[The Maze Runner Fic][MiNewt] Before the 14th Cup (5)

 
 
 
Before the 14th Cup
The Maze Runner fanfiction by Tippuri~ii * 
 

 

    
 

 
 

Pairing:  Minho x Newt
Fandom: The Maze Runner

Type: AU fanfiction

 
 

 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 

 

 
************************************
 
 
TALK:
 
 
 
เอาทอล์คมาไว้ข้างบน เพราะอยากจะบอกอะไรไว้ก่อนค่ะ
 
 
— 1–
 
ทิพย์เริ่มต้นเขียนฟิคเมซรันเนอร์จากหนัง เพราะงั้น คาแรคเตอร์และหน้าตาก็จะอิงตามหนังหมดเลยค่ะ
 
แต่ตอนนี้ได้อ่านหนังสือแล้ว และได้พบว่า…นิสัยตัวละครไม่เหมือนกันเลยค่ะฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
 
เพราะงั้นเลยอยากบอกไว้ก่อนว่า ฟิคเรื่องนี้ based on ฉบับหนังนะคะ มินโฮเป็นโอปป้าสุดคูล และนิวท์ตัวบางน่ากด(ไม่ได้สะกดคำว่ากอดผิด) นะคะนะ
 
 
 
— 2 —
 
โควทเปิดบททั้งสองบทที่ผ่านมา มาจากเพลง I choose you ของ Sara Bareilles ค่ะ ใครสนใจจะหาฟังก็ตามนี้เลยนะคะ >> https://www.youtube.com/watch?v=ooiLP_zqnFs

 

 

 
แค่นี้ล่ะค่ะ เอนจอยรีดดิ้งค่ะ ❤
 
 
 
ทิพย์เอง
 
 
 สารบัญฟิค: [INDEX] Before the 14th Cup
 
 
************************************
 
 
 

My whole heart

Will be yours forever

This is a beautiful start

To a lifelong love letter

 

 

 

 

*****

 

 

Chapter 5

 

 

 

 

ถึงจะแวะมาที่คาเฟ่เดอะเมซทุกวันอย่างสม่ำเสมอ…แต่นิวท์ก็ไม่เคยมีช่วงเวลาอันตายตัวว่าจะเข้ามาตอนกี่โมง ซึ่งตามปกติแล้ว คุณเจ้าของร้านก็ไม่เคยวิตกกังวลอะไรหรอก…แต่หลังจากเมื่อวาน – วันอันเต็มไปด้วยหลายความรู้สึกที่ค้างคาให้เลิกคิดถึงไม่ได้ – ความอดทนและความมีสติของมินโฮก็หมดลงตั้งแต่เข็มสั้นของนาฬิกายังไม่ทันชี้เลขสิบเอ็ดดีด้วยซ้ำ

               

 

 

 

 

“สรุปคือ…เขาไม่รู้ว่านายรู้ แล้วนายก็รู้ว่าเขาไม่รู้ว่านายรู้?”

               

 

 

 

 

นี่คือประโยคจากโทมัสหลังจากที่คุณบาริสต้าหมายเลขหนึ่งโดนบรรยากาศร้านที่ไม่มีนิวท์เข้ามาเสียทีเล่นงานจนต้องเล่าทุกอย่างให้อีกฝ่ายฟังกล่าวออกมา…เพราะถึงจะได้ชื่อว่าเป็นลูกมือประจำร้าน แต่มินโฮก็สนิทกับหนุ่มน้อยมานานพอที่จะคุยเรื่องส่วนตัวแบบนี้กันได้แล้ว

               

 

 

 

 

“ราวๆ นั้น…” ประโยคอาจชวนงงในสายตาคนนอก แต่ไม่ใช่เลยในสายตาบุคคลในเรื่องราวอย่างเขา ลมหายใจถูกถอนดังเฮือกใหญ่ “และที่โคตรน่าปวดหัวเลยก็คือ…ฉันไม่รู้ว่าถ้าเขารู้ว่าฉันรู้ขึ้นมาจะเป็นไง”

               

 

 

 

 

แถมจากเมื่อวาน…ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิวท์จะเดาได้จากท่าทางและคำพูดที่เขาเผลอตัวหลุดปากออกไปแล้วหรือเปล่า… 

               

 

 

 

 

“ใจเย็นนะพวก” โทมัสตบบ่ากำยำนั่นอย่างให้กำลังใจ “เรายังไม่รู้ซะหน่อยว่านิวท์จะรู้รึเปล่าว่านายรู้…แล้วอีกอย่าง เขาก็ดูไม่ใช่คนที่จะโมโหอะไรไร้สาระนะ นายก็แค่รู้อาชีพจริงๆ ของเขาอยู่แล้วเท่านั้นเอง…มันไม่ได้คอขาดบาดตายอะไรสักหน่อย”

               

 

 

 

 

มินโฮยังคงขมวดคิ้วยุ่ง อธิบายเสียงฮึดฮัด “นายฟังไม่เข้าใจเรอะ…ฉันรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นใคร แต่ฉันก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ต่อหน้าเขา…ไม่โกหกก็ดูเหมือนโกหกล่ะวะ”

               

 

 

 

 

“แล้วไงล่ะ? เขาเองก็ไม่ได้ยอมเล่าตรงๆ ซะหน่อย แกล้งไม่บอกเพื่อจะเก็บข้อมูลจากนายอยู่ชัดๆ…เพราะงั้นก็เจ๊าๆ กันแล้วแหละ” โทมัสแสดงความเห็น “ฉันว่านะ…นายสู้บอกเขาไปเลยตรงๆ ดีกว่าว่านายรู้ เป็นไงเป็นกัน…อย่างน้อยก็ถือว่านายได้พูดความจริงแล้วไง จะได้เลิกติดในใจซะทีว่านายโกหกเขา ว่าไง?”

               

 

 

 

 

เหตุผลที่มินโฮไม่ได้สวนไปว่ามันไม่ได้ทำได้ง่ายๆ แบบนั้นก็คืออย่างน้อยเขาก็รู้ว่าโทมัสพยายามจะช่วย และก็ใช่ว่าคำแนะของอีกฝ่ายจะไม่ใช่เรื่องถูกต้อง…เพียงแต่ปัญหาเดียวก็คือ เขาไม่มีแม้แต่ไอเดียแรกเริ่มเลยว่าควรจะทำให้บทสนทนานี้เกิดขึ้นระหว่างตัวเองกับนิวท์ได้ยังไง

               

 

 

 

 

เพราะทุกอย่างตอนนี้ก็ดูจะอยู่ในจุดสมดุลอยู่แล้ว…การเปลี่ยนแปลงจึงได้ดูน่าหวาดหวั่นนัก… 

               

 

 

 

 

“ฉันก็ว่ามันก็แอบน่ากลัวแหละ…ไม่รู้นี่นาว่านิวท์จะโอเคมั้ยถ้ารู้ว่าเราเองก็ปิดเขามาตลอดว่าเรารู้ตัวจริงของเขา” ราวกับอ่านใจได้…โทมัสพูดต่อ ดวงตามีแววครุ่นคิดหากก็หนักแน่น “แต่ถ้านายคิดว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ…ฉันบอกเลยว่ามันแค่เหมือนจะโอเคเท่านั้นแหละ ไม่ได้โอเคจริงๆ หรอก เพราะไม่มีใครพูดความจริงต่อกันเลย”

               

 

 

 

 

มินโฮเลิกคิ้วสูง ประหลาดใจไม่น้อยเลย “โว้ว…วันนี้นายมีสมองนะเนี่ยโทมัส เบรนด้าเอาอะไรแปลกๆ ให้นายกินหรือเปล่าน่ะ?”

               

 

 

 

 

“เงียบไปเลย” หนุ่มรุ่นน้องกำหมัดชกบ่าเขาเบาๆ “แล้วอย่างน้อยฉันก็จีบเบรนด้าจนสำเร็จล่ะวะ…ไม่เหมือนไอ้งั่งแถวนี้บางคน”

               

 

 

 

 

มินโฮขยับจะโต้ตอบ…แต่ก็เงียบไว้เมื่อเห็นสีหน้าของเจ้าบาริสต้าหมายเลขสองที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เจ้าตัวเขี่ยๆ แขนมินโฮพร้อมพยักเพยิดนิดๆ…กิริยาอันไม่จำเป็นเลย เพราะคุณเจ้าของร้านเดาได้เองแล้วจากเสียงกระดิ่งหน้าประตูที่ดังกรุ๋งกริ๋งต้อนรับว่าโทมัสต้องการจะบอกว่าลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาคือใคร

               

 

 

 

 

แล้วในชั่วเวลาไม่กี่ก้าว…นิวท์ก็เดินมาถึงเคาเตอร์สั่งเครื่องดื่ม

               

 

 

 

 

“หวัดดี…” คำทักมีให้บาริสต้าทั้งสอง…ได้รับการตอบรับเป็นรอยยิ้มจากทั้งคู่ เพียงแต่ว่าเป็นรอยยิ้มของมินโฮเท่านั้นที่ทำให้จังหวะหัวใจของเขาก้าวกระโดดเล็กน้อย “ดับเบิ้ลช็อต…แบบร้อนนะ ทานที่นี่แหละ”

               

 

 

 

 

คุณเจ้าของร้านพยักหน้ารับรู้แล้วรับธนบัตรไป บอกนิวท์ว่าให้ไปหาโต๊ะนั่งรอได้เลย…การพูดคุยที่สบายๆ อย่างทุกๆ วันที่ผ่านมา เป็นปกติเสียจนชายหนุ่มผมสีคาราเมลแอบสงสัยเลยทีเดียวว่าความหวั่นไหวของเมื่อวานเป็นสิ่งที่เกิดจริงหรือไม่…แต่ก็อดโล่งใจไม่ได้ เพราะความราบรื่นนี้อย่างไรเสียก็ดีกว่าบรรยากาศชวนอึดอัดใจอยู่แล้ว

               

 

 

 

 

มินโฮเริ่มต้นผสมเอสเพรสโซเข้มข้นไร้น้ำตาลหรือครีมใดๆ ตามออเดอร์…กลิ่นขมเข้มอวลกรุ่น ดับเบิ้ลช็อตไม่ใช่เมนูที่คนสั่งบ่อยนัก และแม้แต่ตัวเขาเองที่ชอบกาแฟดำก็ยังไม่ค่อยสู้ความเข้มข้นแบบนี้ไหวเลย…ซึ่งนั่นก็ทำให้มินโฮแอบขำอย่างเอ็นดูกับความทุ่มเทของคุณคอลัมนิสต์ เพราะจากการรับเมนูกาแฟมาติดๆ กันหลายวัน…ชายหนุ่มพอจะจับทางได้แล้วว่านิวท์ชอบกาแฟรสเบาๆ หน่อยมากกว่า

 

 

 

 

 

“พอเอาไปเสิร์ฟแล้วนายก็นั่งคุยกับเขาเลยไป” โทมัสแอบกระซิบ “บอกเขาตอนนี้เลยก็ได้ว่านายรู้…เดี๋ยวฉันจัดการตรงนี้ให้เอง”

 

 

 

 

 

ตบบ่าเป็นกำลังใจแถมให้อีกที…แล้วก็เดินไปรับออเดอร์ของลูกค้าใหม่ตรงที่เคาเตอร์

 

 

 

 

 

ทางด้านของคุณคอลัมนิสต์…นิวท์เลือกนั่งที่โต๊ะตัวที่มีเก้าอี้เดี่ยวๆ ล้อมรอบ เขาวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ว่างข้างๆ ตัวแล้วค้นเอาแล็ปท็อปออกมา…วันนี้เป็นวันของขั้นสุดท้ายของการทำงานของเขา ช่วงที่นิวท์ไม่ชอบที่สุดในกระบวนการก่อนส่งต้นฉบับ…ซึ่งก็คือการที่เขาต้องนั่งพิมพ์สิ่งที่ตัวเองเขียนมาทั้งหมดให้เป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์นั่นเอง

 

 

 

 

 

เพราะต้องคอยมองหน้ากระดาษสลับกับจอแล็ปท็อป…การพิมพ์จึงดำเนินไปได้อย่างอืดอาด แถมยังพิมพ์ผิดบ่อยๆ ให้ต้องมาคอยแก้อีกด้วย ความเชื่องช้าและน่ารำคาญของกระบวนการขั้นนี้เป็นอะไรที่ทำให้นิวท์หัวเสียปนหงุดหงิดตัวเองเสมอ…และวันนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

 

 

 

 

 

“เป็นอะไรหรือเปล่าน่ะ?” มินโฮทักเมื่อเดินมาที่โต๊ะพร้อมกาแฟ…ชายหนุ่มผมสีคาราเมลกำลังขมวดคิ้วพร้อมพึมพำคำสบถรัวๆ อยู่เบื้องหน้าจอแล็ปท็อป เรือนผมสีอ่อนนั่นโดนเจ้าตัวยีเองจนยุ่ง…ภาพที่ทำให้มินโฮรู้สึกผิดจริงๆ ที่ตนรู้สึกว่ามันน่าเอ็นดูชะมัดทั้งๆ ที่อีกฝ่ายกำลังอารมณ์เสียแบบนี้

 

 

 

 

 

“อะ อ๋อ…ไม่มีอะไรหรอก…” นิวท์รีบปัดสีหน้างุ่นง่านของตัวเองทิ้งไป พยายามยิ้มแก้เก้อ “แค่…มันน่าหงุดหงิดชะมัดเลยน่ะเวลาต้องอ่านไปพิมพ์ไปอย่างนี้”

 

 

 

 

 

มินโฮส่งเสียงฮึมฮัม วางถ้วยร้อนกรุ่นลงบนโต๊ะให้ แล้วตัดสินใจถามออกไป “ให้ฉันช่วยมั้ยล่ะ?”

 

 

 

 

 

ดวงตาโตสีน้ำตาลนั่นกระพริบมองเขาอย่างงงๆ…คุณเจ้าของร้านเลยแจกแจงเพิ่มเติม

 

 

 

 

 

“ก็เดี๋ยวฉันอ่านให้…นายฟังแล้วก็พิมพ์ตาม” นี่เป็นทริคในการพิมพ์เปเปอร์ที่เขาได้ใช้ช่วยคนอื่นตอนสมัยเรียน เพราะเพื่อนหลายๆ คนของมินโฮก็เป็นเหมือนนิวท์เวลาทำงาน…รู้สึกว่าตัวเองรวบรวมความคิดได้ดีกว่าถ้าได้เขียนร่างด้วยลายมือ “จะได้ไม่ต้องเสียเวลามองไปมองมาไง…เอามั้ยล่ะ?”

 

 

 

 

 

 

เพราะนิวท์จัดการต้นฉบับด้วยตัวเองคนเดียวมาตลอด ข้อเสนอนี้จึงเป็นการอำนวยความสะดวกที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก…เขาเลยถามอย่างไม่ค่อยจะเชื่อหูตัวเอง “จะดีเหรอ? อย่าให้ฉันต้องทำให้นายยุ่งยากเลย…”

 

 

 

 

 

“ไม่ยุ่งยากหรอก” มินโฮพูดสั้นๆ…ยักไหล่ไปทางโทมัสที่หลังเคาเตอร์ “ฉันมีปลวกลูกกระจ๊อกคอยทำงานให้อยู่แล้ว”

 

 

 

 

 

นิวท์ขำพรืดออกมาทันที แกล้งกระซิบ “พูดจาระวังๆ ไว้บ้างนะ…ไม่งั้นฉันจะฟ้องโทมัสแน่”

 

 

 

 

 

 

“ไม่มีทาง” มินโฮยิ้มหึหึเจ้าเล่ห์พร้อมตวัดคำโต้สวนทันที…รวดเร็วจนเขาไม่ได้กรองคำให้ดีด้วยซ้ำ “…เพราะนายชอบฉันมากเกินจะทำตัวใจร้ายอย่างนั้นใส่ฉัน”

 

 

 

 

 

นิวท์สำลักอากาศขึ้นมาทันที…และแม้แต่ตัวคนพูดเองก็ดูจะตกใจกับถ้อยคำของตัวเอง เสี้ยววินาทีอันเงียบงันที่ทิ้งตัวดูยาวนานมหาศาล…ก่อนที่นิวท์จะรีบไกล่เกลี่ยทุกอย่างด้วยการยื่นสมุดโน้ตสีแดงสดของตัวเองให้อีกฝ่าย

 

 

 

 

 

“งั้นก็…นี่เลย…” โบกมันขึ้นๆ ลงๆ ไปมาอย่างไม่จำเป็น “เนี่ย…หน้านี้ที่คั่นไว้…”

 

 

 

 

 

“โอเค…” มินโฮเอ่ยตอบพร้อมรับสมุดไป ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเยื้องๆ จากคุณคอลัมนิสต์…หวังเป็นอย่างยิ่งให้บรรยากาศเขินๆ ปนกระอักกระอ่วนนี้สลายตัวไปสักที ดวงตากวาดไล่บนหน้ากระดาษ…ลายมือของนิวท์บอกให้รู้ชัดเจนว่าเจ้าตัวเขียนทุกสิ่งในช่วงเวลาอันไม่ติดต่อ เพราะมีทั้งย่อหน้าที่ลายมือเรียบร้อย ช่วงที่ลายมือขยุกขยิกยึกยือ ไปจนถึงการโยงลูกศรมาหาบทความที่ต้องการจะเขียนแทรกเข้าไปในย่อหน้าก่อนๆ…ความประณีตที่ปะปนกับการจดหวัดๆ เช่นนี้เป็นอะไรที่ดูขัดกับมาดนิ่งๆ นุ่มนวลของตัวคนเขียนเองเสียจริง

 

 

 

 

 

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด…เรื่องที่เหนือความคาดหมายที่สุดสำหรับมินโฮก็คือการที่นิวท์ยอมให้เขาได้จับสมุดเล่มนี้ต่างหาก

 

 

 

 

 

คุณบาริสต้าได้คำตอบว่าอะไรคือเหตุผลตอนที่เริ่มต้นอ่านหน้าสมุดที่ถูกคั่นไว้…มันเป็นแค่รีวิวถึงร้านอาหารร้านหนึ่งในย่านเดียวกับมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ไม่ใช่คาเฟ่เดอะเมซของเขา แถมสำนวนภาษาก็ค่อนข้างเป็นกันเองจนเหมือนเขียนไดอารี่ส่วนตัว…มินโฮเลยไม่ค่อยแน่ใจเอาเสียเลยว่านี่คือคอลัมน์จริงหรือแค่เอนทรีบล็อกส่วนตัวของนิวท์กันแน่

 

 

 

 

 

“ในนิวยอร์กนี้…คนอาจพูดว่าอาหารสไตล์อเมริกันเป็นทางเลือกที่จำเจ แต่นั่นคงหมายความว่าคนคนนั้นไม่เคยแวะไปที่ Trestle on Tenth ร้านอาหารสไตล์โมเดิร์นอเมริกันที่แฝงรสชาติแบบยุโรปไว้ด้วย…”

 

 

 

 

 

มินโฮไม่ได้รู้ตัวว่าตนเองกำลังโดนแอบลอบมองอยู่…นิวท์รู้สึกขอบคุณหน้าจอแลปท็อปชะมัดที่ซ่อนสายตาของเขาเองไว้ งานเขียนชิ้นที่คุณเจ้าของร้านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นสิ่งที่นิวท์เองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดีกับมัน…เพราะตามปกติแล้วชายหนุ่มจะเขียนรีวิวถึงร้านอาหารหรือคาเฟ่สองแห่งต่อเดือน หนึ่งร้านเพื่อลงนิตยสารและอีกร้านเพื่อลงบล็อกส่วนตัว…ซึ่งเพราะอย่างหลังนี้ไม่ได้มีกำหนดตายตัวว่าเขาต้องอัพเดท ทำให้ตอนนี้นิวท์กำลังชั่งใจอยู่ว่าจะเอายังไงดี

 

 

 

 

 

เพราะตอนนี้เขายังไม่ได้ชิมกาแฟของเดอะเมซครบเลย…เลยยังไม่อยากเขียนรีวิว… 

 

 

 

 

 

นั่นเป็นข้ออ้างที่ชายหนุ่มบอกตัวเอง…แต่ลึกๆ แล้วนิวท์ก็ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงไม่อยากเริ่มต้นเขียนรีวิว

 

 

 

 

 

…เพราะนั่นหมายความว่าเขาจะไม่มีเหตุผลในการมาที่นี่บ่อยๆ อีกแล้วน่ะสิ 

 

 

 

 

 

“ฉันอ่านเร็วไปหรือเปล่าน่ะ?”

 

 

 

 

 

คำถามนี้ดึงคุณคอลัมนิสต์ออกมาจากภวังค์ความคิด…เรียวปากขยับยิ้มอย่างเร่งด่วนพร้อมปฏิเสธ รอยยิ้มที่เจ้าตัวรู้สึกเองว่าช่างไม่แนบเนียนเอาเสียเลย…แต่ในสายตามินโฮแล้ว ความไม่เป็นธรรมชาตินั้นเล็กน้อยจนไม่มากพอที่จะทำให้ติดใจอะไร

 

 

 

 

 

“อืม…” คุณบาริสต้าตัดสินใจเสี่ยงโชคดู…เกริ่นเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงเปรยๆ อย่างเป็นปกติ “นี่คือไดอารี่นายเหรอ”

 

 

 

 

 

“เอ่อ…ก็ราวๆ นั้น…” นิวท์ยืนยันกับตัวเองในใจว่าเขาไม่ได้โกหก…นี่ก็คือไดอารี่จริงๆ นั่นแหละ แค่เป็นไดอารี่ที่คนทั้งประเทศหรือทั่วโลกได้อ่านด้วยตอนพิมพ์เสร็จเท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

“นายเขียนละเอียดดีจัง” มินโฮพูดต่อ…พยายามรักษาความเป็นปกติเอาไว้ในระดับที่ลุ้นจนแทบลืมหายใจ “…ยังกับพวกแนะนำร้านอาหารเลย ภาษานายมืออาชีพมากๆ เลยนะรู้มั้ย”

 

 

 

 

 

“ไม่หรอก” นิวท์พูดทันที “ฉันไม่ได้…เอ่อ…ไม่ล่ะ ฉันแค่เขียนเล่นๆ เอง…”

 

 

 

 

 

มินโฮส่งเสียงฮึมฮัมตอบรับ…คำถามนี้เป็นดั่งฟางเส้นสุดท้ายของเขาในการจะหวังต่อไปว่านิวท์ต้องการที่จะบอกความจริงกับตน ซึ่งจากคำตอบของอีกฝ่าย…ก็เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดเป็นความหวังเลื่อนลอยของเขาแค่เพียงผู้เดียว

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมดำจึงเริ่มต้นอ่านต่อ…ไม่ได้รู้เลยว่าใจของนิวท์เองนั้นก็หน่วงไปหมดด้วยน้ำหนักของถ้อยคำที่ตนเองไม่กล้าพูดออกไป คุณคอลัมนิสต์ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงไม่อยากบอกมินโฮ…แต่ความลังเลนี้ก็ได้ทำให้เขาเอาแต่ประวิงเวลาไว้จนทุกอย่างดูจะสายเกินไปเสียแล้ว

 

 

 

 

 

เพราะกลัวไงล่ะ… 

 

 

 

 

 

จู่ๆ ทุกอย่างก็ชัดเจน…หากความชัดเจนนี้ก็ไม่ช่วยให้สบายใจขึ้นเลย

 

 

 

 

 

 

เขากลัวว่ามินโฮจะคิดว่าทุกสิ่งที่ผ่านมาจะเป็นแค่เพื่อให้ตัวเขาเองได้งานอีกชิ้น…ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่อีกแล้ว… 

 

 

 

 

 

 

นิวท์ซ่อนสีหน้าตัวเองด้วยการหยุดมือจากแป้นพิมพ์แล้วเสจิบกาแฟ ดับเบิ้ลช็อตขมซ่านบนปลายลิ้น…รสชาติที่เหมือนกับความรู้สึกในหัวใจตอนนี้ไม่มีผิด

 

 

 

 

 

และมันก็ไม่มีวันจะใช่อีกแล้วด้วย… 

 

 

 

 

 

ดวงตาคู่โตสีน้ำตาลทอดมองวงหน้าคร้ามแดดของอีกฝ่าย…แล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องตลกร้ายเหลือเกินที่ระยะห่างระหว่างกันอันน้อยนิดกลับมีถ้อยคำที่ไม่อาจพูดออกไปซ่อนอยู่ได้อย่างมากมายถึงเพียงนี้

 

 

 

 

 

 

**

 

               

 

 

“คืนนี้นายติดธุระอะไรหรือเปล่าเหรอ?”

               

 

 

 

 

คำถามคำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ทำให้นิวท์เงยหน้าขึ้นมาจากการเก็บของ…ถ้าเทียบแล้ว เขาได้คุยกับมินโฮบ่อยกว่าบาริสต้าอีกคนของคาเฟ่เดอะเมซ แต่การแวะเวียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอก็ทำให้นิวท์คุ้นเคยกับโทมัสดีแล้ว…จึงไม่รู้สึกเลยว่าคำถามนี้เป็นอะไรที่ทำให้ลำบากใจที่จะตอบ

               

 

 

 

 

ชายหนุ่มเลยยิ้มให้ “ไม่หรอก…งานฉันเสร็จเกือบหมดแล้วล่ะ ทำไมเหรอ?”

               

 

 

 

 

ความช่วยเหลือของมินโฮจากเมื่อวานและวันนี้ทำให้การพิมพ์ต้นฉบับเสร็จสิ้นไปได้อย่างรวดเร็วกว่าตอนที่เขาต้องทำคนเดียวเยอะ…นั่นจึงทำให้ตอนนี้ นิวท์ก็มีบทวิจารณ์ร้าน Trestle on Tenth ตามที่เขียนไว้ในสมุดเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้วเรียบร้อย เหลือแค่แก้คำผิดหรือเพิ่มเติมนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นก็จะสมบูรณ์แล้ว…การเก็บรายละเอียดที่ไม่ได้กินเวลาอะไรเท่าไหร่เลย

               

 

 

 

 

“ถ้าคืนนี้นายว่าง จะมาปาร์ตี้บ้านฉันมั้ยล่ะ?” โทมัสชวนง่ายๆ “ไม่ได้หรูอะไรหรอก แต่เผื่อนายไม่อยากอยู่เหงาๆ ช่วงแธงส์กิฟวิงอะไรแบบนี้…”

               

 

 

 

 

นิวท์พยายามกลั้นขำ…เขารู้สึกเอ็นดูและถูกชะตาคนตรงหน้าไม่น้อย และการที่ได้รับรู้ว่าเจ้าตัวเป็นห่วงสภาพจิตใจของเขาในช่วงวันหยุดแบบนี้ก็เป็นอะไรที่เพิ่มความรู้สึกนั่นได้เป็นอย่างดี

               

 

 

 

 

“ปาร์ตี้อะไรล่ะ?” คุณคอลัมนิสต์ถามยิ้มๆ “ฉันต้องใส่สูทสามชิ้น แล้วเราก็จะล้อมวงกินไก่งวงฝีมือคุณย่าของนาย…ปาร์ตี้แบบนั้นรึเปล่า?”

               

 

 

 

 

โทมัสขมวดคิ้วใส่คำล้อ ก่อนจะยิ้มพร้อมหรี่ตานิดๆ “ไม่เชิง…มันจะเป็นปาร์ตี้แบบที่ทุกคนเอาเหล้ามาแจมกันคนละขวด เปิดเพลงเหมือนทารุณกรรมลำโพง แล้วตอนหลังเที่ยงคืนก็ทุกคนก็จะเมาพอที่จะอยากทำการทดลองโปรเจคไทล์ลงมาจากชั้นสองของบ้าน…ปาร์ตี้แบบนั้นน่ะ”

               

 

 

 

 

นิวท์หัวเราะดังๆ ออกมา ก่อนจะติงถึงข้อเท็จจริงเดียวที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง

               

 

 

 

 

“แต่ฉันไม่รู้จักใครเลยนะ…ในงานมันมีแต่เพื่อนนายนี่นา”

               

 

 

 

 

“นายก็รู้จักฉันนี่ แล้วนายจะได้เจอเบรนด้ากับชัคด้วย” โทมัสแย้งด้วยชื่อที่คุ้นหูนิวท์แล้ว “แล้วนายก็รู้จักมินโฮนี่นา…มาเหอะ ถือซะว่านายจะได้รู้จักกับคนฝั่งบรูคลินมั่งไง”

               

 

 

 

 

ชื่อที่สามถูกเอ่ยอย่างผิวเผินไม่คิดอะไร…แต่นิวท์กลับรู้สึกเหมือนหัวใจก้าวกระโดดไปวินาทีหนึ่ง ความไร้สาระที่เขาปัดทิ้งไปด้วยการบอกว่าแล้วตนจะลองไปคิดดู…ก่อนที่จะขอที่อยู่ของบ้านโทมัสเอาไว้

               

 

 

 

 

“สะดวกก็มานะ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร” หนุ่มน้อยส่งกระดาษทิชชู่ที่เจ้าตัวจดที่อยู่ไว้ให้นิวท์ “แล้วเจอกันนะ”

               

 

 

 

 

คุณคอลัมนิสต์แค่พยักหน้าเงียบๆ…จิบช็อกโกแล็ตร้อนหอมหวานเข้มข้นเจือรสมิ้นต์อึกสุดท้ายแล้วก็ส่งถ้วยเปล่าให้โทมัสเก็บไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

*************************************

 

สวัสดีค่ะะะะะ

 

 

พับเรื่องนี้ไว้นานมากเลย หวังว่ายังไม่ลืมกันนะคะ TvT บทนี้ก็หมดไปอีก 2 ถ้วยแล้วค่ะฟฟฟฟฟ ใกล้ตอนจบเข้าไปทุกทีแล้ววววว

 

 

ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้อัพฟิคหรืออะไรเท่าไหร่เลย เพราะกำลังวุ่นวายเรื่องแมวค่ะ เขาจะคลอดภายในสัปดาห์นี้แล้ว เพราะฉะนั้นเราเลยวิตกจริตเอเวอรี่ติงจิงเกอเบลเลยค่ะตอนนี้ฟฟฟฟฟฟฟ มาลุ้นไปด้วยกันทีนะคะ

 

 

ด้วยรักและพุงแมวลายหัวใจค่ะฟหกดฟหกดฟหก

 

 

 

ทิพย์เองค่ะ

 

 

 
Advertisements

14 responses to “[The Maze Runner Fic][MiNewt] Before the 14th Cup (5)

  1. โอยยย รอคอยซีรี่ย์นี้ของพี่ทิพย์มานานมากค่ะว่าเมื่อไหร่จะอัพ

    ในที่สุดดดดดดดด /กำมือขึ้นแล้วชูขึ้นฟ้า

    โอยยย น่ารักมากก ไม่มีคำไหนนอกจากคำว่าน่ารักค่ะ บรรยากาศในฟิคของพี่ทิพย์มันอบอุ่นมาก อบอุ่นจนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของฟิคซีรี่ย์นี้ไปแล้ว ฮอลลลล

    Like

  2. ว๊ากกก (ทารุณกรรมบล๊อคคุณทิฟ55555) ห่างหายไปนานกลับมาก็ฟินกันต่อ
    หวังว่าทั้งคู่จะได้บอกความจริงกันสักทีน้อ >w< (แต่แอบไม่อยากให้รีบจบ เอ๊ะ 555)
    ยังอบอุ่นเหมือนเดิมเลย อยากจิ่สิงอปปร้าละเกิน ถถถถถ

    ปล.ขอให้น้องแมวคลอดอย่างปลอดภัยค่า 😀

    Like

  3. อึกอักกันทั้งคู่เลยวันนี้ ไม่รู้จะพูดออกไปยังไงดีใช่ไหม
    อีกไม่กี่แก้วเองงงงงงงง
    ไปงานปาร์ตี้บ้านโทมัสดันดีกว่าาาา
    รอตอนต่อไปน้าาาน

    Like

  4. แมวน่ารัก ////-\\\\
    เราว่าคุณทิพย์เขียนซีรีย์แต่ละเรื่องหรือแม้แต่แบ่งเป็นเป็นตอนย่อยยาวนะ แต่ความรู้สึกเราคืออ่านๆอ่านแล้วก็เลื่อนลงมา…อ้าว?จบตอนแล้ว55555
    โทมัสน่ารัก กาแฟน่ารัก นิวท์น่ารัก มินโฮน่ารัก ทุกคนน่ารัก ฟิคนี้คือน่ารัก มุ้งมิ้งจิกหมอน >///w///<
    เราว่าเสน่ห์ของกาแฟคือความขมของมันเนี่ยแหละ อาจจะมีแบบเบาบางหรือไม่ก็เข้มข้น เช่นเดียวกับโกโก้ ถ้าไม่ขมก็คงไม่ใช่สองอย่างนี้ พอมันขมปุ๊บ เราก็จะได้กลิ่นของมันซึ่งเป็นอะไรที่ฟินสุดๆ5555
    เผลอแป๊บเดียวซีรีย์นี้ก็จะจบแล้ว ไม่อยากให้จบเลยจริงๆเพราะมันน่ารักน่ากอดมากกกกกก//ปาหัวใจใส่รัวๆ

    จะรอชิมแก้วต่อไปนะคะ 😀

    Like

  5. โอย มาต่อแล้ว ;—-; อยสกแปะหน้ายิ้มทั้งร้องไห้จัง….ฟิคสนุกปนอิ่มเอม โฮ
    ความรู้สึกของพวกเชาสองคนจะสื่อกันได้หรือไม่….ต้องติดตาม….
    ขอบคุณสำหรับฟิคเรื่องนี้นะคะ เป็นฟิคเรื่องนึงที่รอมากๆเลย อ่านแล้วอิ่มเอมหัวใขดีจนอยากจะแวะไปร้านทำนองนี้บ่อยๆ….
    *เผื่อเจอแบบนี้บ้าง ถถถถถถ

    Like

  6. เอาล่ะ ขอพื้นที่ให้แฟนเกิร์ลได้สครีมหน่อยนะก๊ะ

    กร๊ากกกก แว่บแรกคือหลุดขำก๊ากกับคำชมในความมีสมองของถ่อมัส โถ…ไปทำอะไรให้คุณบาริสต้าเขามองแบบนั้นลูก 55,

    ภาพนิวท์หัวยุ่งนี่ก็ดูน่ารักมากเลยแงงงง อยากไปช่วยยีผมนุ่มๆนั่นมั่ง

    แล้วอูยยย ประโยคนี้ กุมอกเลยคร่ะ “…เพราะนายชอบฉันมากเกินจะทำตัวใจร้ายอย่างนั้นใส่ฉัน” //โหยหวนแระดุจกรีฟเวอร์เซคชั่น7 หมี นายมั่นมากกกก

    อ่านมาเรื่อยๆเริ่มหน่วง อยากจับสองคนมาฉีดสัจจะเซรุ่มซะเลยนี่ ฮรึ่ยย

    สุดท้าย ถ่อมัส นายทำดีมาก!!! ทำต่อไปนะ!!!

    Like

  7. พี่ทิพย์มาต่อฟิคนี้แล้วว
    พ่อสื่อถ่อมัสกู้ดจ้อบมาก ตอนตอกกลับมินโฮนี่สะใจสุดติ่ง ถถถถถ
    มินโฮก็นะ อีกไม่กี่แก้วแล้วนะแกกก ฉุดเลย— //แก้วกาแฟบินมา
    นิวท์น่าล๊าคคคค แงงงงงง หัวยุ่งๆนั่นมันอะไรคะะ เราจะไม่ทนนน ;—–;
    น่ารักมากเลยค่ะพี่ทิพย์ ขอให้จบแล้วรวมเล่มด้วยเถอะค่ะ ฟฟฟฟฟฟ
    ขอให้แมวสุขภาพดีทั้งแม่ทั้งลูกเลยนะคะะ

    Like

  8. โอยเขินจังค่ะะะะ
    อยากได้แบบนี้สักคนแงงงงงงงง
    แบบๆๆๆๆ ไม่ต้องกินให้หมดสินิวท์
    วนไปวนมา หมดรอบแรกก็สั่งรอบสองอิอิ
    ไปๆมาๆอาจได้กินหลังตื่นทุกเช้าเลยนะ//โดนชก
    โอ้ยภาษาพี่น่ารักมากเลยอ่ะค่ะ น้องชอบบบบบ
    มันเป็นอุ่นๆหวานๆอ่ะแงงงง
    ส่วนตามินโฮนี่แอทแทคเกินนน เขินแทนอ่ะแงงงงงง
    ตอนนี้นี่ยิ้มแบบคนบ้าเลยค่ะ โอ้ยอารมดี55555555
    ปล. แมวแอบคุ้นนะคะ ใช่น้องดวงแข็งป่าววววว

    Like

  9. เหลืออีกไม่กี่แก้วก็จะจบแล้วสินะคะ ;__;
    พี่ทิพย์ขา …ตอนนี้มันแอบมาม่านิดๆ นะเนี่ยยย
    เอาง่ายๆ ถ้าทั้งคู่ไม่คิดอะไร ก็แมนๆ คุยกันไปเล้ยยยย
    แต่ก็นะ… ต่างคนต่างกลัวจะไม่ได้เจอกันอีก
    มันจะไปยากอะไร้! ก็มาหาในฐานะอื่นแทนกะได้นะ อิอิ
    ิแต่ทำไมเวลาอ่านแล้วต้องยิ้มให้จอคอมด้วยก็ไม่รู้ฟฟฟฟฟฟฟฟ
    นิวท์หนูน่ารักไปนะลูก ไม่มีใครทนไหวหรอกนะ นี่บอกไว้ก่อน555
    เฮ้อ! อยากให้จบแต่ก็ไม่อยากให้จบนะเนี่ยคะ ชอบฟิคชากาแฟ ชอบความละมุน ชอบทุกอย่าง5555
    สับสนกับความย้อนแยงของชีวิตจังค่ะ แงฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    Like

  10. โฮ พี่ทิพย์ เพิ่งได้ดูและตามอ่านฟิคเมซรันเนอร์ทั้งหมด ขอรวบคอมเม้นทีเดียวในนี้เลยนะคะ

    มันน่ารักมากเลยยยยพี่ทิพพย์ งื่อออออ อ่านด้วยความรู้สึกแบบฟินจนตัวจะแตกทุกตอนเลยค่ะ จิกทึ้งหมอนอยู่คนเดียวหน้าคอม รักซีรี่ย์นี้มากเลยย ภาพนิวท์ในหัวคือน่าฟัดมาก ส่วนมินโฮนี่ก็หล๊อหล่อ มาดนิ่งไปไหนคะพ่อคุณณณ T/////T

    ชอบพล็อตนี้มากเลย บรรยากาศมันดูอุ่นๆนุ่มๆละมุนไปหมดด ลุ้นให้ทั้งสองคนได้ลองพูดกันซักที เราอยากเห็นพวกเธอสมหวังงงง ;-;

    ปล. โทมัสทำดีมาก แต่สงสารจุง โดนด่าตลอดดดด555555

    Like

  11. โอยยยยยยยยยยยยยยย
    ชอบจัง ฟิคที่เกี่ยวกับของกิน
    ฟิคนี้น่ารักมากๆเลย แบบอบอุ่นละมุนมุ้งมิ้งมากๆแลยค่ะ
    อ่านแล้วเขินไปลุ้นไปยังไงไม่รู้อะ
    ต่างฝ่ายต่างไม่พูดกันแบบนี้ อยากรู้ว่าจะเคลียร์กันยังไง
    ขอบคุณสำหรับฟิคน่ารักๆนะคะ

    Like

  12. มินโฮปิดโอกาสบอกความจิงของตัวเองซะแล้ว~~~!!!!
    ตอนนี้นี่ขมทั้งตอนรับดับเบิ้ลช็อตจริงๆ T^T

    Like

  13. ถ่อลูกพ่อมีบทแล้วววววว //โดนถ่อเอาถ้วยกาแฟฟาด
    เห็นด้วยกับโทมัสสุดๆเลยค่ะ ทั้งเรื่องความอึดอัด ทั้งเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างก็ยึกยักกันแบบนี้น่ะ
    แต่ก็เข้าใจหนูนิวท์นะคะ ที่กลัวว่าปราสาททรายที่ค่อยๆก่อมาจนเริ่มเห็นรูปร่างนี่จะโดนคลื่นพังเอาน่ะ พอเป็นอย่างงี้ก็แอบกังวลนะคะว่าตอนที่นิวท์รู้ความจริงจะเป็นยังไง จะหวานหรือจะขม
    สรุปคนหนักใจที่สุดคือมินโฮรับไปเต็มๆ 55555555555

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s