบเอาสมุดลงทะเบียนมาจากเคาเตอร์ด้านหน้า

 

 

 

 

 

ตอนตวัดมือเขียนชื่อสป็อคกับรายละเอียดอาการเสร็จแล้วนั้นเองที่แมคคอยเพิ่งนึกได้ จึงเดินเข้าไปที่ตรงด้านในใหม่อีกครั้ง “ขอโทษนะครับ…มิส…”

 

 

 

 

 

“มาร์คัสค่ะ” เธอเงยหน้าขึ้นมา ยิ้มให้เป็นเชิงขออภัยเล็กๆ ที่เพิ่งได้มาแนะนำตัว “…แครอล มาร์คัส”

 

 

 

 

 

ชื่อแครอลเองหรอกเหรอ…ชื่อน่ารักสมตัวใช้ได้เลยนะเนี่ย…

 

 

 

 


เสียงกระซิบโง่ๆ ในหัวเขาทำให้ชายหนุ่มรู้สึกงุ่นง่านแบบแปลกๆ…พยายามไล่มันไปตอนจดชื่อที่ว่าด้วยลายมือหวัดๆ ก่อนจะถามต่อ “เบอร์มือถือล่ะครับ?”

 

 

 

 

 

พูดออกไปแล้วก็รู้สึกแปลกๆ เองอีกรอบ…เพราะต่อให้จะอยู่ในรูปการแบบไหน แมคคอยก็พบว่าตนเพิ่งกล่าวขอเบอร์โทรศัพท์ของหญิงสาวแบบตรงแสนตรง แถมเสียงก็ตวัดห้วนได้ที่เลยด้วย…การเสียมารยาทที่ชายหนุ่มตัดสินไม่ได้ว่ามันดีหรือไม่ เพราะถึงจะฟังแล้วขัดหู แต่อย่างน้อยมันก็คงทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเขาไม่ได้คิดขอเบอร์ติดต่อเธอด้วยจุดประสงค์อื่นใด

 

 

 

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม…แมคคอยก็ไม่คิดจะเปิดช่องให้ความเข้าใจผิดใด จึงรีบตวัดเสียงเอ่ยเพิ่มเติม “หรือเบอร์บ้านก็ได้…ที่ติดต่อได้แน่ๆ น่ะ เบอร์อะไรก็ได้ทั้งนั้นเลย”

 

 

 

 

 

“ได้ค่ะ” แครอลกระพริบตาอย่างงงนิดหน่อยที่คุณหมอพูดรัวเร็วแบบแปลกๆ…แต่ก็เดินมาเพื่อเขียนเบอร์ให้ แมคคอยแอบสะดุดใจเล็กๆ กับหมายเลขโทรศัพท์มือถือ เสียงกระซิบโง่ๆ ในหัวพูดใหม่อีกรอบ

 

 

 

 

 

เขาเลือกให้เบอร์มือถือมาล่ะ…

 

 

 

 

 

“เรียบร้อยแล้วครับ” มือหนาปิดสมุดฉับแล้ววางมันที่โต๊ะแถวนั้น พูดต่อ “รอเดี๋ยวนะ…ขอผมเอาสป็อคไปไว้ชั้นบนก่อน”

 

 

 

 

 

แครอลมองชายหนุ่มที่เดินไปช้อนกระบะที่นอนมาถืออย่างงงๆ…ไม่เข้าใจประโยคสุดท้ายดีนัก “ยังมีต้องรออะไรอีกเหรอคะ?”

 

 

 

 

 

เอ่ยจบแล้วก็เพิ่งนึกได้ว่าตนยังไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาล…สาวน้อยจึงหน้าแดงกับความพลาดของตน กังวลนำไปแล้วทันทีว่าอีกฝ่ายจะมองตนอย่างไร แต่ถึงคุณหมอจะขมวดคิ้วก็จริง…คำพูดของเขาก็เป็นอะไรตรงกันข้ามกับที่เธอคาดคิดไว้แบบสุดขีด

 

 

 

 

 

“ดึกป่านนี้แล้วคุณจะกลับเองได้ไง?” ดวงตาดุๆ ของอีกฝ่ายตวัดมองราวกับเธอเป็นเด็กน้อยอ่อนเดียงสา…ซึ่งในสายตาของเขาก็อาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในเมื่อแครอลพอเดาได้ว่าเจ้าตัวคงอายุมากกว่าตนอย่างน้อยๆ ก็สี่หรือห้าปี “เดี๋ยวผมเดินไปด้วย…รอแป็บนึงนะ”

 

 

 

 

 

ว่าจบ คุณหมอก็เดินฉับๆ ขึ้นบันไดด้านหลังไปเลย…ทิ้งให้สาวน้อยรอแค่ครู่เดียวตามคำพูดก่อนที่จะกลับลงมาใหม่ และเมื่อถึงบ้านเธอแล้วถูกถามถึงเรื่องค่าใช้จ่าย…ชายหนุ่มก็โบกมือพร้อมบอกว่ารอวันที่สป็อคกลับบ้านได้แล้วค่อยจ่ายทีเดียวก็ได้

 

 

 

 

 

เส้นทางขากลับเงียบกว่าเดิมเพราะมีเขาคนเดียว…ความเงียบที่เพียงพอจะให้ค้นพบอะไรในใจได้ไม่น้อย แต่แมคคอยก็ยังคงไม่รับรู้ถึงเสี้ยวความรู้สึกที่ส่องประกายในใจของตัวเอง และนั่นก็หมายความว่าเจ้าตัวก็ไม่รู้ด้วย…ว่าเจ้าประกายแสงนั่นดูจะเจิดจ้าขึ้นอีกนิดชอบกลแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

ในขณะที่คุณเจ้าของทิ้งบ้านไว้เพื่อไปส่งผู้มาเยือนยามดึกคนหนึ่ง…จิมก็พบว่าผู้มาเยือนยามดึกอีกตัวไม่ได้กลับไปด้วย

 

 

 

 

 

ถึงในสายตาของมนุษย์ทั่วไปพวกเขาจะเป็นแค่หมากับแมวธรรมดา แต่ในสายตาของพวกเขา…จิมกำลังมองชายหนุ่มผมดำที่นอนขดตัวอยู่บนเบาะทรงกลม ขาขวามีผ้าพันแผลพันไว้รอบและสีหน้าของเจ้าตัวก็ดูซีดเซียวและเหนื่อยล้า…และนั่นเองที่ทำให้จิมรู้สึกไม่อยากปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่ตัวคนเดียวอย่างประหลาด

 

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรแล้วนะ…ทุกอย่างโอเคดีแล้ว…”

 

 

 

 

 

สป็อคปรือตาขึ้นมองเจ้าของเสียงที่อาจหาญมาแตะหูแมวบนศีรษะเขา…ขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจใส่หูโกลเด้นรีทรีฟเวอร์บนเรือนผมสีทองนั่น เขาไม่ชอบหมา…โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมาพันธุ์นี้…เพราะมันมักจะชอบเซ้าซี้และมีพลังงานล้นเหลือจนน่ารำคาญเสมอ

 

 

 

 

 

“ไม่ต้องมายุ่ง” ชายหนุ่มผมดำสะบัดหนีมือ ตวัดเสียงเย็นๆ ใส่ “อย่ามาจับด้วย”

 

 

 

 

จิมขยับจะอ้าปากติให้อีกฝ่ายรักษามารยาทเสียบ้าง…แต่ก็นึกได้ว่าเจ้าตัวกำลังบาดเจ็บและต้องการการพักผ่อน จึงยอมล่าถอยโดยดีในวันนี้ แต่ก็ไม่วายส่งคำถามทิ้งท้าย “ฉันจิมนะ…นายล่ะ?”

 

 

 

 

 

สป็อคไม่ยอมตอบ…รู้สึกเจ็บแผลแล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแครอลถึงทิ้งเขาไว้ที่นี่ ถึงสมองส่วนที่ชี้แจงเหตุผลตอบตัวเองว่ามันเป็นเรื่องที่มีเหตุผลที่หญิงสาวจะไม่เคลื่อนย้ายตัวเขาเพราะแผลอาจจะยิ่งฉีก…แต่ในวินาทีนี้ สป็อคไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าจะได้กลับไปนอนในที่นอนของตนที่บ้าน…ที่ที่ตนคุ้นเคย ที่ที่มีเจ้าของที่ตนไว้ใจ และที่ที่ไม่มีเจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์สุดน่ารำคาญนี่มาวุ่นวายกับตน

 

 

 

 

 

แมวน้อยจึงซุกตัวเป็นก้อนกลมๆ กว่าเดิม…หวังสุดใจว่าแผลจะหายในเร็ววัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

*************************************

 

 ไฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ

 
 
 

สอบเสร็จแล้วค่ะ แต่เพิ่งได้มาเริ่มหยิบๆฟิคเอาวันนี้ก็เพราะมีเรื่องต้องย้ายหออยู่ TvT ขอบคุณทุกคนที่ยังไม่ลืมบล็อกนี้กันนะคะ

 
 
 

โดนการสอบทำร้ายมากเลยค่ะ สมองเปื่อยคิดฟิคอะไรไม่ได้เลยต่อให้วางพล็อตไว้จนจบแล้วเกือบทุกเรื่อง ความจริงฟิคเรื่องนี้กะเป็นวันช็อตสั้นๆค่ะ แต่สุดท้ายเพราะน้องโอ้ @piono-chan เอาแต่วาดหมาแมวกับคุณหมอและสาวน้อยมาทำร้ายทิพย์เรื่อยๆ…วางพล็อตไปมาเลยกลายเป็นมินิฟิคไปแล้วล่ะค่ะ ตามที่เขียนไว้คือห้าตอนจบ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีหั่นเป็นพาร์ทๆไหม รอดูต่อไปกันนะคะ

 
 
 

หมอกับแครอลเนี่ย ทิพย์ตอนดู STID ในโรงคือกรี้ดมาก ชอบมาก น่ารักมุมิตล๊กตลก -///- และถึงจะแอบเขวไปบ้างตอนรู้ว่าจริงๆแครอลนางเป็นแม่ของลูกเคิร์กใน TOS แต่เราก็ไม่แคร์ ฟฟฟฟฟฟฟ ยังคงเดินหน้าโบกธงหมอแครอลต่อไปค่ะก้ากกกกก เป็นนอร์มอลแพร์ที่ชิปเต็มตัวมากเลย คู่แรกในรอบหลายปีที่ถึงขั้นเขียนฟิคออกมา ส่วนหมาแมวก็คงไม่ต้องพูดถึงมั้ง(ฮา) ทิพย์ชิปได้หมดไม่ว่าจะสป็อค/จิม หรือ จิม/สป็อคค่ะ แล้วก็ทิพย์/สป็อคกับ ทิพย์/ข่านด้วยฟฟฟฟ แต่ในเรื่องนี้ขอเป็น จิม/สป็อคนะคะ ฮิ_____ฮิ

 
 
 

แล้วก็ขอบคุณคุณ @baka-i-fie ด้วยค่ะที่ช่วยทักเรื่องตัวสะกด ทิพย์ทำไมจำว่าสป็อคสะกดเป็น sporck ทุกทีเลยก็ไม่รู้ O<—< ตอนนี้แก้เรียบร้อยแล้วค่ะ

 
 
 

ฟิคนี้น่าจะจบในเร็ววันค่ะ อุอิอะอะ

 
 
 
 

ทิพย์เอง

 
 
Advertisements

8 responses to “[Star Trek Fic][McCoyCarol&JimSpock] Give It a Little Try (1)

  1. กร๊ีดดดดด พี่ทิพย์แต่งฟิคสตาร์เทรคด้วยเหรอคะ ทำไมอีนี่ไม่เคยเห็น ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ #เพราะมัวแต่ตายอยู่ในถ้วยชาคู่รักมิวเทนต์น่ะสิ
    มันน่ารักได้ไร้สติมากค่ะพี่ทิพย์ #ปริ้่ม

    Like

  2. Pingback: [Star Trek Fic][McCoyCarol&JimSpock] Give It a Little Try (4) | tippuri's blog·

  3. เพิ่งตามมาอ่านนนนน
    หมอคะ หมอจะมัวใช้สมองคิดทำไมคะ ใช้หัวใจสิคะๆๆ #จะรีบร้อนทำไมมม ฮ่าาา
    ตอนดูไม่ได้ชิปคู่นี้ มัวแต่ชิปสป็อคเคิร์ก ฮ่าาา แต่เห็นมีเคมีคู่นี้ตอนปลดระเบิดกับตอนพี่ข่านโหดเหยียบขาแครอลหัก แล้วหมอดูแลตอนขึ้นเตียง
    จิมนายเหมาะเป็นโกลเดนท์มากอะ อะเลิร์ทตลอดเว ส่วนแมวดำสป็อค หยิ่ง ไว้ตัว สมบุคลิกดี

    Like

  4. ชอบมากเลยค่ะกับ หมาจิมมี่บอยและเหมียวดำสป็อค
    คาแร็คเตอร์ของสป็อคเข้ากับแมวมากๆ(หยิ่ง)
    ส่วนดร.แม็คคอยกับแครอล จิ้นกับฉากถอดตอปิโดมาก หมอพูดจาจีบหญิงก็เป็นด้วย

    Like

  5. โฮกกกกกก สป็อคน้อยยยย น่ารักเว่อร์ คือนึกภาพออกเลย จิมมี่ในร่างโกลเด้นนน คือมันใช่!!!! แอร๊ยยยยย ^,.^ คุณหมอก็มาโหดซะะะะ อย่าทำหน้านิ่วเดี๋ยวแกเร็วนะหมอนะ ก๊ากๆ ..ชอบแครอลจังงง เธอสวยยยยย ยิ้มก็สวยยย อั้ยย น่ารักอ่ะะ ><

    Like

  6. เพิ่งเห็นพี่ทิพย์เพิ่มสารบัญฟิคหมวดสตาร์เทรคแล้ว ดีใจจจจ เย่ 55555 (/>w<)/
    ชอบตอนคุณสัตวแพทย์ลูบหัวสป็อคจังเลยค่ะพี่ทิพย์ นึกภาพตามแล้วมันแอบกร๊าวนะคะ.. #ต่อเรือโบนส์ป็อค #เดี๋ยวๆ
    หมอโบนส์นี่ก็ปากร้ายแต่ใจดีตลอดเลยนะนะนะคนบ้าาาาาา *ปาหัวใจใส่รัวๆ*
    โกลเด้นรีทรีฟเวอร์มันจิมจริงๆ ชอบตอนแตะๆหูสป็อค แงงงงงง มุ้งมิ้งงงงงงงงงไปแล้วนายยยย ละมุน ละมุน ละมุน ฮือ T///T)

    Like

  7. พอเห็นแมวสป็อค นึกถึงแมวม้าเต่อกับคิ้วชี้เบยค่ะฟฟฟฟ55555555555555555555 จิมมี่ในร่างโกลเด้นเหมาะมากเลยจ้าาา แล้วบับบ แตะๆหูน้องเาทำม้ายยย น่ารักมากกก แงง ขอแบบนี้เลี้ยงที่บ้านได้ม้ายยย ส่วนจองคุณหมอน่ารักมากเลยค่าาส แงงงงงหมอซึนปากร้าย กรี้ดดด

    Like

  8. มาตามสตอล์คฟิคคุณทิพย์ที่ยานเอนเตอร์ไพรซ์ *w*

    เราแอบชิปหมอแครอลอยู่ลึกๆในใจตั้งแต่ดูหนังแต่เราไม่คิดว่าจะมีใครชิปคู่นี้เหมือนกัน แงงงงงงงงงงดีใจมากเลยค่ะ แมคคอยดูเป็นผู้ใหญ่ขี้รำคาญแต่ใจจริงก็ห่วงใยไปหมดทั้งคนสัตว์สิ่งของ (aka ซึนเดเระถถถถถถถถถถถ) แลดูเคมีเข้ากันกับสาวใสน่ารักอย่างแครอลเป็นบ้าเลยนะอุฮิอุฮิ

    ฮืออออออจิมในร่างหมาโคตรอิมแพคเลยค่ะ ลิตเติ้ลจิมวิ่งลิ้นห้อยแฮ่ๆไปมาอย่างเอเนอร์เจติกน่ารักไม่ไหวล้าววววววววว (//ขยำพุงหมางั่มๆๆๆๆๆๆ)

    ปูลู. ชอบที่คุณทิพย์บรรยายคุณหมอด้วยคำว่า ‘งุ่นง่าน’ จังเลยค่ะ ลีโอนาร์ดแมคคอยกับความงุ่นง่านมันช่างฟหกด่าสวฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s