[Star Trek Fic][McCoyCarol&JimSpock] Give It a Little Try (2)

 
 
Give It a Little Try
Star Trek fanfiction by Tippuri~ii *
 

 

 

 

    

 
 

Pairing: Leonard McCoy x Carol Marcus & Puppy!Jim x Cat!Spock
Type: AU fanfiction

 

 


 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้มีบางส่วนที่เป็นแฟนฟิคชั่น boys’ love..ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 

 
************************************
 
Chapter 2
 
 
 
 
 
 
 
 
 

แต่ถึงจะหวังแค่ไหนให้ตนได้กลับบ้านไวๆ…สป็อคก็รู้ดีว่าอย่างไรเสียร่างกายก็ทำได้เพียงฟื้นฟูไปในความเร็วเท่าที่ธรรมชาติจะอำนวย นั่นหมายความว่าเขาจำต้องทนอยู่ในคลินิกที่มีเจ้าหมาสติแตกกับสัตวแพทย์ที่ทำหน้าบึ้งตาปีตาชาติจนกว่าแผลจะดีขึ้นโดยไม่มีทางเลือกอื่น

 

 

 

 

 

หลังจากผ่านไปหลายวัน สป็อคก็ค้นพบว่าถึงคุณหมอแมคคอยจะทำหน้าเหมือนไม่ชอบงานที่ทำอยู่และดุตนบ่อยๆ เวลาฝืนจะเดิน…แต่ฝีมือการรักษากลับเบามือและใจเย็นกว่าที่แมวน้อยคิดว่าเจ้าตัวจะรู้นัก ทำให้เขาค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับนิสัยขี้บ่นเหมือนหมีจอมหงุดหงิดได้ในวันต่อๆ มาเพราะรู้แล้วว่าคุณสัตวแพทย์ไม่ได้หมายความตามนั้นสักเท่าไหร่

 

 

 

 

 

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิม…เจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ชอบนักในการจะมายุ่งวุ่นวาย(แม้เจ้าตัวจะยืนยันก็ตามว่าจุดประสงค์คืออยากช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น)และคอยชวนคุยบ้าๆ บอๆ เยอะแยะไปหมด ตอนแรกสป็อคคิดจะวางเฉยใส่ให้จิมเหนื่อยแล้วหยุดไปเอง…แต่ก็ลืมเรื่องพลังงานอันล้นเหลือตามธรรมชาติของลูกหมาพันธุ์นี้ไป เพราะเจ้าหนุ่มผมทองนี่ไม่มีท่าทีจะเลิกปพยายามทำความรู้จักกับเขาให้ได้เลย แถมพอสป็อคเผลอทีไร…มือซนๆ นั่นก็จะชอบยื่นมาจับหูแมวหรือดึงหางเขาเล่นเสมอเลยด้วย

 

 

 

 

 

ข้อสรุปของแมวน้อยจึงมีสามอย่าง…เขารับนิสัยของหมอแมคคอยได้ เขารับสภาพของคลินิกนี้ได้ แต่เขารับนิสัย การกระทำ คำพูด และอะไรทุกอย่างของจิมไม่ได้เลย

 

 

 

 

 

“สปว็อค~~~”

 

 

 

 

 

นั่นไง…พอพูดถึงเข้าทีหนึ่ง เจ้าตัวยุ่งก็โผล่มาเหมือนได้ยินเลย… 

 

 

 

 

 

เจ้าของชื่อนิ่วหน้า แอบเอามือพับๆ หูตนเพื่อกันไม่ให้อีกฝ่ายมายุ่มย่าม…พูดเสียงเย็น “ช่วยหยุดเรียกชื่อผมผิดๆ สักที…นอกจากมันจะฟังดูไร้สาระแล้วก็ยังไม่มีเหตุผลเลยด้วย เพราะคุณก็รู้ชื่อที่ถูกต้องของผมอยู่แล้ว”

 

 

 

 

 

และอีกเหตุผลอีกข้อที่แมวเหมียวไม่ยอมพูดเพิ่มเข้าไปก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าสำหรับจิมแล้ว การแผลงชื่อของเขาแบบนี้เป็นอีกวิธีในการจะเรียกว่า ‘ที่รัก’ ทางอ้อม…เพราะสป็อคได้หมดความอดทนแล้วยันหน้าหล่อๆ นั่นเข้าให้ไปแล้วทีหนึ่งตอนที่เจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์เรียกเขาตรงๆ ด้วยคำนั้น

 

 

 

 

 

“ทำไมล่ะสปว็อค~??”

 

 

 

 

 

เจ้าหมางี่เง่านี่ยังไม่สนใจจะฟัง เดินเริงร่าเข้ามาหาเขาที่ได้แต่นอนนิ่งอยู่บนกระบะที่นอน…สป็อคมองขาที่ขยับได้อิสระอย่างอิจฉาเล็กๆ ในใจ เขาไม่ชอบตัวเองที่ขยับตัวไปไหนไม่ได้แบบนี้เลย…แม้ว่าคุณหมอแมคคอยจะมีใจคิดถึงจุดนี้แล้วยกกระบะที่นอนของเขามาวางตรงห้องด้านหน้าที่เป็นเคาเตอร์ซึ่งมีคนเดินผ่านไปผ่านมาให้ไม่เบื่อ แต่มันก็ไม่เหมือนการเดินเองได้อยู่ดี

 

 

 

 

 

“นายเบื่อเหรอ?” จิมถาม…พอจะเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายดี เพราะช่วงที่โดนรถชนแล้วต้องนอนรอให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงดังเดิม…เขาก็ต้องเผชิญนรกความน่าเบื่อของการขยับตัวไม่ได้มาแล้ว “ไม่เป็นไรนะ…เดี๋ยวฉันอยู่คุยกับนายเอง”

 

 

 

 

 

“ขอบคุณมาก แต่ผมไม่ได้ต้องการคู่สนทนา” สป็อคตอบด้วยเสียงเรียบนิ่ง…ตวัดเสียงเฉียบคมเมื่อเจ้าหมาบ้าพยายามจะข้ามขอบกั้นของกระบะเข้ามานอนข้างๆ “ช่วยหยุดแล้วถอยออกไปด้วย…ผมไม่ชอบให้คุณเข้ามาใกล้ๆ”

 

 

 

 

 

“โอเค…” จิมทำปากยื่นกับคำพูดใจร้ายนั้น แต่ก็ยอมนอนพิงขอบกระบะที่นอนเฉยๆ เพราะรู้ว่าสป็อคอาจโมโหได้ถ้าถูกขัดใจมากๆ เข้า และเขาก็ไม่อยากเสี่ยงทำให้แมวน้อยอาละวาดจนแผลฉีกอีก

 

 

 

 

 

ทำไมสปว็อคไม่ยอมเข้าใจเลยนะ…ว่าเขาอยากดูแลให้สปว็อคสบายใจน่ะ…??

 

 

 

 

 

ทางด้านเจ้าแมว…ถึงมันแอบถอนหายใจอย่างเซ็งๆ กับความหัวดื้อของจิม แต่ก็ต้องแอบยอมรับเองในใจว่าการมีอีกฝ่ายอยู่ข้างๆ แบบนี้ทำให้ความน่าเบื่อลดลงไปได้ไม่น้อยเลย…ประเด็นชวนคุยอาจจะไร้สาระ แต่ก็ดีกว่าโดนทิ้งไว้ให้นั่งจ๋องเฉยๆ…แถมบางที(บางที – สป็อคขอย้ำ) จิมก็มีหลุดหัวข้อน่าสนใจออกมาบ้างเหมือนกัน

 

 

 

 

 

“นี่ๆ…นายว่าช่วงนี้คลินิกดูเรียบร้อยขึ้นป่ะ?”

 

 

 

 

 

…และวันนี้ก็เป็น ‘บางที’ ที่ว่านั่น

 

 

 

 

 

“ใช่…ผมเองก็สังเกตได้” สป็อคยอมรับเพราะมันเป็นความจริง เขาสังเกตได้ใกล้ชิดเพราะอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว…ต่างจากวันแรกที่ข้าวของและกองเอกสารหน้าโต๊ะลงทะเบียนวางระเกะระกะแบบพอรับได้ ตอนนี้ทุกอย่างถูกจัดอย่างมีระเบียบในระดับพิถีพิถันเกินนิสัยของคุณหมอเจ้าของคลินิกไปเยอะ…ใช่ว่าแมคคอยจะชอบทำตัวรกอย่างจิม แต่สป็อคก็มองออกว่านี่เป็นการเอาใจใส่ที่เกินมาตรฐานปกติของเจ้าตัว…ความเปลี่ยนแปลงที่แมวน้อยจอมฉลาดเก็บข้อมูลและวางสมมติฐานว่าน่าจะเกี่ยวพันกับการที่แครอลมาเยี่ยมเขาทุกวัน

 

 

 

 

 

หลังจากการบุกมาที่คลินิกกลางดึกวันนั้น…สาวน้อยผมบลอนด์ก็แวะมาดูอาการของเขาอย่างสม่ำเสมอ สป็อคยอมรับว่าตนดีใจที่ได้เห็นหน้าเจ้าของและรู้ว่าอีกฝ่ายห่วงใยตน แต่ก็อดห่วงถึงงานของเธอไม่ได้…ช่วงนี้แครอลน่าจะยุ่งเพราะเป็นสัปดาห์การสอนระยะสุดท้ายก่อนจะเริ่มต้นช่วงสอบของมหาวิทยาลัย นั่นหมายความว่าหญิงสาวจะต้องยุ่งกับการเตรียมเอกสารอ่านทบทวนให้บรรดานักศึกษาและเตรียมร่างข้อสอบของวิชาที่ตนรับผิดชอบอยู่

 

 

 

 

 

เพราะอย่างนี้ล่ะมั้ง…วันนี้ถึงได้ไม่มา… 

 

 

 

 

 

แมวน้อยแอบเสียใจเล็กๆ ตอนมองนาฬิกา…แครอลมักจะมาหาเขาตอนช่วงเช้าก่อนไปทำงานเสมอ แต่วันนี้เธอกลับไม่โผล่มาเลยจนกระทั่งบ่ายกว่าๆ แล้ว…แมวน้อยพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเรื่องมีเหตุผลที่จะให้ความสำคัญกับงานมากกว่าสัตว์เลี้ยง แต่การขดตัวอย่างหงอยๆ ก็ไม่รอดพ้นสายตาของเจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ที่มองอยู่ได้…จิมถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่เสียงกระดิ่งตรงหน้าประตูและกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่คุ้นเคยก็ทำให้หูปุกปุยตั้งขึ้น…หยัดตัวขึ้นยืน เอามือแตะๆ หูแมวสีดำสนิทเบาๆ…ทั้งเรียกและแอบจับหูนิ่มๆ นั่นไปด้วยในตัว

 

 

 

 

 

“อย่าเพิ่งเศร้าไปสิสปว็อค…ลุกขึ้นมาเร็ว…”

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

เลโอนาร์ด แมคคอยไม่ได้รอใครอยู่ทั้งนั้น

 

 

 

 

 

ขอยืนยันอีกรอบ…เลโอนาร์ด แมคคอยไม่ได้รอใครอยู่ทั้งนั้น

 

 

 

 

 

คุณสัตวแพทย์ย้ำประโยคนี้กับตัวเองมาตั้งแต่วันที่คลินิกถูกบุกกลางดึกด้วยฝีมือสาวน้อยผมบ็อบจนถึงปัจจุบัน…พยายามจะเชื่อด้วยว่ามันเป็นแค่นิสัยรักความเป็นระเบียบส่วนตัวเท่านั้นที่ทำให้เขาจัดข้าวของให้เนี้ยบขึ้นกว่าที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะว่ารู้ดีว่าหญิงสาวจะแวะเข้ามาที่คลินิกเพื่อเยี่ยมเจ้าแมวดำจอมขี้เก๊กนี่ทุกวัน

 

 

 

 

 

พอพูดถึงสป็อค…แมคคอยก็ชะโงกไปดูเจ้าเหมียวที่นอนแซ่วอยู่ในกระบะที่ตนวางไว้ตรงหลังเคาเตอร์ลงทะเบียน ขาของมันค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าพอใจจนไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว…ตอนนี้เหลือแค่รอให้ปากแผลสมานกันสนิทเท่านั้นก็คงกลับบ้านได้ ซึ่งคุณหมอสังหรณ์ใจชอบกลว่าเจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ของตนคงได้ขัดขวางเต็มที่แน่…เพราะถึงจิมจะชอบทำความรู้จักกับสัตว์แปลกหน้าทั่วไปเสมอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มเห็นมันพยายามอยากจะสนิทสนมกับฝ่ายตรงข้ามมากขนาดนี้…การกระทำที่ชัดเจนว่าสป็อคไม่ได้สนุกด้วยสักนิดแต่ต้องจำทนเพราะหนีไม่ได้

 

 

 

 

 

เจ้าโง่จิม…บทจะชอบใครก็ดันต้องไปชอบเจ้าแมวนิสัยหยิ่งสุดขีดนี่เสียด้วย… 

 

 

 

 

 

คุณหมอถอนหายใจก่อนจะเดินไปรองน้ำมาเทใส่กระถางดอกทานตะวันที่พื้นตรงมุมเคาเตอร์…มันอยู่ตรงนี้นานแล้วและก็ได้ความสนใจระดับผิวเผินมาตลอดจนกระทั่งช่วงหลังๆ มานี้เอง และไม่เสียแรงที่คอยรดน้ำและดูแลมันมากขึ้น…แมคคอยสังเกตว่ามีดอกตูมเล็กๆ งอกออกมาตรงยอดแล้วทั้งๆ ที่ผ่านมาเจ้าต้นทานตะวันนี่ไม่เคยแม้แต่จะผลิใบเกินสิบใบด้วยซ้ำ

 

 

 

 

 

ความรู้ด้านต้นไม้ของเขามีไม่มากนัก…แต่ชายหนุ่มก็พอรู้ว่าคงต้องอีกสักพักเลยกว่าที่ดอกทานตะวันจะผลิบาน ซึ่งนั่นคงเลยระยะเวลาที่สป็อคต้องอยู่ที่นี่ไปแล้ว นั่นหมายความว่าแครอล มาร์คัสจะไม่ได้เห็นดอกไม้สีเหลืองสดในคลินิกยกเว้นแต่ว่าเธอจะแวะเข้ามาซื้ออาหารแมว…ซึ่งจากประวัติการเป็นลูกค้าขาจรของหญิงสาวที่แล้วๆ มา แมคคอยรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากนัก

 

 

 

 

 

น่าเสียดาย…แครอลกับดอกทานตะวันดูเป็นอะไรที่ย้ำเตือนให้คิดถึงแต่ละฝ่ายได้เสมอตอนที่มองแท้ๆ… 

 

 

 

 

 

เสียงกระซิบโง่ๆ เสียงเดิมพูดขึ้นในหัว…และแมคคอยก็พิจารณาเป็นรอบที่ร้อยว่าตนควรไปเช็คสมอง เพราะตั้งแต่ที่มีสป็อคเข้ามาค้างที่คลินิก…ชายหนุ่มก็ชอบคิดโยงเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้เข้าไปหาสาวน้อยผมบลอนด์อยู่ได้เสมอทั้งๆ ที่ก็ได้เจอหน้าเธออยู่ทุกวัน

 

 

 

 

 

นรกเอ๊ย…นี่เขาเป็นบ้าอะไรกันแน่วะ…?? 

 

 

 

 

 

หากคำสบถยาวเหยียดในใจก็ถูกหยุดไว้ด้วยเสียงประตูกระจกที่เปิดออก…สาวน้อยคนที่คุณหมอกำลังคิดถึงอยู่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ บนเรียวปาก วันนี้แครอล มาร์คัสอยู่ในชุดเสื้อยืดขาวกับกระโปรงสีน้ำเงินเข้มยาวระเข่า…โทนสีเรียบง่ายแต่สุภาพเรียบร้อย และยังช่วยขับให้เรือนผมกับดวงตาของเธอดูโดดเด่นขึ้นมาด้วย

 

 

 

 

 

“สวัสดีค่ะคุณหมอ” เสียงหวานเอ่ยทักทาย

 

 

 

 

 

แมคคอยกล่าวทักตอบ แอบเพ่งพิศหญิงสาวดีๆ อีกครั้ง…และก็ยังคงสรุปได้เหมือนเดิมว่าบรรยากาศขันแข็งมั่นใจพร้อมความสุภาพตรงไปตรงมาของเธอทำให้ตนคิดถึงดอกทานตะวันอย่างอธิบายไม่ได้จริงๆ “ผมนึกว่าคุณจะไม่มาแล้วซะอีกวันนี้”

                        

 

 

 

                

“อ๋อ…วันนี้ฉันกะจะเข้ามาตอนบ่ายๆ อยู่แล้วค่ะ มีธุระนิดหน่อย” แครอลอธิบาย ก่อนจะถามถึงอาการแมวน้อยของตน “สป็อคดีขึ้นไหมคะ? ยังมีเจ็บแผลอยู่รึเปล่า?”

 

 

 

 

 

“ไม่แล้วล่ะ” แมคคอยส่ายหน้า พูดสั้นๆ ได้ใจความตามนิสัย “อีกไม่กี่วันก็คงกลับบ้านได้แล้ว”

 

 

 

 

 

“อ๋อเหรอคะ…” ตาโตสีเทาของหญิงสาวกระพริบนิดๆ ราวกับเธอกำลังมีปัญหาในการทำความเข้าใจประโยคง่ายๆ นั่น…แต่ริมฝีปากก็ขยับแย้มยิ้มอย่างมีมารยาท “นั่น…วิเศษไปเลยค่ะ…”

 

 

 

 

 

คุณหมอเบี่ยงตัวเล็กน้อยให้อีกฝ่ายได้เข้าไปตรงด้านหลังเคาเตอร์เพื่อทักทายเจ้าเหมียวของเธอ…เพิ่งคิดได้ว่าตนปล่อยให้แครอลเข้ามาในมุมที่ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าได้ ซึ่งถ้าตามปกติแล้ว…คนที่ชอบรักษาระเบียบและพื้นที่ส่วนตัวในการทำงานอย่างแมคคอยน่าจะไม่ชอบใจ แต่สิ่งที่ทำให้เขางุ่นง่านกว่าเดิมในวินาทีนี้คือข้อเท็จจริงที่ว่าเขาไม่ได้ไม่ชอบใจ…ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกตะขิดตะขวงหรืออยากให้เธอออกๆ ไปเสียทีเลยด้วย

 

 

 

 

 

นรกเอ๊ย…เขาเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ เลยว่ะ… 

 

 

 

 


ชายหนุ่มสบถในใจอีกรอบ…แต่สายตาก็ยังจับจ้องที่ภาพสาวน้อยที่กำลังคุยหนุงหนิงและลูบๆ แมวน้อยของเธอ การกระทำที่เผื่อแผ่ไปให้เจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ของเขาด้วย…ท่าทางแครอลจะคิดต่างจากสป็อคกับการที่มีจิมมาคอยเกาะแกะเป็นตังเมอยู่ข้างๆ แบบนี้

 

 

 

 

 

“เด็กดี…เด็กดี…” หญิงสาวเกาๆ หูปุกปุยสีทองนั่นให้…หัวเราะนิดๆ เมื่อจิมทำเสียงหงุงหงิงอย่างชอบใจ “ขอบคุณนะจ๊ะที่ช่วยเป็นเพื่อนกับสป็อค”

 

 

 

 

 

คุณสัตวแพทย์แอบกลอกตากับกำแพงเมื่อเห็นหางของหมาน้อยกระดิกริกๆ…เขามั่นใจว่าถ้าเจ้าเหมียวพูดได้ คำให้การจากปากของมันคงไม่ใช่เรื่องราวมิตรภาพอันแสนดีอย่างที่สาวน้อยกำลังจินตนาการอยู่แน่นอน แต่ถ้าจะถามแมคคอยว่าเขาสงสารสป็อคไหมที่ต้องมาทนกับความสติแตกของจิม…คุณหมอก็ขอบอกตรงๆ อย่างใจร้ายเลยว่าไม่สักนิด เพราะเจ้าแมวนี่ก็ทั้งดื้อทั้งหยิ่งเข้าขั้นจนชายหนุ่มหมั่นไส้มันอยู่ไม่ใช่น้อย

 

 

 

 

 

หมาซื่อบื้อกับแมวท่ามาก…เขาไปทำกรรมอะไรไว้นะถึงต้องมาติดอยู่ในสถานการณ์บัดซบแบบนี้…? 

 

 

 

 

 

ท่าทางสาวน้อยจะดูอาการของเจ้าเหมียวและเล่นกับมันจนพอใจแล้ว…เพราะในที่สุดเธอก็ยืนขึ้น เดินออกมาหาคุณหมอที่ยังคงยืนอยู่ข้างๆ กระถางต้นทานตะวัน บทสนทนาตามมารยาทนิดหน่อยถูกยกมาพูดกัน…ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ประหลาดใจจนเข้าขั้นอึ้งเมื่อหญิงสาวเปิดกระเป๋าหนังของตัวเองแล้วค้นเอาถุงพลาสติกใบเล็กที่มีริบบิ้นสีฟ้ามัดปากถุงไว้อยู่ออกมายื่นให้

 

 

 

 

 

“นี่ค่ะ” เสียงใสยังคงมีกระแสมุ่งมั่นขันแข็งเหมือนรอยยิ้ม “วันนี้ฉันมาช้าเพราะไปเวิร์คช็อปของแผนกโฮมไซน์ค่ะ…เขาลองทำคุกกี้กันวันนี้ นี่ฉันทำมาให้คุณหมอค่ะ”

 

 

 

 

 

แมคคอยจ้องผ่านถุงพลาสติกใสใบเล็กในมือเธอเข้าไปราวกับเกิดมาไม่เคยเห็นคุกกี้…ชิ้นขนมทรงกลมสีน้ำตาลอ่อนจำนวนหนึ่งอัดแน่นอยู่รวมกัน หน้าตาของมันดูเรียบง่าย…แต่ไม่ใช่ไม่น่าทาน และก็ทำให้คุณหมอรู้สึกตลกๆ ในใจอีกแล้ว

 

 

 

 

 

โอเค…เขายังยืนยันคำเดิมเรื่องหมาซื่อบื้อกับแมวท่ามาก แต่ขอเปลี่ยนตรงสภาพสถานการณ์…เพราะมาคิดๆ แล้วมันก็ไม่ได้บัดซบมากเท่าไหร่หรอกนะ… 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

“เป็นคุกกี้กาแฟค่ะ” แครอลอธิบาย ก่อนจะถามเมื่อเพิ่งนึกได้ว่าตนพลาดไปตรงไหน “ว่าแต่…คุณหมอไม่ได้ไม่ชอบกาแฟใช่ไหมคะ?”

 

 

 

 

 

ปกติแล้วหญิงสาวไม่ค่อยได้แวะเวียนไปเข้าเวิร์คช็อปทำขนมนี้บ่อยนัก…แต่วันนี้เธอตัดสินใจไปเมื่อได้ยินชื่อเมนู เพราะถึงแครอลจะไม่รู้ว่าคุณหมอแมคคอยชอบขนมอบแนวๆ นี้ไหม แต่เธอก็คิดว่าคุกกี้เป็นขนมทั่วๆ ไปที่ใครๆ ก็ทานได้และรสกาแฟก็คงเป็นอะไรที่ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไปสำหรับอีกฝ่ายนัก

 

 

 

 

 

แครอลไม่ได้กะจะบอกใครว่าตนไม่ได้จะทำไปเพื่อทานเอง…แต่เหมือนความตั้งใจในการทำของเธอจะมีมากเกินไป เพราะสุดท้าย…ทั้งห้องทำขนมก็รุมแซวและถามถึงหนุ่มผู้โชคดีที่จะได้คุกกี้ทำเองจากสาวน้อย ซึ่งแครอลก็ปฏิเสธไปว่าคนที่ตนจะเอาไปฝากนั้นเป็นแค่สัตวแพทย์ที่อุตส่าห์ยอมเปิดคลินิกกลางดึกเพื่อมาดูแมวของเธอ…เหตุผลที่ไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ เพราะเพื่อนร่วมงานทุกคนก็ยังคงยิ้มล้อๆ กันอยู่ดี ซึ่งหญิงสาวเดาว่าที่ไม่มีคนเชื่อก็เพราะตนเผลอหน้าแดงและมีหลุดพูดเสียงสั่นๆ แบบห้ามไม่ได้ระหว่างการอธิบายเป็นแน่…การกระทำที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยจากเธอผู้มีความมั่นใจและมาดเยือกเย็นอยู่เสมอ

 

 

 

 

 

ให้ตายสิ…ทำไมเธอถึงรู้สึกแปลกๆ ล่ะเนี่ย…?? 

 

 

 

 

 

ใช่ว่าสาวน้อยจะไม่รู้จักคุณหมอแมคคอยมาก่อนหน้านี้…เพราะก็ได้แวะเข้าไปซื้ออาหารแมวอยู่เป็นครั้งคราวที่คลินิก ภาพของอีกฝ่ายในใจเธอคือชายหนุ่มที่มักจะทำหน้าบึ้งๆ และพูดจาห้วนๆ จนแครอลแอบสงสัยนิดหน่อยว่าเขาชอบงานของตัวเองไหม ทำให้เมื่อพาสป็อคที่มีแผลลึกตรงขามาที่คลินิกเอากลางดึก…สาวน้อยจึงมีความหวังน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยว่าคุณสัตวแพทย์จะยอมลุกมาดูอาการเจ้าแมวดำของตน

 

 

 

 

 

แต่ก็ผิดความคาดหมาย…เพราะถึงจะหน้าบึ้งและพูดจาห้วนๆ เหมือนทุกที แต่ชายหนุ่มก็ทำแผลและให้การดูแลโดยไม่ละเลยขั้นตอนใด ทำให้แครอลได้ค้นพบว่าเห็นทีท่าทางภายนอกของอีกฝ่ายจะเป็นแค่นิสัยส่วนตัว…และไม่ค่อยอยากจะยอมรับด้วยว่าถึงเขาจะทำเสียงดุๆ ใส่เธอ แต่ความหมายแท้จริงของคำพูดนั้นก็ทำให้สติที่ตอนนั้นหลุดการควบคุมไปกลับคืนมาได้อย่างน่าประหลาด

 

 

 

 

 

และที่ไม่อยากจะยอมรับเข้าไปอีกก็คือ…เมื่อได้แวะเวียนเข้าไปที่คลินิกบ่อยกว่าเดิม เธอก็พบว่าเขาเท่กว่าที่คิดเยอะเลย…

 

 

 

 

 

ความร้อนแล่นตามผิวแก้มชั่ววูบ…ทำให้สาวน้อยดึงสติกลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน พยายามทบทวนว่าตนเพิ่งพูดอะไรออกไป

 

 

 

 

 

“หระ หรือคุณหมอไม่ชอบกาแฟคะ?”

 

 

 

 

 

เธอคิดว่าตัวเองมองผิดไปเองว่าอีกฝ่ายกระพริบตานิดๆ แบบสับสนงุ่นง่าน “เปล่า…เปล่าหรอก…”

 

 

 

 

 

สาวน้อยโล่งอกปนดีใจแบบแปลกๆ เมื่อมือใหญ่นั้นเอื้อมมารับถุงคุกกี้ไป เสียงห้าวๆ กล่าวขอบคุณสั้นๆ ตามนิสัย…แครอลพูดขอบคุณซ้ำอีกทีที่อีกฝ่ายช่วยดูแลสป็อคให้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมใจแป้วแบบไร้เหตุผลเมื่อคุณสัตวแพทย์บอกว่าเจ้าเหมียวคงจะกลับบ้านได้ในไม่เกินสัปดาห์หน้าแล้ว

 

 

 

 

 

“โอเคค่ะ” ความรู้สึกหมองๆ นี้ถูกซ่อนด้วยการรีบเสชวนคุยเรื่องใหม่…ดวงตาสีเทาจับจ้องที่กระถางตรงมุมเคาเตอร์ เพิ่งได้สังเกตดีๆ ว่ามันคือต้นอะไร “อ้าว…นี่ต้นทานตะวันหรอกเหรอคะ? ที่ผ่านมาฉันไม่รู้มาก่อนเลยนะเนี่ย”

 

 

 

 

 

คุณหมอดูอ้ำๆ อึ้งๆ ชอบกล แต่สาวน้อยไม่ได้สังเกตเพราะกำลังมองต้นไม้ “อุ๊ย…มีดอกแล้วด้วย ถ้าบานคงสวยแน่เลยค่ะ…”

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มยักไหล่ราวกับจะบอกว่ามันไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรกับตน “ถ้าคุณชอบก็เอาไปเถอะ”

 

 

 

 

 

“คะ?” แครอลเลิกคิ้วสูงราวกับไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกไหม…เพราะเจ้าดอกทานตะวันนี่ยังเป็นแค่ดอกตูมสีเขียวสดอยู่เลย และต่อให้มันเป็นดอกที่บานแล้ว…จู่ๆ จะให้เธอเอาไปได้อย่างไร ประสบการณ์การเคยปลูกดอกไม้ลงสวนมาทำให้หญิงสาวรู้ว่าดอกทานตะวันต้องใช้เวลาพอควรเลยที่จะผลิดอกออกมาได้แบบนี้

 

 

 

 

 

“ผมหมายความว่าตอนที่มันบานแล้ว” เจ้าของต้นไม้ดูงุ่นง่านชอบกล คิ้วเข้มๆ นั่นขมวดเข้าหากัน “ถ้ามันบานแล้วเดี๋ยวผมให้คุณละกัน…อยู่ที่นี่มันก็เฉาเปล่าๆ”

 

 

 

 

 

แครอลคิดว่ามีแนวโน้มสูงที่อีกฝ่ายจะพูดตามมารยาท…จึงดีใจนักที่ตอนนี้ทานตะวันไม่ได้บานอยู่ เพราะใครล่ะจะอยากตัดดอกไม้ที่ตัวเองนั่งดูแลให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้ หญิงสาวปฏิเสธอย่างนุ่มนวลด้วยการบอกไปว่าให้ดอกไม้บานอยู่บนต้นน่าจะเป็นอะไรที่ดีกว่า…แล้วก็ยิ่งมั่นใจว่าคุณหมอคงพูดตามมารยาทจริงๆ เพราะอีกฝ่ายแค่พยักหน้ารับ ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก

 

 

 

 

 

“งั้น…” สาวน้อยยิ้มให้ แปะมือที่บานประตูกระจกเพื่อเตรียมผลัก “…เจอกันพรุ่งนี้นะคะ”

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มพยักหน้านิดเดียวเป็นเชิงรับรู้…กริยาที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตร แต่แครอลก็รู้แล้วว่าเจ้าตัวไม่ได้มีเจตนาจะเสียมารยาทแต่อย่างใด…หญิงสาวจึงแค่ผลักบานกระจกเพื่อเตรียมก้าวออกไป หากเสียงจากถนนด้านนอกก็ไม่ได้ขัดขวางในการได้ยินของเธอ ประโยคของคุณหมอจึงชัดเจนในระดับกำลังพอดี

 

 

 

 

 

“ขอบใจนะ…” มือใหญ่ยกถุงคุกกี้ในมือขึ้นนิดนึงเป็นการอธิบายด้วยกริยา “…สำหรับนี่น่ะ”

 

 

 

 

 

ไม่มีรอยยิ้มและเสียงก็ห้วนๆ เหมือนเคย…แต่ถึงอีกฝ่ายจะหน้าบึ้งแค่ไหน แครอลกลับคิดว่าเธอมองเห็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ใต้สีหน้างุ่นง่านนั่น…ความรู้สึกที่ตัวหญิงสาวเองไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักว่าจะใช่อย่างที่ตนคิด

 

 

 

 

 

คุณหมอ…คงไม่ได้กำลังเขินใช่ไหม…? 

 

 

 

 

 

การตระหนักรู้นี้ทำให้ความคิดของแครอลสะดุดจนได้แค่พยักหน้ารับแล้วเดินออกมา…ต้องอาศัยการย่ำเท้าหนักๆ ไปตามฟุตบาธสักพักเลยทีเดียวก่อนที่อาการใจเต้นแปลกๆ จะหายไป ซึ่งก็สงบอยู่ได้ไม่นานนักเพราะสุดท้ายเธอก็คิดถึงบทสนทนาทั้งหมดขึ้นมาใหม่อยู่ดี…และนั่นเองที่ทำให้หญิงสาวแอบยิ้มแก้มแดงออกมาคนเดียว

 

 

 

 

 

ต้องดีใจหน่อยล่ะ…เพราะอย่างน้อยก็ไม่ใช่ตัวเธอคนเดียวล่ะนะที่รู้สึกเขินน่ะ…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

*************************************** 

 

เฮลโหลววววววววววววว

 

 

อย่างที่บอกไป…เขียนเรื่องนี้สลับกับฟิคคริสทอมใบขับขี่ เพราะงั้นก็เป็นคิวของหมาแมวมั่งนะคะ อิอิอิ

 

 

ถ้าใครสงสัยว่าตกลงแครอลทำงานเป็นอะไรยังไงกันแน่…เดี๋ยวมีเฉลยแน่ค่ะ แล้วก็อีกหลายๆปมที่ตอนนี้ทิพย์จำไม่ได้ด้วย…มีเฉลยหมดแน่ๆค่ะ รออ่านกันต่อไปนะคะ >___<

 

 

ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดเหมือนทิพย์ไหม แต่ตอนดู STID มองหน้าแครอลทีไรคิดถึงดอกทานตะวันมากๆค่ะ ดูเป็นอิมเมจฟลาวเวอร์ของเธอในความคิดทิพย์เลย เพราะสำหรับทิพย์…มองว่าแครอลเป็นสาวน้อยที่เก่งแล้วก็ฉลาด พยายามให้ความช่วยเหลือในแบบของตัวเองที่สุดท้ายกลายเป็นก่อเรื่องยุ่งซะงั้น (ฮาาาาา) อย่างตอนที่ปลอมเอกสารแล้วแอบขึ้นยานมา ก็เหมือนเด็กที่แอบแหกกฎด้วยเจตนาดี ร้ายระดับซนๆแอบป่วนมากกว่า ไม่เหมือนบักข่านที่ปลูกไร่สะตอเบอแหลตามทุกซอกชั้นเหนียงของตัวเองอ่ะค่ะ รายนั้นร้ายระดับเจ็ดสีเจ็ดชั้นเหนียงเรนโบว์มากๆ UvU

 

 

อีกสามตอนจะจบละเรื่องนี้ รอดูกันต่อไปว่าคุณหมอจะรู้ตัวเมื่อไหร่ อุอิอะอะ

 

 

 

 

ทิพย์เองค่ะ

 

 

Advertisements

6 responses to “[Star Trek Fic][McCoyCarol&JimSpock] Give It a Little Try (2)

  1. วรั้ยยยยย คุณหมอขาาาาาาา สาวน้อยเขาก็มีใจให้คุณหมอนะคะ
    อ่านตอนนี้แล้วเขินตามแมคคอย ไม่รู้ทำไม งึ้ดดดดดดดด
    ส่วนคู่หมาแมว ชักจะสงสารแมวสป็อค ปวดเฮดเลยเจอโกลเดนท์จิมป่วนแบบนี้ ฮ่าาาา

    Like

  2. จิมมี่ตื้อเข้าไว้ เดี๋ยวสป็อคก็ใจอ่อนเองแหล่ะ
    ดร.แม็คคอย ทำอะไรที่ผิดนิสัยจนหมากะแมวเค้าสงสัยกันแล้วน้าาา
    เห็นทานตะวันแล้วนึกถึงหน้าของสาวแครอล เขินอ่ะ
    แครอลเค้าให้คุกกี้รสกาแฟเข้ากันกับหมอมากอ่ะ(ดูขรึ่มๆ)
    ตอนจบเขินกันทั้งคู่เลยย น่ารักดีนะคู่นี้

    Like

  3. ‘สปว็อคคคค’ กร๊ากกกกก จิมมี่~ คิดได้ไง ชื่อนี้ อย่างฮาาา เข้าใจหัวอกคุณแมวดำเลย 55 คงรำคาญหน้าดู >< คราวนี้มาเป็น ช็อตคุณหมอกับดอกไม้ เอิ่สสส o_O' ขะ ขะ เข้ากันมากกก //หนูเปล่าประชดนะคะหมอ 55 แครอลก็น่ารักอีกแล้ว ชอบเธอจัง ยิ้มที่หมอ เอ๊ย! โลกละลายย //จะโดนหมอโบกมั้ยชั้น แอร่ก =.,=

    Like

  4. หมอเขิน แครอลเขิน คนอ่านก็เขินนนนนนนนะ ///w///) ~
    เราแอบกรี๊ดตอนนี้เงียบๆตั้งแต่ได้อ่านครั้งแรกแล้วค่ะพี่ทิพย์ เพราะเราชอบดอกทานตะวัน ♥ แค่มองก็รู้สึกดีแล้วค่ะ มันดูสดใส ดูเป็นดอกไม้ที่มีความสุข(?) แถมยังช่วยดึงความสดใสในตัวคนมองออกมาได้อีก แคร๊อลแครอลจริงๆ ใช่ไหมคะคุณสัตว์แพทย์ ‘ ‘)/ //จ่อไมค์ให้หมอโบนส์ //หมอทุ่มกระถางทานตะวันใส่

    ชอบบรรยากาศกระอักกระอ่วน(ใช้คำนี้ถูกรึเปล่าไม่แน่ใจนะคะ แต่นึกคำอื่นไม่ออก แฮ่)ตอนที่แครอลกับคุณหมอคุยเรื่องดอกทานตะวันกันอะค่ะ อ่านแล้วมันหวานในอารมณ์นะเราว่า แบบเขินอะ ไม่รู้หมอเขินมั้ยแครอลเขินมั้ยแต่คนอ่านเขินม้วนหน้ารอบห้องแล้วนะบ้าจริงงงง ♥////♥)

    อ่านแล้วยิ่งรักคู่นี้ คุณหมอโรแมนติกจังเลย เห็นเหวี่ยงตลอดเวลาขนาดนี้แต่ก็อยากทำอะไรดีๆให้เค้าใช่มั้ยล่าาาา >w<) *ปาหัวใจใส่รัวๆ* แครอลตอนนี้ก็น่ารักมุมิมากเลย แอบไปทำคุกกี้มาให้ด้วย ถ้าบอกว่าไม่คิดอะไรเราจะไม่เชื่อแล้วนะ ทั้งคู่เลย กิ๊วๆๆ #บ้า

    Like

  5. *ปาหัวใจ*
    กรี้ดดดดดด เอาใจปายยยยยยยยยยยย ฮืออออ หมาแมวคู่เนร้ !!!! หมาจิมมี่ แง่งงงงงง แมวสป็อคหยิ่งๆนึกภาพฮีนั่งไขว่ห้าง โอ่ยยวย จิมมี่กนี่ก็ง้องแง้งตลอดดดด จิมมี่มาอยู่บ้านเรามะะะ *หมอตบ*

    อีกอย่างหมอนี่แม่มมม ซึนนนนนนนร หมอต๋าาาา คู่นี่เราก็ชอบค่ะ ตอนถอดตอปิโดนี่กรี้ดกร้าดดดดด โอ้ยยยยนนยยย งุ้งงิ้งมากกกก ////^//// แครอลเธอสวยจริงงง

    Like

  6. แกนี่มันแมวนางพญาจริงๆเลยสป็อค ฮึ้ยยยยยยยย ^ ^ (//เอาไม้เขี่ยแมวดำ //โดนแมวข่วนหน้า)
    น่าแกล้งจัง น่าให้โดนจิมมี่ปั๊บปี้ป่วนให้ประสาทแดร๊ก ฮิฮิฮิฮิ

    โฮฮฮฮฮฮฮเราชอบคุณหมอจังเลยค่ะ บุคลิกแข็งๆเป็นผู้ใหญ่แล้วพอบทจะแคร์ใครสักคนขึ้นมาก็เลยรู้สึกว้าวุ่นใจแบบนี้ ดอกทานตะวันเราก็ชอบบบบบบ มันดูไม่หวานเว่อร์ๆเหมือนพวกกุหลาบลิลลี่ แต่มันดูอบอุ่นจริงใจสมเป็นแมคคอยดีค่ะ

    บรรยากาศเขินกันไปมาแบบนี้น่ารักจัง >w<

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s