[Star Trek Fic][McCoyCarol&JimSpock] Give It a Little Try (4)

 
 
Give It a Little Try
Star Trek fanfiction by Tippuri~ii *
 
 

 

 

    

 
 

Pairing: Leonard McCoy x Carol Marcus & Puppy!Jim x Cat!Spock
Type: AU fanfiction

 

 


 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้มีบางส่วนที่เป็นแฟนฟิคชั่น boys’ love..ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 
 
 
 
 
************************************
 
Previous Chapters 
 
 
 
 
 
 
 
************************************
 
 
Chapter 4
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ถ้าจะมีการจัดรวบรวมสถานที่ที่เหมาะกับการเดทเอาตอนช่วงนั้นล่ะก็…บริเวณแหล่งท่องเที่ยวแถบอ่าวซานฟรานซิสโกในเช้าวันเสาร์ที่เลโอนาร์ด แมคคอยมีนัดกับแครอล มาร์คัสคงได้ติดในรายการอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

 

 

 

ตลาดนัดต้นไม้ที่ทั้งคู่จะมาเจอกันในวันนี้เป็นจุดนัดพบที่ต่างก็คุ้นชื่ออยู่..แต่คุณหมอกับหญิงสาวก็ตกลงกันว่าจะเดินทางไปพร้อมกันเลยเมื่อรู้ว่าต่างฝ่ายต่างก็วางแผนว่าจะนั่งรถรางไปเหมือนกัน นั่นจึงทำให้ตอนนี้ ชายหนุ่มที่มาถึงก่อนแล้วกำลังเดินย่ำกลับไปกลับมาตรงที่ว่างให้คนรอรถ…แมคคอยไม่ได้กำลังงุ่นง่านแต่อย่างใด เพียงแต่มันเป็นนิสัยของระบบระบายความเครียดของเขาที่ทำงานเป็นการขยับตามจังหวะหนูติดจั่นแถมหน้าบึ้งสนิทแบบนี้…ชายหนุ่มยังคงไม่ค่อยอยากเชื่อเลยว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงนี้จริงๆ แล้วก็เพิ่งวางสายจากแครอลไปด้วย เธอบอกว่าอยู่ห่างไปแค่อีกหัวมุมเดียวแล้ว

 

 

 

 

 

นรกเอ๊ย…มันไม่ใช่เดทโว้ย…มันคือการซื้อของมาคืนในฐานะของหมอกับคนไข้… 

 

 

 

 

 

แมคคอยขมวดคิ้วบึ้งตึงพลางสำทับประโยคนี้รัวๆ กับตัวเอง…จะไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าตอนนี้ตัวเองกำลังตื่นเต้นงี่เง่าอยู่ลึกๆ ในใจแบบบอกไม่ถูก ภาพหนุ่มหน้าดุยืนกอดอกแถมขมวดคิ้วจนแทบเป็นโบว์แบบนี้ช่างขัดตากับบรรยากาศแดดสดใสนัก…แมคคอยร่ำๆ จะเดินวนอีกสักรอบแล้วถ้าไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่รุดเข้ามาและคำทักทายอันคุ้นหู

 

 

 

 

 

“หวัดดีค่ะคุณหมอ!” ผมบ็อบสีบลอนด์คงถูกหวีมา แต่ตอนนี้ก็เริ่มกระเซิงเล็กๆ แล้วตามแรงขยับ…หากนั่นก็ไม่ได้ลดมาดกระฉับกระเฉงมั่นใจของแครอล มาร์คัสไปได้เลย หญิงสาวดูสวยสดชื่นในกระโปรงสั้นสีมิ้นต์และแจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาลอ่อน…เข้ากันนักกับรองเท้าบู๊ทสั้นๆ กับผ้าพันคอสีขาวครีม ลมเย็นเฉียบของซานฟรานซิสโกยามสายไม่ทำให้เธอต้องลำบากอะไรเลยด้วยเลคกิ้งสีดำสนิทที่สวมมาด้วย

 

 

 

 

 

คุณหมอยิ่งหน้าบึ้งเข้าไปอีก…ทั้งนี้เพราะเขายิ่งอยากเตะตัวเองที่จู่ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกและคิดว่าสาวน้อยตรงหน้าน่ารักดีชะมัด “หวัดดี…”

 

 

 

 

 

“เอ่อ…” แครอลนิ่วหน้ายิ้มแหะๆ พร้อมชูสองมือขึ้นในอากาศเล็กน้อย…เข้าใจสีหน้าบึ้งๆ ของคุณหมอผิดไปถนัด “ขอโทษค่ะที่มาสาย คุณหมอรอนานสินะคะ…”

 

 

 

 

 

“ไม่นานหรอก” แมคคอยโบกมือพั่บๆ ทันทีราวกับจะปัดให้ประเด็นนี้ของหญิงสาวหล่นไปจากบทสนทนา ก่อนจะพยักเพยิดไปทางรถรางที่เคลื่อนตัวเข้ามาให้เห็นได้แล้ว “มาเถอะ…รถมาพอดีเลย”

 

 

 

 

 

แครอลพยักหน้ารับ…ก้าวยาวๆ ตามคุณหมอได้อย่างไม่ลำบากอะไร แต่ด้วยความที่ผู้โดยสารที่ร่วมทางขึ้นมาบนรถด้วยนั้นมีจำนวนไม่น้อยเลย…หญิงสาวจึงพบว่าตัวเองโดนดันให้มายืนในจุดที่ห่างไกลเสาและราวห่วงจับก็สูงเกินเอื้อม แถมระยะห่างระหว่างเธอกับดอกเตอร์แมคคอยก็น้อยแสนน้อย…จึงทำให้ร่างของแครอลเซไปชนแปะเข้ากับอีกฝ่ายทันทีที่รถออกตัวอีกครั้ง

 

 

 

 

 

“ขอโทษค่ะ!” หญิงสาวรีบหยัดตัวให้กลับมายืนตรงๆ…แต่ก็เซมาทางเดิมใหม่ โชคดีที่คราวนี้เธอยังทรงตัวได้…แครอลเลยแค่ยืนโอนเอนไปมาเท่านั้น มือเรียวพยายามเอื้อมขึ้นไปจับราวเหนือศีรษะพร้อมๆ กับที่มองอีกฝ่าย เหลืออดกับความดูไม่ได้ของตัวเองนัก “ขอโทษนะคะคุณหมอ…”

 

 

 

 

 

แมคคอยส่งเสียงฮื่อตอบ…เสมองนั่นมองนี่และดีใจนักที่อีกฝ่ายกำลังวุ่นกับไอ้ราวจับนั่นจนไม่ได้สังเกตว่าเขาหน้าแดง แต่เมื่อเห็นว่าความพยายามของสาวน้อยในการจะเอื้อมให้ถึงมันนั้นไร้หวังแน่ๆ…คุณหมอผู้ที่ตอนนี้จับราวนั่นถึงอย่างสบายๆ ก็ตัดสินใจเสนอประโยคนี้ออกไป บอกตัวเองซ้ำๆ เกินจำเป็นว่านี่เป็นแค่เพราะเขาไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งรถที่เริ่มจ้องมาแล้วว่าเมื่อไหร่สาวน้อยจะเอื้อมจับราวได้เสียทีเท่านั้นแหละ

 

 

 

 

 

“มิสมาร์คัส…ถ้ามันสูงนักก็จับนี่ไว้ละกัน”

 

 

 

 

 

…ซึ่งมันก็คงเป็นคำเสนอที่ไม่ทำให้ใจคนฟังเต้นแรงเลยสักนิดถ้า ‘นี่’ ที่คุณหมอพยักเพยิดนิดเดียวให้รู้ก็คือแขนข้างที่เจ้าตัวกำลังยื่นมาจับราวอยู่นั่นเอง

 

 

 

 

 

“เอ่อ…จะดีเหรอ—!!”

 

 

 

 

 

การทักท้วงอึกอักของแครอลหายวูบกลางคันเพราะรถหยุดที่สถานีต่อไป…และก็ส่งผลให้เธอเซไปชิดกับแผงอกของคุณหมออีกรอบ ทำให้เมื่อสาวน้อยเด้งตัวออกมาได้…มือเรียวๆ นั่นก็เอื้อมไปจับท่อนแขนแข็งแรงของคนตรงหน้าโดยไม่โต้ไม่แย้งทันที เพราะเธอทนกับระดับความเขินของสัมผัสแค่นี้ได้มากกว่าการเซเข้าไปอยู่ในวงแขนของชายหนุ่มเป็นรอบที่สามเยอะเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

“ขะ ขอบคุณนะคะคุณหมอ…”

 

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรครับมิสมาร์คัส…”

 

 

 

 

 

คุณสัตวแพทย์กระแอมกระไออย่างรักษามาด…ก่อนที่จะรู้สึกได้ถึงสายตาของคนรอบข้างที่มองมา ทุกคนที่พอจะได้ยินคำเรียกที่ทั้งสองมีให้กันต่างก็ทำหน้าแปลกๆ…และแมคคอยก็เพิ่งตระหนักได้ว่ามันช่างดูโคตรพิลึกเลยที่ตัวเองในวันหยุดจะต้องมาโดนเรียกเสียเต็มยศแบบนี้

 

 

 

 

 

“นี่…”

 

 

 

 

 

แครอลเงยหน้าขึ้น พยายามยิ้มให้ราวกับว่าหัวใจเธอไม่ได้รู้สึกผิดปกติอันใดอยู่ “คะคุณหมอ?”

 

 

 

 

 

“เลิกเรียกอย่างงั้นเถอะ…ผมไม่ได้…” ชายหนุ่มกลอกตาใส่ชุดไปรเวทของตน…เชิ้ตลายตารางสีเข้มทับด้วยแจ็คเก็ตกันลมสีดำกับกางเกงยีนธรรมดา ก่อนจะสรุปรวบรัดตามนิสัย “…อย่าเรียกคุณหมอเลย มันพิลึก”

 

 

 

 

 

แครอลกระพริบตา…และก็เพิ่งได้คิดชัดๆ กับตัวเองว่าอีกฝ่ายในชุดธรรมดาแบบนี้ก็ยังคงเท่เหลือใจเสียจริง แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดผิดทางมาก…เธอเลยรีบๆ ปัดมันออกไปแล้วคิดตรองสิ่งที่ได้ฟังแทน

 

 

 

 

 

“โอเคค่ะ…” สาวน้อยพยักหน้า เม้มปากชั่ววินาทีก่อนเปล่งเสียงคำหลัง “…เลโอนาร์ด?”

 

 

 

 

 

ในน้ำเสียงมีกระแสคำถามเจือมา…ซึ่งคุณหมอก็ตอบความลังเลนั้นด้วยการพยักหน้าว่าแบบนี้โอเคแล้ว ทั้งๆ ที่ในหัวเขานั้นมีแต่คำสบถรัวๆ

 

 

 

 

 

นรกเอ๊ย…ก็แค่ชื่อเองหรอกเหอะ พวกเราสนิทกันพอจะเรียกได้แล้วโว้ย…ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลยเถอะว่ะ… 

 

 

 

 

 

แมคคอยตะโกนใส่ตัวเอง…เริ่มคิดแล้วว่าชะรอยการโยนตัวเองออกไปให้รถรางทับให้หายบ้าน่าจะเป็นทางที่ดีกว่าแค่เตะตัวเองในใจอยู่แบบนี้

 

 

 

 

 

“ถ้างั้น…”

 

 

 

 

 

เสียงของสาวน้อยเอ่ยแทรกขบวนคำสบถในหัวของคุณสัตวแพทย์…ทำให้ชายหนุ่มหน้าบึ้งก้มลงไปสบตากับดวงตาโตสีเทาและมองวงหน้าหวานที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ อันจริงใจนั้น

 

 

 

 

 

“…คุณเรียกฉันว่าแครอลก็ได้นะคะ”

 

 

 

 

 

พอได้ฟังประโยคนี้ของเธอจนจบ…เลโอนาร์ด แมคคอยก็ยิ่งเห็นถึงความจำเป็นในการโยนตัวเองออกไปให้รถรางทับเพื่อจะได้หายบ้ามากเข้าไปอีกเป็นเท่าตัว

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

 

แม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่บ้าน แต่มันก็เป็นสถานที่ที่เขาคุ้นเคยดีไปแล้ว…หากนั่นก็ไม่ได้ทำให้สป็อครู้สึกว่าการเดินเข้าไปจะเป็นเรื่องง่ายดายแต่อย่างใดด้วยจำได้ดีว่าครั้งสุดท้ายที่ออกจากที่นี่นั้น เขาปฏิบัติตัวทิ้งท้ายได้แย่มากแค่ไหน

 

 

 

 

แมวเหมียวในสายตามนุษย์หรือชายหนุ่มผมดำในสายตาตัวเองเลยได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูหลังของคลินิกของคุณสัตวแพทย์แมคคอย…ระยะเวลาที่พักฟื้นอยู่ที่นี่ทำให้สป็อครู้แล้วว่าคุณหมอจะไม่ปิดช่องขนาดเล็กที่มีไว้ให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองเดินออกมาเล่น และสนามด้านหลังที่ว่างเปล่าตอนนี้ก็บอกให้ชายหนุ่มผมดำรู้ว่าคนที่ตนกำลังต้องการจะพบหน้าต้องอยู่ในตัวอาคารเป็นแน่แท้

 

 

 

 

 

ว่าตามจริงแล้ว…สป็อคก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมตัวเองถึงมายืนอยู่ตรงนี้ ไม่บ่อยเลยที่เขาจะทำการกระทำอันไร้เหตุผล…แต่วันนี้ พอแครอลออกจากบ้านไปแล้วเขาได้อยู่คนเดียวเงียบๆ เป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ ชายหนุ่มผมดำก็พบว่าตัวเองเอาแต่คิดถึงนาทีของบทสนทนาสุดท้ายที่มีให้กับจิม และความคิดนี้ก็ทำให้ในหัวใจหนักหน่วงปนเสียใจขึ้นมาอย่างประหลาด…ความไม่มีเหตุผลที่สป็อคไม่อาจอธิบายถึงที่มาได้ เช่นเดียวกับความรู้สึกวูบโหวงจากความเงียบงันที่โอบล้อม…บรรยากาศที่ไร้เสียงของใครบางคนที่เอาแต่จะชวนคุยหรือเรียกชื่อเล่นๆ อยู่เสมอกลับไม่ทำให้รู้สึกสบายใจอย่างที่คิดทีแรกเลย

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มจึงสูดลมหายใจลึกๆ…เอื้อมมือไปผลักบานประตูเล็กๆ นั่นให้เปิดแล้วค่อยๆ ปีนเข้าไปในตัวบ้าน

 

 

 

 

 

เสียงบานไม้ที่ปิดงับลงมานั้นอาจจะเบาแสนเบา…แต่ก็ไม่เบาเกินที่ประสาทหูของเจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์จะได้ยิน จิมผู้ที่นอนหงอยอยู่บนชั้นสองหยัดตัวขึ้น…ก่อนที่จะสูดจมูกฟุดฟิดแล้วนั่งนิ่ง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง…ชายหนุ่มผมทองรู้ดีแล้วว่าใครคือคนที่เพิ่งแอบเข้ามาในบ้าน

 

 

 

 

 

เสียงฝีเท้าเบาหวิวค่อยๆ ขึ้นบันไดมา…ไม่เหลือเวลาให้เขาคิดอะไรมากนักนอกจากนั่งตัวตรงอยู่เช่นนั้น มือข้างหนึ่งแตะลงบนผ้าพันแผลบนแขนอีกข้าง…ความเจ็บที่แล่นปราดบนผิวเนื้อนั้นเล็กน้อย แต่ที่ทิ้งตัวเนิ่นนานและบาดลึกกว่าคือความรู้สึกเสียใจปนน้อยใจที่ซ่านขึ้นมาตอนคิดถึงคนที่ฝากแผลนี้ไว้

 

 

 

 

 

จิมเลยมีเพียงคำทักห่างเหินตอนที่ชายหนุ่มผมดำเดินเข้ามาในห้อง “สป็อค”

 

 

 

 

 

เจ้าของชื่อปิดประตูตามหลังตน…แล้วยืนอยู่ตรงนั้น ระยะห่างระหว่างกันนั้นเวิ้งว้างนักในความรู้สึก…ทำให้รู้สึกหายใจติดขัดเหมือนน้ำเสียงเฉยเมยนั่นของอีกฝ่าย เรื่องไม่มีเหตุผลที่สป็อคไม่เข้าใจอีกแล้ว

 

 

 

 

 

แต่ถึงแม้ว่าจะสับสนมากเพียงใดในหัวใจ…วงหน้าคมนั้นก็ยังคงเรียบนิ่ง เช่นเดียวกับเสียงทักตอบ “สวัสดีจิม”

 

 

 

 

 

ความเงียบทิ้งตัวในห้องหลังจากนั้น เนิ่นนานเท่าความดื้อดึงของทั้งสองจะพึงมี…เพียงแค่ถ้าเทียบกันแล้ว ความอดทนของจิมมีน้อยกว่านัก…เลยเป็นชายหนุ่มผมทองที่เป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นเป็นคนแรก

 

 

 

 

 

“มีอะไรล่ะ?”

 

 

 

 

 

สป็อคได้แต่เงียบ…แต่แก้มขาวๆ นั่นก็ขึ้นสีให้เห็นได้ทีละนิด เพราะชายหนุ่มไม่สามารถโกหกได้…แต่ความจริงก็น่าอายเกินจะพูดออกไปนัก

 

 

 

 

 

แต่ความเงียบนี้โดนจิมเข้าใจผิดไปถนัด…ดวงตาสีฟ้ามีแววกรุ่นมากกว่าเก่า เขาเกลียดท่าทางเมินเฉยนี้ของสป็อคเสียเหลือเกิน…เพราะมันบอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่เคยมีความรู้สึกใดๆ กับตนเลยสักนิด

 

 

 

 

 

“ว่าไงล่ะ?!” อารมณ์รุนแรงทำให้ชายหนุ่มผมทองขึ้นเสียงกว่าเดิม “นายยังต้องการอะไรจากฉันอีกล่ะ?!! นายเกลียดฉันไม่ใช่รึไง?? จะมาที่นี่ทำไมล่ะ??!!”

 

 

 

 

 

คำพูดเหล่านี้ทำร้ายใจคนกล่าวมากพอๆ กับคนฟัง…ดวงตาสีเข้มที่ไหวระริกของสป็อคทำให้จิมหายใจติดขัดตามไปด้วย เพราะด้วยประโยคนี้…หน้ากากความเมินเฉยของชายหนุ่มผมดำก็ดูจะปริร้าวลงได้ง่ายดาย เผยให้เห็นความสับสนและเสียใจที่ถูกผิดซ่อนไว้…ความรู้สึกที่จิมไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีอยู่ได้

 

 

 

 

 

“ผม…” สป็อคเริ่มต้น สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนที่จะพูดเรียบๆ “…ผมตอบคำถามคุณไม่ได้”

 

 

 

 

 

หน้ากากที่ปริร้าวนั้นอาจกำลังโดนประสานคืน…แต่จิมไม่สนใจ เขาได้เห็นความรู้สึกเบื้องหลังของมันแล้ว ชายหนุ่มผมทองจึงรุกถามต่อ “ทำไมจะตอบไม่ได้?? บอกฉันมาสิ…นายจะบุกเข้าบ้านฉันมาแบบนี้ทำไม?? นายเกลียดฉันไม่ใช่รึไง??”

 

 

 

 

 

“หยุดเถอะจิม” สป็อคเบือนหน้าไปอีกทาง “ผมโกหกไม่ได้ และผมไม่อยากตอบคำถามของคุณ”

 

 

 

 

 

“ถ้านายไม่ยอมตอบ…มันก็ไม่ต่างจากโกหกหรอก” จิมไม่ยอมลดละให้ “เพราะฉันก็จะเข้าใจอยู่เหมือนเดิมว่านายไม่ชอบหน้าฉันแล้วก็มาที่นี่เพราะอะไรก็ไม่รู้…ต่อให้ความจริงมันจะไม่ใช่ก็เถอะ—”

 

 

 

 

 

“ผมมาเพราะผมคิดถึงคุณ”

 

 

 

 

 

ประโยคนี้เรียบนิ่ง…ขัดกับเสียงกรุ่นๆ ของเขานัก แต่มันก็ทำให้จิมเงียบสนิท…ตาโตอย่างประหลาดใจเป็นล้นพ้นกับสิ่งที่ได้ยิน ความรู้สึกที่คงไม่ต่างจากคนพูดนัก…เพราะแม้แต่ตัวสป็อคเองก็กำลังมีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างสุดซึ้งกับสิ่งที่เพิ่งหลุดปากพูดออกมา

 

 

 

 

 

“นาย…” จิมพูด…เชื่องช้าราวกับสถานการณ์นี้เป็นแท่งแก้วที่เรียงซ้อนอย่างบอบบาง และทุกลมหายใจอาจจะปัดเป่าให้มันร่วงหล่นจากกันและแตกสลายได้ “นายพูดว่าอะไรนะ…?”

 

 

 

 

 

“ผม…” สป็อคเม้มริมฝีปาก…แล้วในวินาทีนั้น ดวงตาสีเข้มที่มักจะไร้อารมณ์ใดกลับเต็มไปด้วยความหวั่นไหวและเว้าวอน “…ผมคิดถึงคุณ”

 

 

 

 

 

ความเงียบทิ้งตัวอีกครั้ง…แต่คราวนี้ไม่มีบรรยากาศชวนอึดอัดใจใดๆ เจือปนอีกแล้ว มันเป็นความเงียบที่จิมมอบให้…และสป็อคก็รับไว้ ชายหนุ่มผมดำสูดลมหายใจ…ก่อนจะพูดขึ้นในที่สุด ก้มหน้าไม่ยอมสบตาอีกฝ่าย

 

 

 

 

 

“นี่มันไม่มีเหตุผลเลย…ผมไม่เข้าใจว่าทำไม…”

 

 

 

 

 

ประโยคยังคงสับสนและวนเวียนด้วยคำเดิมๆ…คนฟังจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นบ้าง

 

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกสป็อค” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนเช่นเดียวกับกริยา…มือที่เอื้อมออกไปหา “เดินมาตรงนี้ได้ไหม?”

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมดำชะงักเล็กน้อยกับภาพผ้าพันแผลบนท่อนแขนของอีกฝ่าย…เดินเงียบๆ เข้ามาหา ไม่ได้จับมือกับจิม…ปลายนิ้วแตะลงบนผ้าสีขาวนั้นแทน กระซิบเบาๆ

 

 

 

 

 

“ผมขอโทษ…”

 

 

 

 

 

“ช่างมันเถอะ…ไม่เจ็บอะไรมากหรอก” ชายหนุ่มผมทองยักไหล่ รั้งให้สป็อคนั่งลงข้างๆ ตน…ก่อนจะพูดตรงๆ “วันนั้นฉันเสียใจที่อยู่ๆ นายก็เสียงดังมากกว่า…ฉันทำอะไรผิดไปเหรอ?”

 

 

 

 

 

“คือ…” ชายหนุ่มผมดำไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้ตัวเองไม่รู้สึกเขิน…นี่ไม่ใช่ความรู้สึกแบบที่สป็อคเคยได้รู้สึกบ่อยนัก ทุกสิ่งทุกอย่างจึงดูไหวระริกพร่าพรายไปหมดในนาทีนี้ “เวลาผมโดนจับมือ…มันจะเหมือนกับว่า…”

 

 

 

 

 

ถ้อยคำติดค้างในลำคอเพราะเจ้าตัวรู้สึกตลกๆ เกินกว่าจะอธิบายออกไปได้…แต่จิมก็คือจิม ชายหนุ่มผมทองถามต่ออย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ “เหมือนกับอะไรเหรอ?”

 

 

 

 

 

“เหมือน…” เสียงของสป็อคเบาลง “…มันจะเหมือน…ผมโดนจูบน่ะ”

 

 

 

 

 

“โอ…”

 

 

 

 

 

จิมนิ่งอึ้ง…แล้วก็เข้าใจทุกอย่างทันทีที่คิดย้อนกลับไป จำได้ดีว่าตนคว้ามือสป็อคแล้วจับไว้แน่น…จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้โมโหจนลืมตัวและขาดสติถึงขนาดนั้น ชายหนุ่มผมทองจึงกระซิบออกมา

 

 

 

 

 

“ฉัน…” ดวงตาสีฟ้าจ้องตรง…หวังว่ามันจะช่วยบอกให้คนฟังรู้เพิ่มเติมว่าเขาหมายความตามทุกคำที่พูด “ฉันขอโทษนะ…สมควรแล้วแหละที่นายจะโมโหฉัน ฉันขอโทษจริงๆ นะ…”

 

 

 

 

 

เพิ่งรู้สึกตัวว่าสป็อคยังคงวางมืออยู่บนท่อนแขนที่มีผ้าพันแผลของเขา…จิมเลยขยับจะให้สัมผัสนี้ผละจากเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกไม่ดีใดๆ อีกแล้ว แต่นั่นกลับทำให้มือของชายหนุ่มผมดำเลื่อนหล่นมาอยู่บนอุ้งมือของเขาพอดี

 

 

 

 

 

“…!!”

 

 

 

 

 

จิมชะงักค้าง…อยากเตะตัวเองที่ทำพลาดแบบโง่ๆ อีกแล้ว แต่ความคิดทั้งปวงก็เงียบกริบลงราวกับเวลาหยุดเดิน…เพราะปลายนิ้วของสป็อคไม่ได้ผลักไสเขา ในทางกลับกัน…มันเกี่ยวกุมลงมา ประสานเข้าหาให้ฝ่ามือของทั้งสองแนบชิด กริยาที่ตามมาด้วยดวงตาสีเข้มที่ช้อนมองตรงมา…ลังเลหากก็ไม่หลบหลีกไปทางอื่น จิมสัมผัสได้ถึงมืออีกข้างของสป็อคแตะลงมาบนผ้าพันแผลของเขา…ประโยคเดิมถูกพูดซ้ำ

 

 

 

 

 

“ยังเจ็บอยู่มากไหม…?” คนพูดเอนตัวเข้ามาใกล้…ใกล้จนหน้าผากทั้งคู่แตะกัน เสียงกระซิบแผ่วเบาหากชัดเจนนักด้วยระยะห่างที่มีนั้นน้อยนิด “…ผมขอโทษจริงๆ นะจิม”

 

 

 

 

 

“บอกแล้วไง…” ชายหนุ่มผมทองเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ไม่ได้เจ็บมากหรอก…ไม่สิ…”

 

 

 

 

 

มือข้างที่ว่างปัดผมม้าของอีกฝ่ายให้พ้นไปเพื่อที่จะได้ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของเจ้าตัว…กระซิบฮึมฮัมในจูบนั้น

 

 

 

 

 

“…ไม่เจ็บแล้วล่ะอันที่จริง”

 

 

 

 

 

สป็อคถอนหายใจลึกล้ำ…ขยับเข้าหาสัมผัสแผ่วเบานั้น ก่อนจะยิ้มบางๆ ออกมา

 

 

 

 

 

 

 

*****

 

 

 

“ร้านนั้นนั่นใช่มั้ยคะ?”

 

 

 

 

 

แครอล มาร์คัสชะเง้อพร้อมชี้ๆ ให้คนข้างตัวมองตามด้วย…ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่กับความพลาดของตัวเอง ดอกไม้สีเหลืองที่เห็นกลับเป็นพุ่มบัตเตอร์คัพในกระถางแทนทานตะวันไปเสียได้

 

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรหรอก” เลโอนาร์ด แมคคอยยักไหล่…ซุกมือสองข้างในกระเป๋าแจ็คเก็ต “ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ เถอะ…ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก”

 

 

 

 

 

เมื่อได้ฟังคุณหมอว่าเช่นนี้ แครอลก็ไม่รู้ว่าตนควรจะตอบอะไรออกไปได้มากกว่าประโยคนี้ “โอเคค่ะ…”

 

 

 

 

 

นั่นเป็นเหมือนการปิดประเด็นสนทนากลายๆ…เพราะจากมาดนิ่งๆ และการเดินไปเรื่อยๆ แบบไม่ได้ใส่ใจอะไรอื่นนอกจากมองต้นไม้ทางนั้นทางนี้บ้างเป็นคราวๆ ของชายหนุ่มข้างตัวแล้ว แครอลก็ไม่รู้ว่าเขาอยากจะพูดคุยอะไรกับเธอไหม…แถมอย่างไรเสียสถานการณ์นี้ก็คือการมาเดินซื้อของของคนที่ถึงจะไม่แปลกหน้าแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันสองคน ไม่น่าแปลกใจถ้าคุณหมอแมคคอยจะไม่ค่อยอยากเสียเวลากับเรื่องนี้นัก

 

 

 

 

 

แล้วก็อย่างกับว่าเขาจะอยากคุยอะไรกับเธออย่างนั้นแหละ… 

 

 

 

 

 

แครอลแอบรู้สึกใจแป้วๆ ชอบกล…เริ่มสงสัยเป็นรอบที่เกินนับอีกครั้งว่าทำไมตนไม่มาซื้อดอกทานตะวันด้วยตัวเองแทนการชวนอีกฝ่ายออกมาด้วยให้เจ้าตัวต้องเสียเวลาแบบนี้ หญิงสาวจึงฟังไม่ทันเมื่อคนข้างตัวเอ่ยปากพูดขึ้น

 

 

 

 

 

“แล้วที่มหาลัยน่ะ…คุณสอนวิชาอะไรเหรอ?”

 

 

 

 

 

จากบทสนทนาผิวเผินที่เคยมีมาก่อนหน้านี้…คุณหมอพอจะรู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัย แต่แครอลไม่เคยได้เล่าถึงรายละเอียดเพราะทั้งสองไม่เคยได้พูดคุยเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งอะไรนัก…เพียงแต่ในนาทีนี้ หญิงสาวมัวแต่คิดเพลินจนตอบรับออกไปได้แค่นี้ “ทำไมนะคะ?”

 

 

 

 

 

“ก็คุณสอนอยู่ที่มหาลัยไม่ใช่เหรอ…ผมเลยอยากรู้น่ะว่าวิชาอะไร” ชายหนุ่มถามเรียบๆ…ไม่ได้มีรอยยิ้มแต่ก็ไม่ได้กระด้างอะไร ท่าทีและการใช้คำพูดแบบที่สาวน้อยผมทองชินแล้วว่าเป็นปกติของเจ้าตัว “แต่ถ้าเล่าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ…”

 

 

 

 

 

แมคคอยเติมประโยคหลังเข้าไปเพราะเขาเพิ่งรู้สึกได้ว่าคำถามของตัวเองนั้นปุบปับแค่ไหน…ด้วยในความเงียบระหว่างกันนั้น ชายหนุ่มก็ได้มีเวลาคิดว่าตนไม่ค่อยจะรู้อะไรเกี่ยวกับสาวน้อยเลย และ – ช่างมันเถอะว่าเขาจะแพ้พนันกินอาหารแมวกับตัวเองสักกี่สัปดาห์ – คุณหมอขอยอมรับสักทีก็ได้ว่าตนอยากจะรู้เรื่องของเธอให้มากขึ้น แต่ก็มาคิดได้เอาตอนที่ถามออกไปแล้วว่าแครอลอาจจะไม่ได้อยากให้ตนมารู้เรื่องส่วนตัวของเธอด้วยเสียหน่อย…เลยเพิ่มประโยคหลังตามเข้าไปด้วยเพื่อไม่ให้หญิงสาวต้องอึดอัดใจ

 

 

 

 

 

“อ๋อ…” ผิดคาด…แครอลแค่พยักหน้าแบบเข้าใจหลังได้ฟังชัดๆ เท่านั้น ไม่ได้มีวี่แววความอึดอัดใจใดๆ เลย…และถ้าแมคคอยไม่เข้าข้างตัวเองมากไป เขาคิดว่าตนเห็นแววดีใจจางๆ ในดวงตาสีเทานั้น “ฉันสอนอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ค่ะ…แต่ไม่ได้สอนวิชาหลักตัวใหญ่ๆ หรอกนะคะ ฉันสอนวิชาอณูชีววิทยาน่ะค่ะ…กึ่งๆ วิชาเลือกเสริมมากกว่า”

 

 

 

 

 

สาวน้อยพูดอย่างถ่อมตัว…แต่คนที่คุ้นเคยกับวิชาสายวิทยาศาสตร์เหมือนกันอย่างแมคคอยมีหรือที่จะไม่เคยได้ยินชื่อวิชานี้ อณูชีววิทยาเป็นสาขาวิชาที่คาบเกี่ยวระหว่างพันธุศาสตร์กับชีวเคมี…โดยจะเน้นไปที่การศึกษาโครงสร้างกับการทำงานของหน่วยพันธุกรรมไปจนถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบต่างๆ ภายในเซลล์ และเพราะพอจะรู้อยู่แล้วว่าหญิงสาวรับผิดชอบการเรียนการสอนด้วยตัวเองคนเดียว…แมคคอยจึงยิ่งทึ่งในความสามารถของเธอมากเข้าไปอีก

 

 

 

 

 

คำถามนี้นำพาไปสู่โอกาสที่แครอลจะถามถึงตัวคุณหมอบ้าง…ซึ่งชายหนุ่มก็เล่าไปตามความจริงที่เขามองว่าไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษนัก เลยต่อไปถึงการตกกระไดพลอยโจนจนได้เจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์จอมยุ่งมาเลี้ยง ตามมาด้วยบรรดาเรื่องมึนๆ ที่ทำให้ทั้งอ่อนใจและต้องขำกับวีรกรรมทั้งหลายแหล่ของสัตว์ที่ตนเคยได้รักษามา และในทางกลับกัน…แครอลก็เล่าถึงสภาพแวดล้อมในเวลางานของเธอ ความยากง่ายในการปรับตัวจากสภาพนักศึกษาจบใหม่มาเป็นอาจารย์เสียเอง ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นข่าวสารจุกจิกของช่วงนี้

 

 

 

 

 

“ค่ะ…หัวมุมตรงนั้นเขาจะสร้างเป็นร้านกาแฟล่ะค่ะ” แครอลเล่า “ชื่อร้านว่า Hug in a Mug มั้งคะ…วันนั้นฉันผ่านไปแล้วเห็นเขาทาสีป้ายอยู่ ชื่อร้านน่ารักมากๆ เลย”

 

 

 

 

 

แมคคอยเดินผ่านตรงจุดที่หญิงสาวพูดถึงอยู่หนสองหนเพราะมันอยู่ในละแวกบ้าน เขาจึงพยักหน้าไปกับบทสนทนาได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก…แอบเอ็นดูแววตาตื่นเต้นแจ่มใสในดวงตาสีเทาชอบกล ชายหนุ่มไม่ใช่คนชอบซื้อกาแฟจากร้านมากมายอะไรนัก ข่าวนี้จึงไม่ได้ทำให้เขายินดีอะไรเท่าไหร่…แต่คงไม่ใช่สำหรับคนข้างตัว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าแครอลคงรอจะไปอุดหนุนอยู่แน่ๆ ตอนร้านเปิดทำการ

 

 

 

 

 

และตอนนั้นเองที่คุณหมอเพิ่งตระหนักได้…ว่าตัวเองกำลังยิ้มอยู่

 

 

 

 

 

แมคคอยรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนยิ้มง่ายหรือยิ้มบ่อย…แต่ในตอนนี้ เขากลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนยิ้มมานานแค่ไหนแล้ว…ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนที่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจางๆ เป็นครั้งคราวของตนกลายเป็นสิ่งที่แต่งแต้มบทสนทนานี้ การตระหนักรู้ทำให้ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย…ก่อนจะทอดสายตามองสาเหตุของความผิดแปลกไปนี้ ไม่รู้ตัวเลยว่าสายตาของตนอ่อนลงจนดูนุ่มนวลเพียงใด

 

 

 

 

 

“ฉันชอบร้านแบบนี้นะคะ ดูน่ากินกว่าพวกสตาร์บัคส์ซะอีก…”

 

 

 

 

 

แครอลคุยเพลินอีกนิด…ก่อนจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองเธออยู่ของคุณหมอ ดวงตาที่ปกติจะเรียบนิ่งจนดูเหมือนแอบอารมณ์ไม่ดีของชายหนุ่มตอนนี้ดูอ่อนละมุนด้วยสายตาอันนุ่มนวล…ซึ่งมันก็ไม่ได้มากมายหรือหวานซึ้งอะไรเลย แต่กลับมากพอแล้วที่จะทำให้สาวน้อยหน้าร้อนชอบกลจนต้องเสหาเรื่องมาเบนสถานการณ์นี้

 

 

 

 

 

“เอ่อ…เลโอนาร์ดคะ…” ปลายนิ้วชี้ๆ ไปที่ร้านใกล้ที่สุด…กระถางดอกไม้กลีบสีเหลืองสดถูกจัดไว้ตรงมุมเป็นความช่วยเหลือที่ดีสุดในการจะทำให้ชายหนุ่มมองไม่เห็นหน้าแดงๆ ของเธอ “ร้านนั้นมีทานตะวันล่ะค่ะ”

 

 

 

 

 

คุณสัตวแพทย์หันไปมองก่อนจะพยักหน้ายืนยันว่าสายตาของหญิงสาวมองได้ถูกต้อง…แครอลพยายามขยับยิ้มให้ดูเป็นปกติแล้วขยับเดินตามอีกฝ่ายเข้าไป บอกกับตัวเองให้เลิกรู้สึกเขินไร้สาระแบบนี้สักทีในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลย

 

 

 

 

 

แครอลจำได้ว่าต้นทานตะวันต้นเก่าของคุณหมอเป็นขนาดกลางๆ…แต่ในร้านนั้นมีเพียงต้นขนาดใหญ่กับขนาดเล็กไปเลยเท่านั้น ทำให้เธอได้แต่มึนว่าจะทำอย่างไรดีในเมื่อต้นที่พอดีไม่มีอยู่ในทางเลือก

 

 

 

 

 

“อืมมมม…” เมื่อคิดไม่ตก หญิงสาวก็ตัดสินใจถามคนที่จะได้ต้นทานตะวันไปไว้ที่บ้านเสียเลย “คุณว่ายังไงล่ะคะเลโอนาร์ด?”

 

 

 

 

 

คุณหมอผู้ไม่ได้อยากให้อีกฝ่ายต้องมาเสียเงินในจุดนี้คืนให้ตนก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดีเหมือนกัน “ผมยังไงก็ได้หมดแหละ ซื้อตามที่คุณชอบเถอะแครอล”

 

 

 

 

 

“อะไรกันคะ???” สาวน้อยทำตาโตพร้อมย้อนเสียงสูง “คุณเลือกเองเถอะค่ะ…ตามใจคุณเลย ต้นไม้ของคุณนะคะต้นนี้”

 

 

 

 

 

“คุณนั่นแหละอะไรของคุณ…” แมคคอยทั้งฉิวทั้งขันชอบกลกับสถานการณ์ตอนนี้และสีหน้าของเธอ “ผมบอกแล้วด้วยซ้ำว่าไม่ต้องซื้อก็ได้…”

 

 

 

 

 

ประโยคนี้ของคุณหมอนี่เองที่ดูจะเป็นตัวจุดชนวนให้คนขายไม่อาจยืนนิ่งๆ ต่อได้…คุณป้าเดินเข้ามา ยิ้มก่อนจะเสนอข้อเสนอใหม่ให้กับแครอล

 

 

 

 

 

“เอางี้ไหมล่ะ…ถ้าหนูซื้อทั้งสองต้น เดี๋ยวป้าลดให้พิเศษเลย” แอบยิ้มแซวเล็กๆ ตอนมองทั้งสอง “ต้นนึงให้แฟนแล้วอีกต้นก็วางไว้ที่บ้านหนูเองไง…น่ารักจะตาย”

 

 

 

 

 

แครอลนิ่งขึงไปกับคำล้อนั้น…ทั้งเขินและกังวลว่าคุณหมอจะว่าอย่างไรจนคิดอะไรไม่ออกว่าจะตอบคุณป้าอย่างไรดี แต่อีกฝ่ายก็ตีความความเงียบนี้ของเธอผิดไป…เพราะเจ้าตัวรีบเสนอตัวเลขราคาออกมาให้ทันทีราวกับคิดว่าเธอจะปฏิเสธ ซึ่งถ้าคิดตามหลักคำนวณแล้ว…ข้อเสนอนี้เป็นอะไรที่ดีกว่าแยกซื้อเดี่ยวๆ จริงๆ นั่นแหละ

 

 

 

 

 

ความเงียบของการรอคำตอบทิ้งตัวชั่วครู่…แล้วก็เป็นคนที่คุณป้าคนขายไม่ได้คุยด้วยอย่างเลโอนาร์ด แมคคอยเสียเองที่พูดขึ้น

 

 

 

 

 

“ซื้อสองต้นแล้วกันแบบนั้น”

 

 

 

 

 

คุณป้ายิ้มแล้วรีบไปจัดการหาถุงพลาสติกมาห่อกระถางทั้งสองใบให้โดยว่องไว…แครอลขอบคุณสวรรค์ที่ตัวเองยังไม่สติแตกจนทำอะไรเชื่องช้าเกินหน้าชายหนุ่มไป หญิงสาวชิงส่งเงินให้คุณป้าคนขายได้ทันและไม่พลาดที่จะหยิบกระถางทานตะวันต้นเล็กมาไว้ก่อนที่คุณหมอจะได้แย่งไปถือเองทั้งสองใบ…ทำให้ทั้งสองออกจากร้านมาในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก แต่ละคนก็อุ้มประคองทานตะวันมาคนละกระถาง

 

 

 

 

 

คงเป็นเพราะนี่เป็นเวลาช่วงบ่ายกว่าๆ ที่ไม่มีคนเดินทาง…รถรางขากลับนั้นว่างเปล่าจนน่าหัวเราะเมื่อเทียบกับขามา มีที่นั่งเหลือเฟือให้ทั้งสอได้จับจอง…และก็จบลงที่แครอลได้นั่งเคียงข้างชายหนุ่ม หน้าต่างฝั่งตรงข้ามเผยให้เห็นภาพบ้านเรือนอันคึกคักกับฟ้าสีครามสดใสภายใต้บรรยากาศแดดร่มลมตกของวันนี้

 

 

 

 

 

ไม่มีใครเริ่มบทสนทนาเป็นชิ้นเป็นอันตั้งแต่ออกจากร้านขายต้นไม้มาแล้ว…บรรยากาศหน่วงๆ ของความไม่ชัดเจนที่ชวนให้หวั่นไหวเจือชัดในความเงียบ และแครอลก็ไม่ชอบมันเลยสักนิด…เพราะเธอรู้ดีกว่าบรรยากาศเช่นนี้มีแต่จะก่อให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจที่อาจลุกลามไปถึงขั้นเข้าหน้ากันไม่ติดได้ถ้าปล่อยทิ้งไว้

 

 

 

 

 

และเธอไม่อยากให้ตัวเองไม่ได้คุยกับคนข้างตัวอีกเลยสักนิดเดียว… 

 

 

 

 

หญิงสาวคิด แล้วจึงพยายามเรียบเรียงคำพูดว่าตนควรจะกล่าวอะไรออกไปดี…แอบใจเต้นนิดๆ ที่คุณหมอเป็นฝ่ายเสนอให้ซื้อทานตะวันขึ้นมาเลยสองต้น แต่จากความเงียบและท่าทีปกติของเจ้าตัวตอนนี้…แครอลก็รู้สึกหงอยๆ แล้วคิดเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อเตือนตัวเองอีกที

 

 

 

 

 

…ต่อให้เขาจะไม่ได้อยากคุยอะไรกับเธอเป็นพิเศษอยู่แล้วก็ตามเถอะ 

 

 

 

 


“เลโอนาร์ดคะ…”

 

 

 

 

 

เจ้าของชื่อหันมา เลิกคิ้วนิดๆ เป็นเชิงถามว่ามีอะไร…แครอลเผลอจะยิ้มออกมาแล้วกับภาพคนหน้านิ่งติดจะดุที่มีกระถางดอกทานตะวันวางอยู่บนตัก แต่บทสนทนาที่เตรียมจะพูดในใจก็ทำให้เธอยิ้มไม่ออก

 

 

 

 

 

“คือว่า…ที่คุณป้าเขาพูดเรื่องพวกเราน่ะค่ะ…” เธอคิดว่าตัวเองพูดตามปกติ…แต่คนฟังน่ะสงสัยไปแล้วว่าทำไมเสียงของหญิงสาวถึงได้เศร้าๆ หงอยๆ แบบนี้ “ฉันขอโทษนะคะที่บอกไม่ทันว่าเราไม่ใช่…เอ่อ…แฟนกัน…”

 

 

 

 

 

คุณหมอนิ่งคิดตาม ก่อนที่อยู่ๆ วงหน้าหล่อคมนั่นจะหันกลับไปมองหน้าต่างอีกด้านแทน…ไม่ยอมสบตาด้วยและเหลือเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างให้เธอมองเท่านั้น

 

 

 

 

 

“อ๋อ…นั่นน่ะเหรอ…” เสียงฟังดูห้วนห้าวเกินปกติชอบกล แถมมีการกระแอมกระไอค่อกแค่กแบบแปลกๆ ด้วย “ช่างเถอะ…มันก็ไม่ได้ใหญ่โตหรือแย่อะไรสักหน่อย…”

 

 

 

 

 

พอได้ฟังและได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตอนนี้…หัวใจที่ทีแรกแป้วๆ ลงไปของแครอลก็เริ่มเต้นแรงใหม่อีกแล้ว เพราะเธอเริ่มสงสัยขึ้นมา…ว่าท่าทีแบบนี้ของคุณหมอมาจากความรู้สึกอะไร

 

 

 

 

 

คงไม่ใช่… หญิงสาวรู้สึกเหมือนลืมหายใจเล็กๆ คงไม่ใช่เพราะเขินหรอกใช่ไหม…?

 

 

 

 

 

“ใช่…ไม่แย่อะไรหรอก…”

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มตอนนี้ดูเหมือนงึมงำกับตัวเองมากกว่าแล้ว และนั่นก็ทำให้แครอลอยากจะหลุดยิ้มออกมาเสียจริง…แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็โดนลืมไปเมื่ออยู่ๆ อีกฝ่ายก็หันหน้ากลับมามองตนตรงๆ อีกครั้ง

 

 

 

 

 

“อันที่จริง…ผมว่ามันดีเลยล่ะ…ดีมากด้วย”

 

 

 

 

 

เป็นประโยคที่ถูกกล่าวอย่างห้วนๆ และเรียบๆ…และแครอลก็ตอบรับอย่างไม่มีชั้นเชิงพอกันด้วยการพยักหน้าโดยไร้คำใด แต่ในความเงียบนี้…หญิงสาวก็ได้แต่สรุปในใจอย่างอ่อนแรง

 

 

 

 

 

ใช่แล้วล่ะ… 

 

 

 

 

 

คำถามในใจได้รับการเฉลยจากสิ่งที่เห็นและฟัง…ทำให้รู้สึกตัวเบาเหมือนกลายเป็นปุยเมฆชอบกล

 

 

 

 

 

…เลโอนาร์ดเองก็เขินเหมือนเธอเป๊ะเลย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
tbc.
 
**************************************
 
 
note:
 
– ทิพย์ไม่เคยไปซานฟรานฯ ไม่เคยนั่งรถราง ไม่เคยรู้อะไรใดๆมากไปกว่าดูรูป+มโนเอา เจอข้อผิดพลาดตรงไหนโปรดมองข้ามนะคะ

– ถ้าจำไม่ผิด มีคนเคยเล่าให้ฟังว่ามือของชาววัลแคนถ้าแตะกันมันเป็นนัยยะหมายถึงจูบหรือแสดงความรักเทือกๆนั้นอ่ะค่ะ ทิพย์มาคิดได้ว่าควรเช็คให้ดีตอนเขียนจบแล้ว…เพราะงั้น…….อดทนไว้นะคะคนอ่านฟฟฟฟฟ

– อณูชีววิทยา คือวิชา molecular biology ค่ะ เป็นสาขาที่แครอลใน TOS จบมา เพราะงั้นเลยเลือกมาใช้ค่ะ

 
 
 
 
 
 
 
 
สวัสดีค่ะเหล่าผู้ร่วมแพแมคคอยแครอลกับทิพย์ TvT
 
 
 
 
ฟิคบทนี้ เขียนค้างไว้นานมากเพราะทิพย์ลืมไปค่ะว่าเขียนแล้วฟฟฟฟ วันนี้เพิ่งได้มาเขียนให้จบสักที O<—< และตอนหน้าก็จะเป็นตอนจบแล้วค่ะเย่ห์หหหหหหหหห ;/////; ขอบคุณที่ร่วมพายกันมานะคะ แมคคอยแครอลเป็นแพร์ที่ทิพย์ชอบที่สุดจากเทรคภาคใหม่แล้วล่ะค่ะ ทีแรกไม่ได้ชิปสป็อคกับเคิร์กเท่าไหร่…คือสัมผัสได้แหละว่านี่เป็นชิป แต่ตัวเองไม่ได้ชิป พลิกโผมาชิปคู่แรร์แถม NL ด้วย ฮือออออ ไอเลิ๊บแพไม้จิ้มฟัน \m/
 
 
 
ทิพย์เขียนบทนี้มารัวๆจนสมองเบลอๆแล้วค่ะ คิดอะไรไม่ค่อยออก TxT ขอบคุณทุกคนอีกรอบนะคะที่สนใจฟิคเล็กๆเรื่องนี้ แล้วเจอกันในบทสุดท้ายค่ะ ทิพย์หวังว่าตัวเองจะจำได้ว่าต้องเขียนฟฟฟฟ TTwTT
 
 
 
 
 
ด้วยรักและดอกทานตะวัน
 
 
 
 
 
ทิพย์เอง
 
 
 
 
Advertisements

12 responses to “[Star Trek Fic][McCoyCarol&JimSpock] Give It a Little Try (4)

  1. กรีดร้องงงงงงงงงก้าวหน้าาาาาาาาาา
    ทั้งคู่หมอแครอลทั้งคู่หมาแมว
    โอยยยสป็อคง้อน่ารักกกกกกกกกกกกก จิมไม่ใจอ่อนให้รู้ไปปปป
    ส่วนหมอคะ ขนาดป้ายังดูออกเลยนะ ฮื้อออออออ
    คู่นี้น่ารักไม่ไหวจะเคลียรรรรรรรร์ อรั่กกกกก

    Like

  2. ก่อนอื่นเลยนะคะ

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เค้าคิดถึงสองคนนีมากโฮวๆๆๆๆๆๆๆๆ คือตอนอ่านเซ็ตดื่มชาเป็นเหมือนอาฟเตอร์สตอรี่ของคู่นี้ไปล้าววววววววว เรื่องนี้เลยยิ่งให้ฟีลลิ่งจีบกันไปมาแบบไม่ยอมรับใจตัวเองกันเข้าไปใหญ่เลยค่ะโอ้ยฟฟฟฟฟฟฟฟ

    ตอนที่อยู่บนรถรางคือน่าร้ากกกกก กร๊ากก มันกิ๊วก๊าวมากเลย ขำคุณหมอมากค่ะ หมอทะเลาะกับตัวเองหนักขนาดนี้ก็เพราะไม่ยอมรับใจตัวเองน่ะซี่ยยยยย /จิ้มๆๆ รู้สึกว่าหมอเองก็ไม่ใช่เด็กๆแล้วด้วยนะ รู้อยู่แล้วล่ะว่าตัวเองรู้สึกยังไง แต่เหมือนเขินเกินกว่าที่จะพูดแล้วรับออกมาตรงๆมากกว่า แล้วยังดูลังเลอยู่หน่อยๆที่จะยอมรับด้วย

    เหมือนกันกับแครอล รู้สึกว่าสองคนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันจริงๆคือเหมือนไม่ยอมรับใจตัวเองมากกว่าคิดว่าไม่รู้ เหมือนกับมองว่าอีกคนคงไม่คิดเหมือนเราหรอกน่าาาาา ยิ่งเป็นประเภทที่ไม่ยอมพูดแล้วยังทำหน้าดุๆบึ้งๆกลบเกลื่อนแบบคุณหมออีก ยิ่งไม่แปลกใจเลยทำไมแครอลถึงยิ่งไม่มั่นใจ กร๊าก แต่สุดท้ายก็ยอมรับได้แล้วใช่มั้ยล่าาา /จิ้มทั้งสองคน/โดนตี

    อีกจุดที่ชอบมากเลยก็คือการเรียกชื่อต้นของสองคนนี้ค่ะ กร๊ากกกก จริงๆมันเป็นพอยท์ที่ชวนกิ๊วก๊าวมากเลยนะคะ ยิ่งเวลาแบบพอพูดออกมาด้วยความรู้สึกขัดเขินน้อยๆอีกยิ่งแบบ อ๊ากก มันหน่าร๊ากจริงๆเลยยยยยยยยย

    ตอนนี้รู้สึกคู่หมาแมวก็รู้ใจกันสักทีแล้วด้วย ฮึ่มๆ อ่านแล้วก็แอบเหนื่อยแทนจิมเหลือเกินกว่าที่เหมียวๆจะยอมพูดยอมรับได้สักที ❤

    เค้าจะรอตอนจบอย่างใจจดใจจ่อนะคะ อรั๊ยยยยยย /พายขอนไม้กับขุ่นทิพย์ต่ออย่างขันแข็ง

    Like

  3. คุณทิพย์คะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะะ
    ฮืออออ เขินนนนนนนนนนนนนนนนนน
    คุณหมอเขินสาวได้น่ารักมากเลยค่ะ แครอลเองก็น่ารักมากด้วย
    ชอบที่คุณหมอใส่ใจ แล้วก็ชอบเวลาคุณหมอเขินจนจะเตะตัวเองด้วยค่ะ มันดูคุณหม๊อ คุณหมอ
    ส่วนแครอลก็น่ารักมาก เป็นสาวสวยที่สดใสและกระฉับกระเฉงมากเลยค่ะ
    ส่วนหมาจิมกับแมวสป็อคนี่ทำเราลุ้นมากเลยค่ะ แต่ในที่สุดก็ดีกันแล้วววววววว ดีใจจจจจ

    Like

  4. มายยยยยยยยยยยยยเดียยยยยยยยยยยร์สวีททททททททททซิสเตออออออร์

    โอยยยย ชอบชื่อตอนนี้จังค่ะ #เล่นตั้งแต่ชื่อตอน เห็นแล้วนึกว่า มาลองรักกันมั้ย /รักรักกันมั้ยหัวใจมันอยากเสนอ ฟฟฟฟฟฟ #ไม่ต้องลองค่ะเวิร์คค่ะฟฟฟฟ

    แฮ่ม ตอนนี้ถึงไหนแล้วนะคะ ออ นัดเดทสินะคะ /หมอเตะ ถถถถถถถ มันคือนัดเดทแหละค่ะหมอ แล้วที่เดินวนไปวนมาเค้าเรียกกังวลตื่นเต้นค่ะ ฟฟฟฟฟฟฟ /หมอเตะอีกรอบ

    ในรถรางนั่นน่ะะะะะ นี่คือข้อดีของคนตัวเล็กสินะคะ ดีใจจังน้องก็ตัวเล็ก #ผิด หมอเจนท์ค่ะ ดีค่ะ เขินน่ารักนะคะ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ /แซวต่อไปเรื่อยๆ /ที่รถเบรกน่ะน้องบังคับเองล่ะค่ะ น้องขับ ถถถถถถ

    #น้องอ่านมาตั้งนานพบว่าหมอก็เข้าไทป์ซึนเหมือนคนแคระบ้านติดจำนองนี่เอง #หนุ่มซึนนี่น่ารักนะคะฟฟฟฟฟฟ #ไม่เขินก็หลอกตัวเองต่อไปค่ะฟฟฟฟฟฟ

    ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เลโอนาร์ด ฮืออออออออ ฮืออออออออ #โดนแอทแทคเต็มหลอด ปกติเรียกแต่หมอ ไม่ก็โบนส์ แครอลเรียกชื่อต้นได้ยังไงคะ ฟฟฟฟฟฟฟ #คนพิเศษสินะสินะสินะะะ ฟฟฟฟฟฟฟ #สบถรัวๆตามหมอ #ซึนอีกแล้วนะคะ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    ตัดกลับมาคู่หมาแมว โอ้ยยยยยยยยย คิดถึงคู่นี้จังค่ะะะะ คู่นี้หายไปนานกว่าคู่หมออีก ฟฟฟฟฟ

    เจ้านายไม่อยู่แมวเลยหนีออกมาหาแฟ— แฮ่ม คู่กัดสินะคะ #ความอ้างว้างแบบหมาน้อยงอนแมวนั่นคืออะไรรรร ฟฟฟฟฟฟฟ รีบง้อเค้าเร็วขุ่นสป๊อคคค บอกเค้าสิว่าคิดถึงเลยมาหา ถถถถถถถ

    ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    บอกจริงๆด้วย

    ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ #น้องจะโดนรีพอร์ทแสปมมั้ยคะ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    บอกรอบที่สองด้วย

    ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ #แอทแทคสองรอบซ้อน เอื้อะะะะะะ

    โดนจูบอะไรกันคะ คู่นี้เป็นคู่รองนะคะ ทำไมดาเมจมันมากกว่าคู่หลักล่ะคะ ฟฟฟสวหดสกงสดงหกส โอยยยยย แล้วที่เค้าจับมือนั่นแปลว่าเค้าอยากจูบรึเปล่าคะ /โดนข่วนเลือดซิบ คืออยากบอกว่า NOW KISS ฟฟฟฟฟฟ /คราวนี้เลือดสาดแน่ ฟฟฟฟฟฟฟ จูบหน้าผากฟ ฟหากดากสวาดสาวก /ต่อจากนี้มันจะไม่รู้เรื่องอะไรแล้วค่ะ ฟกาหกาเหดสเาเดาสเเ

    คู่หมอ คู่หมอ แฮ่มมม /เรียกสติ /สติไม่กลับมา ฮือออออออออออ น่ารักค่ะ เริ่มจูนกันได้แล้วสินะคะ แล้วก็ไม่ต้องสงสัยว่าป้าร้านขายทานตะวันคือใคร หนูขายเองค่ะ #แทนตัวเองเป็นทุกสิ่ง ฟฟฟฟฟ

    และตอบหนูแครอลอีกที ใช่เลยค่ะ หมอเค้าเขินแหละค่ะ ฟฟฟฟฟฟฟ โอยยยยยย นี่การขอคบเป็นแฟนของหมอหรอคะะะะะ ทำไม่มัน โอเค มันสมเป็นหมอค่ะ ยิงลูกตรงมากกก ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ //กลายเป็นปุยเมฆลอยลิ่วๆขึ้นฟ้า

    เอื้อะะ tbc งั้นน้องจบคอมเม้นเหมือนเดิมว่ารอตอนต่อไปนะคะ 5555555 จะจุดไฟใส่พี่ทิพย์เรื่อยๆค่ะ ลุ้นว่าตอนหน้าเรื่องไหนจะออก อะฮิฮิฮิ //มอบดอกทานตะวันให้พี่ทิพย์ //ตะกี้คอมเม้นท์เกือยหายใจหายวาบเลยค่ะ พิมพ์มาตั้งยาว ฟฟฟฟฟฟ

    Like

  5. เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่อ่านฟิคที่มีเมนเป็นแพร์ริ่งนอร์มอลค่ะ น่ารักและเขินมาก ฟฟฟฟฟ
    แครอลออกแนวสาวน้อยน่ารัก ส่วนคุณหมอ เอ่อ…๕๕๕๕๕๕ ขรึมๆห้าวๆ แลดูติสท์ยังไงก็ไม่รู้ ชอบคาแรกเตอร์ผช.แบบนี้นะ จี้ดี แต่ก็ดูเรียล รู้สึกว่าเข้าถึงง่าย แอร๊

    น้องหมาโกลเด้นก็ฮาได้ใจ มึนได้อีก ๕๕๕๕๕๕๕๕๕ นึกภาพทำหน้าเคลิ้มตอนแครอลเกาหูให้แล้วแอบขยำมือมันเขี้ยว (อาการหนัก) น่าร้ากกกกกก ไหนจะชื่อ “สปว็อค” อีก โอยย ถ้าจะขอไปเลี้ยงที่บ้าน คุณหมอเลโอนาร์ดจะว่ามั้ยค้า *O*

    น้องแมวนี่ก็หยิ่งดี ขนาดคุณหมอยังหมั่นไส้ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕ เก๊กได้อีก นิ่งได้อีก แต่ช็อตจับมือจิมกับแนบหน้าผากนี่ทำคนอ่านอย่างข้าน้อยบิดไปมาอยู่หน้าคอมแล้วสกรีมเป็นภาษาต่างด้าวทุบโต๊ะระบายความบ้า ฟฟฟหหหหกกกก โอยง้ากกกกก แงงงงงง

    นึกภาพเป็นทีละสเต็ปเลยค่ะพี่ทิพย์ ตั้งแต่สป็อคเดินเข้ามาในห้อง มีจิมนั่งทะมึนอยู่พร้อมผ้าพันแผลที่แขน หน้านิ่งๆบอก “ผมมาเพราะผมคิดถึงคุณ”

    โอ้วววว นายรู้มั้ยแมวเหมียวว่ามันฆ่าโซนหน้าคอมตายไปหนึ่งคน *โบกธงขาวไปมา*

    มีถามอีกว่าเจ็บมากมั้ย ฟฟฟฟฟฟ

    ฮืออออออ ฟินไม่ไหว

    ขออภัยที่เวิ่นคู่รองมากกว่าคู่หลักนะคะ แหะๆ TTwTT พอดีกำลังบ้าคู่นี้ได้ที่ สารภาพว่าแทบไม่ได้สังเกตโมเมนต์คุณหมอกับสาวน้อยผมบ็อบเลยเพราะมัวแต่โฟกัสกัปตันกับต้นเรือและเหนียงอลังการงานสร้างของขุ่นข่าน

    รอตอนต่อไปนะฮับ สู้ๆ ><

    Like

  6. เขินกันไป เขินกันมา น่ารักดีนะคะ
    หมากับแมวก็ดีกันแล้ว อบอุ่นดีจังเลยค่ะ
    รอติดตามเรื่อยๆนะคะ จะแต่งเรื่องอะไรก็แล้วแต่คุณทิพย์เลยค่ะ

    Like

  7. คุณทิพย์คะ……..
    เรามาอ่านตั้งแต่สองสามวันก่อนแล้วค่ะ แต่พอจะเม้นท์ปุ๊บเน็ตโดนตัดพอดีเลย T^T ขอเม้นท์วันนี้ทบต้นทบดอกเลยแล้วกันนะคะ…

    โกลเด้นจิมถือว่าคืบหน้าเร็วมากกกกกกก เร็วกว่าเจ้าของเยอะเลยยยยยยยย ได้จุ๊บสปว็อคแล้วอ่าาาาาาาา(ถึงจะเป็นแค่ที่หน้าผากก็เหอะ) น้องสปว็อคคือชนะเลิศ เดินมามึนๆเขินๆแต่คำว่า”ผมคิดถึงคุณ”นี่จิมเป็นไงไม่รู้แต่คนอ่านใกล้ตายแล้วค่าาาา (บิดตัว)

    คุณหมอค้าาาาาาาา ถ้าคุณป้าพูดนั่นถือเป็นเรื่องดีก็ทำให้มันเป็นเรื่องจริงไปเล้ยยยยยยยย ช้าอยู่ใยคะ โกลเด้นที่บ้านแซงหน้าไปแล้วนะค้าาาาาาาาาา
    หลงรักคุณหมอแบบที่คุณทิพย์บรรยายอ่ะค่ะ…(สแมชคีย์บอร์ด)…กะว่าอยากเม้นท์ให้ยาวแต่พอถึงเวลาจะเม้นท์จริงๆดันเม้นท์ไม่ออกซะงั้น สมองมันตีกันวุ่นวายจนไม่รู้จะพิมพ์เรื่องไหนก่อนแล้วค่ะฮือออออฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    ย้ำอีกครั้งค่ะคุณหมออ โกลเด้นที่บ้านแซงหน้าไปแล้วนะคะ ตีตื้นด่วนๆ!!!!!!

    เป็นกำลังใจให้คุณทิพย์นะคะ >___< #ช่วยพายเรือคู่นี้ด้วยคนค่ะ

    Like

  8. ผมคิดถึงคุณณณณณ พูดแค่หนูจิมมี่ก็ใจอ่อน ยกโทษให้สป๊อกทันทีทันใด
    ส่วนอีกคู่ก็น่ารักไม่แพ้กันเลยย ยกระดับกันไปอีกขั้น มีซื้อดอกทานตะวันกันเป็นคู่ด้วยยย

    Like

  9. คู่หมาแมวทำไมถึงได้ฟินขนาดนี้ละคะแงแงแงแงแงแงงงงงงงง เดิมชอบความเอเนอร์เจติคของโกลเด้นจิม แต่ตอนนี้ทำเอาหมั่นเขี้ยวอยากฟัดแมววัลแคน สปว็อคน่ารัก *w*
    ปลื้มตรงที่ในที่สุดแมวหยิ่งก็ยอมเป็นฝ่ายง้อ บอกจิมว่าคิดถึงคำเดียว ติ่งตายกันเป็นแถบๆ (//โปรยวิสกัสเพดิกรีอย่างสุขสม)

    ส่วนคู่ของคุณหมอกับสาวน้อยก็กำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆสินะ ความงุ่นง่านของแมคคอยเป็นอะไรที่น่ารักจังเลยค่ะเพราะว่ามันถูกกระตุ้นให้เกิดด้วยฝีมือของแครอล ฮิฮิ
    มันอริ๊อร๊างตรงที่ต่างฝ่ายต่างก็ถูกใจกันและกันแต่ยังรักษาฟอร์ม แบบว่า…เอ๊ะเค้าจะคิดเหมือนกับเราหรือเปล่าน้าอะไรแบบนี้
    และกิมมิคเล็กๆเรื่องของต้นทานตะวันคู่ก็เป็นอะไรที่ฟหกหเาหาสวฟกส้กา่ามากสำหรับเรา คือแบบซักวันนึงต้นทานตะวันสองต้นจะได้มาเติบโตอยู่ด้วยกันใช่มั้ยคร้าาาาาาาาาา >w<

    ปูลู. เพิ่งเห็นว่าแชปเตอร์นี้คืออันล่าสุด ขอบคุณสำหรับความอิ่มเอมจากฟิคเรื่องนี้นะคะ ขออภัยที่มาตามอ่านตามเม้นต์รัวๆราวกับสแปมค่ะ ฮิฮิฮิ

    Like

  10. อ๊างงงงงง นึกว่าน้องทิพย์ลืมฟิคเรื่องนี้ไปแล้ว คุณหมอ กับเจ้าของคนไข้ ก็ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มีเขิลล์ด้วย อิอิ

    คู่น้องป็อกกะน้องจิม โอ๊ยยยย หวานมากกก ขอบคุณนะคะ ที่กลับมาเขียนต่อค่ะ

    Like

  11. เพิ่งเห็นว่ามีฟิคคู่นี้ หมอแครอล เราก็นึกว่าจะไม่มีคนชิปคู่นี้ซะแล้ว
    เราชอบบุคลิกหมอแกตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ
    ยิ่งอ่านที่พี่ทิพย์เขียนนี่คือแบบ โอย ขำแปปปปป
    บทบรรยายความคิดคุณหมอคือตล๊ก ตลก ชอบค่ะชอบ
    จะรอติดตามตอนต่อไปนะคะ

    Like

  12. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ทำไมอิคู่ดาร์คกว่ามันถึงได้(จูบ)กันเร็วกว่าล่ะคะพี่ทิพย์!!!!! ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ หนูลุ้นมากอ่ะตอนน้องแมวก็อบลินอวกาศมาง้อกัปตันโกลเด้นสติแตก ฮืออออออออ น่ารักๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แมคคอยคารอลนี่แปลกจริงค่ะ ไม่ค่อยเห็นเลย แต่แบบ คุณหมอตอนจีบสาวแล้วเขินนี่โคตรน่ารักอ้ะะะะะ #teammaccoy

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s