[The Hobbit Fic][FiliKaren] With Love and “XOXO” Pizza (2)

 
 
With Love and “XOXO” Pizza
The Hobbit fanfiction by Tippuri~ii *
 
 

 

    

 
 

Pairing: Fili x Karen (Kili)

Type: AU fanfiction; with female!Kili

 
 

 

 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น genderbend..ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 

REMEARK

 

– เหมือนเดิมค่ะ genderbend คือการที่ตัวละครสลับเพศเดิม…จากสาวโบ้ใน With Love and Free Doughnuts นี่ก็เพิ่มมาเป็นสาวคิลี หรือนุ้งคาเรนค่ะ 

 

– AU เช่นเคย และเป็นจักรวาลเดียวกับ With Love and Free Doughnuts…เหตุการณ์เหลื่อมๆกันบ้างด้วย แยกอ่านจะงงแน่ๆค่ะ TvT 


 

 

บทก่อนหน้านี้: 

[The Hobbit Fic][FiliKaren] With Love and “XOXO” Pizza (1)


 

 

 

 

****************************

 

 

Chapter 2

 

               

 

 

 

 

คาเรนไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

               

 

 

 

 

รายการขนาดมโหฬารที่เธอสั่งจากร้านเอเรบอร์พิซซ่าในวันนั้นมากพอให้กินได้อีกยันวันต่อมา…แต่สิ่งที่อยู่ยาวนานมาจนถึงวันนี้คือความรู้สึกเขินๆ ฟูๆ ที่ทำให้รู้สึกอายจนอยากจะบ้าตายปนกับตัวลอยๆ เหมือนดื่มน้ำอัดลม ทีแรกนั้น…เจ้าน้ำอัดลมในใจนี่ยังเป็นแค่อึกเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรนักหนา และสาวน้อยก็ตั้งใจว่ามันจะไม่เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว…แต่สุดท้าย เธอก็พบว่าตัวเองเข้าใจผิดโดยสมบูรณ์ตอนโทรศัพท์เข้าไปที่เบอร์ร้านพิซซ่าที่อร่อยที่สุดในโลกนี่อีกรอบ

               

 

 

 

 

เอเรบอร์พิซซ่าสวัสดีครับ” 

               

 

 

 

 

เรื่องที่คาเรนตระหนักได้ว่าตนเข้าใจผิดไปนั้นแล่นวาบในหัวรัวๆ ทั้งๆ ที่แค่วินาทีเดียวเท่านั้นที่ผ่านไป…เธอพบว่าตัวเองเข้าใจผิดไปว่าจะได้คุยกับพนักงานรับสายคนอื่น เข้าใจผิดไปว่าจะไม่ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มเจือสำเนียงอเมริกันจางๆ นี้อีกครั้ง เข้าใจผิดไปว่าตัวเองจะไม่รู้สึกเขินๆ ฟูๆ เหมือนดื่มน้ำอัดลมแบบนี้อีกแล้ว

 

 

 

 

 

…และเข้าใจผิดไปถนัดเลยด้วยว่าตัวเองจะห้ามคำพูดนี้ตอนจบบทสนทนาได้ทัน

 

 

 

 

 

“เท่านี้แหละ…รักนะ” 

 

 

 

 

 

นี่มันไม่ได้เรื่องนี่มันงี่เง่านี่มันแย่นี่มันน่าอายยยยยยยยย!!!!

 

 

 

 

 

สาวน้อยอยากกัดสายขดๆ ของเจ้าโทรศัพท์บ้านสีเหลืองในมือตัวเองเพื่อระบายความอยากตายตอนนี้นัก และท่าทางเสียงคำรามฮื่อๆ ในลำคอของเธอจะเป็นที่ได้ยิน…เพราะคนปลายสายขำพรืดออกมา ก่อนจะแปลงเสียงหัวเราะเป็นการกระแอมกระไอ…ซึ่งยังไงก็ไม่ได้ช่วยให้คาเรนรู้สึกอายน้อยลงเลยพอๆ กับประโยคตอบรับ

 

 

 

 

 

“โอเคครับ เดี๋ยวจะไปส่งอาหารในอีกสักชั่วโมงนะครับ…รักเหมือนกัน”

 

 

 

 

 

เหตุการณ์ประมาณนี้เกิดขึ้นซ้ำเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่สาวน้อยตั้งใจมั่นเหมาะว่าจะต้องไม่มีครั้งใหม่อีกแล้ว…คาเรนโทษตัวเองที่ทุกครั้งที่โทรไป ก็จะเอาแต่คิดสรรเมนูอาหารอย่างอื่นมาเสริมกับพิซซ่าหน้าประจำของตนจนลืมตัวทุกที และที่ร้ายกว่านั้นก็คือเพราะว่าพอเกิดบ่อยเข้า…เธอก็เริ่มจะเคยชินจนกลายเป็นพูดจนติดปากไปแล้วซะงั้น

 

 

 

 

 

“ทำไมอ่ะ? ทำไมฉันจะสั่งเมนูนี้ไม่ได้??”

 

 

 

 

 

วันนี้เป็นอีกวันที่คาเรนตัดสินใจเลือกให้เอเรบอร์พิซซ่าดูแลมื้อเย็นของเธอ…และตอนนี้สาวน้อยก็กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่คนปลายสายอยู่ ความบ่อยในการโทรเข้ามาและได้คุยอยู่แค่กับพี่พนักงานสุดเท่คนนี้ทำให้ในปัจจุบัน…การพูดคุยด้วยภาษาแบบเพื่อนก็ได้เขยิบเป็นการพูดคุยด้วยภาษาแบบเพื่อนสนิทซี้ปึ้กแล้ว

 

 

 

 

 

“ก็เพราะมันไม่มีในเมนูน่ะสิครับน้องหนู จะให้ทำให้ได้ยังไง?” ซึ่งคนทางปลายสายก็ไม่ได้ดูจะถือสาอะไร…หนำซ้ำ เขายังเริ่มพูดกับเธอเหมือนกับว่าคาเรนเป็นเด็กรุ่นน้องมากกว่าลูกค้าแล้วด้วย กระแสเอ็นดูปนอ่อนใจที่ได้ยินทำให้สาวน้อยเม้มริมฝีปากนิดๆ…ไม่อยากจะยอมรับเลยว่าตัวเองคิดภาพอีกฝ่ายกำลังโคลงศีรษะแล้วยิ้มขำน้อยๆ ออกเลย

 

 

 

 

 

“มันจะไปทำยากยังไงเล่า??” คาเรนทำเสียงจึ้กจั้กอย่างไม่ได้ดั่งใจ “ก็เหมือนเฟรนช์ฟรายด์ไง…แต่เปลี่ยนมันฝรั่งเป็นสับปะรดแทนน่ะ นั่นแหละที่ฉันจะสั่ง…สับปะรดทอดน่ะรู้จักไหม??”

 

 

 

 

 

ตอนนี้คนปลายสายขำออกมาดังๆ แล้ว “รู้จักกับทำขายได้มันคนละเรื่องกันนะครับมิส”

 

 

 

 

 

“ก็เอาสับปะรดท็อปปิ้งฉันไปทอดสิ—”

 

 

 

 

 

“อย่ากินเลยสับปะรดทอดอะไรนั่นน่ะ กินนี่ดีกว่า” พี่ชายปลายสายตัดบทแบบละมุนละม่อมด้วยเสียงโอ๋เอ๋ “ในเมนูน่ะ…สั่งครอสตินี อัล ซัลโมเน่ดีกว่า อร่อยมาก…เชื่อฉันสิ”

 

 

 

 

 

“พูดถึงอะไรของนาย…”

               

 

 

 

 

แต่คิ้วมุ่นๆ ของคาเรนเริ่มคลายออกเมื่ออ่านรายละเอียด…เมนูสับปะรดทอดที่คิดเองโดนภาพเนื้อแซลมอนรมควันกับผักร็อคเก็ตที่โดนห่อด้วยขนมปังอิตาเลียนปิ้งแล้วแต่งรสด้วยซอสซิโตรเนตต์กลบทับแบบไม่เห็นฝุ่น สาวน้อยเลยพยักหน้าหงึกๆ ไปด้วยพร้อมเอ่ยคำ “เอาก็เอา แล้วก็พิซซ่าหน้า—“

              

 

 

 

 

 “—มีทเลิฟเวอร์ เพิ่มเปปเปอร์โรนี เพิ่มสับปะรด เพิ่มชีสเยอะๆ” เสียงทุ้มนุ่มต่อแทรกให้ทันใจ ขำเล็กๆ ให้สาวน้อยได้อายวาบอีกตลบ “ไม่ต้องห่วงครับ…ทางร้านจำได้แล้วครับมิส”

               

 

 

 

 

“อย่ามาล้อฉันนะ” คาเรนทำเสียงชิๆ เชอะๆ “รีบๆ มาส่งเร็วๆ ล่ะ…รักนะ”

               

 

 

 

 

“โอเค…อาหารจะไปถึงตอนศตวรรษหน้านะครับ” คนปลายสายล้อเล่นพร้อมขำหึหึ…ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นน้ำเสียงอ่อนโยนในคำสุดท้าย “…รักเหมือนกัน”

               

 

 

 

 

คาเรนยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ…แต่เธอก็พบว่าตัวเองไม่ได้ไม่โอเคเลยสักนิดที่มันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ

 

               

 

 

 

 

 

 

*****

 

               

 

 

ฟิลีไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ

               

 

 

 

 

รอยยิ้มยังคงระบายอยู่เต็มเรียวปากแม้ว่าจะแขวนหูโทรศัพท์ขึ้นคืนแป้นแล้ว การตีสีหน้าให้กลับเป็นปกตินั้นยากยิ่งนัก…และเขาก็คงทำได้ไม่ดีด้วย เพราะตอนที่หันหน้ากลับมาสู่ทางห้องครัว…บาร์ดที่กำลังนวดแป้งอยู่ก็ทักทันที

               

 

 

 

 

“แฟนโทรมาสั่งพิซซ่าอีกแล้วเหรอ?” หนุ่มผมดำถาม “ให้ฉันทำเลยมั้ย?”

               

 

 

 

 

“ไม่ต้อง ของบ้านนี้ฉันจัดการเอง” คำแปลของประโยคนี้หมายถึงว่าฟิลีจะทำหน้าที่เป็นทั้งคนทำและคนส่งเองทั้งหมด ก่อนที่เจ้าตัวจะกดเสียงเป็นเชิงปราม “แล้วก็ไม่…เด็กนั่นไม่ใช่แฟนฉัน”

               

 

 

 

 

“พูดอะไรก็พูดไปเหอะ” บาร์ดยักไหล่ “นายบอกรักเขาทุกครั้งที่เขาโทรมา…นี่มันยิ่งกว่าจีบแล้วนะถ้านายไม่รู้น่ะ”

               

 

 

 

 

ฟิลีคว้าได้ใบผักอะไรสักอย่างแล้วโยนหวือใส่เจ้าเพื่อนที่แซะเขาหน้าตายทันที…ซึ่งก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนคนทักษะว่องไวอย่างบาร์ดเลยสักนิด หนุ่มผมสีเข้มปัดมือให้เจ้าผักชิ้นนั้นเลี้ยวไปอีกทางได้แบบแม่นยำสุดๆ…มีหัวเราะเยาะหึหึทิ้งท้ายเสียด้วยก่อนจะเดินลอยชายออกไปจากครัวเมื่อได้ยินดวาลินตะโกนเรียก

               

 

 

 

 

ว่าที่คุณหมอเริ่มต้นนวดแป้งเพื่อทำพิซซ่าตามออเดอร์ของตัวเองบ้าง…ความเงียบและการได้ออกแรงสม่ำเสมอทำให้ฟิลีได้มีช่องว่างในการคิดทบทวน

 

 

 

 

 

‘ช่างเถอะ…มันก็แค่ล้อเล่นครั้งเดียวแหละ…ไม่เกิดขึ้นอีกแน่ๆ หรอกน่า…’

 

 

 

 

 

นี่คือข้อสรุปที่เขาคิดไว้ตอนได้โทรศัพท์จากคาเรนเป็นครั้งแรก ซึ่งฟิลีก็คงยืนยันกับตัวเองอยู่ว่ามันยังถูกต้องอยู่…แม้จะรู้แก่ใจว่าอันที่จริงแล้ว ข้อสรุปนี้ตรงกับความเป็นจริงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

 

 

 

 

 

…ทุกอย่างยังเป็นเรื่องล้อเล่น…แต่กลับเกิดขึ้นเรื่อยๆ ในทุกครั้งที่ได้คุยกันไปเสียแล้วต่างหาก 

 

 

 

 

 

ความประทับใจแรกพบที่ฟิลีมีให้สาวน้อยนั้นยิ่งเสริมภาพที่เขาจินตนาการไว้ตอนได้ยินเสียงเธอ…คาเรนเป็นเด็กโก๊ะๆ ปนซื่อๆ แถมทำตัวรั้นๆ ได้ติงต๊องชะมัด คำพูดคำจาก็โผงผางแก่นแก้ว…แต่คิดๆ ไปแล้วก็เข้ากับรอยยิ้มกว้างแสนกว้างและตากลมโตสดใสนั่นดีนัก บุคลิกเปิดเผยร่าเริงติดจะห้าวๆ ของสาวน้อยในตอนนี้ทำให้เธอดูน่ารักแบบลุยๆ…แต่ฟิลีค่อนข้างมั่นใจเลยว่าถ้าแต่งหน้าแต่งตัวสักหน่อย เด็กสาวจะต้องสวยคมชวนมองแบบไม่ต้องสงสัย

 

 

 

 

 

เฮ้ๆ…แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมองเธอเป็นอื่นไปได้หรอกนะเฮ้ย… 

 

 

 

 

 

 

มือที่นวดแป้งอยู่ถึงกับหยุดกึก…ฟิลีไม่อยากจะยอมรับฉายาเพลย์บอยตัวเอ้ที่ชาวบ้านไปจนถึงคนในครอบครัวตั้งให้หรอก เพราะถึงจะจีบสาวๆ มานักต่อนักแค่ไหน…เขาก็ไม่เคยทำตัวแนวคบทีละหลายๆ คนหรืออะไรทำนองนั้นเลย ฉายาที่ได้คงจะมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าฟิลีคบแต่สาวสวยที่หน้าตาฮอตและเป๊ะทุกองศามาตลอดนั่นเอง…มันไม่ได้หมายความว่าเขาเอาแต่เลือกผู้หญิงแค่ที่หน้าตา แต่เพราะว่าผู้หญิงประเภทนี้จะทำตัวมีจริตให้น่าไล่ตามและก็มีความเป็นผู้ใหญ่พอๆ กันต่างหาก

 

 

 

 

 

เพราะงั้นเด็กซื่อๆ โก๊ะๆ แถมอยู่แค่ไฮสคูลน่ะไม่มีทางติดอยู่ในลิสต์ได้หรอกนะ… 

 

 

 

 

 

ว่าที่คุณหมอบอกกับตัวเองด้วยประโยคนี้…และก็ยืนยันสำทับด้วยว่าประโยคคำว่ารักทั้งหลายทั้งแหล่นั่นเป็นแค่เรื่องขำๆ ทั้งในสายตาของเขาและสาวน้อยคนนั้น ไม่ได้มีอะไรจริงจังหรือลึกซึ้งอะไรมากไปกว่านั้นเลย…ที่เขายังคงพูดอยู่เรื่อยๆ  ก็เพราะมันสนุกดีเวลาได้ทำให้ยัยหนูน้อยไฮสคูลนี่เขินฟึดฟัดเท่านั้นแหละ

 

 

 

 

 

นั่นแหละ…แล้วก็เพราะยัยนั่นพูดมาก่อน แล้วตอนนี้มันก็ชินไปแล้ว…ก็เท่านั้นแหละ… 

 

 

 

 

 

หนุ่มผมทองหาเหตุผลมาอ้างให้ตัวเองได้เสร็จสรรพ…ทำเป็นไม่สนใจเสียงเล็กๆ ที่ถามแย้งขึ้นมาในใจว่าถ้าอย่างนั้นความรู้สึกหน่วงๆ ที่ก่อตัวทุกทีเวลาจินตนาการถึงวันที่การโทรมาสั่งออเดอร์จะไม่มีประโยคประจำปิดท้ายนี้มีที่มาจากไหน…หรือคำถามที่ตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้ว่าคำที่พูดไปนั้นเป็นแค่เพราะอยากแกล้งอีกฝ่ายเท่านั้นหรือเปล่า ว่าที่คุณหมอแค่บอกให้ตัวเองเลิกคิดถึงประเด็นนี้ได้แล้วและให้จดจ่อเพียงงานในมือต่อไป 

 

 

 

 

 

เพราะถึงฟิลีจะยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ…แต่เขาก็พบว่าตัวเองไม่ได้ไม่โอเคเลยสักนิดที่มันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

 

 

“เฮ้…จะทำอะไรน่ะ?”

 

 

 

 

 

หนุ่มน้อยผมทองเลิกคิ้วสูงพลางถามเพื่อนร่วมงานทันทีที่เดินเข้ามาแล้วเห็นสภาพครัว…โต๊ะเตรียมวัตถุดิบกลางห้องนั้นตัวใหญ่เอาเรื่อง แต่วันนี้…บรรดาเนื้อกับผักและก้อนแป้งที่บาร์ดกำลังขนจากตู้เย็นและตู้เก็บของมาวางกลับเยอะจนแทบไม่เหลือที่ว่างบนโต๊ะแล้ว ชวนให้น่าสงสัยนักว่าเจ้าของออเดอร์ระดับจะไปเลี้ยงกองทัพนี้คิดอะไรอยู่

 

 

 

 

 

ร่างโปร่งเดินอ้อมมายืนข้างเพื่อน เอานิ้วดุนๆ มะเขือเทศให้กลิ้งกลุกๆ เล็กน้อยตอนถามขำๆ “นายรับออเดอร์อะไรมาเนี่ย? มีฝ่ายครัวของงานแต่งงานแถวนี้ล่มแล้วเขาเลือกมาสั่งพิซซ่าไปเลี้ยงแทนรึไงวะ??”

 

 

 

 

 

“งานแต่งบ้านนายสิ” บาร์ดเอามะเขือม่วงชี้หน้าเขา ก่อนจะเอามันชี้ไปทางแผ่นกระดาษเอสี่ยับๆ ที่วางแปะอยู่บนซองเส้นพาสต้า “แต่ออเดอร์น่ะมีจริง…อยู่นั่นเลย”

 

 

 

 

 

ฟิลียิ่งมุ่นคิ้วอย่างพิศวง…คว้ากระดาษมาดู ลายมือยึกๆ ของบาร์ดจดเมนูเป็นพรืดจนเต็มหน้า…บอกให้รู้ว่าคนสั่งคงพูดรัวๆ แบบไม่ยั้งแน่ เสียงทุ้มนุ่มพูดโดยที่ดวงตายังไม่ละจากตัวอักษรที่อ่านอยู่ “ถามลุงดวาลินก่อนดีมั้ย…ฉันว่าคนสั่งเยอะขนาดนี้มันแปลกๆ ว่ะ”

 

 

 

 

 

“ก็จริงแฮะ…” บาร์ดวางผักในมือลง ตบๆ ไหล่ฟิลีตอนเตรียมเดินออกไปจากครัว “งั้นเดี๋ยวฉันไปถามแป็บนะ…แล้วถ้าเขาโอเค นายอยู่ช่วยฉันทำเลยนะเว้ย”

 

 

 

 

 

“เออๆ…” ว่าที่คุณหมอพยักหน้า ก่อนจะสะดุดตาตรงที่อยู่คนสั่งอาหารตรงท้ายกระดาษ รีบร้องเรียกเพื่อนทันที “เฮ้ยเดี๋ยว! บาร์ด!!”

 

 

 

 

 

หนุ่มผมสีเข้มที่ตอนนี้กำลังก้าวผ่านประตูออกไปหันกลับมา “ว่าไง?”

 

 

 

 

 

“คนที่สั่งเนี่ย…” ฟิลีจิ้มกระดาษดังปุๆ “เขาโทรมาสั่งนี่หมดจริงๆ เหรอ?”

 

 

 

 

 

“ก็ใช่น่ะสิ” บาร์ดพยักหน้า ถอนหายใจเล็กๆ ตอนคิดย้อนไป “สั่งแบบรัวๆ เลยนะ เสียงก็ฟังยาก”

 

 

 

 

 

“ฟังยาก?” ว่าที่คุณหมอทวนคำ “ฟังยากยังไง?”

 

 

 

 

 

“ไม่ใช่ว่าพูดไม่ชัดงั้นหรอก” หนุ่มผมสีเข้มยักไหล่ “แต่เหมือนเขาเพิ่งร้องไห้ไม่ก็กำลังร้องไห้อยู่เลยชอบกลว่ะ…ฉันเลยไม่กล้าขัดว่ารายการมันเยอะโคตรๆ แล้วนะ…”

 

 

 

 

 

บาร์ดยังคงอธิบายอะไรเล็กๆ น้อยๆ ต่ออีก…ไม่ได้สังเกตว่าดวงตาสีฟ้าของคนฟังวูบไหวและไม่ได้จับกับประเด็นบทสนทนาแล้ว ราวกับเจ้าตัวกำลังคิดห่วงกังวลถึงอะไรบางอย่างที่ไกลแสนไกลจากการพูดคุยตรงจุดนี้นัก

 

 

 

 

 

“…ฉันว่าจะโทรกลับไปคอนเฟิร์มอีกทีเหมือนกันนะ แต่ก็กลัวเจอจังหวะไม่ดี เลยไม่รู้จะทำไง—”

 

 

 

 

 

“โอเค…ขอบใจมาก” ฟิลีพูดตัดบทนุ่มๆ พร้อมพยักหน้า พับกระดาษรายการยัดใส่กระเป๋ากางเกงแล้วกวักๆ มือให้เพื่อนเดินกลับมาหาตน “ไม่ต้องถามลุงดวาลินแล้วล่ะ นายมาเก็บของพวกนี้กลับเข้าตู้เหอะ…เดี๋ยวออเดอร์นี้ฉันจัดการเอง”

 

 

 

 

 

“หา???” บาร์ดยอมเดินกลับมา แต่ก็มองเขาอย่างงงๆ “นายจะทำหมดนั่นคนเดียวได้ไง? แล้วฉันว่าถามลุงดวาลินก่อนก็ดีนะ…”

 

 

 

 

 

“เชื่อฉันน่า…เดี๋ยวฉันจัดการออเดอร์นี้เอง” ว่าที่คุณหมอย้ำคำเดิมอย่างหนักแน่นแต่ไม่หยาบกระด้าง…มือหยิบถ้วยบรรจุสารพัดเนื้อและแฮมแยกขึ้นมาจากกองของที่เลื่อนให้เพื่อนเอาไปเก็บ และไม่พลาดที่จะหยิบกล่องใส่สับปะรดสำหรับโรยหน้าพิซซ่าเอาไว้ขึ้นมาด้วย “…ฉันรู้ว่าจริงๆ แล้วเขากะจะสั่งอะไร”

 

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

 

 

พิซซ่ามีทเลิฟเวอร์ เสริมด้วยเปปเปอร์โรนี เพิ่มสับปะรด แล้วโรยหน้าด้วยชีสฉ่ำๆ

 

 

 

 

 

ในอีกราวๆ หนึ่งชั่วโมงถัดมา ฟิลีก็มาถึงหน้าบ้านตามที่อยู่ของเจ้าของรายการออเดอร์มหาศาลนั่น…เพียงแต่สิ่งที่เขาหอบหิ้วมานั้นมีแค่กล่องแบนๆ ที่บรรจุพิซซ่าหน้าโปรดของคนในบ้านเอาไว้ พิซซ่าที่ปกติเป็นหน้าเพิ่มท็อปปิ้งพิเศษตามใจคนสั่ง…และวันนี้ คนทำอย่างเขาก็เพิ่งปริมาณของส่วนผสมทุกสิ่งทุกอย่างลงไปจนแผ่นแป้งร่ำๆ จะขาดกลางไปหลายรอบแล้วกว่าจะจัดการจนเสร็จเรียบร้อยได้

 

 

 

 

 

หนุ่มน้อยสูดลมหายใจลึกๆ ชั่วครู่ตรงหน้าประตูบ้าน แล้ววินาทีนั้นเองที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่…และการตระหนักรู้นั่นก็ทำให้นิ่งงันราวกับมีน้ำหนักมหาศาลโถมทับ เพราะฟิลีเพิ่งตระหนักได้ว่าแค่เพียงคำบอกเล่าผิวเผินจากปากเพื่อนว่าสาวน้อยเจ้าของออเดอร์อาจจะกำลังร้องไห้อยู่…เขาก็โยนทุกงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบแล้วรีบรุดทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้มายืนอยู่ตรงนี้

 

 

 

 

 

นี่มันบ้าอะไรกัน…เขาเป็นบ้าอะไรเนี่ย… 

 

 

 

 

 

ว่าที่คุณหมอชะงักกับความสับสนนี้…แต่ก็ปัดมันทิ้งไปด้วยการอ้างกับตัวเองว่านี่ไม่ใช่เวลาของการสงสัยเรื่องไร้สาระ หนุ่มผมทองกดกริ่ง…แล้วก็ต้องกดใหม่อีกถึงสองครั้งกว่าที่ประตูเบื้องหน้าจะถูกเปิดออก

 

 

 

 

 

“หวัดดี…”

 

 

 

 

 

สภาพในวันนี้คนที่มาเปิดประตูให้ยิ่งทำให้ลมหายใจติดขัด หัวใจอ่อนยวบกับภาพที่เห็น…สาวน้อยยังอยู่ในชุดนักเรียนอยู่เลย ผมสีน้ำตาลไหม้ม้วนยุ่งเหมือนเจ้าตัวไปซุกๆ อะไรมา และดวงตาสีอำพันเข้มนั้นก็คลอไปด้วยน้ำตา…ทิ้งรอยเป็นทางไว้บนผิวแก้ม

 

 

 

 

 

เธอสูดจมูกฟุดฟิดแต่ไม่เริ่มพูดอะไร ฟิลีเลยตัดสินใจเอ่ยปากก่อน…รอยยิ้มนุ่มนวลระบายบางๆ บนเรียวปาก ความอ่อนโยนแบบเดียวกับที่เจือในน้ำเสียง “หวัดดีคาเรน…ฉันเอาพิซซ่ามาส่ง”

 

 

 

 

 

“พิซซ่าอะไร…?” อีกฝ่ายพูดปนสะอื้นฮึกๆ เล็กๆ…ส่ายหน้าไปมา “ฉันไม่ได้สั่งพิซซ่ากับนายนะ”

 

 

 

 

 

“อันที่จริง…” ว่าที่คุณหมอพยายามไม่ยิ้มขำอย่างอ่อนใจปนเอ็นดูออกมา หยิบกระดาษจากกระเป๋ากางเกงออกมาสะบัดๆ ให้มันกางออก “….คุณลูกค้าสั่งทั้งหมดนี่เลยล่ะครับ”

 

 

 

 

 

“โอ๊ยตาย…” สาวน้อยปาดคราบน้ำตาที่ยังชื้นบนแก้มป้อยๆ…อ้าปากค้างนิดๆ พร้อมพูดเสียงเคว้งคว้างเหมือนโลกถล่ม “มัน…มันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ…ฉันแค่คิดว่าเป็นพาสต้านิดๆ หน่อยๆ…”

 

 

 

 

 

“ฉันก็ว่าเธอก็คงไม่รู้หรอกว่ามันเยอะแค่ไหน” ฟิลียิ้ม…ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ถึงอยากเอื้อมมือออกไปปาดคราบน้ำตานั่นให้คาเรนเสียเอง “ฉันเลยไม่ได้ทำมา…ฉันเอาพิซซ่ามาแทน”

 

 

 

 

 

เขารอจนสาวน้อยยื่นมือออกมาแล้วจึงวางกล่องแบนๆ ลงไปให้…และก็ค้นพบในนาทีนั้นว่าตนไม่มีเหตุผลอื่นใดในการยืดบทสนทนาอีกแล้ว เสียงจึงแตกพร่าเล็กน้อยตอนเอ่ยประโยคลา

 

 

 

 

 

“อืมมม…ฉันไม่ได้ทำออเดอร์มาตรงที่สั่งน่ะนะ เพราะงั้นถือว่าให้ฟรีละกัน…” ร่างโปร่งค่อยๆ ก้าวถอยหลัง “เพราะงั้น…นั่นแหละ…ฉันไปก่อน—”

 

 

 

 

 

“ฟิลี”

 

 

 

 

 

เสียงนั้นยังปนสะอื้นฮึกๆ อยู่…สั่นระริกเช่นเดียวกับแววตาของเธอ สาวน้อยเม้มริมฝีปากนิดๆ ก่อนจะมองเขาด้วยดวงตาที่เหมือนลูกหมาน้อยตากฝน…คำขอร้องที่ไม่ต่างจากประโยคถัดมา

 

 

 

 

 

“…อยู่ช่วยฉันกินได้มั้ย? นะ??”

 

 

 

 

 

ว่าที่คุณหมอผ่อนลมหายใจยาวๆ…ก่อนจะยิ้มอ่อนโยนเต็มริมฝีปากให้ พยักหน้าเงียบๆ

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

 

คาเรนค้นพบเป็นรอบที่เกินร้อยว่าเธออยู่ในสภาพดูไม่ได้อีกแล้วตอนเจอพี่ชายร้านพิซซ่าคนนี้

 

 

 

 

 

หลังจากชวนเขาเข้ามาในบ้าน…สาวน้อยก็เดินนำมาจนถึงห้องนั่งเล่นที่เธอนั่งอยู่ตอนก่อนหน้านี่ ร่างปราดเปรียวทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นพรมเบื้องหน้าโซฟาโดยไม่พูดอะไร…กริยาที่อีกฝ่ายปฏิบัติตาม คาเรนสังเกตได้ว่าเขามองสภาพรอบตัวเธออย่างฉงนแต่ไม่พูดอะไร…ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรอก จะมีใครไม่สงสัยบ้างล่ะว่าทำไมจุดที่เธอนั่งถึงมีแต่กองกระดาษข้อสอบกระจัดกระจายไปซะรอบแบบนี้

 

 

 

 

 

คาเรนยังคงไม่มีแก่ใจจะอธิบายอะไร การร้องไห้ทำให้สาวน้อยเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังหิวได้ที่…เลยจัดแจงเปิดกล่องพิซซ่าแล้ววางมันลงบนพรมตรงพื้นที่ว่างระหว่างตนกับฟิลี ซึ่งอีกฝ่ายก็รอให้เธอหยิบพิซซ่าชิ้นแรกไปก่อนแล้วจึงค่อยหยิบชิ้นของตัวเองบ้าง…ไม่ได้ถามอะไรมากมายอย่างที่สาวน้อยกังวล

 

 

 

 

 

ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหม…แต่คาเรนรู้สึกว่าพิซซ่าของวันนี้อร่อยมากขึ้นมาจากทุกวัน(ซึ่งนั่นก็อร่อยมากๆ อยู่แล้ว) อาจเป็นเพราะเครื่องที่เยอะเสียจนเธอต้องใช้สองมือประคองชิ้นแป้งไว้ไม่ให้ขาดหล่นลงมา…หรืออาจเป็นเพราะนี่เป็นวันแรกตั้งแต่ที่พ่อกับแม่ไปเที่ยวที่เธอได้ทานอาหารที่บ้านโดยมีคนอื่นเคียงข้าง…ไม่ว่ามันจะเป็นเหตุผลอะไรก็ตาม สาวน้อยก็รู้สึกว่าความสบายใจค่อยๆ กลับคืนมาเรื่อยๆ ตามจำนวนนาทีที่ได้มีฟิลีอยู่ด้วย

 

 

 

 

 

ส่วนฟิลีเองก็ใช่ว่าจะสังเกตไม่ได้ว่าคาเรนมีสีหน้าที่ดีขึ้น…ว่าที่คุณหมออมยิ้มและก็ซ่อนยิ้มนั้นไว้หลังชิ้นพิซซ่าเมื่อเห็นว่าสาวน้อยเริ่มต้นโยกตัวหงุงหงิงอย่างแฮปปี้เหมือนเดิมแล้วตอนหยิบพิซซ่าเพิ่ม เขารอจนเธอจัดการอาหารจนพอใจแล้วจึงค่อยเริ่มบทสนทนา

 

 

 

 

 

“แล้วตกลงวันนี้เธอเป็นอะไรล่ะ?” น้ำเสียงที่ใช้นั้นเรียบเรื่อยสบายๆ “ตอนนี้โอเคแล้วใช่มั้ย?”

 

 

 

 

 

 

คาเรนไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าถอนหายใจยาวๆ ใส่คำถามนี้…ไม่ใช่เพราะโมโหคนถามแต่อย่างใด แต่เพราะว่าความหนักหน่วงตอนแรกได้ซ่านขึ้นมาใหม่แม้ว่ามันจะไม่เลวร้ายจนทำให้เธอร้องไห้แบบทีแรกอีกแล้วก็ตาม…เสียงใสเริ่มต้นเล่าแม้ว่าจะยังสูดจมูกฟุดฟิดก็ตาม

 

 

 

 

 

“วันนี้มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ…” หยิบกระดาษข้อสอบแปะไปทางคู่สนทนา “…นี่ไง”

 

 

 

 

 

ฟิลีรับไปดูเงียบๆ แต่คาเรนก็รู้ว่าบนกระดาษข้อสอบแผ่นนั้นเต็มไปด้วยรอยกากบาทสีแดง…ทั้งปึกที่กระจายอยู่รอบตัวเธอนั้นมีสภาพไม่ต่างกันนัก พวกมันคือข้อสอบย่อยจากคาบเรียนนั้นนี้ แบบฝึกหัดที่เป็นการบ้าน ไปจนถึงกระดาษคำตอบของข้อสอบกลางภาคที่จบไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่แล้ว…แต่ถึงที่มาจะหลากหลาย วิชาที่พวกมันระบุคะแนนก็คือวิชาเดียวกัน…ชีววิทยาที่คาเรนแสนจะไม่ถูกโรคด้วยนั่นเอง

 

 

 

 

 

ผิดกับเด็กผู้หญิงคนอื่นที่ไม่มีปัญหากับบทเรียน สาวน้อยพยายามอย่างที่สุดแล้วในการพัฒนาตัวเองในวิชานี้…แต่ก็เหมือนว่าความทุ่มเททั้งหมดไม่มีประโยชน์เลย ไม่ว่าจะเป็นการสอบน้อยใหญ่แค่ไหน…คะแนนของคาเรนก็จะห้อยร่องแร่งอยู่บนเส้นแบ่งเกณฑ์มาตลอดเสมอ สาวน้อยไม่รู้จะทำอย่างไรให้คะแนนของวิชานี้ดีขึ้น…และก็ไม่รู้ด้วยว่าจะอธิบายกับคุณครูอย่างไรว่าการซ้อมฟุตบอลไม่ได้ทำให้การเรียนของตนแย่ลง แต่มันเป็นเพราะเธอไปกับวิชานี้ไม่ได้จริงๆ ต่างหากล่ะ

 

 

 

 

 

และวันนี้ก็เป็นวันที่สถานการณ์อันง่อนแง่นนี้ได้มีอันถล่มลงมา…คุณครูประจำชั้นเรียกคาเรนเข้าไปหาพร้อมแจกแจงถึงสิ่งที่เจ้าตัวคิดว่าเธอต้องปรับปรุง และที่แย่ที่สุดก็คือคุณครูไม่ได้ดุว่าเธอ…มันเป็นแค่คำเตือนอันนุ่มนวลห่วงใยและการท้วงติงปนถามจางๆ ว่าปัญหามาจากการอยู่ในทีมฟุตบอลหรือเปล่า ความเป็นจริงและการโดนเข้าใจผิดนี้จี้ใจดำเข้าอย่างจัง…ทำให้สาวน้อยพุ่งใส่โซฟาเพื่อซุกหน้าแล้วปล่อยโฮซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบทันทีที่กลับถึงบ้าน

 

 

 

 

 

“…นั่นแหละ” คาเรนจบเรื่องเล่าคร่าวๆ ของตน เริ่มต้นหยิบข้อสอบและหนังสือเรียนให้เข้าไปอยู่ในกระเป๋าดีๆ เพื่อที่จะเก็บออกไปให้ไม่เกะกะ “ฉันท้อกับวิชานี้มากเลย…แต่ก็คงต้องพยายามให้มากกว่านี้ล่ะนะ ฉันไม่อยากเปลี่ยนไปลงวิชาอื่น…แบบนั้นมันงี่เง่า”

 

 

 

 

 

“ทำไมล่ะ?” ฟิลีเลิกคิ้ว “ก็ไม่งี่เง่านะ…ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องทนสิ”

 

 

 

 

 

“ไม่…มันงี่เง่า” สาวน้อยส่ายหน้าแย้งอย่างเด็ดเดี่ยว “ฉันรู้ว่าฉันทำได้ แต่ฉันแค่ต้องพยายามขึ้นอีก…ฉันอยากทำให้ได้ เปลี่ยนไปลงวิชาอื่นมันเหมือนหนีชอบกล…ฉันไม่อยากทำแบบนั้น”

 

 

 

 

 

คนฟังนิ่งไป…ความประทับใจผลิบานเหมือนดอกไม้ดอกน้อย รู้สึกเหมือนตัวเองได้เห็นเด็กสาวตรงหน้าในแง่มุมที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน…รอยยิ้มจึงระบายบนเรียวปากโดยไม่รู้ตัว

 

 

 

 

 

“โอเค…เข้าใจแล้ว…” ว่าที่คุณหมอพยักหน้า ก่อนจะหยิบหนังสือเรียนของอีกฝ่ายมาเปิดดู “อ๋อ…เธอก็ใช้หนังสือชีวะเล่มนี้เหรอ สมัยฉันเรียนเขาก็ให้ใช้เล่มนี้เหมือนกันเลย”

 

 

 

 

 

“หา???” คาเรนดูงงๆ “นาย…นายจะเรียนแบบฉันได้ไง—”

 

 

 

 

 

ฟิลีขำก้าก แกล้งกระพริบตารัวๆ “ได้สิ~ ความจริงฉันเป็นเด็กผู้หญิงนะรู้มั้ย”

 

 

 

 

 

“บ้า!” สาวน้อยที่เพิ่งคิดตามทันว่าเข้าให้ เอามือผลักแขนอีกฝ่าย “ไปไกลๆ เลยพวกบอยสคูล”

 

 

 

 

 

ศิษย์เก่าโรงเรียนเอเรดลูอินบอยไฮหัวเราะหนักกว่าเดิม…ดวงตาไล่มองหนังสืออันแสนคุ้นตาในมืออีกรอบ และก่อนที่จะทันคิดได้ว่าตัวเองจะพูดอะไร…เขาก็เปล่งเสียงออกไปเสียแล้ว

 

 

 

 

 

“ถ้าเธอไม่ถนัดชีวะแล้วจะหาคนติวให้น่ะ…เรียกฉันก็ได้นะ”

 

 

 

 

 

คาเรนขำบ้าง ก่อนจะตาโตเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขำตาม “พูดจริงเหรอ? นายจะติวให้ฉันได้เหรอ??”

 

 

 

 

 

“แล้วแต่เธอเลย” ฟิลียักไหล่ ท่วงท่าสบายๆ แม้ว่าในใจจะมีแต่คำถามรัวๆ ว่าทำไมถึงเสนอข้อเสนอที่ไม่เคยมีให้ใครออกไปง่ายๆ อย่างนี้ “ลองดูก่อนก็ได้…ถ้าเธอโอเคกับฉันก็ค่อยว่ากัน ดีมั้ย?”

 

 

 

 

 

คาเรนพยักหน้าหงึกๆ แบบเต็มใจ…และหลังจากนัดกันว่าถ้าสาวน้อยว่างวันไหนก็แค่แวะเข้าไปที่ร้านก็พอ ฟิลีก็ขอตัวกลับ…ร่างปราดเปรียวลุกตามไปส่งจนถึงหน้าประตู ว่าที่คุณหมอยิ้มนุ่มๆ ตอบรับคำขอบคุณสำหรับทั้งพิซซ่า การอยู่เป็นเพื่อน และข้อเสนอที่ให้มาแล้วขยับเตรียมเดินลงบันไดขั้นเตี้ยไป…คาเรนได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำลงบนทางเดินโรยกรวดหน้าบ้านได้นิดหน่อยแล้วตอนที่คิดขึ้นได้ว่าลืมอะไร

 

 

 

 

 

สัญชาตญาณไปไวกว่าการไตร่ตรองในวินาทีนี้…สาวน้อยเปิดประตูแล้ววิ่งพรวดออกไปทั้งๆ ที่ไม่ได้ใส่รองเท้าด้วยซ้ำ ส่งผลให้ร้องโอ๊ยออกมาดังๆ ทันทีเมื่อก้าวกระโดดลงมายืนที่พื้นทางเดินโรยกรวด…เสียงที่เรียกให้คนที่ยังเดินไปไม่ไกลหันกลับมา

 

 

 

 

 

ฟิลีเม้มริมฝีปากนิดๆ เพื่อกลั้นยิ้มกับภาพตลกๆ ตรงหน้า…สาวน้อยผมยุ่งในชุดนักเรียนยับๆ แต่ดวงตาวาววับ หอบหายใจถี่รัวระหว่างที่วิ่งโหยงแหยงเข้ามาหาเขา เสียงนุ่มทักถาม “ว่าไง? มีอะไรอีกเหรอ?”

 

 

 

 

 

คาเรนยังคงหอบหายใจอยู่…เลยได้แค่ส่ายหน้าพึ่บพั่บไปมา รอยยิ้มกว้างขวางที่กลับคืนมาบนวงหน้าแล้วทำให้คนมองรู้สึกสดใสในหัวใจอย่างประหลาด

 

 

 

 

 

แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับความสดใสที่เกิดขึ้นตอนได้ฟังคำพูดที่สาวน้อยเอ่ยออกมาเลย

 

 

 

 

 

“แค่…แค่จะบอก…” ดวงตาสีอำพันเข้มวาววับเป็นประกาย…และลมหายใจที่ติดขัดจากการเร่งรุดมาเพื่อพูดประโยคนี้ก็ทำให้ทุกถ้อยคำอ่อนหวานนักในความรู้สึก “…รักนะ”

 

 

 

 

 

ความเงียบทิ้งตัวเล็กน้อยตอนที่เธอพูดจบ…คาเรนยิ้มเขินๆ ชั่ววินาที แล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มยิงฟันกว้างเต็มที่ตามนิสัยส่วนตัวในที่สุด…และฟิลีก็สงสัยนักว่าเขาจะมีทางบอกตัวเองให้ตอบรับแบบอื่นได้อีกหรือ

 

 

 

 

 

“โอเค…” ว่าที่คุณหมอถอนหายใจยิ้มๆ “…รักเหมือนกัน”

 
 
 
 
 
 
 
 
สาวน้อยหัวเราะฮิๆ ออกมา เดินถอยหลังไปสองสามก้าวก่อนถึงค่อยจะยอมหันหลังให้อีกฝ่าย…และรอยยิ้มสดใสก็ถูกมอบให้ตลอดก้าวย่างสั้นๆ นั้น ซึ่งเพราะหันหลังให้แล้วนี่เอง…เธอถึงไม่รู้เลยสักนิดว่าดวงตาสีฟ้าคู่นั้นยังคงมองตาม และแม้ว่าในที่สุดแล้วว่าที่คุณหมอจะเบือนสายตาจากภาพร่างปราดเปรียวที่เดินเอื่อยๆ เข้าบ้านไปแล้วได้…แต่สุดท้าย เจ้าตัวก็ต้องหันกลับไปมองประตูบ้านแล้วยิ้มออกมาใหม่จนได้อีกทีอยู่ดี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
tbc.
 
 
 
***********************************
 
 
 
แฮร่ สวัสดีค่ะทุกคน
 
 
 
 
ฟิคเรื่องนี้…โคตรดองเลยค่ะก้ากกกกก เพราะว่าตอนนั้นรอดูฮอบบิทสอง แล้วพอได้ดูจริงก็ดันเขียนริชลี(ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับหนัง ว้อทฟฟฟฟ) แต่ความจริง ตอนสองนี่เขียนไว้นานแล้วนะคะ…แค่เพิ่งได้มีไฟ+เวลามาเขียนจนจบเอาตอนนี้เอง TvT
 
 
 
 
 
ช่วงนี้ทิพย์หายๆหน้าไป เพราะทิพย์แก้ต้นฉบับฟิคเชริคไฮสคูลกับริชลีอยู่ค่ะ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะได้รวมเล่มสองเรื่องเลยปลายปีนี้ ;/////; ส่วนจะเขียนเรื่องไหนต่อไปนี่ทิพย์คงต้องขอเคลียร์หลายๆอย่างในชีวิตก่อนค่ะฟฟฟฟฟฟ แต่ก็มีวางแพลนคร่าวๆไว้แล้วว่าจะอะไรยังไงต่อไป
 
 
 
 
แล้วก็…ไปเจอรูปนี้มาค่ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นี่คือ Grant Gustin จากซีรี่ส์ The Flash ค่ะ…ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับโปรเจคใดๆของทิพย์หรอกค่ะก้ากกกก //โดนชก แต่คือเขาแต่งตัวเหมือนฟิลีพิซซ่าบอยมากเลยค่ะรูปนี้แงงงงงง ;//////; แต่ผ้าพันคอนั่นควรเป็นของคิลีคุงนะคะก้ากๆๆๆๆๆ
 
 
 
 
เลยมีไฟเขียนพิซซ่าจนจบบทนี้เลยค่ะถถถถถ จะว่าไปแล้ว บทนี้เป็นบทที่ทิพย์คิดว่าเขียนยากพอดูเลยค่ะในแง่ของการเรียงบทบรรยาย เพราะงั้นต่อไปอาจดีขึ้น ฟฟฟฟ
 
 
 
 
 
ขอบคุณน้องๆ มายดาหลิงทั้งสองของพี่ที่ช่วยยุยงให้พี่ต้องเขียนจนจบ(หนึ่งในนั้นถึงขั้นเขียนสคส.มาข่มขู่ ฟฟฟฟ)…พี่รู้ว่าน้องรู้ตัวกันดีนะคะก้ากกกกก ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยผลักดันพี่ฟฟฟฟฟ
 
 
 
 
 
รอดูต่อไปนะคะว่าอีกกี่ชาติทิพย์จะอัพบล็อก ฟฟฟฟ
 
 
 
 
 
 
 
ทิพย์ปุริภรรยามิสเตอร์ทิลนีย์เองค่ะ UuU
 

Advertisements

6 responses to “[The Hobbit Fic][FiliKaren] With Love and “XOXO” Pizza (2)

  1. ตึ้งงงง คำเตือน เม้นนี้ถูกเขียนโดยผู้ไร้สติ ผู้อ่านกรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชม

    ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    ถึงกับเปิดคอมมาสกรีมถล่มคอมเม้นแล้วค่ะ ฮือออออออออออออออออออ

    คือว่านะคะ คุณพี่คะ มิสซิสทิลนีย์ที่รักของน้อง น้องก็ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะว่าทำไมมันยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ฟฟฟฟฟฟฟฟ อ่านฟิคแล้วตาย ฟื้นมาสกรีม อ่านตอนต่อไป แล้วตายใหม่ นี่มันบ้าอะไรกัน ฟฟฟฟฟฟ แต่ไม่เป็นไรค่ะ ถึงน้องไม่เข้าใจแต่น้องโอเคกับวังวนนี้มากๆเลย โฮวววววววว #อนาถนักวังวนติ่ง

    คือ คือ ในที่สุด แอทลาส ไฟนอลลี่ยย์ ความพยายามของน้องประสบผลแล้ว /สั่งพิซซ่าเลี้ยงฉลอง เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ #โดยที่น้องก็ยังไม่เข้าใจเหมือนเดิมว่าจะพยายามหาเรื่องทำให้ตัวเองตายทำไม ฟกหาฟกฟหกาส่ฟหาก่ฟห

    เอาล่ะเรามาเริ่มสกรีมตั้งแต่บรรทัดแรกกเลยดีกว่า /กระดกน้ำอัดลมท้ังขวด ฮือออออออออออ น้องน่ะอ่านไปกรี๊ดไป เขิลๆ ฟูๆ ตามไป #ฟูแล้วลอยขึ้นฟ้าเป็นป้ามาร์ช ต้องสั่งพิซซ่าร้านไหนมันถึงจะเจอเหตุการณ์อย่างนี้คะเนี่ย หรือเราควรเปลี่ยนจากกินพิซซ่าบริษัทใหญ่ๆไปกินร้านพิซซ่าเล็กๆโฮมเมดกันดีคะ เผื่อจะเจอพี่ชายคนรับสายคนเดิมที่เป็นคนส่งแล้วก็เป็นว่าที่นักเรียนแพทย์มั่ง ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ #ตื่นค่ะ

    คือว่านะพี่ทิพย์ คือว่าคำเรียกมิสนั่นน่ะค่ะ ฮืออออออ เรียกผิดนะคะ ต้องเรียกมิสซิสตะหาก เรียกเต็มๆต้องมิสซิลโอเคนชีลด์ ฟฟฟฟฟ #ตัดคำว่าว่าที่ทิ้ง /ทำไมแค่คำเรียกก็ก๊าวใจอย่างนี้คะ

    แล้ว แล้ว ล้อเล่นอะไรกันคะ พี่ชาย มายเพลย์บอย เพลย์บอยนี่แปลว่า บอยฮูเพลย์วิทมายฮาร์ทรึเปล่าคะ U v U พี่ชายจะเปลี่ยนสไตล์มากินเด็กแล้วสินะ ไม่ได้คิดบ้าอะไรกันนนน ฟฟฟฟฟ นี่เค้าเลยการคิดไปขั้นทำแล้ว ที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้น่ะ ไม่เคยได้ยินหรอว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้ามีพิซซ่า #เอ๊ะอ้าวไม่ใช่หรอ ถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถถ

    แล้งนั่นไง นั่นไง คิดยังไม่ทันจบ นายต้องหน่วงสิ ถ้าถึงวันไหนเด็กโก๊ะๆซื่อๆคนนั้นควบคุมตัวเองเลิก “ล้อเล่น” ขึ้นมาได้น่ะ นายจะทำยังไง #ขอให้มีวันนั้นแล้วนายต้องบอกรักนะกลับไปก่อนเลย ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    ทีนี้นะ ดราม่าเรื่องการเรียน แล้วต้องเป็นชีวะด้วยนะ ฟฟฟฟฟ พิซซ่าปลอบใจ ไม่ต้องพูดกัน แค่นั่งอยู่ก็รู้สึกดีขึ้นมาได้ อาาาาา โถโถโถ คุณน้องคาเรนขาาา เลาภูมิใจในตัวเธอมากที่เป็นนักสู้ไม่หนีปัญหามีความพยายาม ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะน้องเป็นว่าที่แฟนของว่าที่คุณหมอ จะไม่ตกวิชานี้หรอกนะคะ คุณว่าที่คุณหมอผู้เป็นว่าที่แฟนต้องเสนอตัวช่วยติวแน่ๆอยู่แล้ว นี่มันของถนัด ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ช่วยแบบไม่เคยช่วยใครมาก่อนด้วย ฟฟฟฟฟฟ #หรือนี่จะเป็นแผนการกินเด็กไฮสคูล

    ว่าไปแล้วนี่มันเข้าข่ายมีปัญหาใส่ชุดเรียนมาหาพี่นี่นา ถถถถถถถถ ต้องเพิ่มไปว่ามีปัญหาให้ใส่ชุดนักเรียนโทรสั่งพิซซ่าแล้วพี่จะมาหานะคะ ก๊ากกกก ของอย่างนี้ต้องลองค่ะ

    แงงงงง แล้วรักนะ รักนะ ทั้งเรื่องเลย แต่ถึงรักนะรักนะท้ายประโยคทั้งเรื่องมันก็ไม่เหมือนกับการเปิดประตูแล้ววิ่งเท้าเปล่าออกไปเพื่อบอกว่ารักนะเฉยๆหรอกนะคะพี่ทิพย์ /เอาหัวโขกโต๊ะ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    ตอนนี้ได้เข้าบ้านแล้วนะคะฟิลี ตอนหน้าจะได้อยู่ด้วยกันนานกว่านี้มั้ย ต้องลุ้นกับคนเขียนที่น่ารักผู้มีเขาเดวิลและปีกสีดำนะคะ ฟฟฟฟฟ

    พี่ทิพย์คะ จบคอมเม้นนี้ ตัว ฟน้องต้องพังแน่เลย ฟฟฟฟฟ แต่มันช่วยไม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้น เห็นแก่ตัว ฟ ของน้อง โปรดส่งใครมารักฉันที เอ้ย โปรดส่งตอนใหม่มาเร็วๆด้วยเถอะค่ะ น้องเห็นว่าพี่บอกจะปั้นเรื่องนี้แล้ว น้องดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นนะคะ น้องจะรอ U w U

    ///เห็นมั้ยคะว่าคอมเม้นน้องออกจะน่ารัก เหมือนสคส.น้องนะคะ สคส.ข่มขู่นั่นคงไม่ใช่น้องหรอกค่ะ สคส.น้องออกจะเรียบร้อยอ่อนหวานมีแต่ส่งกำลังใจให้ /วิ้งค์ #โพ่ง

    Like

  2. พี่ทิพย์คะ น้องไม่มีอะไรจะพูดนอกจากจำนวนการตายของน้องค่ะ

    การตายครั้งที่ 1 เริ่มจากอาการเขินๆฟูๆพร้อมๆกับคาเรนค่ะ รักนะ/รักเหมือนกัน รักเหมือนกันอะไรล่ะคนบ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา ว้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยย น่ารักกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก โอยตายยยยยยย ตายค่ะตาย น้องตายคาบล็อคพี่เลย แงงงงงงงงงงง ตายแบบรักปักใจเลยค่ะฟฟฟฟ น้องชอบประโยคนี้ตั้งแต่ตอนแรก มาเจอตอนสองคอมโบใส่นี่คือน้องมโนว่าตัวเองพูดกับคุณริชอย่างนี้เลยนะ!(ว้ายเขิน น้องพูดอะไรไปเนี่ย #พี่ทิพย์เตะ)

    การตายครั้งที่ 2 เป็นพาร์ทฟิลี… แม่ขาาาาาาาาา พาร์ทฟิลีคือหล่อมากอ่ะแงงงงงงงงง พี่ทิพยโฆ่าน้องที่เพิ่งฟื้นแบบทั้งเป็นในทันทีทันใดเลย พี่ทำกับน้องอย่างนี้ได้ยังไงคะ!! YvY ฮือออ น้องชอบผู้ชายพี่ในทุกเรื่องเลยแงงงง หล่อแบบ หล่ออ่ะะะะะะะะะ หล่อแบบไม่ต้องเข้าวุฒิศักดิ์ หล่อแบบร้ายกาจ หล่อจนละลาย นิสัยฟิลีคือผู้ชายในอุดมคติควานหายากจนน้องอยากเปลี่ยนตัวเองกับคาเรนเลย นางเอกเรื่องนี้ชื่ออนันต์ป่ะคะ? น้องคุ้นๆอย่างนั้นนะ #พี่ทิพย์ตบ

    การตายครั้งที่ 3 และอีกนับไม่ถ้วน พี่คะ คาเรนร้องไห้และการปลอบสุดน่ารักนั่นคืออะไรคะ การเสนอตัวช่วยติวนี่คืออะไรคะ จริงๆแล้วมันคือแผนแยบยลล่อลวงสาวน้อยสินะคะคุณหมอออออออออออ คุณหมอร้ายกาจจจจจจจจ ป่านนี้แล้วยังมาทำเป็นไม่รู้เหรอคะว่าความรู้สึกนี้คืออะไร?? น้องไม่เชื่อ! นี่ต้องเป็นแผนหลอกเด็กให้รักของคุณหมอแน่ๆ แงงงงงงงงงงง แต่ตอนสุดท้ายที่คาเรนของพี่ยิ้มแล้วรักนะใส่นี่หัวใจน้องเต้นเลยฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ เอ หรือน้องจะสลับตัวกับพระเอกเรื่องนี้ดีคะ? อ้อ เรื่องนี้ปลูกลิลลี่ค่ะ นางเอกชื่อคาเรนส่วนคนรักคาเรนคืออนันต์ค่ะ อุอิ #พี่ทิพย์ฆ่าตาย

    โอยยยย น้องฟินค่ะพี่ขา น้องฟิน น้องรักฟ้าสุดๆที่ข่มขู่พี่ทิพย์ด้วยสคสฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ //จับมือกับคนข้างบน มาค่ะ น้องขอขู่มั่ง โปรดส่งตอนต่อไปมาเสียดีๆค่ะพี่ทิพย์ ไม่เช่นนั้นน้องคงได้แต่นอนตาคาหลุมฟิลีคาเรน ฟิลีอนันต์ อนันต์คาเรน ต่อไป YvY

    Like

  3. เอาจริงๆนะ ร้านนี้มันอยู่ไหนเนี่ย!!!!! เจ๊อยากได้คนทำอาหารบวกหมอส่วนตัวมานานละ #โดนต่อย
    นี่มันคือความมุ้งมิ๊งของคาเรนชิมิ โอ๊ยยยยยยย ป้าจิตายแล่ววววว ทำไมน่ารักแบบนี้ละลูกกกกกก รักนะ รักนะ อร๊ายยยยย
    เปลี่ยนมากินเด็กใสไฮสคลูแลดูทีทีเดียวนะ ว่าไหมฟิลี? คึคึ
    ไปร้านพิซซ่ากันเหอะ เจ๊รอช่วงติวอยู่ #จริงๆนะ
    รักเหมือนกัน ฟ๊าคคคคคคคคคคคค นัารักเฟร้ยยยยย

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s