[The Hobbit Fic][ThorinBilbo] As Strong As You Were, Tender You Will Grow

 

             

As Strong As You Were, Tender You Will Grow
The Hobbit fanfiction by Tippuri~ii *
 
 

 

 

 
 

Pairing: Thorin Oakenshield x Bilbo Baggins


 
 

 

 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

Note #1

 

– สปอยล์ฮอบบิทภาคสามอย่างยิ่งใหญ่นะคะ

 

– บทพูดที่ถูกอ้างอิงจากหนังในฟิคนี้ ไม่ได้ถูกเป๊ะทั้งหมดนะคะ ทิพย์มีเปลี่ยน/เพิ่มคำเอาเองเพื่อให้เหมาะกับบริบทของเรื่องค่ะ

 

– ชื่อเรื่อง ทิพย์ดัดแปลงมาจากท่อนนึงในเพลง carry you home ของ james blunt ค่ะ แต่เพลงนี้ไม่ได้เป็นธีมให้ฟิคนี้แต่อย่างใดนะคะ

 

 

 

 

************************

 

 

When great souls die,
the air around us becomes
light, rare, sterile.
We breathe, briefly.
Our eyes, briefly,
see with
a hurtful clarity.
Our memory, suddenly sharpened,
examines,
gnaws on kind words
unsaid,
promised walks
never taken.

 

‘When Great Trees Fall’, by Maya Angelou 

 

 

 

*****

 

               

 

 

หลังการเจรจาเผ็ดร้อนมากมาย…สุดท้าย บิลโบ แบ็กกินส์ก็ได้จัดการจนมั่นใจว่าข้าวของของตนทุกชิ้นจะได้หวนคืนมาสู่แบ็กเอนด์

               

 

 

 

 

การขนย้ายต้องใช้เวลา…แต่มิสเตอร์แบ็กกินส์ก็ดูจะเหนื่อยเกินกว่าจะมาเร่งรัดอะไร ทุกคนได้แต่แอบมองร่างเล็กวางข้าวของหน้าตาแปลกพิลึกที่ติดตัวมาจาก ‘การผจญภัย’ ของตัวเองลงในบ้าน ก่อนที่จะปิดประตู…กั้นทุกสายตาไว้ด้วยบานไม้กลมๆ สีเขียวสด

               

 

 

 

 

แบ็กเอนด์นั้นว่างเปล่า เกลื่อนกลาดไปด้วยเศษกระดาษและข้าวของเล็กน้อยที่ไม่มีใครต้องการ…หากนั่นไม่ใช่สวนหลังบ้านเลย เหล่าพืชพันธุ์ที่ตั้งใจปลูกไว้อาจขาดการตัดแต่งไปบ้าง…แต่โดยรวมแล้ว ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นยังคงงอกงามเขียวขจีดุจเดิม…ราวกับว่าเป็นไม่กี่วันก่อนเองเท่านั้นที่ผู้เป็นเจ้าบ้านได้ไปจากที่นี่

               

 

 

 

 

เหล่าเพื่อนบ้านผู้อยากรู้อยากเห็นพยายามเพ่งมองมา…แต่ก็ไม่ได้เห็นอะไรที่เก็บไปพูดซุบซิบต่อได้ มิสเตอร์แบ็กกินส์แค่มองไปรอบๆ สวน…ก่อนจะเดินไปยังมุมหนึ่ง แล้วลงมือฝังบางสิ่งอันแสนเล็กกระจ้อยลงในผืนดินเท่านั้นเอง

 

               

 

 

 

 

**

 

               

 

บิลโบไม่คิดว่าเขาเคยเห็นพืชพันธุ์ใดที่งอกงามเกินกว่าในสวนแห่งนี้มาก่อน…และนั่นก็ถือว่าเป็นคำชมอันใหญ่โตเป็นอย่างยิ่ง เพราะไชร์นั้นเป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าอันเขียวขจีไร้ที่ติแทบทุกตารางนิ้ว

               

 

 

 

 

บีออร์นไม่หวงห้ามอะไรที่จะให้คณะผู้มาเยือนเดินเล่นในอาณาเขตที่อยู่ของตน…บิลโบจึงใช้โอกาสนี้ในการสำรวจทุกสิ่งของสวนที่โอบล้อมตัวอาคารที่อาศัย ผืนหญ้าสีเขียวอ่อนดูเหมือนอาบประกายทองสุกปลั่งด้วยแสงแดดที่ตกกระทบ…ดอกไม้สีขาวกับชมพูอมม่วงขึ้นกระจายทั่วบริเวณ แซมด้วยสีอื่นๆ ตามพุ่มไม้ตรงมุมนั้นมุมนี้ เสียงหึ่งๆ และกลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งเจืออยู่ในทุกอณูอากาศ…ชวนให้อยากสูดลมหายใจลึกๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเก็บมันไว้ให้ชัดเจนที่สุดในความทรงจำ

               

 

 

 

 

ฮอบบิทน้อยเดินเอื่อยๆ ไปเรื่อยๆ อย่างสุขใจ…พืชพันธุ์และสัตว์ชนิดต่างๆ ของบีออร์นทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองได้ค้นพบชิ้นส่วนเล็กๆ ของบ้านเกิดที่นี่ การเดินเล่นนี้มีเพียงตัวบิลโบคนเดียว…ซึ่งเขาก็ไม่รู้สึกแย่อะไร ฮอบบิทน้อยค่อนข้างชอบที่จะได้คิดถึงไชร์เงียบๆ คนเดียวตอนนี้เสียด้วยซ้ำ

               

 

 

 

 

ร่มเงาเริ่มครึ้มขึ้นเมื่อเขาเดินมาจนถึงทิวไม้ใหญ่ที่ทำหน้าที่แทนรั้ว…ต้นโอ๊คทั้งหมดถูกปลูกเรียงเป็นแผงยาว ทุกต้นล้วนสูงใหญ่จนกระทั่งต่อให้บิลโบเงยหน้าจนสุดแล้วก็ยังยากอยู่ดีที่จะเห็นยอด กิ่งก้านสาขาอันมากมายของพวกมันนั้นบิดโค้งนิดๆ…ใบสีเขียวสดกรองกั้นแสงแดดจัดจ้าให้เหลือเพียงประกายสีอ่อนที่เล็ดลอดลงมายังพื้นดิน

               

 

 

 

 

บิลโบสูดลมหายใจรับกลิ่นสดใหม่นั้นเข้าไป…ก่อนจะก้มลงมอง พื้นตรงจุดนี้ถูกปกคลุมด้วยใบไม้ร่วงทั้งอ่อนและแก่…หากสิ่งที่หยุดสายตาของเขาไว้ก็คือเมล็ดพืชกลมๆ ที่หล่นระจัดกระจายอยู่แถวนั้นด้วย รูปทรงและสีสันอันคุ้นตาบอกให้บิลโบรู้ว่ามันคือลูกโอ๊ค…ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงหล่นมาจากทิวแถวต้นของมันตรงนี้นี่เอง

               

 

 

 

 

อาจกลายเป็นนิสัยไม่ดีติดตัวเขาไปแล้วตั้งแต่ได้รับสมญานี้มา…แต่สุดท้าย ฮอบบิทน้อยก็ตัดสินใจเก็บเมล็ดพืชกลมๆ นี่ใส่กระเป๋าไปด้วย บอกตัวเองว่ามันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย…และก็คงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยที่แบ็กเอนด์จะได้มีต้นโอ๊คสูงใหญ่งดงามระดับที่คนทั้งไชร์ต้องอิจฉา

 

               

 

 

 

**

 

               

 

“ฟังลุงนะโฟรโด…ต่อไปนี้ แบ็กเอนด์จะเป็นบ้านของเจ้าแล้วนะ”

               

 

 

 

 

ใบหน้าของเด็กน้อยยังคงมีรอยน้ำตา…โฟรโดเป็นเด็กเฉลียวฉลาดและช่างสังเกต หนูน้อยจึงปะติดปะต่อเสียงซุบซิบที่ได้ยินจนรู้เองแล้วว่าอะไรคือสาเหตุที่ผู้เป็นพ่อแม่ถึงไม่กลับบ้านมาเสียที เด็กชายถูกส่งต่อไปๆ มาๆ ระหว่างญาติบ้านนั้นบ้านนี้ได้ราวๆ สัปดาห์ก่อนที่จะมิสเตอร์บิลโบ แบ็กกินส์ประกาศออกมาว่าตนยินดีที่จะรับโฟรโดมาดูแลที่แบ็กเอนด์…และถ้าจะมีอะไรที่ช่วยแบ่งเบาความโศกเศร้าหวาดกลัวที่กัดกินใจของโฟรโดไปได้บ้างล่ะก็ มันก็คือการหยุดยั้งคำบอกทางอ้อมว่าตนไม่เป็นที่ต้องการของใครอื่นบนโลกใบนี้จากบิลโบนี่เอง

               

 

 

 

 

“ท่านลุง…” เด็กชายตัดสินใจเอ่ยถาม…น้ำเสียงระโหยจากความโศกเศร้าที่ยังสดใหม่หากฝังลึก “…พ่อกับแม่ของข้า…จะไม่กลับมารับข้าแล้วใช่ไหม?”

               

 

 

 

 

นี่เป็นการร้องขอคำยืนยันถึงเสียงซุบซิบที่ได้ยินผ่านหู…และต่อให้ความจริงจะทำร้ายใจเพียงใด เด็กชายก็ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายโกหก ดวงตาสีฟ้าสดจับจ้อง…ร้องขอคนตรงหน้าโดยไร้เสียงให้อย่าได้เก็บงำความจริงจากตน

               

 

 

 

 

บิลโบดูชะงักไป…แววตาที่โฟรโดเห็นบอกให้เด็กชายรู้ว่าอีกฝ่ายลังเล หากสุดท้าย…เจ้าตัวก็ตัดสินใจได้

 

 

 

 

 

“ไม่…โฟรโด” ท่านลุงพูดเสียงค่อย เนิบช้าหากอ่อนโยนระมัดระวัง…ราวกับจะรู้ว่าความนุ่มนวลใดก็ไม่เพียงพอที่จะปกป้องเขาจากความเจ็บปวดของความจริงนี้ “พ่อแม่ของเจ้าจะไม่กลับมาแล้วล่ะ…แต่เจ้ามีลุงอยู่ตรงนี้แล้ว ลุงจะดูแลเจ้าเองนะ”

               

 

 

 

 

เด็กน้อยสะอื้นออกมาจนตัวสั่นระริก ทำอะไรไม่ได้นอกจากขยับเข้าไปกอดคนตรงหน้าตนไว้…และบิลโบก็จับมือของเขาไว้ตลอดเวลาที่เจ้าตัวพาเขาเดินดูห้องต่างๆ ของแบ็กเอนด์ไปจนถึงสวนหลังบ้าน น้ำตาไหลรินจากดวงตาสีฟ้าสด…และท่านลุงก็ไม่ดุว่าให้เขาหยุดร้องไห้อย่างที่ญาติหลายๆ คนเคยทำ ซึ่งเมื่อโตขึ้น…อีกฝ่ายก็อธิบายกับเขาว่าตนรู้ว่าความเจ็บปวดของการสูญเสียนั้นกรีดแทงได้ลึกเพียงใด และเป็นเรื่องที่ดีมากแล้วที่โฟรโดยังสามารถร้องไห้ออกมาได้

               

 

 

 

 

คำอธิบายนี้ทำให้หนุ่มน้อยสงสัยอยู่เสมอ…ว่าจะมีความเจ็บปวดใดในใจของท่านลุงที่จะมากมายได้เสียจนแม้แต่การหลั่งน้ำตาก็ไม่อาจลบเลือนมันไป

               

 

 

 

 

หากในวันนั้น…เด็กชายตัวน้อยแค่เดินตามอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ และรับฟังรายละเอียดของบ้านหลังใหม่ของตนเท่านั้น แล้วสุดท้าย…ท่านลุงก็พาเขามาหยุดที่มุมหนึ่งในสวน พื้นที่ว่างที่มีให้ต้นอ่อนของต้นไม้ต้นหนึ่ง…ดินที่ถูกพรวนและก้อนกรวดที่ถูกจัดล้อมโคนไว้บอกให้รู้ถึงความเอาใจใส่ของคนปลูกยิ่งนัก

               

 

 

 

 

“อย่างที่ลุงบอกไป…เจ้าเล่นในบ้านและในสวนนี้ได้หมดทั้งนั้นนะโฟรโด” ท่านลุงบิลโบกล่าว ก่อนจะพยักเพยิดมาที่ต้นอ่อนนี้ “แต่ช่วยอย่าเล่นซนกับต้นนี้ทีนะ…มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากของลุง ได้ไหม?”

               

 

 

 

 

โฟรโดเองก็ไม่เห็นว่าตนจะเล่นสนุกอะไรขึ้นมาได้กับต้นไม้ต้นเล็กจ้อยเท่านี้…เด็กชายจึงพยักหน้ารับคำ ไม่เข้าใจว่าทำไมสายตาที่ผู้เป็นลุงใช้ทอดมองต้นไม้ต้นน้อยนี้จึงได้อ่อนโยนหากเศร้าหมองนัก

 

 

 

 

 

 

**

 

               

 

บิลโบรู้สึกได้ว่าเสื้อคลุมที่ได้รับมาตัวนี้ของเขานั้นยาวเกินไป

               

 

 

 

 

ผ้าของเสื้อคลุมเป็นกำมะหยี่เนื้อหนาสีแดงเข้มเหมือนเหล้าองุ่น ชายเสื้อถูกขลิบริมด้วยขนสัตว์สีเทาปนน้ำตาลและมีชิ้นโลหะสีทองประดับอยู่บนผืนผ้า ช่างฝีมือแห่งเลคทาวน์ใช้เวลาเพียงข้ามคืนในการตัดเย็บมัน…ขนาดของตัวเสื้อบอกชัดว่าตั้งใจทำมาให้กับคนแคระ แต่สำหรับฮอบบิทอย่างเขาแล้ว…ขนาดของเสื้อคลุมตัวนี้ก็ยังคงเรียกได้ว่าใหญ่เกินไปมากเลยทีเดียว

              

 

 

 

 

“เอ…ไม่ใช่แบบนี้หรอกหรือ…อืม…”

               

 

 

 

 

บิลโบยังคงดิ้นรนกับการหาทางสวมมันไว้ให้พอดีตัวอย่างยากลำบากขณะที่คนอื่นเริ่มเดินหน้าไปเลือกอาวุธกันแล้ว…ผ้าเนื้อหนารังแต่ไถลเลื่อนลงไปจากบ่า และความใหญ่โตของมันก็ทำให้ต่อให้มัดปมจนแน่นที่สุดแล้ว…เสื้อคลุมนี่ก็ยังหลวมโพรกบนตัวเขาอยู่ดี

               

 

 

 

 

“โธ่…ไม่เอาน่า…”

 

 

 

 

 

ฮอบบิทน้อยบ่นอย่างสิ้นหวังเมื่อเสื้อคลุมหล่นลงไปกองบนพื้นเบื้องหน้าตน โลหะบนเนื้อผ้าส่งเสียงเบาๆ ตอนที่ตกกระทบพื้นไม้…บิลโบก้มตัวลงและเอื้อมมาออกไปหมายจะเก็บเสื้อคลุมขึ้น แต่ก็ชะงักเมื่อมีอีกมือยื่นเข้ามาดึงมันไปเสีย

 

 

 

 

 

และเมื่อเงยหน้าขึ้น…เขาก็พบธอริน โอเคนชีลด์ยืนอยู่เบื้องหน้าตน

 

 

 

 

 

นาทีนี้…บุคคลที่บิลโบได้เห็นไม่ใช่คนแคระผู้สูญเสียแผ่นดินเกิดและต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากแค้นอีกแล้ว ธอรินที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือกษัตริย์แห่งแดนใต้ขุนเขาในอาภรณ์และอาวุธอันสง่างาม…ฮอบบิทน้อยสังเกตได้ว่าเสื้อคลุมที่เจ้าตัวสวมอยู่นั้นก็เป็นแบบเดียวกับเสื้อคลุมของเขาเอง

 

 

 

 

 

“มานี่สิ” เสียงนั้นทุ้มต่ำและเรียบนิ่ง…หากหลังจากทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการเดินทางนี้ มันก็ได้กลายมาเป็นเสียงที่อ่อนโยนที่สุดแล้วสำหรับหัวใจของบิลโบ “ข้าเองก็คิดอยู่แล้วว่าเจ้าน่าจะสวมมันได้ยาก”

 

 

 

 

 

ปากว่าเช่นนั้น…แต่กลับเป็นองค์ราชาเสียเองที่ก้าวเข้ามาหาเขา มือใหญ่ตวัดเสื้อคลุมลงมาบนบ่าของบิลโบใหม่…คราวนี้ สัมผัสหนักๆ ของชิ้นโลหะสีทองได้ทาบทับลงบนบ่าทั้งสองข้าง…ฮอบบิทน้อยหันมองไปมาอย่างงงงัน ก่อนจะเริ่มเข้าใจได้เองเมื่อธอรินเริ่มต้นผูกปมผ้าได้อย่างสบายๆ ผิดกับตอนที่เขาลอง ชิ้นโลหะสีทองนี้มีไว้เพื่อบ่งบอกจุดที่สองด้านของเสื้อจะถูกยึดเกี่ยวให้ชิดกันและช่วยตรึงให้เนื้อผ้าโอบคลุมรอบบ่าของผู้ใส่ได้อย่างพอดิบพอดีนั่นเอง

 

 

 

 

 

ธอรินผละมือไปเมื่อมัดปมผ้าได้เรียบร้อย…ก่อนจะเลื่อนมันมาไล้ให้เนื้อผ้าที่คลุมบนบ่าทั้งสองของเขาไม่ยับ สัมผัสที่ทำให้สองแก้มของบิลโบร้อนผ่าว

 

 

 

 

 

“เอ่อ…ท่าน…”

 

 

 

 

 

เขาตัดสินใจพูดออกมาเมื่อคนตรงหน้าขยับจะเดินจากไป…และเมื่อธอรินหันมา บิลโบก็เดินเข้าไปใกล้

 

 

 

 

 

“ขอบคุณที่ช่วยข้านะ…” ถือวิสาสะยกมือขึ้นแตะตรงปมผ้าเบื้องหน้าเสื้อคลุมของอีกฝ่าย “แล้ว…เอ่อ รอสักครู่สิ…เดี๋ยวข้าดูให้…”

 

 

 

 

 

องค์ราชาคงคุ้นเคยกับการสวมเสื้อคลุมทางการทหารเช่นนี้แล้ว…ปมเสื้อของเจ้าตัวเลยโดนมัดอย่างรวบรัด ไร้การคำนึงถึงความสวยงามใด บิลโบค่อยๆ คลายมันออก…ระวังไม่ให้ตัวเสื้อไถลหล่น ก่อนจะผูกปมใหม่ให้ชายผ้ายาวลงมาเท่าๆ กัน…ฮอบบิทอาจจะไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่คุ้นเคยกับสงคราม แต่ความสามารถในการแต่งตัวให้งดงามครบถ้วนนั้นก็ไม่เป็นรองใครในมิดเดิ้ลเอิร์ธนี้อย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

ปลายนิ้วรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจของธอริน…มันเองก็เต้นแรงไม่ต่างจากหัวใจของบิลโบเลย

 

 

 

 

 

“เรียบร้อยแล้วล่ะ” ฮอบบิทน้อยรีบขยับยิ้มกลบเกลื่อน…ผิวแก้มยังคงร้อนผ่าวต่อให้องค์ราชาจะพยักหน้าขอบคุณแล้วเดินจากไปแล้ว เขาซ่อนหน้าของตัวเองจากสายตาคนอื่นด้วยการทำเป็นง่วนหาที่เก็บเมล็ดพืชที่ตนต้องการจะนำกลับไปให้ถึงบ้านเข้าในกระเป๋าของเสื้อตัวใน

 

 

 

 

 

ตอนที่ถูกเรียกให้ไปรวมกลุ่มด้วย หัวใจของบิลโบก็เริ่มกลับมาสู่จังหวะปกติแล้ว…คงเพราะฮอบบิทน้อยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเป็นแค่ตัวเองกับองค์กษัตริย์แห่งแดนใต้ขุนเขาเท่านั้นที่สวมเสื้อคลุมเข้าคู่กัน และยามที่ทั้งสองเดินเคียงข้างกันนั้น…ชายเสื้อคลุมที่ยาวเกินไปของเขาก็ลากเลื่อนไปตามพื้นราวกับชายด้านหลังของชุดเจ้าสาวในพิธีวิวาห์

 

 

 

 

 

 

 

**

 

 

ต้นโอ๊คในสวนหลังบ้านของโฟรโดเติบโตจนสูงใหญ่แล้วตอนที่หลานสาวทางตระกูลทุคอีกคนของท่านลุงบิลโบจัดงานแต่งงาน

 

 

 

 

 

ซิลเวีย ทุคอายุมากกว่าโฟรโดเกือบสิบปี…แต่สมัยที่เขายังเป็นเด็กชายตัวน้อย ฮอบบิทสาวก็ได้มาเล่นด้วยและคอยช่วยดูแลเขาอยู่เสมอ เธอเป็นดั่งพี่สาวผู้ใจดีของโฟรโดและหลานสาวผู้เฉลียวฉลาดของบิลโบ…นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ผู้เป็นเจ้าบ้านไม่ลังเลเลยที่จะมอบคำอนุญาตเมื่อซิลเวียถามว่าจะขอให้สวนด้านหลังของแบ็กเอนด์เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงส่วนตัวเล็กๆ อีกครั้งหลังงานเลี้ยงใหญ่กลางทุ่งได้ไหม

 

 

 

 

 

งานแต่งงานของซิลเวียไม่ใช่งานแต่งงานแรกที่โฟรโดได้เข้าร่วม…แต่มันเป็นหนึ่งในไม่กี่งานที่เขารู้สึกยินดีนักที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ความสุขของซิลเวียและสามีของเธอแทบห่อหุ้มทุกอณูอากาศเอาไว้…ความรักฉายชัดในดวงตายามที่ทั้งสองมองกันและกันแล้วเอ่ยคำสาบาน ภาพที่ทำให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนรู้สึกอบอุ่นในหัวใจตามไปด้วย…และงานเลี้ยงไม่ว่าจะทั้งงานใหญ่หรือเล็กก็เปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน ช่อดอกไม้ถูกโยนและถ้วยเครื่องดื่มถูกแจกจ่าย…เติมเต็มบรรยากาศด้วยการพูดคุยและรอยยิ้มมากมาย

 

 

 

 

 

ความเงียบและข้าวของสำหรับจัดเลี้ยงที่หายไปในวันรุ่งขึ้นนั้นจึงเป็นอะไรที่ชวนให้รู้สึกเหงาๆ อย่างประหลาด…และในยามเย็นของวันนั้น เด็กหนุ่มผมดำก็ได้พบผู้เป็นลุงของตนยืนนิ่งๆ อยู่ในสวน…ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บิลโบจะมาใช้เวลาอยู่ในสวนหลังบ้าน หากทุกครั้ง…เจ้าตัวมักจะมีหนังสือติดมือออกมาอ่านหรือเขียนมากกว่าจะยืนเฉยๆ เช่นนี้

 

 

 

 

 

“ท่านลุง?” โฟรโดตัดสินใจเอ่ยถาม เดินมายืนข้างๆ อีกฝ่าย “มีอะไรหรือเปล่า?”

 

 

 

 

 

บิลโบเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่ามีเขายืนอยู่ตรงนี้…อีกฝ่ายขยับยิ้มราวกับกำลังกลบเกลื่อนอะไร ก่อนจะพูดตอบ “อ๋อ…เปล่าหรอก…ข้าแค่ดูต้นไม้อยู่น่ะ”

 

 

 

 

 

ไม่ใช่เรื่องที่ต้องถามว่าต้นไม้ต้นใด…เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาคือต้นโอ๊คอันสูงใหญ่ที่บิลโบเฝ้าถนอมมาตั้งแต่แรกผลิ ซิลเวียได้เอาผ้าลูกไม้มาผูกรอบลำต้นของมันไว้เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศงานแต่งงาน…สีขาวสะอาดของเนื้อลูกไม้ดูบอบบางอ่อนหวาน ทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดเวลาที่มันอยู่ตัดกับเปลือกไม้สีเข้มเช่นนี้

 

 

 

 

 

ท่านลุงเองก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกัน…เพราะเจ้าตัวทาบมือลงซ้อนกับเนื้อผ้าและลำต้นไม้ ปลายนิ้วแตะเข้าหา…แผ่วเบาทะนุถนอม หากวูบหนึ่ง…กิริยาก็ให้ความรู้สึกราวกับว่าบิลโบต้องการที่จะสัมผัสบางสิ่ง บางสิ่งที่มีอยู่แค่เพียงในความทรงจำ…บางสิ่งที่เจ้าตัวรู้เองดีอยู่แก่ใจว่าไม่มีวันเอื้อมไปแตะต้องได้อีกแล้วไม่ว่าจะสัมผัสอย่างระมัดระวังหรือนุ่มนวลเพียงใด

 

 

 

 

 

“ท่านลุง…” ถ้าตอนนั้นโฟรโดเติบใหญ่มากกว่านี้…หนุ่มน้อยคงจะไม่เอ่ยถามออกไป หากเขาก็ยังคงเป็นแค่เด็กที่ต้องการจะรู้…นั่นจึงทำให้เสียงใสเปล่งคำออกมาอย่างอ่อนเดียงสา “ทำไมท่านถึงไม่แต่งงานล่ะ?”

 

 

 

 

 

บิลโบหันมามองเขา…ชะงักงันราวกับคำพูดของเขาได้หยุดระบบความคิดของเจ้าตัวลง และนั่นเองที่ทำให้โฟรโดเริ่มรู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่คำถามที่ควรถามเลย…หากก็สายไปเสียแล้ว

 

 

 

 

 

ผู้เป็นลุงสูดลมหายใจลึกๆ…ก่อนจะผินหน้ากลับไปมองต้นโอ๊ค นัยน์ตาสีดำทอประกายอ่อนโยนยามที่มองผ้าขาวบอบบางบนเปลือกไม้…หากในความอ่อนโยนนั้น โฟรโดไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่บางเบาเช่นนี้

 

 

 

 

 

เสียงตอบของบิลโบระโหยหากเรียบนิ่ง…เสียงเสียงเดียวที่แทรกปนกับสายลมยามสนธยา

 

 

 

 

 

“…คนที่ข้ารักไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้วน่ะ”

 

 

 

 

 

โฟรโดเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้เป็นลุง…และแสงแดดสีส้มอมทองที่ตกกระทบก็ทำให้เด็กน้อยมองไม่เห็นประกายของหยาดน้ำในดวงตาสีเข้มคู่นั้น

 

 

 

 

 

 

 

**

 

 

 

“มัน…มันไม่ใช่อะไรสำคัญหรอก…”

 

 

 

 

 

ฮอบบิทน้อยพยายามอธิบาย หากองค์ราชาก็ดึงดันคำเดิม…ดวงตาสีฟ้าอมเทาดูเข้มลึกไปด้วยความบ้าคลั่งที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งใจ ร่างที่สูงใหญ่กว่าเขาก้าวเข้ามาประชิด…ต้อนให้ต้องจนมุมและยินยอมทำตามคำสั่งอันแข็งกร้าวนั้น

 

 

 

 

 

มือค่อยๆ แบออก เผยให้เห็นถึงที่ตนปกปิดไว้ทีแรก…ลูกโอ๊คสีน้ำตาล สิ่งที่ดูเรียบง่ายไร้ราคานักยามที่มาอยู่ในนครใต้ขุนเขาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยทองคำและอัญมณีเกินคณาแบบนี้

 

 

 

 

 

“ข้าเอามันมา…” บิลโบกระแอม ละเว้นที่จะอธิบายให้ละเอียด “…จากสวนของบีออร์น”

 

 

 

 

 

สิ่งที่ตามมายังคงมีเพียงความเงียบ…ฮอบบิทน้อยกลั้นหายใจทั้งๆ ที่ตอนนี้หัวใจเต้นระรัวไปหมดอย่างตระหนก คำอธิบายจากบาลินช่วยมอบความชัดเจนให้ท่าทางอันเปลี่ยนไปของคนตรงหน้า…และในยามที่ต้องเผชิญกับธอรินที่เขาไม่รู้จักอีกแล้ว บิลโบก็ได้แต่ภาวนาว่าเสียงของตนจะส่งไปถึงจิตใจอ่อนโยนที่ยังหลงเหลืออยู่ของเจ้าตัว

 

 

 

 

 

ได้โปรด…ธอริน…ได้โปรดกลับมาหาข้า… 

 

 

 

 

 

วงหน้าคมคายเงยขึ้นมาสบตากับเขา…ดวงตาสีอ่อนนั้นมีแววพิศวงบางเบา เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่รู้สึกว่าเจ้าเมล็ดพืชนี่ช่างดูผิดที่ผิดทางนักในเอเรบอร์อันมั่งคั่งนี้

 

 

 

 

 

เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแผ่วเบา…ทอดอ่อนด้วยความประหลาดใจ “แล้วเจ้าก็ถือมันติดตัวมาตลอดทางนี่น่ะหรือ?”

 

 

 

 

 

ต่อให้จะอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดเพียงใด บิลโบก็อดอยากจะกลอกตากับประโยคนี้ไม่ได้จริงๆ…มันคงเป็นเรื่องที่คนแคระอย่างอีกฝ่ายไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมฮอบบิทอย่างเขาถึงได้ให้คุณค่ากับพืชพันธุ์มากกว่าเพชรหรือทอง แต่ก็ไม่น่าจะใช่อะไรหนักหนาถ้าอีกฝ่ายจะช่วยซ่อนท่าทีที่บอกชัดว่าธรรมเนียมของเผ่าพันธุ์เขาช่างไร้สาระไว้สักหน่อย

 

 

 

 

 

“ข้าจะเอามันไปปลูกในสวนของข้า” บิลโบเม้มปากเล็กน้อยเพื่อกันไม่ให้ตัวเองทำสีหน้างุ่นง่าน แต่ก็อดส่งสายตาไม่พอใจเล็กๆ โต้ตอบไปไม่ได้ “…ที่แบ็กเอนด์”

 

 

 

 

 

หากผิดคาด…สิ่งที่เขาได้เห็นในวินาทีถัดมาคือรอยยิ้ม

 

 

 

 

 

รอยยิ้มที่น้อยนักที่องค์ราชาจะมีให้ใคร…มันกว้างขวางและอบอุ่น จริงใจและอ่อนโยนราวกับมอบให้บุคคลผู้เป็นที่รักยิ่ง…ดวงตาของเจ้าตัวไม่มีเงาดำมืดอย่างเคยอีกแล้ว สีฟ้าอมเทานั้นใสกระจ่าง…ทอประกายอ่อนใจปนเอ็นดู ราวกับพิศวงและภูมิใจไปพร้อมๆ กันอยู่

 

 

 

 

 

รอยยิ้มที่บิลโบรู้สึกว่าไม่ได้เห็นมาเนิ่นนานแล้วเหลือเกิน…และนั่นทำให้เขาอยากจะทั้งยิ้มตอบและร้องไห้ออกมาพร้อมๆ กัน

 

 

 

 

 

โอ…ธอริน…ความมืดมิดนั่นยังไม่ได้แย่งชิงท่านไปจากข้า… 

 

 

 

 

 

“เป็นรางวัลที่เล็กน้อยเสียจริง…” ถ้อยคำนั้นหยอกเย้า อบอุ่นด้วยเสียงหัวเราะจางๆ “…ที่จะนำกลับไปที่ไชร์”

 

 

 

 

 

บิลโบไม่อาจคิดหาคำล้อเล่นใดโต้ตอบไปได้…สิ่งเดียวที่เขาต้องการจะทำตอนนี้คือเว้าวอนให้อีกฝ่ายฟังตน ฟังเสียงที่ไม่ใช่ถ้อยคำลวงหลอกใดๆ จากทองคำต้องสาปเหล่านั้น…หากนั่นก็เป็นความต้องการอันไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ฮอบบิทน้อยจึงเลือกที่จะกล่าวอย่างหนักแน่นจริงจังแทน…หวังเป็นอย่างยิ่งให้ถ้อยคำของตนสลักลงในใจผู้ฟัง

 

 

 

 

 

“สักวันมันก็จะเติบโต” เขายิ้มออกมา…รอยยิ้มละไมอ่อนโยน “แล้วทุกครั้งที่ข้ามอง…มันก็จะทำให้ข้าจดจำ จดจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น สิ่งดีๆ…สิ่งร้ายๆ…”

 

 

 

 

 

เงยหน้าขึ้นอีกนิด…ดวงตาสบประสานกับอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา

 

 

 

 

 

“…และว่าข้าโชคดีเพียงใดที่สามารถกลับมาถึงบ้านได้อีกครั้ง”

 

 

 

 

 

แล้วก็เป็นอีกครั้งที่สิ่งเหนือความคาดคิดเกิดขึ้น…องค์ราชาแย้มยิ้มออกมาอีกครั้ง ความรู้สึกใดที่ได้ถูกแสดงมาในรอยยิ้มแรกนั้น…คนมองอย่างบิลโบสามารถยืนยันได้ว่ายังไม่อาจเทียบเท่ากับรอยยิ้มที่สองนี้เลย ราวกับเมฆหมอกทั้งปวงได้จางหาย…เปิดทางให้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นอ่อนโยนได้ฉายฉาน ภาพที่ทำให้หัวใจของฮอบบิทน้อยเต้นแรงไปพร้อมๆ กับบีบรัดในอก…ยินดีที่ความมืดมิดนั้นจางหาย เจ็บปวดกับข้อเท็จจริงว่าตนไม่มีวันจะได้ครอบครองความรักจากเจ้าของรอยยิ้มนี้

 

 

 

 

 

เพราะธอรินไม่เคยรู้สึกแบบนั้น…และอีกเหตุผลก็คือน้ำหนักของความลับที่เขาแอบซ่อนไว้ในกระเป๋า… 

 

 

 

 

 

ร่างเล็กเลยขยับจะเอ่ยให้บทสนทนานี้จบลง…แต่อีกฝ่ายกลับชิงกล่าวขึ้นก่อนแทน

 

 

 

 

 

“บิลโบ” จนถึงนาทีนี้…มันก็ยังคงทำให้ใจของเขาสั่นระริกเสมอยามที่ได้ฟังเสียงทุ้มต่ำนั่นเปล่งชื่อตน “ข้าเข้าใจดีว่าเจ้าตั้งใจจะกลับไปปลูกต้นไม้นี่ที่แบ็กเอนด์…ไชร์…ที่บ้านเกิดของเจ้า…”

 

 

 

 

 

มือใหญ่เอื้อมมา…ประคองมือเขาไว้ ค่อยๆ โอบให้ปลายนิ้วของบิลโบกำรอบลูกโอ๊คดังเดิม…แต่ก็ยังคงกุมมือเขาไว้อยู่เช่นนั้นตอนที่เจ้าตัวเอ่ยต่อ

 

 

 

 

 

“แต่ข้าอยากให้เจ้าลองพิจารณาเพิ่มเติมสักหน่อย…” รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน…เฉกเช่นประกายในแววตา “ช่วยพิจารณาสักนิด…ว่าเจ้าจะขัดข้องใจเกินรับได้ไหม…ถ้าเปลี่ยนสถานที่จากบ้านเกิดของเจ้ามาเป็นที่เอเรบอร์แห่งนี้แทน”

 

 

 

 

 

บิลโบพบว่าตัวเองในตอนนี้นั้นแทบลืมหายใจแล้ว ได้แต่กระซิบแผ่วเบา…ไม่อาจเชื่อสิ่งที่ได้ฟัง “ท่าน…ท่านพูดอะไรออกมากัน…”

 

 

 

 

 

“ข้ากำลังพูดว่า…” ธอรินยิ้มขันๆ…หากก็กล่าวใหม่โดยดี “หลังจากที่ทุกอย่างจบลง ข้าอยากจะขอให้เจ้าช่วยปลูกต้นไม้ต้นนี้ที่นี่…”

 

 

 

 

 

มือใหญ่โอบกุมแน่นขึ้นอีกนิด ย้ำความหนักแน่นของประโยคต่อมาด้วยสัมผัสนี้

 

 

 

 

 

“…ให้เจ้าช่วยนับว่าเอเรบอร์แห่งนี้คือบ้าน…ของพวกเรา”

 

 

 

 

 

วินาทีที่คำพูดเหล่านี้ถูกเอื้อนเอ่ยออกมานั้นยาวนานราวนิจนิรันดร์สำหรับบิลโบ…เวลาดูจะหยุดลง หัวใจเต้นระรัว…แต่ในอีกแง่ มันก็เป็นจังหวะที่นุ่มนวลนักในความรู้สึก รสชาติอ่อนหวานซ่านขึ้น…ระริกสั่นไหวหากก็มั่นคงหนักแน่นนัก และสิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ในโลกทั้งใบของบิลโบก็คือธอริน โอเคนชีลด์ผู้กำลังกุมมือเขาไว้และดวงตาสีฟ้าอมเทาอันใสกระจ่างของเจ้าตัว

 

 

 

 

 

“ท่าน…” ฮอบบิทน้อยกระซิบออกมาในที่สุด ประโยคสรุปสิ่งที่ตนเพิ่งได้รับรู้ไป…สิ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจจะเชื่อได้ว่าเป็นความจริง “…ท่านรักข้า”

 

 

 

 

 

ธอรินหัวเราะเบาๆ ออกมา…อ่อนใจและเอ็นดู ถามเย้าๆ “ถ้าข้าพูดว่าใช่…นั่นจะช่วยให้เจ้าตอบตกลงหรือเปล่า?”

 

 

 

 

 

บิลโบไม่ได้ตอบด้วยคำพูด…เขาแค่เขย่าปลายเท้าขึ้น ประทับริมฝีปากเข้าหาอีกฝ่ายแทนเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

**

 

 

“ท่านลุง! ท่านลุง! ดูนี่สิ!!”

 

 

 

 

 

หนุ่มน้อยร้องเรียกอย่างตื่นเต้นพร้อมวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องทำงาน…ท่านลุงของเขากำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะ ม้วนกระดาษและหนังสืออ้างอิงมากมายเปิดกางอยู่รายรอบ…บิลโบ แบ็กกินส์ในเวลานี้เริ่มมีเส้นผมสีเทาแซมในเรือนผมสีน้ำผึ้งนั่นบ้างแล้ว และรอยย่นก็เริ่มชัดเจนนิดหน่อยบนมือที่เอื้อมมือมารับห่อผ้าเช็ดหน้าตอนที่โฟรโดยื่นมันออกไปให้

 

 

 

 

 

ท่านลุงบิลโบพลิกชายผ้าเช็ดหน้าที่ซ้อนทับกันให้เปิดออก ถามเสียงหน่ายๆ “อะไรอีกล่ะโฟรโด…”

 

 

 

 

 

เด็กหนุ่มยิ้มยิงฟันแต่ไม่ตอบคำ…รอให้ผู้เป็นลุงหยิบสิ่งของนั้นออกมาจากห่อผ้าเช็ดหน้าเอง มันคือกังสดาลทำมือที่โฟรโดประดิษฐ์ขึ้นมาเองจากผลลูกโอ๊ค กิ่งไม้ และเส้นเชือก…ตอนนี้ต้นโอ๊คในสวนได้เติบใหญ่เสียจนเขาปีนไปถึงยอดไม่ได้อีกแล้ว นั่นจึงทำให้พื้นที่ใต้ต้นของมันนั้นเต็มไปด้วยเมล็ดที่ร่วงหล่นลงมาจนเกลื่อนกลาดไปหมด…และเพราะรู้ดีว่าท่านลุงของตนรักต้นไม้ต้นนี้เพียงใด หนุ่มน้อยเลยคิดว่ามันคงเป็นเรื่องดีที่จะมีบางสิ่งจากมันให้ได้เห็นในบ้านบ้าง

 

 

 

 

 

บิลโบได้แต่มองกังสดาลทำมือของเขาเงียบๆ…หากรอยยิ้มอ่อนๆ บนริมฝีปากก็บอกแทนคำพูดใดแล้วว่าเจ้าตัวรู้สึกอย่างไรกับมัน

 

 

 

 

 

“ต้นโอ๊คนั่น…โตมากขนาดนี้แล้วหรือ…” ท่านลุงพึมพำ ปลายนิ้วแตะลูกโอ๊คทีละลูกอย่างถนอม “เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ…ข้ายังจำวันแรกที่ปลูกมันได้อยู่เลย”

 

 

 

 

 

โฟรโดขมวดคิ้วอย่างเหลือจะเชื่อ “ท่านยังจำลูกโอ๊คที่เอามาปลูกมันได้อยู่อีกหรือเนี่ย?”

 

 

 

 

 

บิลโบยังคงมองกังสดาลในมือ…นิ่งนาน…ก่อนที่จะเอ่ยตอบ

 

 

 

 

 

“ข้าพูดไว้เองว่าข้าจะจดจำ…และข้าก็ถูกขอร้องมาด้วย…”

 

 

 

 

 

แล้ววงหน้านั้นก็หันมา ยิ้มอ่อนโยนหากแสนเศร้านักให้เขา

 

 

 

 

 

“เพราะงั้นคำตอบก็คือใช่…โฟรโด ข้าจำต้นไม้ต้นนี้และทุกสิ่งทุกอย่างได้เสมอ”

 

 

 

 

 

 

**

 

 

“ลาก่อน…หัวขโมยน้อยของข้า กลับไปยังหนังสือและเตาผิงของเจ้าเถอะ…”

 

 

 

 

 

น้ำเสียงที่เอ่ยคำนั้นแผ่วระโหยยิ่งกว่าสายลม และบิลโบเองก็เอาแต่พร่ำเถียงให้อีกฝ่ายหยุดพูด…หากทุกคำกลับชัดเจนในประสาทรับรู้ กรีดเฉือนทุกส่วนในหัวใจและวิญญาณของเขาจนแหลกสลาย

 

 

 

 

 

“…ปลูกต้นไม้ของเจ้าเสีย…แล้วก็ดูมันเติบโตอย่างที่เจ้าบอกข้า”

 

 

 

 

 

ต้นไม้ที่เขาบอกไว้ว่าจะรอให้มันเติบใหญ่…ต้นไม้ที่เขาบอกไว้ว่าจะเป็นดั่งเครื่องย้ำเตือนให้จดจำถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น… 

 

 

 

 

 

บิลโบไม่มีวันจะได้ถามอีกฝ่ายว่าตัวเองคิดถูกไหม…ว่านี่เป็นคำขอร้องจากธอริน โอเคนชีลด์ให้เขาจดจำตนเอาไว้ในความทรงจำด้วยเฉกเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

**

 

 

 

“เจ้าทำอะไรอยู่ล่ะนั่น?”

 

 

 

 

 

โฟรโดเงยหน้าขึ้นมาจากงานในมือ…ยิ้มสดใสให้ผู้เป็นลุงที่กำลังมองมา ชูชิ้นไม้ที่ตนกำลังเอากระดาษทรายขัดให้ราบเรียบอยู่ให้อีกฝ่ายเห็น

 

 

 

 

 

“จำเจ้าตัวแสบอเดลลาร์ดได้ไหมท่านลุง?” โฟรโดกล่าวถึงลูกชายของซิลเวีย ทุคและสามีของเธอด้วยรอยยิ้มหน่ายๆ “เด็กนั่นแอบมาเอากิ่งโอ๊คของบ้านเราไปทำดาบทำโล่เล่นกับเพื่อน…ข้าจับได้เลยต้องเอามาช่วยขัดให้เนี่ย ไม่อย่างนั้นเสี้ยนตำมือหมด”

 

 

 

 

 

ท่านลุงบิลโบชะงักไปกับคำบอกเล่านี้…ดวงตาสีเข้มก้มมองโล่ไม้ในมือของโฟรโดอีกครั้งอย่างตั้งใจ มันไม่ใช่อะไรที่มากมายไปกว่ากิ่งไม้ขนาดใหญ่ไร้การตัดแต่งใดเลย…เด็กหนุ่มแค่เอามาช่วยขัดให้เรียบพอที่จะถือได้โดยปลอดภัยเท่านั้น

 

 

 

 

 

และนั่นเองที่ทำให้ภาพของมันคล้ายคลึงจนแทบซ้อนทับกับภาพในความทรงจำของบิลโบได้สนิท

 

 

 

 

 

โฟรโดขยับจะเล่าถึงวีรกรรมชวนปวดหัวของเด็กน้อยต่อ…แต่ก็ชะงักเมื่อเห็นว่าตอนนี้ร่างของผู้เป็นลุงนั้นสั่นระริก ดวงตาที่ทอประกายอ่อนโยนปนหน่ายๆ อยู่เสมอบัดนี้มีแค่เพียงความโศกเศร้าและน้ำตาที่เอ่อคลอ…มันเป็นความโศกเศร้าเดียวกับที่โฟรโดเห็นว่าสะท้อนอยู่เป็นครั้งเป็นคราวเวลาที่อีกฝ่ายมองแผนที่คร่ำคร่าในกรอบรูปหรือต้นโอ๊คในสวน ความโศกเศร้าที่หยั่งรากลึก…เวลาเนิ่นนานอาจทำให้มันถูกย้ำเตือนถึงน้อยลง แต่ไม่เคยหายไปจากใจของบิลโบเลย

 

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้เด็กหนุ่มขยับไปโดยสัญชาตญาณ…เขากอดผู้เป็นลุงเอาไว้ หวังให้ความห่วงใยของตนสื่อสารผ่านไปได้

 

 

 

 

 

“ข้า…ข้าคิดถึง…คนคนหนึ่ง…” บิลโบพูดด้วยเสียงที่แตกร้าว “ข้าคิดถึงเขา…โฟรโด มาก…มากเหลือเกิน…”

 

 

 

 

 

โฟรโดได้แต่อ้ำอึ้ง…ท่านลุงไม่เคยเล่าถึงบุคคลปริศนาในหัวใจของเจ้าตัวให้เขาฟังเลย เพราะฉะนั้น…มันจึงยากนักที่จะคิดหาทางปลอบโยน หากในนาทีต่อมา…เขาก็พบว่าตัวเองเหมือนจะรู้ขึ้นมาได้ว่าควรพูดอะไร ความรู้ที่เขาไม่เคยตระหนักมาก่อนเลยว่าตนมีมันอยู่ในใจก่อนหน้านี้ตลอดมาอยู่แล้ว…จากกระแสทุ้มต่ำอ่อนโยนที่จะช่วยปลอบประโลมด้วยเวลาที่เขาร้องไห้กับบิลโบ จากสัมผัสบนบ่าเวลาที่บิลโบลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยน จากรอยยิ้มที่รับรู้ได้เวลาที่เขาทำอะไรสำเร็จด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกแล้วบิลโบตบมืออย่างภูมิใจ…สิ่งเหล่านี้นั้นเป็นแค่เพียงความรู้สึกที่ได้รับรู้ถึง ไม่ใช่อะไรที่มองเห็นได้ ไม่ใช่อะไรที่สามารถมีหลักฐานหรือคำอธิบายยืนยัน…หากโฟรโดกลับรู้ชัดเจนในนาทีนั้นว่าเจ้าของของมันอยู่ตรงนี้เสมอ เคียงข้างบิลโบและดูแลเขาด้วยมาตลอด

 

 

 

 

 

“ท่านลุง…” เด็กหนุ่มไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตนถึงรู้ แต่เขาแค่รู้ “…ท่านธอรินรู้ดีว่าท่านลุงยังรักเขาอยู่เสมอ”

 

 

 

 

 

บิลโบรู้สึกเหมือนลมหายใจขาดห้วง…เขาขยับออกมาจนสามารถสบตากับหลานชายได้ หากสีหน้าที่ได้เห็นบอกชัดว่าโฟรโดเองก็จนใจที่จะอธิบายได้ว่าทำไมตัวเองถึงรู้จักชื่อชื่อนี้…และนั่นเองที่ทำให้บิลโบรู้ว่าการซักถามไม่มีวันจะมีประโยชน์ใด

 

 

 

 

 

และเมื่อรู้ตัวอีกที…บิลโบก็พบว่าตนเดินมาจนหยุดหน้าต้นโอ๊คในสวนแล้ว ต้นไม้ต้นน้อยในวันวานบัดนี้กลายเป็นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า…ร่มเงาที่ปกป้องเขาจากแสงแดดทำให้คิดถึงความอ่อนโยนที่คล้ายคลึงกันนักกับคนบางคนในความทรงจำ

 

 

 

 

 

บิลโบก้มลงไปเก็บเมล็ดพืชที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น…มันเล็กกว่าเมล็ดจริงในความทรงจำ หากเมื่อหลับตาลง…สิ่งที่ได้เห็นก็ยังคงเป็นภาพเดิม…เส้นผมสีดำสนิทแซมด้วยปอยสีเงิน รอยยิ้มกว้างขวางและอ่อนโยน ดวงตาที่ทอประกายเอ็นดูปนภาคภูมิใจ…สีฟ้าอมเทาที่ใสกระจ่างที่สุด พิสุทธิ์ราวแสงแรกของยามฟ้าสาง

 

 

 

 

 

“ข้า…” บิลโบเอ่ยกับภาพในความทรงจำนั้น “ข้าไม่เคยลืมท่าน…และใช่ จนวันนี้…หัวใจของข้าก็ยังเป็นของท่าน”

 

 

 

 

 

แล้วจู่ๆ…ภาพที่ได้เห็นหลังเปลือกตานั้นก็ดูจะแย้มยิ้มมากกว่าเดิม อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรักจนทำให้ใจปวดร้าวอย่างอ่อนหวานที่สุด

 

 

 

 

 

บิลโบไม่แม้แต่จะสงสัยว่ามันคือสิ่งที่ตนคิดแต่งเติมไปเองหรือไม่ เขาแค่ปล่อยให้ตัวเองซึมซาบภาพรอยยิ้มนั้นไว้เช่นเดียวกันกับความรู้สึกว่าตอนนี้มีสัมผัสอบอุ่นของอ้อมแขนโอบกอดตนอยู่…ถึงแม้ว่าในความจริงแล้ว สิ่งเดียวที่รายล้อมเขาจะมีแค่เพียงสายลมเท่านั้นก็ตาม

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่มีการเอื้อนเอ่ยเรียกชื่อ…หากบิลโบมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าใครคนนั้นรับรู้ถึงคำพูดและความรักของเขาได้ชัดเจนเฉกเช่นตลอดมาอย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Fin.

 

************************************

 

Note #2

 

– กังสดาล ก็คือโมบายนี่ล่ะค่ะ

– ซิลเวียกับอเดลลาร์ดไม่มีตัวตนจริงนะคะ ทิพย์ตั้งขึ้นเอง

 

************************************

 

สวัสดีค่ะทุกคน

 

 

ดสต.แล้ว ฮอบบิทภาคสองไม่ค่อยโดนใจทิพย์เท่าไหร่ เลยทำให้เซาๆ เฉาๆ ไม่มีไอเดียอะไรชอบกล แต่ภาคสามนี่…บอกเลยว่าพังงงงงงงงงงงค่ะ พังระนาว พังแบบหัวใจไม่เหลือชิ้นดี ร้องไห้ตั้งแต่ในโรงยันตอนนี้ ถ้าคิดถึงมากๆ ฟังเพลงซ้ำๆ เข้า เดี๋ยวก็ร้องไห้อีกค่ะ

 

 

ภาคสามคือเหมือนขุมทรัพย์แบ็กกินชีลด์อ่ะค่ะฟฟฟฟ บอกเลยว่าโมเม้นลูกโอ๊คคือทำให้ทิพย์เขินบิดๆๆๆๆบนที่นั่ง แล้วพอซีนสั่งเสียนี่ก็ฟฟฟฟฟฟฟเจ็บปวดดดดด เพราะธอรินจำเรื่องต้นไม้ที่บิลโบเล่าให้ฟังได้หมดเลย เชื่อว่าแม้แต่บิลโบเองก็ไม่คิดหรอกค่ะว่าธอรินจะจำ แต่คืออออ เขาจำอ่ะ เขาจำแล้วเอามาใช้ปลอบด้วยอ่ะ ทั้งๆที่ตัวเองกำลังจะตาย ไม่โอเคค่ะ…พัง…จิตใจติ่งพังสนิท………………

 

 

แล้วทิพย์เองก็อยากเขียนถึงเรื่องเสื้อคลุมคู่ตั้งแต่ในภาคสองแล้วด้วยค่ะ แต่หาโมเม้นลงฟิคไม่ได้สักทีจนกระทั่งเรื่องนี้ มันคือเสื้อคู่รักสไตล์มิดเดิ้ลเอิร์ธแน่ๆๆๆๆๆๆค่ะติ่งมั่นใจจจจจจจจ //โทลคีนตบหัว

 

 

ส่วนอีกเรื่อง…อันนี้ทิพย์คิดเอง แต่คิดว่าต่อให้ธอรินตายไป เขาก็คงยังรออยู่ ไม่ข้ามไป after-life ใดๆหรอกค่ะ เขาจะรอบิลโบ มองชีวิตของบิลโบไปเรื่อยๆ แล้วก็เลยจะช่วยปกป้องโฟรโดไปด้วย อะไรแบบนี้น่ะค่ะ มันเป็นเธียรี่ที่เจ็บปวดมาก ทิพย์ไม่เข้าใจว่าจะทำร้ายตัวเองด้วยความคิดแบบนี้ไปทำไม เลยคิดว่าควรเขียนออกมาแบ่งปันทำร้ายคนอื่นด้วยค่ะ(………..นังนี่)

 

 

โปรเจคคริสต์มาสค่อนข้างโดนฮอบบิทสามยันจนจะพังโครมแล้วค่ะ แต่ทิพย์จะพยายามสร้างอะไรที่ไม่จิตตกออกมารับปีใหม่ให้ได้ค่ะ

 

 

 

รักเสมอ

 

 

 

ทิพย์เอง

 

 

 

ปูลู ขอขอบคุณทุกคนที่คอมเม้นเข้ามา และขอขอบคุณทุกคนที่เมตตารีวิวติ่งฉบับล่าสุดของทิพย์ด้วยนะคะ OJZ

 

 

Advertisements

103 responses to “[The Hobbit Fic][ThorinBilbo] As Strong As You Were, Tender You Will Grow

  1. กลับมาเม้นค่ะ

    ตอนแรกที่อ่านแล้วไม่เม้นเพราะมันเจ็บจนจุกไปหมด น้ำตาไหลพรากส์ๆ TvT ตอนนี้จิตใจได้นับการเยียวยาพอสมควรเลยกลับมาอ่านอีกรอบ ก็ยังเจ็บอยู่นะคะ แต่มันก็ดีขึ้น //ดูบ้าบอมาก 555

    ตอนดูหนังเราไม่ได้ร้องนะคะ ออกแนวอึ้งๆมึนๆมากกว่า คล้ายๆจะชาๆ อะไรแบบนั้น มาร้องเอากับฟิคนี้นี่แหละค่ะ

    มันเป็นฟิคที่ว่า… จะยังไงดีล่ะ เติมช่วงเวลาที่ขาดหาย และเศร้าอย่างน่าเหลือเชื่อ มันเรียกความรู้สึกหลายๆอย่างกับหลายๆฉากออกมา ซึ่งก็นั่นแหละค่ะ ร้องไห้ 55555

    การที่อยู่โดยต้องคิดถึงใครอีกคนที่ไม่มีวันได้เจอมันคงทรมานน่าดูนะคะ แต่บิลโบเข้มแข็งมาก และต่อให้เขาเป็นแค่หนึ่งตัวละครแต่เราก็รักเขา ในความอ่อนโยน ในความเข้มแข็ง ในความกล้าหาญอยู่ดี /เขิน/ /โดนธอรินตี กับมาเจสติกเราก็รักค่ะ ฮอบบิทสามเป็นอะไรที่มากมายกับเราจริงๆ

    ขอบคุณสำหรับฟิคค่ะ คุณทิพย์ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

    Like

  2. /กรีดร้องเหมือนหมีโดนยิง

    แงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงแงทำไมพี่ทิพย์โหดร้ายขนาดนี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ฮือๆๆๆๆๆๆๆนี่มันเจ็บปวดมาก /อ่านซ้ำๆๆๆๆๆๆๆอีกร้อยรอบฟฟฟฟฟฟฟฟ ;;;;;;;;;;;;;_____________________;;;;;;;;;;;;;; แงเรารักฉากโชว์ลูกโอ๊คมากเลยแล้วแล้วแล้วแล้วสายตาละมุนๆ ของธอรินนี่ทำเรากลับไปพายเรือแบ๊กกิ้นส์ชีลด์แบบรัวๆ เลยค่ะแงงงงงงงงงงงงงงงงงง

    คือตอนดูหนังก็มีให้สะกิดใจเรื่องที่โบ้พูดติดๆ ขัดๆ ตอนบอกว่าธอรินเป็นเพื่อนแล้วเจออันนี้เข้าไปคือบรรลุเลยค่ะ คือถ้าตอนจบฮอบบิทมีต้นโอ๊คในสวนบ้านบิลโบเราต้องตายแน่ๆ แงฟกฟหกดฟหกดฟหกดฟหกดฟหดฟหดหฟดฟหกดฟหกด

    /น้องขอตายแปป /พี่ทิพย์อย่าลืมเอาลูกโอ๊คไปฝังเราด้วยนะก๊ะ /ตรัย

    Like

  3. น้ำตาร่วงแล้วค่ะพี่ทิพย์
    นี่มันไม่โอเค ไม่โอเครัวๆค่ะ
    ธอรินแม่งงงง ถ้าขอให้เค้าอยู่ด้วยก็อย่าตายเซ่
    อบอุ่นมากๆค่ะ ฟิคนี้เศร้าแต่อุ่นสุดๆ
    เพราะยังไงบิลโบกับธอรินก็รักกัน
    ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกันก็คงคิดถึงกันเสมอ
    แงงงงงง ติ่งตายค่ะ นอนตายตรงนี้เลย
    ชอบที่พี่ทิพย์เขียนสลับไปสลับมาแบบนี้ค่ะ
    รู้สึกเหมือนดูหนังอยู่เลยล่ะค่ะ
    ขอบคุณสำหรับฟิคอุ่นๆค่ะ

    Like

  4. พี่ทิพย์คะ คือร้องไห้มากกก
    น้ำตาร่วงค่ะ บีบครั้นอารมณ์เหลือเกิน
    พี่ทิพย์บอกว่ามาแบ่งกันตายใช่ไหมคะ
    ยินดีด้วยนะคะ ประสบความสำเร็จมาก
    ฮรือออออออออออออออออออออออ พังใจ ใจพัง
    เจ็บนักเพราะรักมากไป คนบ้าเอ๊ย ขอให้เขาอยู่ด้วยแล้วทิ้งเขาไปก่อนแบบนี้ได้ไง
    TT________________TT

    Like

  5. Pingback: [TAG] สืบประวัตินักเขียน | tippuri's blog (◉◞౪◟◉✿)·

  6. จำได้คุ้นๆว่าเคยอ่านเรื่องประมาณนี้ของทิพย์แล้วอ่านไม่จบเพราะดันต้องออกไปข้างนอกแล้วก็ลืมไปนานแสนนาน
    กลับมาอ่านแล้วก็ได้แต่น้ำตาร่วงค่ะ

    ตอนธอรินพูดประโยคนั้น ในโรงหนังพลอยสะอื้นจะเป็นจะตายเลยค่ะ
    พอมาอยู่ในฟิคทิพย์ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ 5555555

    ความรักของทั้งคู่มันเป็นโศกนาฏกรรมอันงดงามมากๆสำหรับพลอยค่ะ
    ธอรินจะยังคงอยู่ในหัวใจของบิลโบ้เสมอ พลอยเชื่ออย่างนั้น
    และฟิคนี้ของทิพย์ก็ทำให้พลอยเชื่ออย่างนั้น

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s