[The Hobbit Fic][FiliKili] Come Along With the Rain (1)

 

Come Along With the Rain

The Hobbit fanfiction by Tippuri~ii *

 

 
 

 

Pairing: Fili x Kili aka Durincest

Type: AU Fanfiction
 
 

 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น boy’s love…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 

REMARK:

– เอยูฟิค อยู่ในยุคปัจจุบัน มีรถมีไฟฟ้ามีคราบน้ำมันรั่วรอบอ่าวนะคะ หุหิหะหะ


– มันไม่ได้ต่อกัน แต่ฟิคนี้อยู่ในโครงการฟิคฮอบบิทเลี้ยงหมาค่ะ ถ้าใครไม่อ่านตอนก่อนๆก็ไม่เป็นไรค่ะ ไม่มีอะไรคาบเกี่ยวกันเลย


– แต่ถ้าเผื่อใครสนใจตอนก่อนๆ นี่ค่ะ ตามนี้เลย:

[The Hobbit Fic][ThorinBilbo] Woof! (1)

[The Hobbit Fic][ThorinBilbo] Woof! (2)

 

[The Hobbit Fic(มั้ง)][RichardMartin] Woof!+ (1)

[The Hobbit Fic(มั้ง)][RichardMartin] Woof!+ (2)

 

 

 

 

*****************************

 

Chapter 1

 

 

 

 


ถ้ามีการจัดอันดับเจ้าของหมาที่แย่ที่สุด…คิลีคิดว่าตนควรได้ที่หนึ่ง เพราะคงไม่มีเจ้าของดีๆ ที่ไหนลืมว่าปล่อยหมาของตนออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน…โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ฝนกระหน่ำแบบนี้

              

 

 

 

 

ตามประสามือกลองอาชีพ…ต่อให้วันนี้วงไม่ได้มีแสดง คิลีก็ใช้เวลาว่างตลอดเช้ายันบ่ายในการซ้อมดนตรี ภูมิอกภูมิใจกับผนังห้องนอนในอพาร์ทเมนต์ที่ตนลงทุนเปลี่ยนให้เก็บเสียงได้นัก…มันคุ้มค่าทุกปอนด์และเขาก็ตีกลองชุดได้ดังสนั่นตามใจ ซึ่งนั่นเองที่ทำให้ชายหนุ่มไม่ได้ยินเสียงอากาศแปรปรวนหรืออะไรอื่นใดเลยนอกจากเสียงเครื่องดนตรีของตัวเอง

              

 

 

 

 

ต้องขอบคุณวงจรไฟฟ้าที่ดับลงไปที่เรียกให้ชายหนุ่มได้รับรู้ว่ามีอะไรผิดปกติ…คิลีสบถลั่นพร้อมหยุดมือที่ตีกลองเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งห้องหยุดทำงานลงพร้อมกัน จำได้ดีว่าเพิ่งชำระค่าไฟฟ้าไป…และเพราะการโซโล่เมื่อกี้มันสมบูรณ์แบบจนเผลอทำให้ชายหนุ่มหลับตาจินตนาการไปแล้วว่าตนกำลังได้ร่วมเวทีกับวงมิวส์ คิลีจึงพร้อมสุดขีดในการจะโวยวายให้ส่วนกลางของตึกต้องชดใช้ที่ทำลายฝันกลางวันอันยอดเยี่ยมของเขาด้วยการที่ตัดไฟโดยไม่ได้เช็คให้ดีก่อนแบบนี้

              

 

 

 

 

หากเมื่อเดินตึงตังออกไปที่ห้องนั่งเล่นและครึ่งทางก่อนถึงประตูหน้า…ไฟทั่วห้องก็ติดพรึ่บกลับมาใหม่ คิลีเลยเฉลียวใจได้ว่าน่าจะไม่ใช่ฝีมือของส่วนกลางแล้ว และดวงตาสีเฮเซลก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อมองออกไปตรงหน้าต่างครัว…ลมพัดแรงจนยอดไม้ไหวโอนเอนและเม็ดฝนก็สาดกระทบกระจกดังเกรียวกราว

              

 

 

 

 

เสียงนี้ดังตัดกับความเงียบที่ไม่คุ้นเคย…ความเงียบที่เตือนให้คิลีเพิ่งนึกได้ว่าตนลืมอะไรไป

           

 

 

 

 

บ้าเอ๊ย! บ้าเอ๊ย!!!

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มรีบพุ่งปราดไปที่ประตู…ยัดเท้าเข้าในแวนส์คู่เก่งของตนก่อนจะวิ่งออกไป โชคดีนักที่ห้องของเขาอยู่ชั้นหนึ่ง…คิลีจึงสามารถไปถึงหน้าถนนได้โดยไม่ต้องรอลิฟต์ ร่างโปร่งวิ่งฝ่าฝนอ้อมไปที่สวนด้านข้างตึก…มันเป็นสวนส่วนกลางของอพาร์ตเมนท์ที่กว้างพอตัวและไม่ค่อยมีคนนอกเข้ามานั่งเล่นถึงแม้ทางฝ่ายอาคารจะไม่ได้หวงห้ามก็ตาม นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มมักจะเอาลูกหมาของตนมาปล่อยให้วิ่งเล่นเองอยู่เสมอ…คิลีเพิ่งได้เจ้าลาบราดอร์นี่มาจากเพื่อนร่วมวง มันกำลังอยู่ในวัยซนและชอบวิ่งไปวิ่งมา…แต่เขาก็วางใจเพราะหมาน้อยไม่เคยชอบวิ่งออกไปด้านนอก และนั่นก็ยิ่งทำให้คิลีรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของที่ไร้ความรับผิดชอบสิ้นดียิ่งกว่าเดิมในวินาทีนี้

           

 

 

 

 

ให้ตายเถอะ…เขาปล่อยมันจนเผลอลืมแบบนี้ได้ยังไง…แถมกลางฝนด้วย…

              

 

 

 

 

ถ้อยคำต่อว่าตัวเองถูกพูดซ้ำๆ ในใจอย่างเกรี้ยวกราด…คิลีหมายมั่นในใจว่าตนจะต้องทำตัวดีๆ ชดเชยการกระทำครั้งนี้ให้ได้ ไล่คิดถึงรายการขนมแพงๆ สำหรับเจ้าหมาน้อยที่จะซื้อพลางร้องเรียกมันไปด้วย

              

 

 

 

 

“ไอเดน! ไอเดน!! อยู่ไหนน่ะ??…ออกมาเร็ว กลับบ้านกันเถอะ…ไอเดน!”

              

 

 

 

 

คำตอบมีเพียงเสียงสายฝนกระทบใบไม้ คิลีเริ่มสบถในใจเมื่อรู้สึกได้ว่าเรือนผมและเสื้อของตนค่อยๆ ชื้นขึ้นเรื่อยๆ…เขาน่าจะหยิบร่มติดมือมาด้วย แต่ในเมื่อไม่มี…ชายหนุ่มจึงทำเพียงร้องเรียกต่อ ชักกังวลใจกับความเงียบงันนี้…ไอเดนไม่เคยไม่วิ่งมาตามเสียงเรียก นั่นจึงทำให้คิลีเริ่มเดาต่อเองว่าเจ้าลาบราดอร์อาจวิ่งออกไปจากสวน…เพราะอย่างไรเสียรั้วที่ล้อมรอบก็เป็นเพียงพุ่มไม้ที่ตัดแต่งให้เป็นขอบกั้นเท่านั้น ไม่ยากเลยสำหรับหมาน้อยที่จะพุ่งตัดผ่านออกไป

           

 

 

 

 

ออกไปที่ถนนข้างนอก…ถนนที่มีแต่รถวิ่งผ่านไปมา…ถนนที่ลูกหมาตัวเล็กๆ ไม่มีทางเป็นที่สังเกตได้…

              

 

 

 

 

ความคิดนี้ยิ่งทำให้คิลีสติไม่อยู่กับตัว…เริ่มต้นวิ่งไปสวนด้านใน ร้องเรียกชื่อไอเดนดังลั่นแข่งกับเสียงลมเสียงฝน…ก่อนที่จะชะงักกึกเมื่อพบว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียวในที่นี้

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ฮู้ดของเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำสนิทถูกดึงครอบศีรษะจนแทบไม่เห็นหน้า…แต่คิลีก็ไม่พลาดที่จะสังเกตได้ถึงปอยผมสีทองที่โผล่ออกมา ท่อนแขนแข็งแรงของเจ้าตัวประสานกันอยู่ตรงหน้าตัก…และทำให้คิลีมองต่อและพบว่าเจ้าตัวกำลังกอดสิ่งมีชีวิตขนปุยเอาไว้อยู่ สีเข้มๆ ของมันกลืนไปกับสีแจ็คเก็ตที่ชายหนุ่มสวมอยู่ก็จริง…แต่เมื่อเจ้าหมาน้อยหันหน้ามาตามเสียงเรียก คิลีก็พบว่าตนหาไอเดนเจอแล้ว

           

 

 

 

 

“ไอเดน!!”

           

 

 

 

 

ชายหนุ่มแปลกหน้าผงะเล็กน้อยเพราะเสียงตะโกนของเขาและการที่จู่ๆ เจ้าตัวเล็กที่กอดไว้อยู่ก็ตะกายออกจากอ้อมแขน…ก่อนที่ร่างสูงเพรียวจะลุกขึ้นยืนเมื่อมองเห็นว่าหมาน้อยวิ่งเข้าไปหาใคร แอบอมยิ้มกับภาพชายหนุ่มผมสีเข้มที่ตัวเปียกปอนไปหมดหากกลับหัวเราะร่าเริงราวกับหาสมบัติล้ำค่าเจอตอนกอดเจ้าลาบราดอร์ไว้แน่น…รอยยิ้มนั้นดูสดใสจนแทบทำให้คนมองอย่างเขาลืมสายฝนที่กำลังโปรยปรายอยู่ไปเลย

              

 

 

 

 

คิลีบ่นๆ ใส่ไอเดนที่ทำให้ตนเป็นห่วงพร้อมพูดขอโทษที่ซ้อมดนตรีเพลินจนลืม…ก่อนจะนึกได้ว่าตนทำตัวเสียมารยาทมาก ร่างโปร่งรีบก้าวพรวดพราดมาหาชายหนุ่มแปลกหน้า เอ่ยพร้อมยิ้มแหะๆ

              

 

 

 

 

“โทษที…” คิลีหน้าเจื่อน รู้สึกอายชะมัดที่ตนเอาแต่สนใจหมาน้อยจนลืมพูดขอบคุณ “อ่า…ขอบคุณนะที่ช่วยดูไอเดนให้ ฉันนึกว่ามันจะวิ่งออกไปข้างนอกซะแล้ว”

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมทองส่ายหน้าพร้อมส่งเสียงฮึมฮัมสั้นๆ เป็นเชิงบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ วงหน้าที่ถูกล้อมกรอบไว้ด้วยหมวกฮู้ดส่งยิ้มนิดๆ อย่างมีอัธยาศัยมาให้ “ไม่เป็นไรหรอก”

              

 

 

 

 

และนี่ก็เป็นอะไรที่ผิดเวลาอย่างที่สุด…แต่คิลีก็พบว่าตัวเองกำลังคิดว่าดวงตาสีฟ้าของอีกฝ่ายช่างน่ามองชะมัด

              

 

 

 

 

ความคิดงี่เง่าน่าอายนี้หยุดลงได้เมื่ออีกฝ่ายกล่าวออกมา

              

 

 

 

 

“ถ้างั้น…ฉันไปก่อนนะ”

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมทองพูดลาด้วยเสียงสบายๆ แล้วหมุนตัวจะเดินจากไป…หากการกระทำของคิลีก็ไวกว่าความคิด มือข้างที่ไม่ได้อุ้มไอเดนเอาไว้พุ่งไปคว้าแขนแข็งแรงนั้นไว้…วันนี้เขาทำตัวไร้ความรับผิดชอบมามากพอแล้ว จึงไม่ต้องการจะเพิ่มการปล่อยให้คนที่อุตส่าห์ช่วยดูแลไม่ให้ไอเดนวิ่งหลงไปไหนต้องเดินฝ่าฝนกลับบ้านแบบนี้เข้ามาในรายการด้วย

              

 

 

 

 

แน่นอนว่าแรงกระชากปุบปับนี้ทำให้อีกฝ่ายหยุด…หันกลับมามองราวกับจะถาม หากไม่ได้มีความรำคาญใจในสีหน้าแต่อย่างใด

              

 

 

 

 

“อ่า…” คิลีพยายามเรียบเรียงคำพูด แต่เพราะพบว่าตนทำตัวเสียมารยาทอีกแล้ว…สิ่งที่เอ่ยออกมาจึงไม่ได้เรื่องยิ่งกว่าเดิมเพราะไม่มีสติมาคิด “ฝนยังตกอยู่เลยนะ…จะไปไหนน่ะ?”

              

 

 

 

 

เขาคงยังพอมีโชคอยู่บ้าง เพราะชายหนุ่มผมทองดูไม่ถือสากับกริยาและคำถามที่ราวกับว่าทั้งสองสนิทกันมาสักชาตินึงได้แล้วของคิลี…ในทางกลับกัน เจ้าตัวยิ้มขำออกมาแล้วพูดเสียงกลั้วหัวเราะตอบเสียด้วย “ก็กลับบ้านฉันไง…จะให้ตากฝนอยู่ตรงนี้เหรอ?”

              

 

 

 

 

“เฮ้ย ได้ไง??” เจ้าของหมาน้อยยังคงไม่ยอมปล่อยมือ “เดี๋ยวฉันเอาร่มมาให้…หรือถ้านายอยากรอจนฝนหยุดก็ได้นะ ฉันอยู่ที่อพาร์ตเมนท์นี้นี่แหละ นายว่าไงล่ะ?”

              

 

 

 

 

อีกฝ่ายขยับจะท้วง…ดวงตาสีฟ้าทอดมองไปทางถนนใหญ่ราวกับเตรียมจะพูดอะไร แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ทำเพียงยอมเลยตามเลยแบบไม่โต้เถียงอะไรเพราะเจ้าของหมาน้อยไม่มีท่าทีจะฟังตน…เขาปล่อยให้ตัวเองโดนรั้งแขน ขยับไปตามแต่ทิศที่ใจคนนำจะอยากเดิน แอบอมยิ้มนิดๆ กับสีหน้าตั้งอกตั้งใจของอีกฝ่ายที่ตัดกันชะมัดกันเจ้าลาบราดอร์ในอ้อมแขนเจ้าตัว ไอเดนดูกำลังสนุกได้ที่เลยที่ได้เล่นน้ำฝนแถมมีคนรายล้อม…มันเห่าบ็อกๆ อย่างร่าเริงเป็นครั้งคราวพลางพยายามเลียหน้าเจ้าของสลับกับยืดคอมามองเขา หางกระดิกพั่บๆ ไปมา

              

 

 

 

 

คิลีเพิ่งรู้สึกตัวว่ารั้งชายหนุ่มแปลกหน้าจนแทบเรียกได้ว่าควงแขนมาด้วยตลอดทางก็จนเมื่อตอนถึงหน้าห้องแล้ว…เขารีบกลั้นความรู้สึกเขินโง่ๆ ที่ทำให้หน้าร้อนทะลุไอฝนเย็นชื้นตอนนี้แล้วก้มหน้าก้มตาไขกุญแจ ไอเดนพยายามจะงับนิ้วเป็นการชวนให้เล่นด้วย…ชายหนุ่มครางฮื่อเหมือนดุเด็กซน ได้รับคำตอบมาเป็นละอองน้ำจากการที่เจ้าหมาตัวยุ่งสะบัดขนใส่

              

 

 

 

 

“เดี๋ยวเถอะ…”

              

 

 

 

 

คิลีทำตาพองใส่ไอเดนที่กระดิกหางดุ๊กดิ๊กแบบท้าทายสุดๆ อยู่…สะบัดผมที่เปียกฝนของตัวเองใส่บ้าง หัวเราะก้ากกับเสียงเห่าประท้วงของหมาน้อยพลางเปิดประตูห้อง ไม่ทันได้สังเกตว่าดวงตาสีฟ้าที่ตนคิดว่าสวยนักหนานั้นมองตามภาพเหตุการณ์สั้นๆ นี้…และตอนนี้มันก็กำลังเป็นประกายแพรวพราวเพราะเจ้าของกำลังอมยิ้มขำอย่างเอ็นดูอยู่

           

 

 

 

 

ถ้าจะให้บรรยาย…ก็คงหาคำอื่นนอกจากว่าน่ารักดีชะมัดไม่ได้จริงๆ…

              

 

 

 

 

“เข้ามาเลยๆ”

              

 

 

 

 

เจ้าของห้องร้องชวนแล้วเดินนำเข้าไปก่อน…เหวี่ยงแวนส์ของตนไปตรงมุมข้างประตูดังตุ้บตามความเคยชิน ก่อนจะแอบชะงัก…เพิ่งคิดได้ตอนสายไปแล้วว่าตนพาแขกตามเข้ามา ไม่ใช่ก๊วนเพื่อนซี้อย่างเคย แต่ท่าทางอีกฝ่ายก็จะยังคงไม่ได้ถือสาอะไรเหมือนเดิม…ร่างเพรียวก้าวตามเข้ามาแล้วปิดประตู ไม่ได้ถอดรองเท้าและยืนรออยู่ตรงนั้น…ทำให้คิลีเพิ่งคิดได้ว่าอีกฝ่ายมาอยู่ตรงนี้เพราะอะไร

              

 

 

 

 

“ไม่ต้องเกรงใจ…เข้ามาเลยๆ” เขาร้องชวน ปล่อยให้หมาน้อยในอ้อมแขนลงไปยืนบนพื้น ก่อนที่จะหันกลับไปหาชายหนุ่มผมทอง “เดี๋ยวฉันหาร่มให้…ขอเวลาสามวิโอเค๊?”

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมทองยิ้มพร้อมพยักหน้าให้ เจ้าของบ้านแอบอายนิดนึงเมื่อได้ยินเสียงรองเท้าถูกถอดวางอย่างเรียบร้อย…คิลีเดินเข้าไปที่ห้องนอนของตัวเอง กวาดและพลิกกองข้าวของที่สุมๆ กันสลับกับเปิดลิ้นชักทุกอัน…หากในเวลาสามวินาทีที่กลายเป็นห้านาทีแทน เขาก็ได้พบว่าตนไม่มีร่มติดบ้านเลย…ซึ่งมาลองคิดๆ ดูแล้ว คิลีก็พบว่าไม่น่าแปลกใจ…เขาน่าจะรู้ได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าตนมักตากฝนบ่อยกว่าได้เดินกางร่มอยู่เสมอ ชายหนุ่มจึงได้แต่ถอนหายใจอย่างเซ็งกับตัวเองแล้วค้นในลิ้นชักเพื่อหาผ้าขนหนูแทน…ถึงจะไม่มีร่มให้อีกฝ่ายได้อาศัยกลับบ้าน แต่อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีอะไรมาชดเชยไม่ให้อีกฝ่ายต้องทนนั่งตัวเปียกๆ อยู่แบบนี้

              

 

 

 

 

หลังจากหาผ้าขนหนูให้ชายหนุ่มแปลกหน้า ไอเดน และตัวเอง ได้แล้ว…คิลีก็เดินออกมาที่ตรงโซฟาอีกครั้ง ผ้าขนหนูสองผืนแรกอยู่ในมือและผืนสุดท้ายโปะอยู่บนเรือนผม เขาขยับจะร้องเรียกเพื่อนร่วมหลังคาบ้านตอนนี้ แต่ก็ชะงักไปกับภาพที่เห็นจนไม่ได้กล่าวคำใด

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมทองกำลังเล่นอยู่กับเจ้าหมาน้อยไอเดน…เสื้อแจ็คเก็ตหนังถูกถอดออกแล้ววางอยู่ข้างตัว ทำให้ตอนนี้คิลีสามารถมองเห็นหน้าตาของอีกฝ่ายได้ชัดๆ แล้ว…วงหน้าหล่อคมนั้นถูกล้อมกรอบด้วยผมสีทองระต้นคอที่ถูกปาดมาไว้ที่ไหล่ด้านหนึ่งแล้วมัดเป็นปอยเดี่ยว เสื้อกล้ามสีเทาพอดีตัวที่ชายหนุ่มสวมอยู่ทำให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงและสัดส่วนของร่างกายท่อนบนได้ชัดเจน…แล้วถ้านั่นยังทำให้หัวใจคนมองอย่างคิลีเต้นแปลกๆ ได้ไม่พอ ก็ยังมีภาพละอองฝนบนเส้นผมและผิวเกรียมแดดสีแทนนิดๆ มาเสริมให้ระบบความคิดกระจัดกระจายไปตามสายลมด้วย

              

 

 

 

 

แล้วที่แย่กว่ามาดหล่อเท่ปนร้ายๆ ชอบกลนั่น…ก็คงเป็นรอยยิ้มและสายตาอ่อนโยนที่ชายหนุ่มผมทองมีให้กับเจ้าหมาน้อย มันดูสดใสและเป็นธรรมชาติจนคิลีพบว่าการเบือนสายตาไปจากภาพนี้เป็นอะไรที่ยากมาก…ความเห็นที่เขาไม่ได้รู้เลยว่าอีกฝ่ายเองก็มีให้ตนตอนก่อนหน้านี้ นั่นจึงทำให้รู้สึกผิดชอบกลถ้าจะต้องเข้าไปทำลายบรรยากาศนี้ด้วยการเสนอผ้าขนหนูให้

              

 

 

 

 

แต่ก็โชคดีที่อีกฝ่ายช้อนตาขึ้นแล้วเห็นเขาที่ยืนรีๆ รอๆ อยู่พร้อมผ้าขนหนูในมือ…ทำให้คิลีกล้าเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แล้วยื่นผ้าสีขาวให้ อธิบายเสียงจ๋อย “ฉันหาร่มไม่เจออ่ะ…โทษทีนะ ถ้านายอยากจะรอที่นี่จนฝนหยุดก็ได้…ว่าไงล่ะ?”

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมทองโบกมือเป็นเชิงให้เขาไม่คิดมากก่อนจะรับผ้าไปซับละอองฝน คิลีโปะผ้าอีกผืนคาไว้บนเรือนผมเปียกๆ ของตนแล้วดีดนิ้วเรียกเจ้าลาบราดอร์ที่นั่งขดสบายใจอยู่บนตักอีกฝ่ายให้เข้ามาหา…ผ้าขนหนูผืนที่สามถูกวางแปะลงบนขนปุยสีเข้มก่อนที่คนเป็นเจ้าของจะลงมือเช็ดหยาดฝนให้แห้งไป หมาน้อยพยายามจะวิ่งกลับไปหาชายหนุ่มที่ตนเพิ่งได้รู้จัก…ทำให้คิลีหัวเราะออกมาอย่างอ่อนใจ พูดปราม

              

 

 

 

 

“อยู่เฉยๆ สิเฟ้ยไอเดน…อยากไม่สบายเรอะไอ้ตัวเล็ก?”

              

 

 

 

 

กริยาร่าเริงจนเข้าขั้นไฮเปอร์ของเจ้าลาบราดอร์ทำให้อีกฝ่ายเองก็หัวเราะ “หมานายชื่อเท่ดีนะ…ไม่ซ้ำใครดี”

              

 

 

 

 

“ขอบใจ” ชายหนุ่มผมสีเข้มพูด เช็ดผ้าขนหนูแรงๆ อย่างหมั่นเขี้ยว…ก่อนจะเพิ่งนึกได้ “เออ…ลืมไปเลย ฉันคิลีนะ”

              

 

 

 

 

รอยยิ้มบางๆ ที่ทำให้อีกฝ่ายดูเท่ชะมัดจุดขึ้นอีกครั้งที่มุมปากตอนที่เจ้าตัวพูดเสียงนุ่ม “ฉันฟิลี…แล้วก็ขอบใจนะที่ให้เข้ามานั่งในนี้น่ะ”

              

 

 

 

 

พวกเขาแลกเปลี่ยนบทสนทนาสัพเพเหระต่ออีก…มันเป็นเรื่องปกติของคิลีที่จะสนิทกับคนอื่นได้ง่าย แต่ในกรณีของฟิลีแล้ว…มันกลับเป็นอะไรที่เป็นธรรมชาติยิ่งกว่านั้นเสียอีก ในไม่กี่ประโยค…ชายหนุ่มผมสีเข้มก็รู้สึกว่าตัวเองสามารถเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายฟังได้หมดถ้าเพียงแค่เจ้าตัวอยากจะรู้ ความรู้สึกสบายใจที่หาที่มาไม่ได้…หากเขาก็ชอบมันอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกที่ไม่ได้ต่างกับตัวฟิลี…ชายหนุ่มผมทองไม่ใช่คนไม่มีอัธยาศัยแต่ก็ไม่ใช่คนที่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวของตนให้คนแปลกหน้าฟัง และทั้งๆ ที่คิลีนับว่าเป็น ‘คนแปลกหน้า’ ชัดๆ…แต่ฟิลีกลับพบว่าเขาไม่รู้สึกระคายใจใดๆ เลยในการจะบอกเล่าสิ่งใดก็ตามที่อีกฝ่ายอยากจะถามมา ด้วยรู้ว่าบางคำตอบของเขาอาจทำให้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นเป็นประกายอย่างรื่นเริงยินดี…ภาพที่ฟิลีปฏิเสธไม่ได้ว่าตนมองได้ไม่เบื่อเลย

              

 

 

 

 

“จริงดิ?? นายทำงานอยู่ที่อู่รถของมิสเตอร์ดวาลินเหรอ??” คิลีตาโตเมื่อได้รู้…ชายหนุ่มสนิทกับชายร่างสูงใหญ่เหมือนหมีตัวโตไม่น้อยเพราะอีกฝ่ายกับพรรคพวกมักแวะเวียนมาจิบเบียร์ที่บาร์ที่ตนไปเล่นดนตรี แต่เขากลับไม่คุ้นหน้าฟิลีในกลุ่มเหล่าสหายของคุณเจ้าของอู่เลย “อะไรเนี่ย…ทำไมฉันไม่เคยเห็นนายเลยล่ะ…”

              

 

 

 

 

“ไม่แปลกหรอก ฉันแวะไปที่นั่นอยู่ไม่กี่ครั้งเอง…ชอบดื่มคนเดียวที่บ้านมากกว่า” หนุ่มผมทองยักไหล่ ก่อนจะเอียงคอมองนิดๆ “แต่ฉันคุ้นๆ หน้านายนะ…นายใช่คนที่เล่นกลองรึเปล่าน่ะ?”

              

 

 

 

 

“ใช่เลย…ฉันนี่แหละ มือกลองที่วงมิวส์จะต้องซึ้งน้ำตาไหลตอนที่รู้ว่าจะได้ตัวไปทำงานด้วย” คิลีแกล้งยืดไหล่ขึ้นอย่างโอ่ๆ ก่อนจะหัวเราะ…เอามือลูบเส้นขนชื้นๆ ของหมาน้อยบนตักเพื่อดูว่ายังมีตรงไหนต้องเช็ดอีกไหม เลยคุยเรื่องของมันขึ้นมาต่อตามประสาเจ้าของ “ไอเดนนี่ฉันก็ได้มาจากเพื่อนร่วมวงล่ะ…”

              

 

 

 

 

ฟีลีมองชายหนุ่มตรงหน้าที่ยังมีผ้าขนหนูโปะค้างอยู่บนศีรษะและกำลังอวดเจ้าหมาน้อยให้ตนดูอย่างบ้าเห่อสุดๆ แล้วก็อดขำไม่ได้…หยาดฝนที่สะท้อนแสงอาจเป็นประกาย แต่ก็สู้แววตาพริบพราวของอีกฝ่ายไม่ได้เลย แล้วในอีกวินาทีต่อมา…มือของเขาก็เผลอเอื้อมออกไปเองแล้ว

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมทองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในเสี้ยววินาทีสั้นๆ นั้นตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่…แต่ก็ได้สติไวพอกันในอีกเสี้ยววินาทีถัดมา เขาจึงแค่แปะมือลงบนผ้าขนหนูที่คลุมเรือนผมสีเข้มนั้นอยู่…ออกแรงเช็ดเบาๆ พร้อมเอ่ยเสียงค่อย ไม่รู้ตัวว่ามันอ่อนโยนนุ่มนวลจนเกินไปนักในความรู้สึกคนฟัง “ไม่ใช่แค่ไอเดนหรอกนะที่เป็นหวัดได้น่ะ…”

              

 

 

 

 

แล้วเสียงในห้องก็เหลือเพียงฟ้าฝนและสายลมจากด้านนอก…และความเงียบนี้ก็คงทำให้ใจเต้นผิดจังหวะแบบไม่ดีเลยไปเรื่อยๆ แล้วถ้าหมาน้อยไม่ได้ครางหงิงๆ ให้คนเป็นเจ้าของปล่อยตนให้เป็นอิสระเสียทีขึ้นมา คิลีสะดุ้งนิดๆ แล้วยกมือขึ้น…ไอเดนป่ายลงจากตักมาซบๆ ซุกๆ ตรงเข่าของเขา งับชายกางเกงเล่นราวกับหมั่นเขี้ยว

              

 

 

 

 

“เฮ้ๆ…นี่ตัวที่ห้าแล้วนะ สงสารตู้เสื้อผ้าฉันมั่งไหมเจ้าหมาติงต๊อง?”

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมสีเข้มดุอย่างไม่จริงจัง…และถึงจะทำเหมือนว่าทุกอย่างปกติดี เขาก็เผลอเอนตัวเข้าหาสัมผัสของมืออีกฝ่ายที่เช็ดผมให้ตนอยู่ไม่ได้…ได้มีโอกาสในการช้อนตามองฟิลี นัยน์ตาสีฟ้านั่นยังสวยบาดใจเหมือนเดิมแม้จะอยู่ในแสงไฟสีนวลแบบนี้แทนเงาครึ้มของร่มไม้ในทีแรก

              

 

 

 

 

“แต่นี่ไอเดนก็น่ารักดีนะ…ถึงจะซนมากก็เหอะ” ชายหนุ่มผมทองทำลายความเงียบแปลกๆ นั่นลงด้วยการชวนคุย “ซนพอๆ กับดีนเลย…”

              

 

 

 

 

คิลีรู้ว่าการพูดแทรกเป็นเรื่องเสียมารยาท แต่ก็พลั้งปากออกไปแล้ว “ดีน?”

              

 

 

 

 

และเหมือนเดิม…ฟิลีดูไม่ถือสา กล่าวต่ออย่างใจดี “หมาของฉันเอง…คงอายุเท่ากันแหละ ซนบ้าบอได้ทั้งวัน…ขาโซฟาขาเก้าอี้นี่โดนกัดยับเลย”

              

 

 

 

 

คนฟังหัวเราะร่วนกับเพื่อนร่วมชะตากรรม…ยังคงไม่รู้ตัวว่าเสียงหัวเราะของตนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอีกครั้งว่าเหมือนสายฝนด้านนอกถูกแทนที่ด้วยแดดสดใสแทนเสียแล้ว ก่อนจะพูดอย่างให้กำลังใจ “เอาเหอะน่า ยังไงฉันก็ว่าเลี้ยงหมาน่ะสนุกดีออกนะ…เล่นด้วยแล้วสะใจดี”

              

 

 

 

 

“ก็จริง…ตอนฉันเจอไอเดนนี่มันก็จะเล่นด้วยท่าเดียวเลย เพิ่งเจอกันแท้ๆ” ฟิลียิ้ม…รอยยิ้มที่ทำให้คิลีรู้สึกตลกๆ และหน้าร้อนอีกแล้ว “ดีนนี่ก็เล่นกับเขาไปทั่วเลยเหมือนกัน…พอกันเลยสองตัวนี้”

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมสีเข้มส่ายหน้าแม้จะยิ้มกว้าง “บ้าบอทั้งคู่ น่าจะจับสองตัวมาเล่นด้วยกันนะเนี่ยอันที่จริง…”

           

 

 

 

 

บ้าเอ๊ย…พูดอะไรออกไปวะเนี่ย…

              

 

 

 

 

คิลีอยากเตะตัวเองนัก…คำพูดประโยคนี้มีแต่จะสร้างความลำบากใจหรือบรรยากาศกระอักกระอ่วนเท่านั้น เพราะอย่างไรเสียฟิลีก็มาอยู่ตรงนี้แค่เพื่อหลบฝน…นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายจะจากไปเมื่อฟ้าโปร่ง และก็มีความเป็นไปได้สูงด้วยว่าทุกอย่างจะจบลงแค่ตรงนั้น…เพราะการได้รู้จักกันนี้เป็นอะไรที่ฉาบฉวย…เป็นสิ่งที่คงจะโดนลืมไปเองเมื่ออากาศสดใสและพวกเขาได้กลับไปสู่จังหวะชีวิตเดิมก่อนหน้าสายฝนจะโปรยปราย

                

 

 

 

 

แล้วก็รู้อยู่ว่าจังหวะชีวิตมันไม่ตรงกันแถมก็เพิ่งรู้จักกันด้วย…จะไปถามอะไรส่วนตัวอย่างเบอร์โทรศัพท์หรือที่อยู่ได้ยังไงกันล่ะ…?

           

 

 

 

 

ด้านฟิลีเองก็เงียบไปเพราะความคิดที่ก่อตัว…เขาไม่เคยมีปัญหาในการพูดจาทำนองนี้ถ้าตัวเองต้องการจะพูด แต่กลับพบว่าตนกำลังลังเลที่จะเอ่ยปากแม้กระทั่งแค่ถามว่าทั้งสองจะมาเจอกันอีกได้ไหม ชายหนุ่มผมทองรู้ว่าเขากับคิลีเพิ่งได้พบกัน…เป็นคนแปลกหน้าที่ได้มารู้จักกันในสถานการณ์ของความบังเอิญเท่านั้น เพราะฉะนั้นต่อให้รู้สึกสนิทใจเพียงใดในตอนนี้…หากเมื่อฝนหยุด ทั้งคู่ก็คงต้องกลับไปเป็นคนแปลกหน้าเหมือนเดิมอยู่ดี และที่สำคัญ…ฟิลีก็ไม่ได้รู้สักหน่อยว่าคิลีจะรู้สึกสนิทใจแบบที่เขารู้สึกอยู่ตอนนี้ไหม…หรือว่าอยากจะพบเจอหรือติดต่อกันอีกหรือเปล่า

              

 

 

 

 

และในวินาทีนั้นเองที่คนทั้งสองต่างก็คิดตรงกันโดยไม่รู้ตัว…ความหวังบ้าๆ ชั่ววูบ…ว่าไม่อยากให้ฝนหยุดตกเลย

              

 

 

 

 

ช่วงเวลาของความเงียบนั้นสั้นแม้จะเต็มไปด้วยความคิดมากมายในหัวทั้งสองฝ่าย…แล้วคิลีก็ชวนคุยเรื่องอื่นต่อทันทีโดยฟิลีเองก็ยอมรับช่วงบทสนทนาต่อ ประโยคง่ายๆ ที่อยากถามถูกผลักให้ลืมไปเสีย…แล้วพอถึงจุดที่ไม่มีเรื่องคุยอีกแล้ว คนเป็นเจ้าของบ้านก็เปิดโทรทัศน์…เลี่ยงโอกาสในการที่ตัวเองอาจจะเผลอถามคำถามไร้สติออกไป

           

 

 

 

 

รีบๆ ลืมไปเถอะ…ลืมๆ ไปซะว่าอยากจะถามฟิลีนักว่าหลังฝนหยุดแล้ว…เรายังจะพอมีหวังได้เจอกันอีกไหม…

              

 

 

 

 

ทั้งสองตกลงใจได้ที่หนังไซไฟทางฟรีเคเบิ้ล…ทางเลือกเดียวที่ไม่ใช่หนังโรแมนติกหวานซึ้งราวกับจะเอาใจคู่รักอื่นที่ติดฝนอยู่ในบ้านตอนนี้ของช่องอื่น และถึงแม้โซฟาจะว่าง…แต่ก็ไม่มีใครอยากขยับตัว รูปการจึงจบลงที่สองคนและหนึ่งตัวนั่งแปะกับพื้นแล้วพิงฐานโซฟาแทน…คิลีพยายามจะรั้งไอเดนขึ้นมาไว้บนตัก แต่ท่าทางเจ้าลาบราดอร์จะถูกใจหนุ่มผมทองจนลืมเขาไปแล้ว…เพราะสุดท้ายมันก็เดินด็อกแด็กข้ามตักเขาและตักอีกฝ่ายไปนั่งอีกด้าน เอาหัวอิงกับต้นขาของคนที่ท่าทางมันจะนับไปแล้วเรียบร้อยว่าเป็นเจ้านายคนที่สอง

              

 

 

 

 

คิลีพึมพำถึงการทรยศนี้ด้วยสีหน้าเจ็บปวดราวโดนหักหลัง…ทำให้คนกลางอย่างฟิลี(กลางทั้งในแง่การอุปมาอุปไมยและตามตัวอักษร…เพราะตอนนี้เขาก็นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างหมาน้อยและเจ้าของด้วย)อดหัวเราะออกมาไม่ได้กับหน้าตามู่ทู่นั่น ขยับมือขึ้นมาตบไหล่อีกฝ่ายแปะๆ ราวให้กำลังใจ…ก่อนจะชะงักเล็กน้อย พบว่ากริยานี้ทำให้ตนกำลังโอบไหล่คิลีไว้อยู่

              

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมสีเข้มเองก็รู้สึกได้ถึงท่อนแขนแข็งแรงที่พาดตามแนวบ่าของตน…แต่ก็ตัดสินใจไม่แสดงอาการอะไร ไม่รู้หรอกว่าฟิลีคิดอะไรอยู่ไหม…แต่สำหรับตัวเขาเองแล้ว คิลีไม่ได้รู้สึกไม่พอใจสักนิด…เลยทำเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติแล้วดูจอโทรทัศน์ต่อไป การกระทำที่ชายหนุ่มผมทองเองก็หันกลับไปทำตามบ้าง

              

 

 

 

 

แต่อย่างไรก็ตามจุดที่ไม่เหมือนเดิมก็ยังคงมี…เพราะถึง่แม้ว่าตอนนี้ทั้งสองจะกลับไปสนใจภาพยนตร์ต่อแล้ว…ท่อนแขนแข็งแรงของฟิลีก็ยังโอบไหล่ของคิลีเอาไว้อยู่ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

***********************************

 

เฮลโหลวววววว

 

 

วะฮะฮะ ดูตามวันที่ของเอนทรีแล้วมันคือวันที่สองเพราะเราดองไว้ ถือว่าเป็นการลงฟิคฉลองวันเกิดทิพย์เองละกันนะคะ ได้โปรดอย่าอยากกระทืบทิพย์ที่ประกาศว่าจะลงตั้งแต่วันที่สองแล้วหายหัวไปนอนค้างเพื่อติ่งคุณธอร์นตันที่บ้านเพื่อนแทนนะคะ ฟฟฟฟฟ

 

 

ไม่จบไม่สิ้นตั้งแต่เป็นแบ็กกินชีลด์มายันจนได้มีริชาร์ดมาร์ติน เพราะงั้นแน่นอนว่าต้องมีดูรินเซสตามมา ฟฟฟฟฟฟ ขอขอบคุณพันธุ์หมาจากพี่เกด @kadeart นะก๊ะ ฟิคนี้ได้ไอเดียหลักมาจากการอ่านโดหมาแคระตอนวันฝนตกค่ะ หลังจากนั้นเหมือนโดนสาป…พูดถึงฟิคนี้วันไหน วันนั้นฝนต้องตก นี่มันอัลไลลลลล =x=

 

 

สองบทเช่นเคย ต่อไปตอนจบแล้วล่ะค่ะ สารภาพว่าเขียนไปเกร็งไปชะมัด…ไม่เคยเขียนฟิคดูรินเซสจริงๆจังๆมีแต่นั่งมโนหื่นๆนอกเวลา เลยรู้สึกยังจับคาแรคเตอร์ไม่ค่อยได้ ถ้าตรงไหนไม่โอเคทิพย์ขอโทษค่าาาาา ยังอยู่ในช่วงฝึกหัดค่ะ อดทนหน่อยนะคะ TvT

 

 

ง่วงมากค่ะตอนนี้ ขอนอนก่อนแหล่ว ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่าาาา

 

 

 

 

มาโกะจังของราลีห์โอปป้า aka ทิพย์เองจ้ะ U//v//U

 

 

 

ปูลู เราไม่ชิปมาเล็คหรอกนะ ไม่ๆๆๆ เชอะเชอะเชอะ….

 

 

 

Advertisements

5 responses to “[The Hobbit Fic][FiliKili] Come Along With the Rain (1)

  1. เรื่องนี่มันน่ารักเกินไปปปปป>/////<
    แอบกลั้นใจตามบรรยากาศ55555

    Like

  2. แงงงงงงงงงง เขินตัวระเบิด ละมุนละมุนละมุนน TwT)b
    อ่านแล้วหน้าไอเดนตอนยิ้มนี่ลอยมาเลยค่ะ แต่ไม่รู้ควรจะแทนเข้าไปบนหน้าคิลีหรือน้องหมาไอเดนดี 55555
    ว่าแต่สองคนนี้ก็เนียนไปมั้ย นี่เพิ่งเจอกันไม่ใช่เหรอออ ///^///)

    Like

  3. ฟิคน่ารักมากคะ อ่านอยู่ฝนก็ตกจริงๆด้วย // >///< ตอนฟิลีโอบไหลรู้สึก เขินเเทนคิลีจริงๆคะ ฟิลีนี่เนียนได้อีกน่ะคะ ไม่รู้ทำไมอ่านไป เหมือนจะเห็นหน้า คิลีสลับกับ เอเดนไปมา 555

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s