[The Hobbit Fic][FiliKaren] With Love and “XOXO” Pizza (3)

 
 
With Love and “XOXO” Pizza
The Hobbit fanfiction by Tippuri~ii *
 
 

 

    

 
 

Pairing: Fili x Karen (Kili)

Type: AU fanfiction; with female!Kili

 
 

 

 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น genderbend..ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 

REMEARK

 

– เหมือนเดิมค่ะ genderbend คือการที่ตัวละครสลับเพศเดิม…จากสาวโบ้ใน With Love and Free Doughnuts นี่ก็เพิ่มมาเป็นสาวคิลี หรือนุ้งคาเรนค่ะ 

 

– AU เช่นเคย และเป็นจักรวาลเดียวกับ With Love and Free Doughnuts…เหตุการณ์เหลื่อมๆกันบ้างด้วย แยกอ่านจะงงแน่ๆค่ะ TvT 

 

 

 

 
************************************
 
 
 
Chapter 3
 
 
 
 
 
 
 
 
 

“ผมพูดจริงนะ…สมองฟิลีต้องได้รับการกระทบกระเทือนมาแน่ๆ อ่ะลุง”

 

 

 

 

 

 

เจ้าของเสียงกระซุบกระซิบนี้คือเด็กหนุ่มผมสีเข้มผู้เป็นน้องชายของบุคคลที่เจ้าตัวกำลังกล่าวหาอยู่…เพราะตามปฏิทินการศึกษา นี่เป็นช่วงเวลาให้นักเรียนชั้นเกรดสิบสองได้เตรียมตัวสำหรับการสอบระดับประเทศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า…ทำให้ตอนนี้คิลีได้ออกจากหอโรงเรียนเอเรดลูอินบอยไฮกลับมาอยู่บ้านแบบเต็มตัวแล้ว

 

 

 

 

 

“ไร้สาระน่า” ดวาลินส่งเสียงฮื่อใส่กับเจ้าเด็กที่ไม่ใช่หลานแต่ก็เหมือนหลานไปแล้ว “แกเอาอะไรมาพูดหา??”

 

 

 

 

 

“มากมายก่ายกองเลยลุงดวาลิน” คิลีขมวดคิ้วกลับ…พยักเพยิดไปทางโต๊ะที่คนในบทสนทนานั่งอยู่ “ลุงดูดิ…”

 

 

 

 

 

 

ตอนนี้ลุงกับหลานกำลังนั่งอยู่ในห้องครัวด้านที่ชิดกับหน้าต่างรับออเดอร์จากเคาเตอร์หน้าร้าน…ทำให้ภาพของเหล่าโต๊ะที่จัดไว้สำหรับลูกค้าที่มานั่งทานนั้นอยู่ในทางสายตาได้ชัดแจ๋วแค่เพียงเลื่อนแผ่นพลาสติกที่ปิดช่องหน้าต่างเล็กๆ นี้ออก และนั่นก็คือสิ่งที่ทั้งคู่กำลังทำอยู่เลย…เลื่อนเปิดช่องหน้าต่างนี้ไว้น้อยๆ เพื่อส่องคนในร้านที่ตอนนี้มีอยู่แค่โต๊ะเดียว โต๊ะตัวที่ว่าคือโต๊ะตัวมุมร้าน…ไม่ได้ลับตาคนแต่ก็เป็นส่วนตัวมากกว่าจุดอื่น และคนที่นั่งอยู่ก็คือหนุ่มผมทองที่ทุกคนคุ้นเคยดี…กับสาวน้อยหน้าตาบ้องแบ๊วที่ไม่มีใครรู้จักเธอเลยจนกระทั่งช่วงหลังๆ มานี้

 

 

 

 

 

วันแรกสุดนั้นเริ่มต้นด้วยการที่ฟิลีขอจองโต๊ะตัวนี้ไว้กับคุณเจ้าของร้านหน้าดุ…แล้วพอราวๆ สี่โมงเย็นได้ แม่สาวน้อยคนนี้ก็เดินเข้ามาในร้าน…ดวาลินจำได้ว่าบาร์ดขยับจะมาต้อนรับเธอ แต่ฟิลีก็รีบเข้ามาบอก

 

 

 

 

 

“ไม่ต้องๆ…ฉันจองโต๊ะไว้แล้ว” หนุ่มผมทองพยักเพยิดกับสาวน้อยให้เธอเห็นว่าเป็นโต๊ะตัวไหน ก่อนจะพูดสบายๆ กับคุณเจ้าของร้านและเพื่อนร่วมงาน “ลุงดวาลิน บาร์ด…นี่คาเรนนะ คาเรน…นั่นลุงดวาลิน เจ้าของร้านนี้ แล้วนั่นบาร์ด…เพื่อนฉันเอง”

 

 

 

 

 

นี่เป็นข้อมูลเดียวเกี่ยวกับเด็กสาวที่ฟิลีมีให้…ทำให้สุดท้าย ทุกคนก็เลยหันหน้ามาร่วมมือกันเก็บทุกรายละเอียดเพราะต่างก็อยากรู้กันทั้งนั้นว่าโลกตีลังกามาถึงวันที่เพลย์บอยตัวเอ้ของบ้านจะหันมาจีบสาวน้อยไฮสคูลมาดใสๆ โก๊ะๆ แบบนี้ได้อย่างไรกัน

 

 

 

 

 

ซึ่ง ‘ทุกคน’ ที่ตอนนี้กำลังยืนออกันอยู่ตรงส่วนนี้ของห้องครัวแบบพร้อมหน้าก็หมายถึงทุกคนจริงๆ…ตั้งแต่ลุงไม่แท้ น้องชาย กับลุงแท้ๆ

 

 

 

 

 

…ไปจนถึงแฟนลุงเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

“ทำไมล่ะจ๊ะคิลี?” สาวน้อยบิลโบ แบ็กกินส์เขย่งปลายเท้านิดๆ ราวกับว่านั่นจะช่วยให้ตัวเองเห็นอะไรได้ลึกซึ้งกว่าเดิม…ร่างเล็กที่ยืนอยู่นั้นยังไม่ค่อยสูงไปกว่าคุณแฟนที่นั่งเสียสละไหล่เป็นที่วางมือให้เธออยู่สักเท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ “ฉันว่ามันก็คือติวหนังสือปกติทั่วไปนี่นา”

 

 

 

 

 

โดยผิวเผินก็จริงดังที่มิสแบ็กกินส์ว่า…โต๊ะของหนุ่มผมทองและสาวน้อยนั้นเต็มไปด้วยกองกระดาษและหนังสือสองสามเล่มกับตั้งสมุดโน้ต พื้นที่ว่างที่เหลือเว้นไว้ให้ถาดพิซซ่าขนาดใหญ่…มองไกลๆ ก็พอเดาได้ว่ามันคือหน้ามีทเลิฟเวอร์ฉ่ำชีสที่ทำไมถึงมีเปปเปอร์โรนีกับสับปะรดโรยแถมมาด้วยได้ก็ไม่รู้

 

 

 

 

 

“ไม่ใช่เลยฮะมิสแบ็กกินส์…ปกติฟิลีน่ะเขาไม่ใช่แบบนี้เลย” คิลีส่ายหน้า ยืนยันคำเดิม “โอเค…ฟิลีเรียนเก่งมากๆๆๆ เลย แต่เขาไม่เคยเปิดติวเลยฮะมิส…คนจะจ่ายเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอม โน้ตส่วนตัวก็ไม่เคยให้ใคร…”

 

 

 

 

 

“ใช่…” ธอริน โอเคนชีลด์พยักหน้าเสริม…เพราะชายหนุ่มได้เห็นข้อมูลในจุดนี้มาเองกับตาตั้งแต่สมัยหลานคนโตเรียนไฮสคูลแล้ว “ฟิลีมันไม่เคยแชร์โน้ตตัวเองหรอก…จะแชร์ทีนี่ก็คือขายต่อนะ ไม่ได้ให้ฟรีๆ”

 

 

 

 

 

“อืมมม…” หญิงสาวผมสีน้ำผึ้งครุ่นคิด ก่อนจะพูดสบายๆ “ก็ไม่แปลกอยู่ดีแหละ…เขาอาจจะชอบน้องคนนั้นอยู่ก็ได้นี่จ๊ะ”

 

 

 

 

 

“นั่นน่ะนะมิสแบ็กกินส์…คือจุดที่แปลกยิ่งกว่าที่ไอ้ฟิลีมันยอมเปิดติวเลย” คุณเจ้าของร้านพิซซ่าส่ายหน้า “สเป็คฟิลีน่ะต้องแนวๆ นางแบบวิคตอเรียซีเครตไม่ก็สาวบอนด์…เด็กไฮสคูลแบบนี้มันไม่เคยแลหรอก”

 

 

 

 

 

บิลโบนิ่งฟังโดยดีตอนที่ดวาลินเล่าว่านอกจากจะติวให้ฟรีๆ แล้ว…พิซซ่าที่เอาไปให้สาวน้อยกินระหว่างสอนนั่น เจ้าหลานชายคนโตก็ทั้งทำและจ่ายให้เขาเองเสร็จสรรพอีกด้วย แล้วเด็กหนุ่มผมสีเข้มก็เสริมต่อว่าท่าทางฟิลีคงจะไปหกล้มหัวฟาดพื้นที่ไหนแน่ๆ และพวกเขาควรโทรไปนัดแพทย์ทางด้านสมองให้พี่ชายตนมากกว่าจะมานั่งเฉยๆ กันอยู่แบบนี้

 

 

 

 

 

ธอรินที่นั่งกอดอกหน้านิ่งเลยตัดบทความง้องแง้งไร้สติของไอ้ลูกหมาคนเล็กของครอบครัวด้วยการเสนอทฤษฎีใหม่ “หรือว่านี่อาจจะเป็นน้องสาวคนที่มันคิดจะจีบก็ได้นะ…”

 

 

 

 

 

“เออว่ะ…” ดวาลินถองเพื่อนซี้เบาๆ อย่างถูกใจ “ไอ้เพลย์บอยนี่มันแผนสูงจะตาย…สงสัยคราวนี้คิดทำคะแนนผ่านน้องเขาชัวร์ๆ”

 

 

 

 

 

แม้แต่หลานคนเล็กก็โยนข้อหาว่าพี่ชายอาจสมองกระทบกระเทือนแล้วมาเห็นด้วยกับทฤษฎีนี้…มิสแบ็กกินส์มองสามหนุ่มที่กำลังนั่งช่วยกันแต่งเติมเรื่องราวของคนในร้านกันตามจินตนาการแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ธอรินอาจเคยออกตัวไว้ตอนแรกๆ ว่าคิลีค่อนข้างจะสติแตกและติงต๊องผิดจากคนอื่นในครอบครัว…แต่บิลโบก็คิดได้ในนาทีนี้ว่าชะรอยลุงกับหลานก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอก แค่คิลีไม่มีมาดสงบนิ่งสง่างามอย่างที่พี่ชายและคนเป็นลุงมีก็เท่านั้นแหละ

 

 

 

 

 

“หยุด…หยุดก่อนนะทุกคน…”

 

 

 

 

 

สามหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากการสุมหัวเพื่อมามองมิสแบ็กกินส์ หญิงสาวตัวเล็กที่ตอนนี้กำลังชูมือนิดๆ…ภาษากายสากลที่แสดงการขอความสงบ และเมื่อเห็นว่าทุกคนสนใจตนแล้ว…คุณครูสอนไวโอลินหน้าหวานก็ถามคำถามของตัวเอง

 

 

 

 

 

“สรุปว่า…ฟิลีเขาทำตัวใจดีกับเด็กคนนั้นแบบที่ไม่เคยทำกับคนอื่นมาก่อนใช่มั้ย?”

 

 

 

 

 

สองลุงและหนึ่งหลานพยักหน้าหงึกๆ

 

 

 

 

 

“แล้วก็…พิซซ่าที่ทำให้เด็กคนนั้น ฟิลีเขาทำเองหมดเลยทุกครั้ง…ใช่มั้ย?”

 

 

 

 

 

ทั้งสามเริ่มมองหน้ากันไปกันมาเพราะรู้สึกว่าคำถามนี้มันพิลึกและไม่ค่อยจะเกี่ยวอะไรเลย…แต่สุดท้าย คุณเจ้าของร้านพิซซ่าผู้รับรู้เหตุการณ์ในจุดนั้นมาตลอดก็พยักหน้าตอบรับ

 

 

 

 

 

“งั้น…” บิลโบเม้มปากนิดๆ…ก่อนจะพยักหน้าอย่างมั่นใจ “…เขาก็กำลังชอบเด็กคนนั้นอยู่ล่ะค่ะ”

 

 

 

 

 

สามหนุ่มหันกลับมาสบตากันเอง…ไม่มีใครเข้าใจเลยว่าทำไมหญิงสาวที่รู้จักฟิลีมาไม่กี่เดือนจะมองอะไรแบบนี้ออกได้ และที่สำคัญ…ไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมเธอถึงได้ฟันธงได้อย่างมั่นใจขนาดนี้

 

 

 

 

 

“บิลโบ…” สุดท้าย…ก็เป็นธอรินที่สาวน้อยกำลังยืนเกาะไหล่เป็นที่พิงให้ตัวเองอยู่นั่นเองที่เงยหน้านิดๆ เพื่อถามเธอ “…คุณรู้ได้ไงน่ะ?”

 

 

 

 

 

มิสแบ็กกินส์อยากจะถอนหายใจดังๆ ใส่คำถามนี้นัก…แต่สุดท้าย หญิงสาวผู้มีประสบการณ์ตรงจากเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้จากตัวคนถามเองนั่นแหละก็ทำแค่เพียงขยับแขนที่วางอยู่บนบ่ากว้างนั้นมาเป็นกอดคล้องรอบคอเจ้าตัว แล้วจุ๊บแก้มคุณแฟนเบาๆ หนึ่งทีอย่างอ่อนใจปนเอ็นดูเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

 

ทางฝั่งในร้าน…สมาชิกของโต๊ะที่กำลังโดนจับตามองต่างก็ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าพวกตนกำลังตกเป็นหัวข้อบทสนทนาอันเข้มข้นแค่ไหน ว่าที่คุณหมอกำลังเปิดสมุดโน้ตสมัยเรียนของตัวเองเพื่อเลือกหาเล่มที่ต้องการและสาวน้อยทีมฟุตบอลก็กำลังทำแบบฝึกหัดที่เป็นเนื้อหาจากเรื่องที่เพิ่งติวไปอย่างขะมักเขม้น…มีเพียงเสียงพลิกกระดาษเท่านั้นที่ดังอยู่ระหว่างกัน

 

 

 

 

 

คาเรนถอนหายใจอย่างงุ่นง่านเมื่อคำถามเริ่มทวีความยากมากขึ้น…โดยไม่รู้ตัว สาวน้อยก็เริ่มแสดงกริยาที่มักชอบทำเวลาพยายามเรียกความรู้ที่เรียนมาให้กลับคืนมาอย่างการส่งเสียงฮึ่มฮั่มหรือเงยหน้าจนสุดคอ…ไม่ได้สังเกตว่าฟิลีแอบอมยิ้มกับท่าทางตลกๆ นี้แม้ว่าจะไม่ได้ติงอะไร ก่อนที่เสียงใสจะอุทานเบาๆ อย่างสะใจเมื่อคิดออกแล้วรีบเขียนยิกๆ ลงไปบนกระดาษ

 

 

 

 

 

นักศึกษาแพทย์ที่วันนี้พลิกบทบาทมาเป็นครูชีวะยังคงเปิดหนังสือกับสมุดอยู่ไม่เลิกตอนคาเรนกดปากกาเป็นจุดให้กับประโยคจบของคำตอบข้อสุดท้าย…ทำให้สาวน้อยไม่คิดจะรบกวนอะไรอีกฝ่ายแล้วนั่งรอไป ใช้เวลาที่ว่างและความไม่รู้ตัวของอีกฝ่ายในการลอบมองเจ้าตัว…คาเรนต้องขอสารภาพตามตรงว่าเธอไม่เคยคิดเลยว่าคนตรงหน้าจะเป็นนักศึกษาแพทย์ และก็ยังคงเชื่อไม่ลงด้วยซ้ำในช่วงแรกๆ ทั้งๆ ที่ได้รู้จนกระทั่งอีกฝ่ายต้องโชว์บัตรนักศึกษาให้ดู…คนเป็นหมอในความคิดของเธอคือคนที่ท่าทางเคร่งขรึมเป็นงานเป็นการและน่าจะสวมแว่น ไม่ใช่พี่ชายร้านพิซซ่าที่ขับมอเตอร์ไซค์คันใหญ่เบ้อเริ่ม แต่งตัวแนวๆ เสื้อยืดกางเกงยีนกับแจ็คเก็ตหนัง และยิ้มกวนๆ ด้วยดวงตาแพรวพราวอยู่ตลอดแบบนี้เลย

 

 

 

 

 

คาเรนอาจจะไม่สนใจที่จะมีแฟนหรือตามกรี๊ดกร๊าดหนุ่มๆ ที่ไหน…แต่เธอก็รู้ดีเลยว่าถ้าเพื่อนๆ ที่โรงเรียนได้เห็นฟิลี ทุกคนต้องพร้อมใจกันขอมาติวหรือเริ่มต้นสั่งพิซซ่าจากร้านนี้ยิ่งกว่าพายุถล่มแน่นอน สาวน้อยตระหนักดีว่าคนตรงหน้าของเธอหล่อเพียงใด…แต่ว่าตามจริงแล้ว ถ้าเธอไม่ได้พูดคุยจนเข้าขั้นรู้จักกับเขา…คาเรนคงจะไม่รู้สึกเขินกับฟิลีมากไปกว่าแค่เขินเพราะเจอคนหน้าตาดี แถมเผลอๆ เธออาจจะไม่อยากยุ่งกับเจ้าตัวด้วยเพราะรู้ดีว่าคนหล่อๆ สมัยนี้มองผู้หญิงว่าเป็นฝ่ายที่ต้องไล่ตามตนแค่ไหน หากหลังจากการพูดคุยช่วงสั่งพิซซ่าและข้อเสนอที่ได้รับ…ความรู้สึกที่มีให้ฟิลีในใจสาวน้อยตอนนี้นั้นมันก็มากกว่าแค่ความเขินผิวเผินแบบนั้นแล้ว เพราะคาเรนได้รู้ถึงนิสัยและความใจดีของว่าที่คุณหมอ…ทำให้ความรู้สึกแอบปลื้มอีกฝ่ายมีมากขึ้นทีละนิดๆ ตามวันเวลาที่ได้เจอกัน

 

 

 

 

 

แต่ยังกับว่าเขาจะมามองเธอแบบนั้นได้น่ะ…

 

 

 

 


คาเรนดุและพยายามบอกตัวเองว่าเธอก็ไม่ได้เสียใจกับข้อเท็จจริงนี้เลยเพราะก็รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว…และก็เพราะว่าความปลื้มที่มีให้ฟิลีมันก็เป็นแค่ความปลื้มระดับปกติเวลาเจอคนเท่ๆ เท่านั้นแหละ เลยแค่แอบๆ มองคนตรงหน้าต่อจนกระทั่งเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือได้เรียบร้อย

 

 

 

 

 

“อะ เอ่อ…” สาวน้อยกระแอมกระไอ เลื่อนปึกชีทเข้าไปหาอีกฝ่าย “ฉันทำเสร็จแล้วล่ะ”

 

 

 

 

 

“โอเค” ฟิลีพยักเพยิดตรงจุดที่ต้องการให้อีกฝ่ายวางชีทไว้ ก่อนจะส่งสมุดเล่มในมือให้เจ้าตัว “เดี๋ยวฉันตรวจให้แล้วเธอมาเอาครั้งหน้าละกัน ส่วนวันนี้คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ…แค่เอานี่กลับไปอ่านก็พอ ตรงที่ฉันติดโพสต์อิทไว้น่ะ”

 

 

 

 

 

คาเรนรับมา…‘นี่’ ที่ว่าคือสมุดจดแบบนักเรียนใช้ หน้าปกของมันคือตราโรงเรียนเอเรดลูอินบอยไฮด้วยซ้ำ…ส่วนด้านในนั้นคือโน้ตยาวเหยียดแต่เป็นระบบระเบียบดูเข้าใจง่าย ลายมือนี้ถึงจะดูกลมๆ ผิดจากแบบปัจจุบันที่ตวัดไวขึ้นและยุ่งเหยิงกว่าเก่า…แต่สาวน้อยก็คุ้นแล้วว่ามันคือลายมือของฟิลี และถ้าตัดสินจากความเปลี่ยนแปลง…นี่คงเป็นลายมือของอีกฝ่ายสมัยไฮสคูลอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

 

 

 

“ง่า…” คาเรนเลยลังเลที่จะเก็บสมุดใส่กระเป๋า “จะดีเหรอ? นี่มันโน้ตของนายเองเลยไม่ใช่เหรอ…ฉันกลัวทำหายหรือทำพังจัง”

 

 

 

 

 

“เอาไปเหอะ” ฟิลีโบกๆ มือ “แต่ถ้าอยากไฮไลท์หรือเขียนอะไรลงไปก็เอาไปซีรอกซ์ละกัน”

 

 

 

 

 

“อะ โอเค…ขอบคุณนะ…” สาวน้อยก็ยังคงรู้สึกเกรงใจแปลกๆ อยู่ดี…เด็กนักเรียนอย่างเธอมีหรือจะไม่รู้ว่าโน้ตเขียนด้วยลายมือนั้นมีค่าแค่ไหนเพราะมันหาใหม่เหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว จึงเตือนตัวเองในใจว่าให้เอามันไปซีรอกซ์ไว้ก่อนเลยแล้วรีบเอาตัวต้นฉบับมาคืนเจ้าของ ก่อนจะพูดเสริม “เออใช่…แล้วเรื่องค่าติวล่ะ แล้วก็ค่าพิซซ่าด้วย…จะให้ฉันจ่ายเลยมั้ย?”

 

 

 

 

 

นี่ก็เป็นเรื่องที่คาเรนคิดจะถามมาตั้งแต่แรกแล้วแต่ก็ไม่มีโอกาสสักที…แถมพอเริ่มจะเกริ่นๆ สกหน่อย ฟิลีก็จะปัดประเด็นจนไม่ได้ถามทุกครั้ง แต่คราวนี้สาวน้อยไม่คิดจะยอมแล้ว…ร่างบางนั่งกอดอก บอกให้อีกฝ่ายรู้ด้วยท่าทางว่าตนจะไม่ยอมเก็บของใดๆ ทั้งนั้นจนกว่าจะได้คำตอบดีๆ

 

 

 

 

 

ฟิลีครางฮื่อแบบขัดใจเบาๆ พร้อมสบถฮึมๆ ในลำคอ ก่อนจะโบกๆ มือ “ไม่ต้องหรอกน่า…”

 

 

 

 

 

“ไม่ต้องได้ไง?” คาเรนกวาดๆ มือไปรอบโต๊ะบ้าง…กองหนังสือ เครื่องเขียน และถาดพิซซ่ายังวางอยู่เต็ม “ฉันไม่ยอมเรียนฟรีหรอกนะ แล้วนายก็ไม่ใช่เจ้าของร้านนี้ซะหน่อย…ฉันรู้นะว่าต้องจ่ายค่าพิซซ่านี่น่ะ”

 

 

 

 

 

“โอเค…โอเค…” หนุ่มผมทองถอนหายใจ “แต่เดี๋ยวเธอค่อยจ่ายก็ได้…จ่ายรวดเดียวเลยน่ะ ฉันขี้เกียจมานั่งจำ โอเคมั้ย?”

 

 

 

 

 

ได้ฟังชัดเจนดังนี้…สาวน้อยก็ยอมพยักหน้า ยอมเริ่มต้นเก็บข้าวของใส่เป้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงพูดใหม่

 

 

 

 

 

“เออใช่…”

 

 

 

 

 

คาเรนยิ้มให้ “ว่าไง?”

 

 

 

 

 

“ถ้าเธออยากจะช่วยฉันมั่งน่ะนะ…” ว่าที่คุณหมอตอนนี้กำลังพยายามเอนเก้าอี้ให้อยู่บนสองขาหลังให้ได้อยู่ ดูสนใจกับภารกิจติงต๊องนี้จนไม่สบตากับเธอตอนพูด “ก็โทรสั่งพิซซ่าบ่อยๆ ละกัน…คือฉันได้ค่าจ้างตามจำนวนลูกค้าต่อวันน่ะ…”

 

 

 

 

 

“อ๋อออ~” สาวน้อยผู้คุ้นเคยกับระบบสร้างการแข่งขันให้ตัวบุคคลแบบนี้แล้วจากทีมฟุตบอลพยักหน้ารัวๆ…ไม่ได้สังเกตนักว่าอีกฝ่ายยังคงไม่ยอมสบตาตน “ได้สิ เดี๋ยวฉันจะสั่งบ่อยๆ นะ แล้จะบอกให้เพื่อนสั่—”

 

 

 

 

 

“ไม่ต้องหรอก” เสียงทุ้มนุ่มกล่าวแทรก ขาเก้าอี้เอนกึกกลับมาเป็นปกติตอนที่ร่างโปร่งนั่นนั่งตัวตรงขึ้นมา…ดวงตาสีฟ้าตวัดกลับมาสบกับสาวน้อยแล้ว “…แค่เธอคนเดียวก็พอ”

 

 

 

 

 

ประโยคนี้เป็นแค่การบอกจำนวนเท่านั้น…แต่คาเรนก็พบว่าตัวเองงี่เง่าพอที่จะใจเต้นขึ้นมา สาวน้อยจึงรีบดุตัวเองในใจให้เลิกเขินโง่ๆ แบบไม่มีค่าอย่างนี้สักทีแล้วรีบคุ้ยเอาของที่วันนี้ตั้งใจเอามาขึ้นจากเป้ของตน ยื่นมันออกไปให้อีกฝ่ายแล้วพูดเร็วปรื๋อ

 

 

 

 

 

“อะ โอเค…แล้วฉันจะสั่งเรื่อยๆ นะ…นั่นแหละ…แล้วก็นี่…” ปลายนิ้วชี้ๆ วนไปวนมาอย่างคนสติแตก “นี่…ฉันทำมาให้…”

 

 

 

 

 

อีกหนึ่งศิลปะแนวสาวน้อยหวานใสที่คาเรนพอจะมีติดตัวนอกจากความชอบทาเล็บก็คือการทำพวงกุญแจตุ๊กตา…แม้ว่ามันจะออกมาหน้าตาพิลึกฟูฟ่องเกินจะเรียกได้ว่าน่ารักอ่อนหวาน แต่เด็กสาวก็ภูมิใจอยู่ดีเพราะอย่างน้อยก็มีคนสนใจซื้อผลงานของตนอยู่ไม่ใช่น้อย…เธอคิดเงินบ้างไม่คิดเงินบ้างตามความสนิทกับคนสั่ง และสำหรับคนที่เสนอตัวช่วยติววิชาที่ตนหัวช้าให้อย่างอดทนแบบนี้…คาเรนก็ตั้งใจจะทำพวงกุญแจนี้ให้ฟิลีโดยไม่รอเจ้าตัวถามอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

 

 

 

 

 

“ว้าว…ขอบใจนะ…”

 

 

 

 

 

ว่าที่คุณหมอตาโตนิดๆ อย่างประหลาดใจ เอื้อมมือมารับพวงกุญแจไป มองๆ สักพักแล้วก็ถาม

 

 

 

 

 

“เธอทำเจ้า…เอ่อ…ปิกาจูนี่เองเหรอ?”

 

 

 

 

 

“ปิกาจูบ้านนายสิ” คาเรนคำรามฮึ่ม ลืมหมดแล้วว่าตัวเองกำลังเขินอยู่เพราะเปลี่ยนมาหัวเสียกับความไม่เข้าถึงศิลปะของพี่ชายร้านพิซซ่าตรงหน้าตน “มันคือสิงโตหรอกเถอะ…เรียนหมอซะเปล่าทำไมแค่นี้ไม่รู้หา?”

 

 

 

 

 

ฟิลีไม่ได้ต่อคำกลับทั้งๆ ที่เพิ่งโดนแซะเนียนๆ ไปก็เพราะมัวแต่ขำหน้าบึ้งๆ ของสาวน้อยและกำลังพิจารณาเจ้าตุ๊กตุ่นนี่อยู่…สีของมันเหลืองสดยิ่งกว่าสับปะรดเสียอีก แต่พอได้ไล่มองดีๆ ก็เริ่มเห็นหน้าเห็นตาว่าเจ้าขนฟูนี่คือสิงโตจริงๆ…และนั่นแหละที่ทำให้เขายิ่งขำ

 

 

 

 

 

น่ารักแบบพิลึกๆ เหมือนคนทำเลย…

 

 

 

 


คิดได้ถึงตรงนี้ หัวสมองก็ชะงักกึก…การตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังมองว่าสาวน้อยไฮสคูลโก๊ะๆ นี่น่ารักเป็นอะไรที่ไม่ต่างจากการที่มีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางวันฟ้าใสนักสำหรับฟิลี

 

 

 

 

 

นี่เขาเป็นบ้าอะไรกันวะ…???

 

 

 

 


นั่นจึงเป็นคำถามที่หนุ่มผมทองถามตัวเองตั้งแต่ตอนบ่ายนั้นยันเย็น…มันทำให้เขารู้สึกเบลอๆ ชอบกล แต่ก็เหมือนสติกลับมาได้เต็มร้อยในตอนค่ำๆ ตอนวูบที่เดินเข้ามาตรงโทรศัพท์ของร้านแล้วเห็นคิลียืนคุยอยู่

 

 

 

 

 

“เอางี้…บอกฉันดีกว่าว่าที่เธอกินไปมันมีอะไรมั่ง”

 

 

 

 

 

ผิดกับฟิลีที่รับสายไปเขียนไปได้อย่างสบายเพราะจำเมนูและรายละเอียดได้หมดแล้ว…คิลียังคงต้องเปิดสมุดเมนูแล้วไล่หาตามนั้นอยู่ ทำให้เจ้าน้องชายของเขามักชอบจะเปิดลำโพงมากกว่าจะพูดผ่านหูโทรศัพท์เพื่อจะได้มีมือว่างสองมือ…ซึ่งวันนี้ก็คงไม่มีอะไรทำให้ฟิลีสนใจได้หรอกถ้าไม่ใช่เพราะคำพูดคำจาแบบสนิทสนมและเสียงของคนปลายสายที่เขาคุ้นเคยดี

 

 

 

 

 

 

“ก็มีแฮมกับขนมปังแค่นั้นอ่ะ…แฮมแผ่นบางๆ เลยนะ ไม่ใช่แฮมในพิซซ่า…แล้วก็ขนมปัง…”

 

 

 

 

 

“นี่ชัวร์เลย!” ลูกหมาน้อยของบ้านร้องลั่นอย่างดีใจ “คงเป็นนี่แหละ…อัล ครูโด้แหงเลย เป็นขนมปังพิญาด้ากับพาร์มาแฮมน่ะ”

 

 

 

 

 

 

“โอเค…อัล ครูโด้สินะ” คนปลายสายพูด มีเสียงกุกกักลอดมาด้วย…เจ้าตัวคงกำลังหากระดาษมาจดชื่อเมนูไว้ “ขอบใจนะ…เอ่อ…บาร์ด?”

 

 

 

 

 

 

“เปล่าๆ…นี่คิลี” คนโดนทักผิดไม่ถือสาอะไรแถมยิ้มกว้างด้วยตอนแก้ชื่อให้ถูกต้อง “ฉันคือน้องชายฟิลีน่ะ”

 

 

 

 

 

 

“อ๋อ…โอเค คิลีสินะ…”

 

 

 

 

 

 

ทั้งๆ ที่ไม่อยากเลย แต่ฟิลีก็นึกภาพคนพูดพยักหน้าหงึกๆ ออกได้อย่างชัดเจน…และนั่นแหละที่ทำให้เขายิ่งกรุ่นๆ อย่างประหลาดชอบกล เพราะว่าที่คุณหมอรู้ดีแล้วว่าหลังจากพยักหน้าแบบนั้น…อีกฝ่ายก็จะยิ้มสดใสชวนมองแค่ไหนให้คู่สนทนา

 

 

 

 

 

 

แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับอารมณ์กรุ่นๆ ตอนได้ยินประโยคถัดมาเลยสักนิด

 

 

 

 

 

“ขอบใจมากที่ช่วยหาให้นะ…รักนะ”

 

 

 

 

 

คิลีหัวเราะก้ากใหญ่…เสียงหัวเราะแบบที่ฟิลีรู้ว่าใครที่ได้ฟังต่างก็ต้องรู้สึกยิ่งอยากยิ้มตาม และเสียงใสๆ ที่ขำคิกขึ้นประสานด้วยก็ยิ่งทำให้ว่าที่คุณหมอยิ่งอารมณ์ไม่ดี

 

 

 

 

 

“โอเค…” หนุ่มน้อยผมสีเข้มเริ่มต้นเกริ่น และคนเป็นพี่ชายก็รู้ก่อนเจ้าตัวจะเปล่งเสียงเสียอีกว่าน้องชายคิดจะพูดอะไร “ฉันก็รั—”

 

 

 

 

 

นี่เขาเป็นบ้าอะไรกันวะ…???

 

 

 

 


ฟิลียังคงหาคำตอบให้คำถามนี้ไม่ได้ แต่เขาก็พอจะตระหนักได้แล้วว่าอาการบ้านี้คงจะหนักหนากว่าที่คาดเดาไว้…ตัดสินจากที่ตนชิงเตะสายโทรศัพท์ของร้านให้หลุดจากขั้วก่อนที่คาเรนจะทันได้ยินประโยคบอกรักแบบใดก็ตามจากปากคนอื่นอย่างนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

 

เพราะอีกฝ่ายไม่ได้โทรมาสั่งพิซซ่าเลยหลังจากนั้น…ฟิลีจึงได้พบหน้าสาวน้อยหลังอุบัติเหตุโทรศัพท์สายหลุดนั่นเอาในอีกประมาณห้าวันถัดมา

 

 

 

 

 

ห้าวันเป็นเวลาที่มากเพียงพอแล้วในการจะทำให้หนุ่มผมทองรู้ซึ้งว่าตัวเองทำตัวได้โคตรงี่เง่าและไม่เท่แค่ไหน…ต้องขอบคุณทั้งเจ้าน้องชายที่ซื่อบื้อพอจะเชื่อจริงๆ ว่าสายโทรศัพท์มันหลุดเองกับข้อเท็จจริงที่ว่าสาวน้อยทีมฟุตบอลเองก็ดูจะไม่ได้ติดใจอะไร แต่ก็นั่นแหละ…คนที่รู้ดีอยู่แก่ใจแถมเป็นผู้ลงมืออย่างว่าที่คุณหมอก็ยังคงอดคิดถึงเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ดี

 

 

 

 

 

การติวผ่านไปอย่างชวนกระอักกระอ่วนในสายตาเขา…แต่คงไม่ใช่สำหรับคาเรน เด็กสาวดูแฮปปี้ดีและก็พูดจาอย่างปกติราวกับลืมไปแล้วว่าได้โทรเข้ามาที่ร้านแล้วได้คุยกับคิลี…สภาพที่กลับกันนี้ทำให้ฟิลียิ่งอยากเตะตัวเอง หนุ่มผมทองไม่เคยชินกับบทบาทในปัจจุบันนี้ของตนเลยสักนิด…ปกติแล้วฟิลีจะเป็นฝ่ายที่มีสติและคุมเกมส์เสมอ ไม่ใช่มาทำตัวไม่เท่และนั่งคาดเดาสถานการณ์ว่าอีกฝ่ายจะคิดอะไรอยู่แบบนี้เลย

 

 

 

 

 

บ้าเอ๊ย…นี่มันเหมือนกับว่าเขา…

 

 

 

 


ปึกชีทถูกเคาะกับโต๊ะแรงเกินจำเป็นเล็กน้อยเพื่อกลบเสียงความคิดโง่ๆ ในหัวตัวเอง…ทำให้คาเรนที่เก็บเครื่องเขียนลงกระเป๋าอยู่เอียงคอถาม

 

 

 

 

 

“เป็นไรน่ะ?”

 

 

 

 

 

“ไม่หรอก…” ส่ายหน้าพร้อมตอบอย่างหนักแน่นได้อย่างแนบเนียน “…ฉันโอเคดี”

 

 

 

 

 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความแนบเนียนนั่นจะทำงานได้ไวเท่าความงุ่นง่านหรอกนะ

 

 

 

 

 

“แค่…”

 

 

 

 

 

สาวน้อยกระพริบตา ทวนคำ “แค่?”

 

 

 

 

 

“แค่…” ว่าที่คุณหมอย้ำอีกรอบ กระแอมกระไอก่อนจะถาม…แผ่วเบาและเร็วปรื๋อ “…วันก่อนนั้นที่ติวกัน เธอโทรเข้ามาที่ร้านอีกทีเหรอ?”

 

 

 

 

 

ดวงตาสีคาราเมลมองเขาอย่างงงๆ…นิ่งคิดสักพักก่อนจะร้องอ๋อ “ใช่ๆ…ฉันโทรเข้ามาถามถึงเมนูที่วันนั้นเรากินกันน่ะ จำได้มั้ย…เรากินพิซซ่ากับขนมปังสักอย่างกัน นั่นแหละ…ฉันโทรเข้ามาถามชื่อขนมปังนั่น มันอร่อยดี”

 

 

 

 

 

ฟิลีส่งเสียงฮึมฮัมให้รู้ว่าตนฟังอยู่ รอให้สาวน้อยเล่าต่อเอง

 

 

 

 

 

“นึกว่าจะโทรเข้ามาเจอนายนะ…แต่เจอน้องนายแทน” คาเรนนิ่วหน้านิดๆ ตอนนึก “ชื่อคิลีใช่มั้ย…นั่นแหละ ฉันให้เขาช่วยหาชื่อเมนูให้ ตอนนี้โอเคละ…ทำไมเหรอ?”

 

 

 

 

 

ฟิลีไม่ตอบคำถามสุดท้ายนั่น…หยิบเศษกระดาษบนโต๊ะมาเขียนยุกยิกลงไปแล้วยัดใส่มือสาวน้อยแทน

 

 

 

 

 

“อะไรเนี่ย…” คาเรนบ่นอุบ กางมันออกอ่าน “เบอร์ใครเนี่ย?”

 

 

 

 

 

สาวน้อยไม่แน่ใจว่าตัวเองมองถูกไหม…แต่จู่ๆ พี่ชายร้านพิซซ่าสุดเท่ผู้เป็นฝ่ายแหย่ให้เธอเขินหน้าแดงมาตลอดกลับดูงุ่นง่านและพูดไม่เป็นปากขึ้นมาเสียอย่างนั้นตอนเอ่ยประโยคนี้

 

 

 

 

 

“…เบอร์ฉันเอง”

 

 

 

 

 

ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน…คาเรนกลับเริ่มเขินโง่ๆ อีกแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความซื่อส่วนตัวของสาวน้อยจะลดลงไป เพราะเธอก็ถามต่ออยู่ดีอย่างสงสัยจริงๆ “ให้มาทำไมล่ะ…เบอร์ร้านนายฉันก็มีแล้วนี่”

 

 

 

 

 

“ไม่ต้องใช้แล้วเบอร์นั้น” ฟิลีพูดสรุปด้วยน้ำเสียงรวบรัดแบบที่ไม่ยอมฟังคำเถียงใดๆ ทั้งนั้น มองไปทางอื่นที่ไม่ใช่สีหน้างงๆ บ้องแบ๊วนั่น “ต่อไปจะถามอะไรหรือจะสั่งพิซซ่าก็โทรเข้าเบอร์ฉันเลยโอเคมั้ย โทรเข้าร้านมามันกวนคนอื่นเขาไม่รู้หรือไง…”

 

 

 

 

 

“รู้แล้วน่า เลิกบ่นเหอะ” คาเรนกลอกตา ชูสองมือขึ้นในท่ายอมแพ้…เธอก็เขินอยู่หรอกนะ แต่ถ้าคนที่ทำให้เขินจะเริ่มต้นเทศนา สาวน้อยก็เขินต่อไม่ออกแล้วล่ะ “ฉันไปก่อนนะ”

 

 

 

 

 

แล้วพอประตูร้านปิดตามหลังสาวน้อย…ฟิลีก็พบว่าตนจมดิ่งในทะเลความอยากชกตัวเองยิ่งกว่าเดิม เขาไม่ชอบสถานการณ์ที่ตัวเองคุมไม่ได้แถมเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้แบบนี้เลย…ขาเก้าอี้ที่นั่งอยู่ถูกเอนและกระแทกกึกกักไปมา กริยาระบายความงุ่นง่านส่วนตัวของตนเอง

 

 

 

 

 

บ้าเอ๊ย…นี่มันเหมือนกับว่าเขา…

 

 

 

 


เสียงริงโทนมือถือดังขึ้นแทรกความคิด ทำให้หนุ่มผมทองจำต้องปัดทุกสิ่งในหัวทิ้งแล้วกดรับ…แม้ว่าจะไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นใครโทรมา นึกหวังอย่างเดียวว่าจะไม่ใช่เพื่อนที่มหาวิทยาลัยโทรมาบอกว่าวันนี้อาจารย์เกิดจัดคลาสด่วนซะงั้น

 

 

 

 

 

“ว่าไง มีแล็บรึ—”

 

 

 

 

 

“ฟิลี~”

 

 

 

 

 

เสียงปลายสายทำให้ว่าที่คุณหมอแทบตกเก้าอี้…ร่างโปร่งรีบหยัดตัวมานั่งตรงๆ แล้วเอ่ยคำ “คาเรน?”

 

 

 

 

 

“ช่ายแล้ว~” รอยยิ้มซนๆ ของสาวน้อยเหมือนจะปะปนมาในเสียงสดใสนี้ด้วย…และนั่นก็ทำให้ริมฝีปากของคนฟังยกยิ้มตามอย่างห้ามไม่ได้ “มองมานอกหน้าต่างร้านเร็วฟิลี”

 

 

 

 

 

เขาทำตาม…และก็ได้เห็นคนที่ตนคิดว่าน่าจะเดินไปแล้วโบกไม้โบกมือมาให้ ก่อนที่สาวน้อยจะใช้มือข้างที่ว่างอยู่ชี้ไปที่อีกข้างที่กำลังถือโทรศัพท์อยู่ กริยาที่ไม่ต้องมีคำอธิบาย…แต่เจ้าตัวก็อธิบายมาอยู่ดี

 

 

 

 

 

“นี่เบอร์ฉันนะฟิลี” รอยยิ้มบนวงหน้าของเธอนั้นสดใสกว่าแสงแดดเสียอีก “จะว่าไปแล้ว…ฉันก็ไม่เคยให้เบอร์ฉันกับนายเลยแฮะ เพราะงั้นก็นี่แหละนะ…โอเคมั้ย?”

 

 

 

 

 

“โอเคครับ” ฟิลีถอนหายใจ…ยิ้มนุ่มนวลออกมาอย่างอ่อนใจปนเอ็นดู นึกสงสัยว่าจะโทรคุยกันทำไมทั้งๆ ที่อยู่ห่างกันไปแค่ไม่กี่ก้าวอย่างนี้ “ขอบคุณมากนะครับ…ผมจะเมมไว้ให้ดีเลยครับมิส”

 

 

 

 

 

เสียงอึกอักเล็กน้อยดังมาตามสาย…ทำให้ยิ้มนุ่มนวลของหนุ่มผมทองแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มหล่อร้ายตามเคย ซึ่งเสียงหัวเราะหึหึแบบเดวิลของเขาก็ทำให้สาวน้อยปลายสายส่งเสียงเชอะๆ นิดหน่อย ก่อนจะกล่าวลา

 

 

 

 

 

“งั้นฉันไปจริงๆ ล่ะนะ” ร่างบางโบกมือมาให้จากนอกหน้าต่าง ยิ้มให้อีกที “…รักนะ”

 

 

 

 

 

ฟิลีพยักหน้าให้เธอ คำที่อยากพูดหลุดออกมาแค่ถ้อยกระซิบ…ทุ้มต่ำอ่อนโยน

 

 

 

 

 

“…รักเหมือนกันครับ”

 

 

 

 

 

ว่าที่คุณหมอไม่ได้มองตามจนอีกฝ่ายลับตาไป…แต่พอแน่ใจแล้วว่าไม่มีใคร หนุ่มผมทองก็ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้…ศีรษะเกยกับขอบพนัก แหงนเงยจนสุด…หลังมือวางแปะลงบนดวงตา

 

 

 

 

 

บ้าเอ๊ย…นี่มันเหมือนกับว่าเขา…

 

 

 

 


คำสบถเดิมถูกกล่าวซ้ำในหัว…แต่คราวนี้ ฟิลีกล้าพอแล้วที่จะยอมรับความจริงสักทีว่าประโยคนี้ควรถูกปรับแก้ให้เป็นอย่างไร

 

 

 

 

 

มันไม่ใช่ ‘เหมือนกับ’ แล้วล่ะ…

 

 

 

 


               

หนุ่มผมทองถอนหายใจเฮือกใหญ่…แต่ก็ไม่น่าเชื่อเลยเหมือนกันว่าความสิ้นหวังกับจิตใจตัวเองจะให้รสชาติอ่อนหวานถึงเพียงนี้

           

 

 

 

 

…เขาอยากจีบยัยเด็กไฮสคูลจอมโก๊ะนี่อย่างจริงจังแล้วล่ะ 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
tbc.

 
************************************
 
 
 
สวัสดีค่ะทุกคน
 
 
 
 
ขอขอบคุณเน็ตและค่าไฟของสนามบินอินชอนที่ทำให้ทิพย์เขียนฟิคบทนี้ได้555555 ช่วงนี้ไฟเรื่องนี้ติดชอบกล…คิดถึงเอยูเซ็ตนี้จริงๆ >< บทนี้มีมาเจสติกโดนัทกับสาวน้วยไวโอลินโผล่มาด้วยฟฟฟฟ คิลีก็มาแล้วฟฟฟฟฟฟ โอ้ยยย รู้สึกเหมือนรวมญาติชอบกลอีกแล้วค่ะ รอวันที่จะได้มาจอยกันมานานแล้วววว ตอนเขียนนี่ทิพย์สนุกมากเลยค่ะ
 
 
เรื่องรวมเล่ม…ตอนนี้เขียนไฮสคูลเชริคและริชลีสอนอังกฤษจบหมดแล้วค่ะ รอปลายปีนี้ว่าจะออกได้หมดไหม TvT ขอบคุณทุกคนที่สนใจนะคะ ช่วงใกล้ๆจะพิมพ์คงมีให้ลงชื่ออีกรอบค่ะ รอฟังข่าวกันนะคะ
 
 
 
 
ขอบคุณมากค่ะ UuU
 
 
 
 
ทิพย์เอง
 
 
 
Advertisements

13 responses to “[The Hobbit Fic][FiliKaren] With Love and “XOXO” Pizza (3)

  1. สาม สอง หนึ่ง เริ่ม

    ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    พี่ทำอะไรลงไปรู้ตัวมั่งมั้ยคะ ฟฟฟฟฟฟฟฟ ส่งพิซซ่ามาดึกๆยังงี้คิดว่าน้องควรจะทำยังไง ทำไมไม่ส่งมาให้เร็วกว่านี้ ฟฟฟฟ /โดนเตะ แงงงงง น้องรู้ว่าพี่ซาดิสม์แต่ยังไงน้องก็ให้อภัยพี่นะคะ ฉะนั้นอย่าทิ้งพิซซ่าไปนะ ถ้าทิ้งไปโปรดทิ้งคนส่งพิซซ่าไว้—– #ไม่ผิด /ทำหน้าสาวน้วยบ๊องแบ๊ว จริงๆคือหน้าสมองได้รับการกระทบกระเทือน ถถถถถถถ

    โอเค เริ่มจริงๆแล้ว สมาคมแม่บ้าน ชุมนุมรวมญาติหลังร้านที่มันอะไรกันคะ กร๊ากกก แต่ละคนนะ เชื้อไม่ได้ทิ้งแถวกันเลยจริงๆ จับกลุ่มจินตนาการเดาความได้เป็นเรื่องเป็นราว นี่มันบรรยากาศการนินทาเพื่อนบ้านชัดๆเลยค่ะ พี่ทิพย์ 5555555555555 แต่เห็นแก่เรื่องที่คิดออกมา น้องยกระดับให้เป็นกลุ่มเด็กอนุบาลที่นั่งจับผิดเพื่อนตัวเองดีกว่า 55555555555555555555555 แฟนลุงของน้องก็ช่างเหมือนคุณครูอนุบาลนะคะ คิดถึงนางจริงๆ #จุ๊บเหม่งหนูมั่งสิคะคุณครูฟฟฟฟฟฟฟ #โดนทุบตายด้วยโดนัท

    ต่อไปนี้เป็นการจับจุดเล็กๆมาสกรีมฟฟฟฟ #จุดเล็กๆก็ยังจะเอา

    คนตรงหน้า ‘ของเธอ’ ฟกาฟหากสหากสวหกวสาวาส โอเค ไม่ ไม่โอเคค่ะ น้องทนไม่ได้ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ /ลงไปกรี๊ดใส่หมอน หนุ่มหล่อใจดีมันฟกดาหฟฟหสกวาดสหฟาสวดกา จังเลยค่ะ ฮือออออ

    แล้วฟิลีคะ ฉันจองไว้แล้วนี่ จองโต๊ะหรือจองคนคะะะะะะ ถถถถถถถถถถ

    แฮ่ม ได้ได้ เลาจะไม่แซวนาย – มาก – นะ แต่แบบ แหมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม นาย นาย นายทั้งติวให้ ทั้งให้ยืมโน้ตสุดหวง ทั้งเลี้ยงพิซซ่าหน้าโปรดที่ทำเองกับมือ ทั้งหวงไว้คนเดียวจนให้เบอร์ไว้คุยคนเดียวน่ะ ฟฟฟฟฟฟฟ #โทรสั่งพิซซ่ากับร้านมันรบกวนร้านตรงไหนวะคะฟิลี ถถถถถถถถถถถถถถถถถถ ไม่รวมที่แอบยิ้มคนเดียว คิดนู่นคิดนี่ นายไม่ ‘จะ’ แล้วล่ะนายยยยยยย จริงๆเชื่อเลา

    แล้วนะ ที่อ้างๆน่ะมันใช้ไม่ได้เลยนะฟิลี ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ขี้เกียจมานั่งจำมันต้องจ่ายเลยตะหากเล่า ทีนี้พอมันค้างๆมันก็ต้องจำไง #หรือนายกะจะรวบต้นรวบดอกรวบหัวรวบหางทีเดียวเลยฮะ——- ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    แล้ว แล้ว แค่เธอคนเดียวก็พอออออออออออออออออออออออออออออออ พอออออออออออออออออ ถ้าคาเรนงี่เง่าใจเต้น น้องไม่งี่เง่ากว่าขั้นสุดหรอคะ /กรีดร้องแทน ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ /ทำหน้าเขินโง่ๆแล้วแปลงร่างเป็นปิกาจู เอ้ย สิงโตแดนดีไลออน

    รับรองว่าพวงกุญแจนั่นต้องอยู่ติดตัวไม่ห่างเลยใช่มั้ยคะฟิลี เลารู้นะ หึหึหึหึ แค่กแค่ก /พิซซ่าติดคอ

    ส่วนปิกาจูบ้านนายสินั่นน่ะะห์ ฟิลีหยอดกลับว่า บ้านฉันก็บ้านเธอเรามาเป็นครอบครัวเดียวกันมั้ยสินะคะ #ไม่ใช่นิสสันมาร์ช #แต่ได้ก็โอเคนะ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ น้องคิดไปถึงนั่นน้องไม่ผิดใช่มั้ยคะ ฟฟฟฟฟฟ

    แงงงงงงงงงงงงงงงง แล้ว แล้ว โอเคครับแอนด์มิสดาเมจนั่นน่ะค่ะ ฟฟฟฟ /ลงไปนอน ทำไมน้องมาดาเมจกับอะไรยังงี้มากๆเลยคะ ฟฟฟฟฟฟฟฟ น้องจะไม่ทน ฟฟฟฟฟฟฟฟ อ่านบทนี้แล้วยิ่งรักเรื่องนี้ขึ้นไปอีกเลยค่ะ แงงงงง ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ทั้งฟิลีทั้งคาเรนมันน่ารักมากกกกกกกกกกกกกก ทูคิ้วท์ฟอร์มายฮาร์ททูเทค ฮือออออออออออ

    แต่พี่ทิพย์คะ ไม่รู้ทำไม อ่านๆฉากนักศึกษาแพทย์ติวกัน สาวน้อยเพ้อฝันนิดๆจริตไม่เยอะธรรมชาติๆ กับหนุ่มรูปหล่อร้ายนิดๆกับนัยน์ตาแพรวพราวและยิ้มกวนๆ ‘ v ‘ ผู้มีสเปคเป็นสาววิคตอเรียซีเครต น้องคิดถึงอะไรก็ไม่รู้ล่ะค่—- /ปิดหน้า /โดนทุบตาย

    โอเคค่ะ หยุดแล้ว น้องรู้ว่าทั้งหมดน้องจินตนาการไปเอง #รึเปล่า #ไม่ รักดอกจึงหยอกเล่น พี่อย่าโกรธน้องนะ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    สุดท้ายนะคะ ฟิลีสิ้นหวัง น้องก็สิ้นหวังแล้วค่ะ น้องไม่อยากกดดันคนเขียนนะคะ เข้าใจว่าคนเขียนมีภาระให้ดูแลรวมถึงเรือมากมาย แต่ฝากพี่ไปบอกคนเขียนด้วยนะว่าช่วยดูแลเรือเล็กๆลำนี้ด้วย มาล่อให้ติดเบ็ดแต่ไม่ยอมเอาขึ้นซักทีปลาทองน้อยๆอย่างน้องอาจจะทรมาณใจตายได้ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    รักนะคะ

    Like

  2. ทิพย์ หล่อน หล่อนล้ายกาดที่สุด หล่อนทำให้ฉันกรีดร้องเสียสติเป็นนกฮูกโดนแสงได้ทุกๆสามย่อหน้า ฮืออออออออออออออออออออออออบ้าเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย //แงะคีย์บอร์ดออกมาดีดใส่

    แม่ง แม่งงงงงงงงงงงง โอเค ฉันกรี๊ดฟิลีกับคาเรนเบาๆในความฟรุ้งฟริ้งนะ แต่แม่สาวไวโอลินน่ะ ฮืออออออออ คือบิลโบ บิลโบแมว่งงงงงงงงงงงง จุ๊บแก้มธอรินนั่นมันอะไรยะะะะะฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ฮืออออออออออ แล้วคาเรนที่เอาแต่บอกรักนะรักนะฟิลีในตอนก่อนๆอีกล่ะ ฮือออออออออ ฉันเสียสติไปแล้ว ฟก่ดวสาหฟ่ดฟหก้ด่าห
    แต่แบบ ฟิลียยยย์ ฟิลีที่เคี่ยวและงก(?) //โดนชก ให้โน้ตคาเรนฟรีๆนี่แบบ ฟฟฟฟฟฟฟ พวกตาลุงพิซซ่ากับเจ้าเด็กนวดแป้งทำไมถึงเซ่อกันแบบนี้คะ ฟฟฟฟฟฟฟ แต่ตาลุงหมีแกไม่ละเอียดอ่อนอยู่แล้วก็คงต้องปล่อยแกไป #ผิด

    แล้วอาการหึงเหวี่ยงนี่มันอะรายยยยยยย สายโทรศัพท์ที่ร้านขาดขึ้นมานายจะทำไงยะคุณหมอ เดี๋ยวก็โดนลุงตัดเงินเดือนเอาหรอกฟฟฟฟฟฟฟฟฟ แล้วการให้เบอร์นั่นอีก ฮวือววววววววววว แมร่ม แมร่มมมม ทิพยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย์ /ตะกุยจอ

    ว่าแต่ อินชอนเป็นสนามบินที่มีอาถรรพ์(?)ใช่มั้ย เธอถึงได้ผลิตฟิคออกมาได้ทุกครั้งที่ไปที่นั่น (ฮา)

    ป.ล. รอรวมเล่มเชริคและมนต์รักบ่อเป็ดและเพนกวินเลิฟนะจุ๊

    Like

  3. พี่คะ ขอพิซซ่าเพิ่มค่ะพี่

    ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    Like

  4. แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง แงงงงงงงงงงงงงงงงงแ งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

    ทำไมฟิคนี้ถึงน่ารักขนาดนี้คะพี่ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ น่ารักจนน้องอ่านจบแล้วสติหลุดจนเน็ตหลุดตามไปเลยอ่ะแงงงงงงงงงงงงง แงงงงงงงงงงงงง แงงงงงงงงงงงง //อันสุดท้ายคือเหตุผลที่ร้องไห้

    โอยยยย น้องจับประเด็นอะไรไม่ได้เลย น้องฟินจนน้องต้องอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายๆรอบ คือทำไมมันน่ารักขนาดนี้คะพี่ทิพย์ แงงงง ยิ่งไอ้ความหึงหวงเหวี่ยงๆเงี้ยวๆนี่เหมือนแมวดุมากกว่าสิงโตพวงกุญแจแล้วนะคะฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ แงงงง ตอนนี้คาเรนแมนมากๆ แมนสุดๆ ยิ่งฉากยิ้มนอกร้านให้นี่คือแมนมาก ฟิลีคะ ความเหวี่ยงทำให้คนเรามุมิขึ้นนะคะ พิจารณาตัวเองด่วนค่ะก่อนที่จะเสียตำแหน่งพระเอกให้คาเรนคนเท่ถถถถถถถถถถถถถถ

    โอยย พี่ทิพย์คะ ฟิลีนี่ไม่รู้ใจตัวเองจนน้องขำเลยอ่ะ 555555555555 ขอแซวแปป นายมันงั่งมากฟิลี นายติวให้เขา เลี้ยงพิซซ่าเขา หึงเขา ตอนก่อนหน้านี้นายเพิ่งปลอบเขา ก่อนหน้านี้อีกนายก็ตอบโทรศัพท์ว่ารักเหมือนกันมากี่รอบแล้วหาาาาาา ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ แงแงแงแง เราขำนายมากเลยฟิลี เราขำนายขนาดนี้เลยนะถถถถถถถถถถ

    ชอบเวลาพี่ทิพย์เขียนบรรยายถึงคาเรนจังค่ะ น้องว่าพี่ทิพย์บรรยายออกมาได้น่ารักมาก มุ้งมิ้งสุดๆ น้องอ่านแล้วหลงรักเลย ยิ่งตอนคาเรนคิดหาคำตอบ ทำเสียงฮึ่มฮั่มนั่นคืออนันต์ว่าน่ารักมากเลยฟฟฟฟ อนันต์ล่ะอยากจะจีบแทนฟิลีแล้วเหลือเกิน นายช้าเกินไปแล้วนะฟิลี!(แล้วอนันต์ก็วนกลับมาแซะฟิลี(เราเปล่าเกลียดนายนะฟิลี(แต่ถ้านายช้านี่เราจีบแทนจริงๆนะ!)))

    ฮืออออออออออ เบอรืพิซซ่าร้านนี้เบอร์อะไรคะ อนันต์จะโทรไปสั่งบ้างฟฟฟฟฟฟฟฟ

    Like

  5. มาแบบไม่ทันตั้งตัวเลยค่ะตอนนี้ โอยย ฟิลีนายคิดถูกแล้วล่ะ คำว่า”เหมือนกับ”น่ะลบออกไปเหอะ ทำซะขนาดนี้ละ รอดูว่าค่าพิซซ่าคืออะไร 🙂

    Like

  6. พี่รู้มั้ย น้องไปยืนรอหน้าร้านพิซซ่าทุกวันเลยนะ ปุลุ พิซซ่า1150 ตอนนี้ซื้อ1แถม1นะคะ ใครอ่านจบแล้วหิวโทรสั่งได้ //รองเท้ามาจากไหน

    Like

  7. ยิ้มจนแม่บอกเป็นบ้าอะไร 555555 คู่นี้น่ารักมาก T v Tb สำนวนพี่ทิพย์ก็เทพอีกตามเคย ^^ สู้ๆนะคะ! รักนะ …อืม รักเหมือนกัน – , –

    Like

  8. น่ารักมากเลยยยย…อารมณ์มันหวานๆอุ่นๆดีสุดๆ ภาพจำของฟิคเรื่องนี้คือประโยค…เท่านี้แหละ…รักนะ… กับ …รักเหมือนกัน…

    Like

  9. นี่คิดไปเองรึเปล่าว่ามีสมาคมสุมหัวอะไรสักอย่างอยู่หลังร้านพิซซ่า???
    ปร๊ะ อยากเปลี่ยนโทรศัพท์ที่ร้านเป็นแบบโชว์เบอร์ซะจริง พอเบอร์บ้านคาเรนขึ้น จะได้เขียนเลย “เฉพาะฟิลีรับ” 5555 แต่ใครจะรู้ว่าว่าที่หมอเรามาเหนือชั้นกว่า เอาเบอร์ส่วนตัวพี่ไปเลยน้อง อ๊ากกกกกกกกกกกก คิลี ขอบคุณมากที่รับสายวันนั้น พี่ฟิลีจะได้รู้ซะทีว่ายังไงก็หนีเด็กไฮสคลูไม่พ้นสินะ สินะ สินะ ฮุี่ๆๆๆๆๆ
    รวมเล่มมมมม ฉลองรวมเล่มมมมมม รอสอดส่งเต็มทั้ง้เชริคทั้งโดนัท โอ้วววว อยากได้ดูโอแด็ดด้วย #ไม่เกี่ยว 5555
    เอาหล่ะ หนีไปอ่านโดนัทต่อดีกว่า คึตึตึ ฮุฮิ

    Like

  10. ทุกคนในบ้านแลดูรักฟิลีมากกก //กรี๊ดด ท่านป้า กับท่านลุงได้ออกด้วย ดูหวานชื่นกันดีจังเลย
    ฟิลีผูกขาดการส่งพิซซ่าบ้านคาเรน แถมมีหึงด้วย >///< ในที่สุดก็เริ่มรู้ใจตัวเองซะที พอเป็นคาเรนแล้ว จะเหมือนไปไม่เป็นเลยทีเดียว 555 //นั่งมองฟิลีต่อยตัวเอง อ่านแล้วอยากโทรสั่งพิซซ่า รีเควสใส่ เดอะพิซซ่า ขอให้คนส่งเป็นฟิลี น่ะคะ //อุ๊บ ผิดส์

    Like

  11. คู่นี้อ้่นกี่ทีก็น่ารัก เขินกันไปมา ว่าที่คุณหมอกับสาวน้อย

    Like

  12. น่ารักแบบโง่ๆคือนิยามที่ฟิลีมอบให้หมาน้ยคาเรนสินะคะ แหมมม สุดท้ายก็กินเด็—– /โดนถาดพิซซ่าฟาดหัว

    Like

  13. ขอบคุณโลกใบนี้ที่ทำให้เจอฟิคนี้ค่ะ
    โอ้ยมัน น่ารักมว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ไม่รู้จะหวีดยังไงให้สมกับความน่ารักของเรื่องนี้เลยค่ะ มันน่ารักมากจริงๆ โอ๊ยยยย แอทแทคหัวใจมากๆ
    สาวน้อยคาเรนน่ารักมากๆ เป็นไทป์สาวที่เราชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เลยค่ะ ฮือ หนูไม่รู้ตัวเลยใช่มั้ยว่าทำให้พี่เค้าชอบน่ะ ฮือออออออ เจ้าหมาน้อย น่ารักมากกก

    ไม่รู้จะมีตอนต่อไปเมื่อไหร่ แต่นี้ก็สนุกจนหยุดยิ้มไม่ได้เลยค่ะ
    คิลีทำถูกแล้วหนูลูกที่รับโทรศัพท์แทนพี่เค้าน่ะ โอ้ยยยยย

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s