[The Hobbit Fic][FiliKaren] With Love and “XOXO” Pizza (1)

 
 
With Love and “XOXO” Pizza
The Hobbit fanfiction by Tippuri~ii *
 
 

 

    

 
 

Pairing: Fili x Karen (Kili)

Type: AU fanfiction; with female!Kili

 
 

 

 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น genderbend..ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 

REMEARK

 

– เหมือนเดิมค่ะ genderbend คือการที่ตัวละครสลับเพศเดิม…จากสาวโบ้ใน With Love and Free Doughnuts นี่ก็เพิ่มมาเป็นสาวคิลี หรือนุ้งคาเรนค่ะ 

 

– AU เช่นเคย และเป็นจักรวาลเดียวกับ With Love and Free Doughnuts…เหตุการณ์เหลื่อมๆกันบ้างด้วย แยกอ่านจะงงแน่ๆค่ะ TvT 


 

– แล้วก็อย่าลืมไปอ่าน Love Accidentally ของเม่ย @blackwave ด้วยนะคะ อยู่ในเซ็ตนี้เช่นกันค่ะ

 

 


 

 

 

TALK

 


 

โอเค….ง่วงมาก ขอทอล์คไวๆนะก๊ะ

 


 

ทำไมก็ไม่รู้ค่ะ จู่ๆไฟเรื่องนี้ก็ลุกพรึ่บขึ้นมา ฟฟฟฟ ตอนแรกกะเขียนแค่อินโทร ก็เลยจิ้มๆในไอแพดไว้ตอนเช้า…สุดท้าย เนี่ยค่ะ เพิ่งเขียนจบเมื่อกี้ T///T ทั้งบทเลย บ้าจริงพี่ชายฉันมีซีเครทแปริมนะฟฟฟฟฟ

 


 

รอหนังฮอบบิทภาคสองสุดใจขาดดิ้นมากค่ะ นั่งดูเทรลเลอร์ซ้ำๆแงงงงง ก่อนหนังมาเรามากินพิซซ่ากันไปก่อนนะคะ

 


 

ถ้ามี

  1. ภาษาแปลกๆ
  2. คำผิด
  3. ไทม์ไลน์ไม่ต่อติดกัน

 

ตรงไหน ช่วยมองข้ามนะคะ นี่ทิพย์ง่วงมากค่ะฟฟฟฟ

 

 

เจอกันเอนทรีหน้าค่ะม๊วฟฟฟฟ

 

 


 

 

 

ทิพย์เอง

 
 
 
************************************
 
Chapter 1
 
 
 
 
 
 
 
 
 

พิซซ่ามีทเลิฟเวอร์ เสริมด้วยเปปเปอร์โรนี เพิ่มสับปะรด แล้วโรยหน้าด้วยชีสฉ่ำๆ

 

 

 

 

 

นั่นเป็นรายละเอียดเต็มๆ ของพิซซ่าที่เธอต้องการจะสั่ง…แต่คาเรนรู้ว่าคนปลายสายจำได้แล้วว่าเมนูของตนเป็นอย่างไรเพราะเธอโทรมาสั่งเป็นประจำ และคนรับสายก็ไม่เคยเป็นใครอื่นเลยด้วย

 

 

 

 

 

“โอเค…” เสียงของเขาทำให้เด็กสาวจินตนาการได้ไม่ยาก…นึกภาพอีกฝ่ายเอียงคอเพื่อหนีบหูโทรศัพท์ไว้แล้วใช้สองมือในการจดออเดอร์ออกอย่างชัดเจนราวกับกำลังได้เห็นอยู่จริง จินตนาการที่ทำให้คาเรนแอบยิ้มขำโดยไม่รู้ตัว “แค่นี้เหรอวันนี้?”

 

 

 

 

 

มันเป็นการใช้คำพูดแบบสบายๆ และสนิทสนมเกินกว่าที่พนักงานรับโทรศัพท์จะควรเอ่ยกับลูกค้า…แต่แน่นอนว่าคนปลายสายรู้ดีว่าเธอไม่ได้ถือสาอะไรหรอก เพราะความคุ้นเคยในฐานะคนสั่งขาประจำ…และก็เพราะอุบัติเหตุตลกๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ได้คุยกันเป็นครั้งแรก

 

 

 

 

 

“แค่นี้แหละน่า…ฉันไม่ใช่คนกินเยอะนะ” เหตุผลนี้ของเธอโดนคนปลายสายหัวเราะเยาะแบบไม่จริงจังใส่ก้ากใหญ่…คาเรนบ่นหมุบหมับในลำคอ ก่อนจะเรียก “แล้วก็…ฟิลี…”

 

 

 

 

 

เด็กสาวกล่าวลาด้วยประโยคประจำ และก็อดกลั้นหายใจไม่ได้อย่างเคยตอนที่เสียงปลายสายเอ่ยตอบกลับมาด้วยประโยคที่คล้ายคลึงกัน…กระแสเสียงนุ่มนวลเสียจนเธอคิดภาพไปเอง

 

 

 

 

 

อีกฝ่ายคงกำลังยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปาก…ดวงตาสีฟ้านั้นคงทอประกายอ่อนโยน…

 

 

 

 

 

“แค่…แค่นี้นะ!” คาเรนรีบกดตัดสาย หน้าแดงกับทั้งจินตนาการของตัวเองและประโยคที่เพิ่งได้ฟัง…มันคือใจความสำคัญของเจ้าอุบัติเหตุเล็กๆ ที่เกิดขึ้นตอนที่ทั้งสองได้คุยกันเป็นครั้งแรก

 

 

 

 

 

…และก็เป็นอุบัติเหตุเล็กๆ ที่ทั้งสองยังคงไม่ยอมให้มันหยุดเกิดขึ้นสักทีเสียด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

 

ใช่ว่าคาเรนจะไม่เสียดายที่ปฏิเสธการเดินทางไปเที่ยวที่มัลดีฟส์กับพ่อแม่…แต่ช่วงเวลาของทริปนี้ดันมาชนกับช่วงการเก็บตัวยันแข่งขันฟุตบอลของโรงเรียนในระดับเขตพอดี นั่นจึงทำให้แม้แต่ฟ้าสวยแดดใสของทะเลเขตร้อนก็เปลี่ยนใจสาวน้อยไม่เพราะเธอฝึกซ้อมมาตลอดเพื่อเวลานี้ของปี และที่สำคัญคือคาเรนรู้ดีว่าพ่อแม่คงทำตัวหวานแหววใส่กันตลอดทริปแน่เพราะนี่มันคือฮันนิมูนรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้วของทั้งสอง…ซึ่งเธอยินดีจะอยู่ในเมืองฟ้าครึ้มอย่างลอนดอนยังดีเสียกว่าต้องไปทนบรรยากาศหงุงหงิงที่แสนน่ากระอักกระอ่วนใจสำหรับบุคคลที่สามอย่างตนแบบนั้น

 

 

 

 

 

เมื่อลูกสาวไม่ได้ไปด้วย…คุณพ่อคุณแม่ของบ้านเลยตัดสินใจยืดเวลาของทริปจากไม่กี่สัปดาห์เป็นหนึ่งเดือนเต็มๆ แทน และหลังจากสัญญาอย่างมั่นเหมาะว่าช่วงปิดเทอมจะพาเธอไปเกาะโบราโบรา…คาเรนก็บอกลาพ่อแม่ของตนพร้อมอวยพรให้เที่ยวให้สนุก

 

 

 

 

 

เพื่อนๆ ต่างพากันบ่นว่าเด็กสาวไม่น่าเลือกการแข่งขันเหนือทริปนี้เลย…แต่คาเรนกลับไม่คิดแบบนั้น ก็จริงอยู่ว่ามัลดีฟส์เป็นสถานที่ที่น่าเที่ยว…แต่มันไม่ได้สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบในใบประกาศนียบัตรไฮสคูลได้เสียหน่อย ซึ่งในทางกลับกัน…การแข่งครั้งนี้อาจเปิดทางให้เธอได้เลื่อนตำแหน่งเป็นกัปตันทีมฟุตบอลของเอเรดลูอินเกิร์ลไฮหรือใช้เป็นหลักฐานในการขอทุนได้ แถมการได้ครองบ้านคนเดียวตลอดเดือนก็เป็นอะไรที่เธอสุดแสนจะพอใจด้วย…เด็กสาวเลยไม่เสียใจสักนิดที่เลือกค้างเติ่งอยู่ที่ชานเมืองลอนดอนแห่งนี้ ไม่ได้เหงาอะไรเท่าไหร่เลยด้วยเพราะพ่อแม่ก็โทรมาหาอยู่เสมอ

 

 

 

 

 

…อย่างเช่นวันนี้เป็นต้น

 

 

 

 

 

“อ๋อ…แม่ยังไม่นอนเพราะรอดูดอกไม้ไฟเหรอ?”

 

 

 

 

 

คาเรนนั่งอยู่กับพื้นแล้วเอาหลังพิงเตียงไว้…เด็กสาวกำลังพยายามอ่านหนังสือวิชาชีววิทยาให้เข้าหัวอยู่ตอนที่โทรศัพท์บ้านในห้องนอนดังขึ้น ในยุคที่การสื่อสารเกิดขึ้นผ่านทางมือถือแค่นั้นแบบนี้…ไม่ต้องเดาเลยว่าใครจะเป็นคนโทรมา และก็จริงเสียด้วย…คนที่โทรมาตอนหกโมงกว่าๆ แบบนี้คือผู้เป็นมารดาที่อยู่ห่างไปเกือบอีกซีกโลก คาเรนจำได้แล้วว่าเวลาของมัลดีฟส์ห่างจากลอนดอนราวสี่ชั่วโมง…นั่นหมายความว่าแม่ของเธอยังไม่นอนแม้จะเกือบสี่ทุ่มของทางนั้นแล้ว

 

 

 

 

 

เด็กสาวนั่งฟังยิ้มๆ พร้อมเอานิ้วพันสายขดม้วนของโทรศัพท์เล่น…โทรศัพท์สีเหลืองสดเครื่องนี้หน้าตาเหมือนโทรศัพท์ในยุคหกศูนย์ คาเรนขอร้องนักหนาให้พ่อแม่ซื้อให้ตั้งแต่ตอนเธออยู่ชั้นประถม…และมันก็อยู่ในห้องเธอมาตลอดตั้งแต่ตอนนั้น แถมทำงานได้ไม่บกพร่องเลยด้วย

 

 

 

 

 

“หนูสบายดี…ก็ซ้อมเรื่อยๆ…” เด็กสาวเล่าเมื่อแม่ถามว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างไร พยายามหาเรื่องสนุกๆ มาบอก “จริงสิ…วันนี้หนูไปชิมโดนัทร้านนึงมาล่ะ เพื่อนเขาพาไป…ชื่อร้านเอเรบอร์โดนัทไงแม่ แม่เคยผ่านบ้างไหม…อยู่ตรงทางไปไชร์มิวสิคยูน่ะ…”

 

 

 

 

 

บทสนทนาดำเนินต่อไปอีกนิดก่อนที่ทั้งคู่จะวางสาย…คาเรนแอบถอนหายใจเล็กๆ เมื่อคิดถึงกิจกรรมต่างๆ ที่แม่เล่าให้ฟัง เทียบกับรายละเอียดทริปมัลดีฟส์ของบุพการีแล้ว…เด็กสาวก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าชีวิตประจำวันของตนช่างไร้สีสันนักแม้จะปลอบใจตัวเองแค่ไหนว่าทริปหน้าก็ยังมี อาการท้อใจที่แทรกตัวขึ้นมาได้เพราะเธอกำลังห่อเหี่ยวกับวิชาหลักในห้องเรียน…ผิดกับเด็กผู้หญิงทั่วๆ ไป คาเรนถนัดวิชาสายคิดคำนวณอย่างคณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์มากกว่าวิชาชีววิทยา และยิ่งเมื่อต้องเจียดเวลาไปซ้อมฟุตบอลแบบนี้…เธอเลยยิ่งล้าหลังในวิชานี้กว่าคนอื่นในห้องไปเยอะ

 

 

 

 

 

เด็กสาวพยายามตั้งใจอ่านหนังสือต่อ แต่สุดท้ายเมื่อหมดกำลังใจ…คาเรนก็แหงนศีรษะลงไปจนจมปุบนฟูกที่นอน หนังสือและสมุดโน้ตกระจายเต็มตักและเลื่อนไปแปะบนพื้นรอบๆ ตัว สาวน้อยยอมเอียงคอขึ้นมามองความเละเทะเล็กน้อยนั้น…ถอนหายใจแล้วจัดการโกยกองกระดาษทั้งหมดให้เลื่อนไปสุมตรงมุมหัวเตียง ดีใจที่แม่ไม่ได้อยู่บ้านตอนนี้…เพราะการกระทำแบบนี้จะต้องทำให้เธอถูกดุแน่ถ้าอีกฝ่ายมาเจอเข้า

 

 

 

 

 

แต่มันก็รกเกะกะจริงๆ นั่นแหละนะ…

 

 

 

 

 

คาเรนถอนหายใจ…ยอมพลิกตัวมาเก็บกองหนังสือและกระดาษทั้งหมดนั่นดีๆ ในที่สุดเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเลิกอ่านหนังสือเรียน ก่อนจะสะดุดใจกับแผ่นพับใบปลิวยับย่นที่เสียบอยู่ระหว่างปกสมุด…จำได้ว่าเธอหยิบมันมาจากหน้าเคาเตอร์ร้านเอเรบอร์โดนัท แผ่นกระดาษสีเรียบนั้นไม่ใช่โฆษณาของร้านโดนัทแม้จะเป็นชื่อร้านเดียวกัน…แต่เขียนเบอร์โทรศัพท์และแจกแจงเมนูอาหารอิตาเลียนชื่อคุ้นหูมากมายแทน

 

 

 

 

 

เอาเหอะน่า…โดนัทยังอร่อยเลย คงเชื่อได้แหละว่าร้านนี้ก็ต้องอร่อยเหมือนกัน…

 

 

 

 

 

ดวงตาโตสีคาราเมลเข้มอ่านเวลาทำการคร่าวๆ บนใบปลิว และด้วยไม่เหลือความหวังว่าตนจะมีสมาธิมาจำบรรดาตระกูลสัตว์หรือพันธุ์พืชทั้งหลายแหล่ที่หลักสูตรเกรดสิบเอ็ดบังคับได้แล้ว…สาวน้อยจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ดูดีที่สุดในนาทีนี้

 

 

 

 

 

คาเรนคว้าโทรศัพท์สีเหลืองมาวางบนตักตน…ยกหูขึ้นแล้วกดปุ่มตามเบอร์ของร้านเอเรบอร์พิซซ่าทันที

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

 

เสียงโทรศัพท์แผดลั่นในตัวร้าน…แต่ไม่ต้องรอให้คุณเจ้าของที่ย่ำตึงๆ อยู่ในครัวต้องออกมาเอง หูโทรศัพท์ถูกยกจากตัวเครื่องที่ติดอยู่กับกำแพงขึ้นด้วยฝีมือของหนุ่มน้อยผมทอง…พนักงานฝ่ายรับออเดอร์และส่งพิซซ่าที่ตอนนี้มีอยู่แค่คนเดียวในร้านเพราะเจ้าของตำแหน่งตัวจริงยังไม่ปิดเทอม ก่อนที่เจ้าตัวจะกรอกเสียงทักทายลงไปด้วยประโยคเจ้าประจำ

 

 

 

 

 

“เอเรบอร์พิซซ่าสวัสดีครับ” อีกมือที่ยังว่างหยิบเอาสมุดโน้ตจดรายการขึ้นมาได้แล้ว และตอนนี้กำลังควานเอาปากกาอยู่ “รับอะไรบ้างดีครับ?

 

 

 

 

 

ปกติแล้วลูกค้ามักจะเริ่มต้นสั่งทันทีจนเขาแทบจดไม่ทัน แต่น่าแปลกนัก…ครั้งนี้มีแต่เสียงแปลกๆ ให้ได้ยิน ราวกับคนปลายสายไม่ได้ตั้งตัว

 

 

 

 

 

“เอ่อ…คือ…เอ่อ แป็บนะ…”

 

 

 

 

 

ซึ่งก็ถูกตามที่เดาจริงๆ…เพราะตัดสินจากลุงหนวดหน้าดุที่ร้านโดนัท คาเรนเลยเหมาเอาเองแล้วว่าเจ้าของร้านพิซซ่าก็คงมีหน้าตาและน้ำเสียงประมาณนั้น การได้ฟังคำทักทายเป็นพี่พนักงานผู้ชายเสียงทุ้มนุ่มแถมมีสำเนียงอเมริกันจางๆ แบบนี้จึงพลิกความคาดหมายจนคาเรนเผลอคิดด้วยซ้ำว่าตนโทรมาผิดเบอร์…แต่ก็ไม่มีทางเป็นอย่างนั้นแน่เพราะคนปลายสายพูดชัดเจนว่านี่คือร้านเอเรบอร์พิซซ่า

 

 

 

 

 

“ฮัลโหล? ยังถือสายอยู่มั้ยครับ?”

 

 

 

 

 

คาเรนขอยอมรับตรงๆ ว่านี่มันไร้เหตุผลมาก…แต่เสียงนุ่มๆของพี่พนักงานนี่ทำให้เธอลืมเมนูที่จะสั่งไปถึงห้าวินาที หัวใจเลยเต้นแบบแตกตื่นเมื่อถูกเร่ง

 

 

 

 

 

“ยังอยู่ๆ…รอแป็บนึงนะ…คะ” หางเสียงโดนเติมเมื่อนึกได้ ความคิดถูกกระชากให้เข้ารูปเข้ารอยแบบปุบปับ…เลยส่งผลให้สาวน้อยพูดเสียงดังเกินจำเป็น “นี่เลย!…เอาพิซซ่ามีทเลิฟเวอร์ เพิ่มชีสนะ…แล้วก็เฟรนช์ฟรายด์จัมโบ้ ไก่นิวออร์ลีน ขนมปังกระเทียมด้วย”

 

 

 

 

 

ว่ากันว่าเด็กผู้หญิงที่อยู่โรงเรียนหญิงล้วนมาตลอดชีวิตจะมีสองประเภท…พวกที่สุภาพนุ่มนิ่มหรือพวกแก่นแก้ว แต่สำหรับเด็กสาวแล้ว…คำว่า ‘แก่นแก้ว’ นี่ดูจะไม่เพียงพอในการบรรยาย เพราะนอกจากที่ชอบทำตัวห้าวๆ ฮาๆ แบบไม่สมวิสัยสาวน้อยแล้ว…คาเรนยังมีนิสัยการพูดจากับเพศตรงข้ามที่ไม่ได้อาวุโสกว่าตัวเองนักด้วยคำพูดแบบเดียวกับที่พูดกับเพื่อนผู้หญิงของตน นั่นจึงทำให้ถึงแม้จะรวมสติได้แล้ว…วิธีพูดของเธอก็ไม่ได้มีหางเสียงเพิ่มเข้ามาเลย แถมหนำซ้ำยังมีระดับความสนิทสนมราวกับรู้จักกับคนปลายสายด้วย

 

 

 

 

 

“แล้ว…ก็…” คาเรนเอียงคอเพื่อหนีบหูโทรศัพท์เอาไว้…สะบัดใบปลิวพึ่บพั่บเพื่อหาเงื่อนไขเมนูที่ตนอาจจะรู้ มืออีกข้างม้วนสายโทรศัพท์สีสดใสเล่นตามนิสัย “พิซซ่าเนี่ย…ต่อให้เป็นมีทเลิฟเวอร์ แต่ฉันเพิ่มสับปะรดได้ไหม?”

 

 

 

 

 

แว่วเสียงลมหายใจติดขัดทางปลายสายราวกับคนทางนั้นเกือบเผลอหลุดหัวเราะแต่กลั้นไว้ทัน…ส่งผลให้เด็กสาวหน้าร้อนวาบอย่างเคืองปนอายชอบกล พูดปกป้องตัวเองเสียงฟึดฟัด “อะไร? มีแค่ฮาวายเอี้ยนรึไงที่มีสิทธิ์มีสับปะรดน่ะ?”

 

 

 

 

 

“เปล่า…เปล่าครับ…” คำเดิมถูกพูดซ้ำเพื่อเติมหางเสียงอย่างสุภาพ…แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะไม่หลุดหัวเราะเบาๆ ลอดตามมา “เพิ่มท็อปปิ้งได้ทุกอย่างเลยครับ…แค่สับปะรดหรือว่าจะมีอย่างอื่นด้วยอีกมั้ยครับ?”

 

 

 

 

 

เมื่อได้ฟังดังนั้น…สาวน้อยเลยจัดเต็มต่อด้วยการให้เพิ่มเปปเปอร์โรนีกับชีสอีก และก็คว้าเอากระเป๋าเรียนของตนมาใกล้ตัวเพื่อล้วงหากระเป๋าสตางค์ในนั้นตอนที่พี่พนักงานไล่ทวนรายการมากมายมหาศาลที่เธอสั่งไป ส่งเสียงในลำคอตอบรับตามไปเรื่อยๆ แม้ใจจะจดจ่ออยู่กับแค่การหากระเป๋าสตางค์จนกระทั่งคนปลายสายพูดจบแล้ว

 

 

 

 

 

“รายการทั้งหมดครบใช่มั้ยครับ?”

 

 

 

 

 

“อะ อ๋อ…อื้อ…ครบแล้วๆ” คาเรนเริ่มคิดแล้วว่าตนควรคว่ำกระเป๋าเรียนอันแสนรกนี้เพราะหาของที่ต้องการไม่เจอเสียที

 

 

 

 

 

“งั้น…” แว่วเสียงฉีกกระดาษดังแคว่กจากทางนั้น “เดี๋ยวอาหารจะไปส่งในอีกประมาณชั่วโมงนะครับ…รบกวนขอที่อยู่ด้วยครับ”

 

 

 

 

 

เด็กสาวบอกข้อมูลที่อีกฝ่ายต้องการให้ แอบทำหน้าสะใจกับตัวเองเมื่อเจอกระเป๋าสตางค์จนได้ พูดตอบรับเมื่อพี่พนักงานสรุปออเดอร์เป็นครั้งสุดท้าย

 

 

 

 

 

“ใช่เลย…ถูกหมดเลย ขอบคุณมาก…ค่ะ…”

 

 

 

 

 

ถึงจะมีสติในการเพิ่มหางเสียงตามเข้ามา แต่นิสัยการพูดที่ไม่แยกแยะว่าอีกฝ่ายอยู่ในตำแหน่งใดของชีวิตตนก็ยังคงทำให้คาเรนเผลอพูดคำลาติดปากที่มักกล่าวกับเพื่อนก่อนจะวางสายเสมอออกไป

 

 

 

 

 

“โอเคๆ…รักนะ”

 

 

 

 

 

ความเงียบมหาศาลทิ้งตัว…ทั้งเพราะคนฟังเองก็ดูจะไม่เชื่อหูตัวเองว่าเพิ่งได้ยินอะไร และคนพูดเพิ่งรู้ตัวว่าเพิ่งกระทำสิ่งที่ใกล้เคียงกับการบอกรักคนแปลกหน้าผ่านทางโทรศัพท์ไป

 

 

 

 

 

ความเงียบนั้นตามมาด้วยเสียงอึกอักของสาวน้อยที่พยายามคิดหาคำแก้ตัวแม้ตอนนี้จะกล่าวอะไรไม่ออกไปแล้ว…และถ้าแก้มของคาเรนกำลังอุ่นวาบเพราะคำพูดของตัวเองอยู่ล่ะก็ คำพูดของอีกฝ่ายที่ตอบกลับมาสั้นๆ ก่อนที่โทรศัพท์จะถูกวางก็คงจะทำให้แก้มของเด็กสาวเปลี่ยนระดับไปเป็นร้อนฉ่าแทนแล้ว

 

 

 

 

 

มือเรียววางหูโทรศัพท์สีเหลืองสดคืนตัวเครื่องอย่างเชื่องช้า…การรับรู้ทั้งหมดดูจะเบลอไปหมดแล้วในนาทีนี้ คิดทบทวนสองประโยคสั้นๆ ที่ทั้งคู่เพิ่งแลกเปลี่ยนให้กันไปแล้วก็ได้แต่สติแตกในใจ

 

 

 

 

 

โอย…นี่พวกเราเพิ่งพูดอะไรกันไปน่ะ…???

 

 

 

 

 

 


*****

 

 

 

“สับปะรด?? ในมีทเลิฟเวอร์???”

 

 

 

 

 

เจ้าของร้านเอเรบอร์พิซซ่าที่ตัวโตเหมือนหมียักษ์ทวนคำถามแบบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง…ยังคงไม่ยอมหลีกทางให้หนุ่มน้อยผมทองได้เดินเข้าไปในโซนโต๊ะนวดแป้งเพราะเชื่อไม่ลงว่าเมนูที่เพิ่งได้ยินจากปากอีกฝ่ายจะเป็นเรื่องจริง

 

 

 

 

 

“ใช่สิครับ…เขาสั่งมาแบบนี้จริงๆ” อีกฝ่ายโบกกระดาษใบจ้อยในมือประกอบ ก่อนจะยิ้มบางๆ ราวกับเอ็นดูอะไรสักอย่างในความคิดตอนเอ่ยเสริมต่อ “อะไรกันล่ะครับลุงดวาลิน…มีแค่ฮาวายเอี้ยนเหรอครับที่มีสิทธิ์มีสับปะรดน่ะ?”

 

 

 

 

 

ดวงตาคมปราบนั้นยังคงจ้องเขม็ง…กอดอกยืนจังก้าโดยไม่ขยับ พูดเสียงกดต่ำอย่างคาดโทษ “นี่ถ้าแกเล่นแผลงๆ อยู่…ฉันจะยัดให้แกกินเองจนหมดเลยนะไอ้ฟิลี”

 

 

 

 

 

“อะไรเนี่ย…” หนุ่มน้อยผมทองทำเสียงจึ้กจั้ก “ผมจะล้อเล่นทำไม…นี่ลุงนึกว่าผมจะไม่อยากรีบๆ กลับบ้านเหรอ?”

 

 

 

 

 

ดวาลินมองนาฬิกา…ก็จริงดังคำว่า เพราะถ้ามีออเดอร์ตอนนี้…ฟิลีก็ต้องรอจนกว่าพิซซ่าจะอบเสร็จแล้วเอาไปส่งแทนการได้กลับบ้านไวกว่าเดิม ชายหนุ่มหุ่นหมีเลยกระดิกนิ้วมือข้างที่ไม่ได้มีแผลมีดบาดอยู่เป็นเชิงให้เจ้าหลานชายส่งกระดาษจดเมนูมาให้ตน ร้องเรียกเจ้าหนุ่มในครัวอีกคนไปด้วย “บาร์ด!…มีอีกออเดอร์…”

 

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรครับลุง” ฟิลีโบกมือ เดินผ่านร่างสูงใหญ่นั้นเข้าไปในโซนเตรียมอาหาร “ของบ้านนี้เดี๋ยวผมทำเอง…เฮ้บาร์ด! ที่นายทำอยู่นั่นน่ะนายดูแลให้หมดนะ”

 

 

 

 

 

ประโยคนั้นหมายความว่าให้บาร์ดเป็นคนรับผิดชอบไปส่งอาหารที่เจ้าตัวกำลังตระเตรียมอยู่ด้วย…ซึ่งอีกฝ่ายก็ตะโกนตอบตกลงมาให้ได้ยิน ดวาลินส่งเสียงฮึ่มฮั่มแบบอารมณ์ไม่ดีเพราะไม่สามารถเข้ามาทำงานได้ตามคำสั่งแพทย์(และนักเรียนแพทย์ที่เดินลอยชายไปนวดแป้งแล้ว)ก่อนจะย่ำตึงๆ ไปนั่งตรงหน้าเคาเตอร์…ฟิลีส่ายหน้า แอบเห็นใจลุงที่เป็นห่วงร้านแต่สังขารไม่อำนวย หวังในใจว่าจะแผลนั่นจะหายไวๆ เสียทีเพราะมีแนวโน้มสูงว่าดวาลินจะเลิกสนใจคำแนะนำของหมอแล้วฝืนใช้มือตามปกติ

 

 

 

 

 

ช่วงเวลาในการเตรียมอาหารทำให้ฟิลีได้มีสมาธิจดจ่อกับตัวเอง…ผิดกับน้องชายที่อยากจะยัดตัวเองเข้าในตำแหน่งอะไรก็ได้ในร้านโดนัทเพื่อตามรอยลุงธอรินที่เคารพรัก หนุ่มน้อยผมทองชอบการทำพิซซ่ามากกว่าเพราะมันสนุกมือและต้องการความละเอียดลออน้อยกว่าขนมหวาน ฟิลีต้องมีชีวิตกับความละเอียดยิบย่อยมากพอแล้วตามประสานักเรียนแพทย์…เขาเลยอยากให้งานพิเศษนี่เป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาเสียบ้างแทนที่จะต้องคร่ำเคร่งเหมือนตอนอยู่ในห้องเรียน

 

 

 

 

 

ว่าที่คุณหมออดหัวเราะกับตัวเองไม่ได้ตอนที่โรยสับปะรดลงบนหน้าพิซซ่า…คิดไปถึงคนสั่งที่ตอนนี้คงนั่งรออาหารอยู่ที่บ้าน ถึงตั้งแต่กลับมาจากอเมริกาเขาจะเป็นคนรับโทรศัพท์ออเดอร์ตลอด…แต่ฟิลีจำได้ว่าตนไม่เคยรับสายจากเด็กสาวปริศนาคนนี้เลยแน่ๆ และที่อยู่อันไม่คุ้นเคยก็ช่วยยืนยันให้

 

 

 

 

 

ถึงสาวน้อยปลายสายตะโกนใส่หูและไม่ได้พูดจามีหางเสียง…แต่ฟิลีไม่ได้หงุดหงิดเลยสักนิด เขาออกจะขำเสียมากกว่า…ก็เพราะเสียงใสๆ นั้นกำลังเขินได้ที่เลยนี่นะตอนที่เริ่มพูดรายการ อาการเปิ่นๆ นั้นดูซื่อใสจนทำให้รู้สึกเอ็นดูแบบประหลาด…เขาจึงเผลอพูดเหมือนกับว่าเธอเป็นเด็กรุ่นน้องมากกว่าลูกค้า ซึ่งเด็กสาวก็ดูจะไม่ได้เคืองอะไร…แถมยังเดินบทสนทนาต่อด้วยระดับความสนิทสนมเท่าเทียมกันด้วย หากสิ่งที่ฟิลีไม่ได้คาดคิดเลยคือคำสุดท้ายของเธอต่างหาก

 

 

 

 

 

“…รักนะ” 

 

 

 

 

 

เห็นได้ชัดว่าท่าทางมันจะเป็นการเผลอพูดตามความเคยชิน…เพราะสาวน้อยอึกอักและพูดไม่เป็นคำเลยหลังจากนั้น ฟิลีไม่ได้รู้หรอกว่าเธอหน้าตาเป็นอย่างไร…แต่เขาพนันด้วยอะไรก็ได้ว่าอีกฝ่ายต้องกำลังอายจนหน้าแดง ความคิดที่ทำให้หนุ่มผมทองรู้สึกเอ็นดูปนอยากแกล้งเด็กน้อยจอมแก่นคนนี้ยิ่งกว่าเดิมชอบกล…เขาเลยพูดทิ้งท้ายสั้นๆ ก่อนจะวางสาย ไม่สมนิสัยและกฎเหล็กของตัวเองเลยว่าจะไม่สนใจเด็กไฮสคูลง้องแง้งที่ไหน…แต่ฟิลีก็มีเหตุผลมาอ้างให้เหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว

 

 

 

 

 

ช่างเถอะ…มันก็แค่ล้อเล่นครั้งเดียวแหละ…ไม่เกิดขึ้นอีกแน่ๆ หรอกน่า… 

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

 

ยาทาเล็บบนนิ้วมือทั้งสิบของคาเรนแห้งพอดีตอนที่ออดหน้าบ้านดังขึ้น

 

 

 

 

 

หลังจากวางสาย…เธอก็ค่อยๆ ฟื้นสติตัวเองกลับมาทีละนิดได้ด้วยการย้ำในใจว่าการทำตัวน่าอายกับพนักงานรับออเดอร์ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเลย เพราะไม่จำเป็นเสียหน่อยที่คนรับรายการกับคนส่งจะต้องเป็นคนคนเดียวกัน และเด็กสาวก็ทำให้ตัวเองสบายใจขึ้นต่อด้วยการลากชุดยาทาเล็บออกมาแทนเปิดหนังสือเรียนอ่านต่อ…การทาเล็บเป็นงานอดิเรกแบบสาวน้อยวัยใสอย่างเดียวที่คาเรนสนใจ นั่นจึงทำให้เธอชอบทดลองศิลปะบนเล็บตัวเองเสมอ

 

 

 

 

 

ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าจะเล่นแค่นิดเดียว…แต่หลังการทาๆ ลบๆ อยู่หลายรอบ สาวน้อยก็พบว่าเข็มนาฬิกาเลื่อนไปเป็นชั่วโมงแล้ว…และยืนยันว่าหนึ่งชั่วโมงผ่านไปจริงๆ ด้วยเสียงออดที่เพิ่งดังขึ้นมา คาเรนตะครุบกระเป๋าสตางค์มาถือ…เพิ่งรู้สึกตัวว่าหิวมาก

 

 

 

 

 

…และก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าใส่แค่เสื้อยืดกับบ็อกเซอร์อยู่ตอนที่เดินลงมาถึงประตูหน้าแล้ว

 

 

 

 

 

แต่เพราะขี้เกียจ…สาวน้อยเลยตัดสินใจเปิดประตูหน้าบ้านแล้วย้ำผ่านทางเดินโรยกรวดที่ตัดตรงไปถึงประตูรั้ว…เห็นเงาของคนที่ยืนรอพร้อมถุงพลาสติกใบเขื่องในมืออยู่ตรงนั้น แสงไฟจากโคมรอบรั้วสะท้อนกับมอเตอร์ไซค์สีดำคันใหญ่…คาเรนไม่ยักรู้มาก่อนว่ามีร้านพิซซ่าที่ไหนใช้รถเท่ๆ แบบนี้ในการส่งของ แต่ก็ว่าไม่ได้…นี่เป็นร้านอิสระ ไม่ใช่แบรนด์ดังคับฟ้าที่ต้องมีกฎเกณฑ์ชัดเจนเสียหน่อย

 

 

 

 

 

เมื่อยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เด็กสาวก็ยิ่งเห็นหน้าพี่พนักงานที่ยืนรออยู่ชัดขึ้น…เห็นได้ชัดว่านอกจากจะไม่มีกฎเรื่องรถส่งของแล้ว ร้านเอเรบอร์พิซซ่านี่ก็คงไม่มีกฎเรื่องเครื่องแต่งกายด้วย เพราะชายหนุ่มตรงหน้าเธอแต่งตัวตามธรรมดา…เสื้อยืดกางเกงยีนและมีแจ็คเก็ตหนังทับอีกชั้น เส้นผมยาวพอควรนั้นถูกรวบไว้ให้ระต้นคอ…สีทองโดนอาบย้อมให้เป็นสีอำพันใต้แสงโคม ส่งให้เจ้าตัวดูหล่อเหลาน่าค้นหาเข้าไปอีกเมื่อประกอบกับวงหน้าคมสันและดวงตาสีฟ้าแพรวพรายนั้น

 

 

 

 

 

ตามปกติ คาเรนคงมีอาการแอบใจเต้นบ้างกับพี่ชายสุดหล่อตรงหน้า…แต่ตอนนี้ ในใจเธอมีแค่ความคิดเดียว

 

 

 

 

 

ช่วยไม่ใช่คนรับออเดอร์ทีเถอะช่วยไม่ใช่คนรับออเดอร์ทีเถอะช่วยไม่ใช่คนรับออเดอร์ทีเถอะช่วยไม่ใช่คนรับออเดอร์ทีเถอะ… 

 

 

 

 

 

“หวัดดี…” เสียงของเขาขัดกระแสคำอธิษฐานในใจของเธอลง “คาเรนรึเปล่าครับ?”

 

 

 

 

 

ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายถือถุงพลาสติกบรรจุกล่องกระดาษกลิ่นหอมฉุยไว้ในมือ…ฉากนี้คงแลดูเหมือนกับว่าชายหนุ่มตรงหน้ามารอรับเธอไปเที่ยวที่ไหนด้วยกันสองต่อสองสักที่ แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ความเขินซัดโครมใส่คาเรนเหมือนสึนามิยักษ์…หากเพราะเสียงของเขาต่างหาก ความทุ้มนุ่มและสำเนียงอเมริกันจางๆ นั้นตรงเป๊ะกับเสียงในสายของคนที่รับออเดอร์จากเธอไป…และนั่นก็ทำให้เด็กสาวได้แต่ยืนทำหน้าพะงาบๆ แบบคนที่สมองช็อตไปแล้ว เรียกรอยยิ้มเอ็นดูปนขำขันให้จุดตรงมุมปากชายหนุ่ม

 

 

 

 

 

ชัดเลย… 

 

 

 

 

 

คาเรนอยากเอาหัวโหม่งอะไรก็ได้ชะมัด…เพราะอย่างน้อยนั่นอาจจะทำให้เธอสมองเสื่อมแล้วลืมๆ ไปได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างการคุยโทรศัพท์สั่งพิซซ่า แต่ก็พยายามทำตัวมีสติด้วยการพยักหน้าแล้วนับเงินส่งให้ตามใบเสร็จที่อีกฝ่ายยื่นมา…อารมณ์เริ่มกลับมาแจ่มใสเมื่อรับถุงพลาสติกใบใหญ่นั่นมาแล้วได้กลิ่นสารพัดอาหารที่ตนสั่ง

 

 

 

 

 

“เอ้านี่” พี่พนักงานจิ้มๆ ไหล่เธอแล้ววางเงินทอนลงบนปากถุง “เงินทอนนะ…ระวังหล่นล่ะ”

 

 

 

 

 

“โอ้…ขอบคุณๆ” คาเรนก้มมองถุงในมือ ขยับไปมาเล็กน้อยเพื่อให้เหรียญทั้งหมดไหลมากองรวมกันตรงกลาง…ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไรกับการที่อีกฝ่ายพูดจาสนิทสนมกับตน หนำซ้ำ…มันทำให้เธอเผลอตัวเป็นครั้งที่สองของคืนนี้ด้วย “กลับดีๆ ล่ะ…รักนะ”

 

 

 

 

 

ถ้าไม่ติดว่าของเต็มมือ…คาเรนคงยกมือขึ้นปิดหน้าสักทีอย่างอยากจะบ้าตายไปแล้ว แต่ในเมื่อทำไม่ได้…สาวน้อยเลยได้แต่ยืนหน้าแดงอยู่อย่างนั้น พยายามจะคิดหาคำมาอธิบายแก้ตัว…แต่จังหวะความเงียบนั้นกลับกลายเป็นโอกาสให้อีกฝ่ายได้หัวเราะเบาๆ ออกมา ดวงตาสีฟ้าแพรวพราวอย่างเอ็นดู กระซิบเสียงนุ่มนวลหยอกเย้า…คำพูดเดิมที่พูดตอบเธอก่อนหน้านี้

 

 

 

 

 

“โอเค…รักเหมือนกัน”

 

 

 

 

 

ยิ้มให้อีกที…ก่อนที่มอเตอร์ไซค์สีดำคันเท่และชายหนุ่มผมทองจะเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งเธอไว้กับบรรดาพิซซ่า เฟรนด์ฟรายด์ ไก่อบ ขนมปังกระเทียม และหัวใจที่เต้นแรงเป็นบ้าเป็นหลังจนน่ากลัวว่าจะเป็นที่ได้ยิน

 

 

 

 

 

โอ๊ย…การสั่งพิซซ่านี่มันทำให้ใจเต้นผิดจังหวะได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย…??? 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

  

 
Advertisements

2 responses to “[The Hobbit Fic][FiliKaren] With Love and “XOXO” Pizza (1)

  1. Pingback: [The Hobbit Fic][FiliKaren] With Love and “XOXO” Pizza (2) | tippuri's blog·

  2. ว้อททท? บอกทีว่าร้านพิซซ่านี่มันเบอร์โทรอะไร จะโทรไปสั่งชีสเลิฟเวิอร์แบบตู๊มๆซักชุดนึง ขอพนักงานส่งแบบนี้ด้วย!!! #เป็นคาเรนจะไม่ทน คคตึ แว๊บมาอ่านเรื่องนี้ก่อนโดนัท ชอบคิลิีเป็นฟิเศษ #นิสัย แต่จะกลับไปอ่านโดนัทแน่นอนค่ะ 5555

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s