[The Avengers 2 Fic][PietroWanda] 12 Minutes — Glass is Breaking So Don’t Let Go of My Arm

 
 
12 Minutes — Glass is Breaking So Don’t Let Go of My Arm
The Avenger 2 fanfiction by Tippuri~ii*
 
 

 

 
 

Pairing:  Pietro Maximoff x Wanda Maximoff
Fandom: The Avenger 2 — Age of Ultron

 
 

 

 * แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น incest..ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 
 
 
************************************
 
 
 

 

I would rather die with the taste of you on my tongue than live and never touch you again.

— Michelle Hodkin

 
 

 

************

 

 

 

— I

 

 

ถึงอายุของทั้งสองจะห่างกันแค่สิบสองนาที…แต่นั่นก็เป็นเวลาที่นานพอแล้วที่จะทำให้ปิเอโตรยึดบทบาทคนเป็นพี่ของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น

 

 

 

 

เด็กชายจะปกป้องน้องสาวฝาแฝดของตนและคอยดูแลเธออยู่เสมอ เหตุผลก็คือเขาเป็นฝ่ายที่แข็งแรงกว่า…และอีกเหตุผลก็คือปิเอโตรเป็นเด็กเฉลียวฉลาด เขาเรียนรู้และเข้าใจอะไรได้ค่อนข้างไว อีกทั้งยังไม่ค่อยชวนแวนด้าทะเลาะอย่างที่พี่น้องปกติจะพึงทำ

 

 

 

 

“ถึงพวกลูกจะอายุพอๆ กัน…แต่ปิเอโตรเป็นพี่ชายที่ดีของแวนด้ามากเลยรู้ไหม?” เด็กชายจำได้ถึงมืออุ่นๆ ของแม่ที่แนบข้างแก้ม และรอยยิ้มของเธอตอนเอ่ยประโยคนี้…แม่บอกมันกับเขาแค่คนเดียว ราวกับนี่เป็นความลับที่แค่ปิเอโตรควรรู้ “สัญญากับแม่ได้ไหม…ต่อให้เกิดอะไรขึ้น แม่ก็อยากให้ปิเอโตรยังดูแลแวนด้าเสมอแบบนี้นะ”

 

 

 

 

การเรียกอะไรสักอย่างว่าสัญญามักจะทำให้เด็กชายคิดหนักก่อนตอบตกลงเสมอ…แต่คำสัญญานี้ไม่ใช่อะไรที่ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจเลย เด็กชายพยักหน้าหงึกๆ ทันที…และก็จับมือน้องสาวแน่นขึ้นอีกนิดตอนเดินออกไปหาเธอ

 

 

 

 

 

 

— II

 

 

ห้องเช่าในโซโคเวียที่ครอบครัวแม็กซิมอฟฟ์อาศัยอยู่นั้นเล็กแคบ…นั่นจึงทำให้ปิเอโตรและแวนด้าต้องใช้ห้องนอนเดียวกันมาตลอด

 

 

 

 

ฝาแฝดยังอายุน้อยนัก…แต่ภาพพ่อแม่ที่เหนื่อยล้าในทุกเย็นหลังกลับมาจากงานก็เป็นภาพที่เด็กทั้งสองเข้าใจได้เอง และนั่นจึงทำให้ทั้งสองไม่เคยร้องขอบ้านที่กว้างใหญ่หรือเครื่องเรือนใหม่เอี่ยมเลย เพราะต่อให้ห้องนี้จะเล็กแสนเล็ก…มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นที่ครอบครัวมีให้กัน

 

 

 

 

และปิเอโตรกับแวนด้าก็ไม่มีปัญหาอะไรในการอยู่ห้องเดียวกันด้วย…กลายเป็นเรื่องเคยชินจนเข้าขั้นติดไปแล้วที่แวนด้าจะต้องนอนซุกพี่ชาย และถึงจะชอบบ่นใส่อีกฝ่ายว่าทำให้ตนเมื่อย…ปิเอโตรก็รู้ตัวดีว่าตนเต็มใจเองที่จะโอบแขนรอบตัวน้องสาวเอาไว้ในทุกคืน กลิ่นหอมจางๆ จากเรือนผมของแวนด้าเป็นสิ่งที่คุ้นเคยเสมอก่อนที่ดวงตาจะปิดลง

 

 

 

 

 

 

— III

 

 

เตียงเดี่ยวอันเก่าแสนเก่านี้ถูกแทนที่ด้วยเตียงสองชั้นเมื่อเด็กน้อยทั้งสองเติบโตขึ้น…แวนด้าที่ตัวเล็กกว่าได้ตำแหน่งเตียงชั้นบนไป แต่ในทุกเช้า…พ่อกับแม่ก็จะพบภาพเด็กสาวที่นอนซุกอยู่ในพื้นที่แคบๆ ของเตียงชั้นล่างอยู่ดี การกระทำที่คงเรียกไม่ได้ว่าเป็นการฝืนใจใคร…เพราะเด็กชายเจ้าของพื้นที่นั้นก็นอนตะแคงแล้วกอดเธอไว้อย่างแน่นหนาเช่นกัน

 

 

 

 

พ่อกับแม่พยายามเตือน…แวนด้าไม่เคยเป็นเด็กดื้ออะไร แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่เด็กสาวไม่เคยทำตาม จนทำให้สุดท้าย…พ่อกับแม่ต่างก็ส่ายหัวอย่างอ่อนใจปนเอ็นดูเท่านั้นเอง

 

 

 

 

ปิเอโตรยอมรับว่าตนดีใจที่ได้นอนข้างน้องสาวแบบนี้ต่อไป แต่ก็อดไม่ได้ที่จะถามในคืนนั้น “ทำไมล่ะ?”

 

 

 

 

แสงจันทร์จากนอกหน้าต่างเจือจางให้ความมืดกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มใส…และสะท้อนพริบพราวกับดวงตาสีเทาอ่อนของแวนด้า เด็กสาวนอนตะแคงหน้าเข้ามาหาเขาอยู่ ห่างกันเพียงช่วงลมหายใจ

 

 

 

 

ที่นอนขยับเล็กน้อยตอนเธอยักไหล่ “ฉันก็แค่ไม่อยากหลับโดยที่ไม่มีเธออยู่ข้างๆ น่ะ”

 

 

 

 

อะไรสักอย่างก่อตัวในใจปิเอโตรหลังได้ฟังประโยคนี้…หวานไหวหากก็สั่นระริก เพราะสัญชาตญาณบอกเขาว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นในความรู้สึก

 

 

 

 

เขาเลยแกล้งกลิ้งตัวไปเบียดเด็กสาวแล้วหัวเราะดังลั่นออกมา…การกระทำที่เรียกเสียงอุทานต่อว่าพร้อมเสียงหัวเราะจากแวนด้าเช่นเดียวกัน การกระทำที่ปิเอโตรหวังว่าจะทำให้ตนลืมความรู้สึกอันแปลกปลอมนั่นไปได้

 

 

 

 

หากลึกๆ ในใจ…สัญชาตญาณก็บอกเขาเพิ่มเติมว่ามันสายเกินไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

— IV

 

 

โซโคเวียเป็นเมืองที่สถาปัตยกรรมแบบเมืองอื่นๆ ในยุโรป…และถนนทุกเส้นเองก็ล้วนถูกปูด้วยก้อนหิน เรียบเป็นมันด้วยวันเวลาที่ผ่านผัน

 

 

 

 

ปิเอโตรจำได้ว่าตนกับน้องสาวมักจะเดินช้าๆ ไปเรื่อยๆ ตามถนนเหล่านี้หลังจากวิ่งเล่นมาแล้วจนเหนื่อยอ่อน…ทุกตรอกซอกซอยล้วนคดเคี้ยววกวนหากก็กลับมาบรรจบกันได้เสมอ ให้ความรู้สึกเหมือนทางวงกตที่มีเวทมนตร์ซ่อนอยู่ทุกหัวมุมถนน…ผิวที่ร้อนผ่าวจากการวิ่งเล่นได้อาศัยร่มเงาจากตัวอาคารที่เบียดชิดกันในการหลบแดด

 

 

 

 

มันเป็นวันหนึ่งในฤดูร้อน แวนด้าสวมกระโปรงสีขาวที่ชายลูกไม้พลิ้วไปมาในสายลม และมือของเธอก็ถูกเกี่ยวกุมอยู่ในมือของปิเอโตรตอนที่ทั้งคู่เดินช้าๆ ไปในตรอกแคบๆ…ใช้เวลาที่มีในอ้อมกอดของร่มเงา เสียงฝีเท้ากระทบเบาๆ บนพื้นหินเป็นจังหวะ

 

 

 

 

“ดูสิ…”

 

 

 

 

ปิเอโตรชี้ไปที่พื้น…ในรอยแยกระหว่างก้อนหินมีต้นวัชพืชสีเขียวเข้มงอกแทรกขึ้นมา และทั้งๆ ที่มีลายลมพัดโชยเอื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอในตรอกนี้…ดอกกลมฟูของมันกลับยังคงสภาพสมบูรณ์ได้อย่างน่าประหลาดใจ

 

 

 

 

เด็กชายเด็ดดอกแดนดิไลออนนั่นขึ้นมา ถือมันไว้ตรงกลางระหว่างตนกับน้องสาวที่หันหน้ามาเผชิญกัน

 

 

 

 

“เป่าสิ” ปิเอโตรพยักเพยิด ก่อนจะรีบพูดเสริม “แต่อธิษฐานอะไรสักอย่างก่อนนะ…มันจะทำให้สิ่งที่เธออธิษฐานเป็นจริง”

 

 

 

 

“ได้เลย…” แวนด้าพยักหน้าหงึกๆ…ยิ้มซนๆ ก่อนจะเป่าดอกไม้กลมฟูนั่น “…ขอให้ฉันสูงกว่าเธอด้วยเถอะ”

 

 

 

 

ปุยสีขาวลอยละล่องไปในอากาศก่อนที่ปิเอโตรจะได้ต่อความทัน…เด็กหนุ่มเลยหัวเราะเยาะแบบไม่จริงจังใส่น้องสาวแทน เพราะแค่ตอนนี้…เขาก็สูงกว่าเธอไปแล้ว หลักฐานให้ความน่าจะเป็นที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ ให้แวนด้าได้ยินว่าโตขึ้นไป เด็กหนุ่มคงสูงกว่าน้องสาวหลายเซนติเมตรแน่นอน

 

 

 

 

“ไม่ล่ะ…ไม่มีทางเป็นจริงได้เลย” เขาส่ายหน้าไปมา “แดนดิไลออนทั้งโลกก็ช่วยเธอไม่ได้หรอกแวนด้า”

 

 

 

 

เด็กสาวแกล้งทำตาโตอย่างโมโหแล้วยื่นสองมือมาตีเขาเล่นๆ…ปิเอโตรหัวเราะตอบแล้วยีเรือนผมสีน้ำตาลสลวยนั่นจนยุ่ง ใช้ความสูงที่มากกว่าในการหลบหนีการโจมตีแบบเดียวกัน

 

 

 

 

สุดท้าย แวนด้าก็หัวเราะออกมาบ้าง…กระโปรงสีขาวขยับไหวเมื่อเธอยกแขนขึ้นพยายามจัดทรงผมของตัวเอง พี่ชายเลิกแกล้งแล้วเอื้อมมือมาช่วย ปาดปอยผมที่ปรกแก้มให้ขึ้นไปทัดหู

 

 

 

 

ปลายนิ้วแตะบนผิวแก้มชั่ววินาที…มันเป็นสีชมพูซ่านจากการหัวเราะ อบอุ่นด้วยรอยจูบจากแสงแดด

 

 

 

 

และก่อนที่จะรู้ตัว…ปิเอโตรก็ขยับเข้าไป ประทับริมฝีปากของตัวเองบนแก้มสีเรื่อนั่น

 

 

 

 

แวนด้าดูงงๆ เล็กน้อยกับสัมผัสปุบปับนี้…หากเธอก็ไม่ได้ถามสักคำว่าเขาทำไปเพราะอะไร

 

 

 

 

สาวน้อยในกระโปรงสีขาวแค่ยิ้มแม้จะไม่เข้าใจอะไร แล้วก็เขย่งตัวขึ้นเพื่อจูบแก้มเขาบ้าง

 

 

 

 

 

—V

 

 

วันวาเลนไทน์สำหรับชาวโซโคเวียไม่เคยจำกัดไว้แค่สำหรับคู่รัก…ความรักทุกรูปแบบ — รวมถึงครอบครัวหรือเพื่อนสนิท — ล้วนก็ถูกเฉลิมฉลองถึงในวันนี้

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้โรงเรียนของปิเอโตรและแวนด้าในวันนี้ดูสดใสด้วยดอกไม้หลากหลายสี นักเรียนรวมตัวกันเอาดอกไม้มาให้ครูประจำชั้น และดอกไม้ตั้งแต่ช่อใหญ่จนถึงดอกเดี่ยวเล็กๆ ก็ถูกมอบให้ระหว่างกันและกัน…ดอกไม้ส่วนใหญ่นั้นเป็นสีที่บ่งบอกถึงมิตรภาพอันไร้สิ่งใดแอบแฝง แต่ในมือของบางคนก็มีดอกไม้สีสด…สีสันที่บอกถึงความรู้สึกที่ลึกล้ำกว่านั้น

 

 

 

 

หากปิเอโตรไม่ได้คิดถึงความนัยของสีสันใดเลย…มันแค่เป็นชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในใจเท่านั้น ชื่อและภาพของดอกไม้ที่เขารู้ว่าตัวเองต้องการจะมอบให้ใคร…เด็กหนุ่มไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าตนรู้สึกอย่างไร เขาแค่คิดว่าไม่มีใครอื่นในใจทั้งนั้นที่ตนต้องการจะมอบมันให้นอกจากคนคนนี้

 

 

 

 

มันเป็นดอกไม้ที่ราคาแพงที่สุดในเทศกาล…เด็กหนุ่มจึงเก็บค่าขนมได้พอแค่จะซื้อเพียงดอกเดียว เขาตัดก้านมันจนสั้นเพื่อเก็บไว้ในกล่องเหล็กใบเล็กที่เคยเป็นกล่องช็อกโกแล็ต…ดอกไม้อาจจะดูดีกว่าในแจกัน แต่นั่นหมายความว่าเขาจะไม่มีสิทธิ์ได้ทำให้ผู้รับประหลาดใจ…ปิเอโตรเลยยอมเลือกที่จะทำแบบนี้

 

 

 

 

แล้วก็ไม่เป็นไรหรอก…เขาอยากเห็นดอกไม้นี้แทรกอยู่บนเรือนผมของเธอมากกว่าอยู่ในแจกันอยู่แล้ว…

 

 

 


เขารอให้เป็นเวลาก่อนเข้านอนแล้วค่อยตัดสินใจพูดขึ้น “แวนด้า…”

 

 

 

 

น้องสาวหันหน้าลงมาจากเตียงชั้นบนที่เธอนั่งอยู่…ช่วงหลังๆ มานี้เธอไม่ค่อยจะได้ลงมานอนซุกเขาอีกแล้ว คงเพราะเด็กสาวโตพอที่จะรู้แล้วว่าความมืดไม่ได้ซ่อนสิ่งใดที่น่ากลัวไว้อย่างที่เคยเข้าใจ “ว่าไงเหรอ?”

 

 

 

 

“ก็…ไม่มีอะไรมากหรอก…” เขาเพิ่งตระหนักได้ในนาทีนั้นถึงความร้อนจางๆ บนผิวแก้มตัวเอง…สิ่งที่ปิเอโตรไม่เข้าใจเลย “…แค่มีนี่มาให้เธอน่ะ”

 

 

 

 

เขาวางกล่องเหล็กในเล็กนั้นลงในมือของเด็กสาวที่ยื่นลงมา ในห้องเหลือเพียงเสียงคลิกตอนที่แวนด้าเปิดกล่อง…ดวงตาโตสีเทาอ่อนจับจ้อง มองกลีบสีสดบนผิวโลหะสีเงินนั่น…กลีบดอกไม้ที่เริ่มโรยแล้วจากเวลาและพื้นที่เล็กแคบของกล่อง

 

 

 

 

แวนด้ามองมัน…เนิ่นนานและเงียบงัน ปิเอโตรคาดหวังที่จะได้เห็นเรียวปากของน้องสาวขยับแย้มยิ้ม…แต่มันกลับค่อยๆ เม้มเข้าหากัน สีหน้าลำบากใจของเด็กสาวไม่เป็นที่เห็นได้ชัดนักเพราะเธอเบือนหน้าไปอีกทาง ปล่อยให้เรือนผมสีเข้มขยับมาปรกแก้ม

 

 

 

 

“เธอ…เธอให้กุหลาบแดงกับฉันไม่ได้หรอกนะ ปิเอโตร” แวนด้าพูดเสียงเบา…ขาดหายราวกับตัวเธอเองนั้นก็ไม่ได้อยากเอ่ยประโยคนี้เลย “…เธอเป็นพี่ชายของฉัน”

 

 

 

 

ประโยคนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ง่ายดายที่สุด หากแต่การได้ตระหนักถึงมันในวินาทีนี้กลับเป็นอะไรที่ให้รสชาติขมซ่านนัก…เด็กหนุ่มไม่เข้าใจถึงสาเหตุของความเจ็บปวดจางๆ ที่แล่นริ้วในหัวใจตัวเอง และก็ไม่อาจเอ่ยคำใดได้เมื่อแวนด้าหันมา…ทั้งๆ ที่เป็นคนพูดเอง แต่นัยน์ตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความเคว้งคว้างราวเด็กน้อยที่เสียใจนักกับการต้องทำอะไรที่ฝืนใจ

 

 

 

 

กุหลาบแดงดอกนั้นถูกปลิดทิ้งทีละกลีบและโปรยปรายลงในแม่น้ำที่เด็กหนุ่มชอบไปเดินเล่น…กลีบดอกไม้สีแดงที่ผ่านปลายนิ้วไปทำให้เขาคิดถึงสัมผัสของริมฝีปากของแวนด้าขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้

 

 

 

 

 

 

— VI

 

 

จากนั้น ก็ยากนักที่จะแยกได้ว่าแฝดแม็กซิมอฟฟ์คนใดคือผู้เป็นพี่

 

 

 

 

ปิเอโตรเริ่มทำตัวเป็นเด็กๆ และไม่ค่อยฟังใครนอกจากแวนด้า ทำให้เด็กสาวต้องเปลี่ยนมาเป็นคนที่รับบทบาทการดูแลไปจนเข้าขั้นดุพี่ชายของตัวเองจนคนนอกแทบจะมองไม่ออกเลยว่าเธอคือฝ่ายที่อายุน้อยกว่า และแม้แต่คนรอบข้างทั้งสองก็เริ่มจะลืมกันไปแล้วว่าปิเอโตรต่างหากที่เป็นพี่ของเธอ เพราะยิ่งนานวัน…มาดของคนที่มีความรับผิดชอบมากกว่าก็ดูจะเป็นของแวนด้ามากขึ้นทุกที

 

 

 

 

ทุกคนต่างก็ลงความเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่าคงเป็นเรื่องปกติตามประสาเด็กผู้ชาย และแวนด้าเองก็สนุกในทีแรกๆ ที่ได้เป็นคนสั่งให้ปิเอโตรทำนั่นทำนี่หรือตักเตือนเขา การกระทำที่หลังๆ ก็ได้เปลี่ยนเป็นความเคยชินไปในที่สุด

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้สุดท้ายแล้ว ก็แทบไม่มีใครมองความแตกต่างของระยะเวลาสิบสองนาทีได้อีกเลย

 

 

 

 

 

 

— VII

 

 

พื้นที่ใต้เตียงอันเล็กแคบนั้นเปรอะไปด้วยฝุ่นผงจากซากหักพังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านอันแสนอบอุ่นของทั้งสอง…และในทุกๆ วินาทีที่ยาวนานราวนิจนิรันดร์ของสองวันนั้นดำเนินไป โลกทั้งใบของปิเอโตรก็เหลือเพียงร่างผอมบางในอ้อมแขนของเขาเท่านั้น

 

 

 

 

แวนด้ากรีดเสียงร้องไห้จนแทบไม่เหลือน้ำตา ปิเอโตรรู้สึกได้ถึงไอร้อนของหยดน้ำที่หยาดรินบนบ่าของตนและจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวของน้องสาวผ่านอ้อมกอด…แล้วในที่สุด ความหวาดกลัวและเหนื่อยล้าก็ทำให้แวนด้าเหลือแรงแค่เพียงสะอื้นเงียบๆ ทุกครั้งที่มองผ่านออกไปเห็นลูกระเบิดบนพื้นด้านนอก

 

 

 

 

ปิเอโตรอาจไม่ได้ร้องไห้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กหนุ่มจะไม่หวาดกลัว…ทุกการช่วยเหลือจากคนนอกทำให้เขาหลับตาภาวนาทุกครั้ง เพราะสถานการณ์ที่กำลังต้องเผชิญดูจะเปราะบางจนเหมือนแค่เพียงเสียงแผ่วเบาก็อาจทำให้ทุกสิ่งพังทลายลงได้

 

 

 

 

พังทลายและหายไป…รอยยิ้ม…เรือนผม…ดอกกุหลาบสีแดง…จะไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีกเลย…

 

 

 


 

“ปิเอโตร…”

 

 

 

 

เสียงเรียกนั้นแผ่วเบาเสียยิ่งกว่าสายลม วงหน้าที่เปื้อนฝุ่นของน้องสาวเงยขึ้นมองเขา ดวงตาสีเทาอ่อนนั้นไร้ประกายใด…ราวกับจิตใจของเธอนั้นว่างเปล่าจนไม่เหลือแม้กระทั่งความกลัวอีกแล้ว

 

 

 

 

นั่นเองที่ทำให้เจ้าของชื่อคลายอ้อมแขนออกเพื่อไล้มือปัดปอยผมที่ข้างแก้มของอีกฝ่ายออกไป ปลายนิ้วค้างเติ่งอยู่บนผิว…เพราะเด็กหนุ่มตระหนักขึ้นได้ในนาทีนั้นว่าตนไม่อาจเปล่งเสียงใดออกไปเพื่อตอบรับเธอได้

 

 

 

 

แวนด้าสบตากับเขา พูดเสียงค่อย…เรียบนิ่งจนน่าใจหาย “เธอไปเถอะนะ…ปล่อยฉันไว้ตรงนี้ดีกว่า”

 

 

 

 

คนนอกได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ฝาแฝดสักคนค่อยๆ ขยับตัวออกมาจากใต้เตียงแล้ว…แต่ทั้งสองต่างก็ปฏิเสธที่จะทำเมื่อได้รู้ว่าแรงสั่นสะเทือนจากการย่างก้าวอาจทำให้ระเบิดทำงาน เพราะต่างก็ไม่ต้องการที่จะได้รับความปลอดภัยอยู่แค่เพียงคนเดียว

 

 

 

 

“เราคุยกันเรื่องนี้จบไปแล้ว แวนด้า” ปิเอโตรพูดเสียงแหบแห้ง ลำคอแห้งผากและติดขัดไปด้วยฝุ่นผงและหัวใจที่บีบรัด “มันจะมีแค่เราได้ออกไปด้วยกันเท่านั้น…เธอกับฉัน ไม่ใช่ใครแค่คนเดียว”

 

 

 

 

แวนด้ามองเขา…นิ่งนาน เรือนผมสีเข้มที่เคยสลวยเป็นมันบัดนี้แผ่รุ่ยร่ายบนพื้นฝุ่น ดวงตาสีเทายังคงว่างเปล่าไร้แวว…น้ำเสียงระโหยราวเด็กน้อยผู้ร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาอีกแล้วตอนเอ่ยคำ

 

 

 

 

“ฉัน…ฉันไม่รู้สึกอีกแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่” เด็กสาวกระซิบ “ยังไงเราก็ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว…ต่อให้ฉันตายไปตรงนี้ มันก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญเลยสักนิด”

 

 

 

 

หัวใจของปิเอโตรเจ็บหนึบกับคำพูดที่ได้ฟัง เด็กหนุ่มไม่รู้เลยสักนิดว่าทำอย่างไรตนถึงจะสามารถบอกเล่าให้น้องสาวได้รับรู้ว่าเธอคือทุกสิ่งทุกอย่างอันงดงามของหัวใจของเขา…เพราะมันไม่มีคำพูดใดที่เพียงพอ ไม่มีการเปรียบเปรยใดที่เทียบเท่าได้

 

 

 

 

จึงเหลือเพียงความจริงเดียวที่ปิเอโตรรู้ในนาทีนี้ให้เขาได้เอ่ยออกไป

 

 

 

 

“ถ้าเธอตาย…แวนด้า” ดวงตาสีฟ้าอมเทาระริกด้วยความรู้สึก “…ฉันก็คงไม่อยากมีชีวิตต่อไปเหมือนกัน”

 

 

 

 

 

 

— VIII

 

 

จะบอกทั้งสองได้ก้าวออกมาสู่โลกใบใหม่ก็ว่าได้หลังจากเวลาสองวันนั้น…ปิเอโตรและแวนด้าเสนอตัวเข้าร่วมโครงการทดลองของบารอน วอน สตรัคเกอร์ และก็เป็นแค่คนสองคนที่รอดชีวิตจากทุกการทดสอบของโปรเจคนี้

 

 

 

 

แรกเริ่มนั้นทั้งสองถูกจับให้พักแยกกันตามตำแหน่งห้องทดลอง หากฝันร้ายถึงวินาทีอันเชื่องช้าวินาทีแล้ววินาทีเล่าใต้เตียงอันเล็กแคบนั้นก็ทำให้ปิเอโตรตื่นขึ้นกลางดึกเสมอ…และเมื่อถึงวันหนึ่งที่ความมืดมิดเดียวดายหลังการลืมตาเป็นเรื่องที่เด็กหนุ่มทนแบกรับไม่ได้อีกต่อไป เขาก็ลุกจากเตียงแล้วก้าวออกไปยังโถงทางเดินของตัวอาคาร

 

 

 

 

ปิเอโตรก็ไม่อาจอธิบายได้เหมือนกันว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าแวนด้าอยู่ที่ไหน…เขาแค่รู้ และเมื่อค่อยๆ เปิดประตูเหล็กของห้องพักเข้าไป…เด็กหนุ่มก็ได้เห็นร่างบางอันคุ้นตาบนเตียงสีขาว

 

 

 

 

เด็กสาวลุกขึ้นนั่งเมื่อได้ยินเสียงบานพับเหล็กขยับ…เส้นผมยาวสีน้ำตาลเข้มดูกลายเป็นดำสนิทในยามที่ทั้งห้องมีเพียงแสงจันทร์อาบย้อมเช่นนี้ ล้อมให้วงหน้าและผ้าปูเตียงดูขาวเผือดกว่าเดิม

 

 

 

 

น้องสาวไม่ได้เอ่ยถามอะไร เธอไม่ได้แม้แต่จะเปล่งเสียงด้วยซ้ำ…แวนด้าแค่มองมาอย่างเงียบงัน หากในวินาทีที่ปิเอโตรมองลึกลงในสีเทาอ่อนจางนั้น เขาก็ค้นพบว่าน้องสาวรับรู้และเข้าใจทุกอย่างหมดแล้ว

 

 

 

 

แวนด้าขยับตัวลงนอนอีกครั้งโดยไม่ได้พูดอะไร แต่ปิเอโตรก็เห็นว่าเธอได้เผื่อที่ว่างไว้บนฟูกตอนที่เขาเดินไปยืนข้างเตียง

 

 

 

 

เด็กสาวรอให้เขาล้มตัวลงนอนข้างๆ เธอแล้วจึงค่อยขยับเข้ามาหา วันเวลาและการฝึกฝนที่ได้รับในสถานทดลองแห่งนี้ทำให้ตอนนี้ปิเอโตรสูงและตัวใหญ่พอที่จะโอบแวนด้าไว้ในอ้อมแขนได้อย่างสบายๆ แล้ว เขาฝังหน้าลงกับบ่าของเธอแล้วสูดลมหายใจ…กลิ่นหอมหวานแทรกอยู่ในกลิ่นสะอาดจนชวนอึดอัดของน้ำยาฆ่าเชื้อ อ่อนจางบางเบา…หากก็ชัดเจนนักในความทรงจำ

 

 

 

 

และในความมืดมิดของฝันร้ายทุกค่ำคืนต่อมา…ปิเอโตรก็สามารถยืนยันกับตัวเองได้ว่าตนไม่ได้เสียคนสำคัญที่สุดของตนไปด้วยการลืมตาตื่นในห้องอาบแสงจันทร์นี้

 

 

 

 

 

 

— IX

 

 

“ปิเอโตร…ปิเอโตร…”

 

 

 

 

ดวงตาสีฟ้าอมเทาเปิดลืมขึ้น…ก่อนจะพบว่าตอนนี้น้องสาวกำลังก้มลงมามองตน เธอยืนอยู่บนผืนฟูก…เพื่อที่จะได้เข้าใกล้หน้าต่างบานเล็กที่อยู่สูงบนกำแพงห้อง ช่องสี่เหลี่ยมนั้นไม่กว้าง…แต่แสงจันทร์สีเงินยวงก็ส่องผ่านเข้ามาจนทั้งห้องสว่างพอจะมองเห็นกัน

 

 

 

 

เตียงยวบยาบเล็กน้อยตอนที่เด็กสาวขยับกลับมานั่งข้างเขา แวนด้าดึงมือของปิเอโตรขึ้น…เขย่ารั้งนิดๆ “ออกไปกันเถอะ”

 

 

 

 

แล้วในพริบตา…ทั้งสองก็ออกมาสู่ในตัวป่าที่โอบล้อมสถานทดลองไว้ ทิวต้นไม้สูงใหญ่สีเข้มและหมอกยามเที่ยงคืนบดบังให้อาคารทึบทึมเบื้องหลังนั้นหายไปจากการมองเห็น เด็กหนุ่มและเด็กสาวเดินเคียงกันไป…พื้นหญ้าฉ่ำน้ำค้างสะท้อนแสงจันทร์จนเหมือนประกายของดวงดาวได้ตกหล่นมาอยู่บนพื้นดิน

 

 

 

 

ทุกๆ ย่างก้าวที่เข้ามาลึกขึ้นในตัวป่า แวนด้าดูจะยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ…เด็กสาวสวมเพียงกระโปรงนอนสีขาวกับคาดิแกนไหมพรมสีแดง แต่อากาศเย็นของยามดึกก็ดูจะไม่ทำให้เธอรู้สึกอะไรเลย…ดวงตาสีเทานั้นจับจ้องเพียงบนท้องฟ้า ฮึมฮัมเพลงแผ่วเบากับตัวเอง…ภาพที่ทำให้ปิเอโตรขยับยิ้มบางๆ ออกมา เด็กหนุ่มรู้ดีว่าน้องสาวชอบบรรยากาศของแสงจันทร์เต็มดวงเพียงใด

 

 

 

 

“ว้าว…”

 

 

 

 

แวนด้าอุทานออกมาเบาๆ เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงพื้นที่ว่างที่โอบล้อมไว้ด้วยต้นไม้ใหญ่ ทุกหย่อมหญ้าตั้งแต่ตรงนี้ไปนั้นมีดอกไม้ก้านยาวสีม่วงประปรายไปจนสุดลูกหูลูกตา…กลิ่นหอมเย็นหากละมุนละไมของมันบอกให้รู้ว่านี่คือลาเวนเดอร์ ดอกไม้โปรดที่แม่ของทั้งสองมักหามาประดับแจกันในห้องให้เสมอ

 

 

 

 

ภาพป่าประดับดอกไม้ในม่านหมอกเบื้องหน้านี้เหมือนกับสถานที่ลับของเหล่าภูติพรายในเทพนิยายเหลือเกิน และแวนด้าเองก็คงคิดเช่นนี้เหมือนกัน…เพราะน้องสาวรั้งมือที่เกี่ยวกุมกันอยู่ของพวกเขา พาให้เดินมาจนถึงกลางพื้นที่ว่างนี้…ก่อนจะถอนสายบัวราวกับตัวเองเป็นเจ้าหญิงในงานเต้นรำ เพียงแต่เธอไม่รอให้ปิเอโตรตอบตกลง…กระโปรงสีขาวพัดพลิ้วตอนที่เด็กสาวหมุนตัว หัวเราะคิกเบาๆ เมื่อพี่ชายโอบเอวเธอไว้ได้ทันเวลา เสียงหัวเราะที่ทำให้เด็กหนุ่มยิ้มตาม

 

 

 

 

งานเต้นรำนี้มีแสงจันทร์เป็นหลังคาและผืนหญ้าเป็นพื้น ลาเวนเดอร์หอมจางในม่านหมอก…เสียงเพลงที่บรรเลงนั้นมาแค่จากการฮึมฮัมของเด็กสาว และในแสงสีสะอ้าน…ปิเอโตรก็ได้มองพินิจเด็กสาวเบื้องหน้าตน แก้มสีซีดตอนนี้ขึ้นสีเรื่ออ่อนจาง ทำให้คิดถึงวันวานนักเมื่อเธอสวมกระโปรงสีขาวเช่นนี้…วันหนึ่งใต้แสงแดดและรอยจูบบนผิวแก้ม…รอยจูบที่เขาในตอนนั้นไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงได้รู้สึกว่าไม่เพียงพอ

 

 

 

 

เพียงแต่นี่คือปัจจุบัน…วันเวลาที่ปิเอโตรเติบโตขึ้นจนเข้าใจทุกสิ่งในหัวใจตัวเองแล้ว

 

 

 

 

“ปิเอโตร?”

 

 

 

 

แวนด้าหยุดยืนเมื่อเห็นว่าพี่ชายไม่ช่วยให้ตนหมุนตัวต่ออีกแล้ว ตอนนี้ทั้งสองยืนนิ่งอยู่บนพื้นหญ้า…สองแขนของเด็กหนุ่มเปลี่ยนมาแค่โอบรอบเอวของน้องสาวแทน จ้องมองลึกลงในดวงตาสีเทาอ่อนจางนั้น…ประกายแสงที่ปิเอโตรสาบานว่าจะทำทุกสิ่งเพื่อปกป้องมันไว้ ด้วยมันเป็นความงดงามเดียวที่เขารักจนหมดหัวใจ

 

 

 

 

มือข้างหนึ่งยกขึ้น…ไล้ที่ข้างแก้มอ่อนใสนั่น ก่อนที่ระยะห่างอันน้อยนิดระหว่างกันจะหายไปเมื่อเด็กหนุ่มประทับริมฝีปากของตัวเองเข้ากับคนตรงหน้า

 

 

 

 

ปิเอโตรรู้สึกได้ว่าแวนด้าชะงัก มือบางสั่นระริกบนบ่าของเขา…แต่เด็กหนุ่มดึงดันที่จะไม่สนใจ สัมผัสที่ได้รับรู้ในวินาทีนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องการหากปฏิเสธมันมาตลอด…เนิ่นนานเสียจนปิเอโตรเองก็จำไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้งกี่หนที่เขาเฝ้าคิดถึงมัน นั่นจึงทำให้ในวินาทีนี้…สิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มต้องการจะรับรู้มีแค่สัมผัสของริมฝีปากของแวนด้าเท่านั้น

 

 

 

 

ลมหายใจร้อนๆ ยังคงเป่ารดบนผิวแก้มแม้ว่าจะถอนจูบแล้วเพราะปิเอโตรยังคงก้มหน้าให้หน้าผากของทั้งสองแตะกันอยู่…มือข้างที่เชยข้างแก้มของน้องสาวเมื่อครู่ขยับมาแตะปอยผมของเธอ ไล้ปลายนิ้วไปตามเส้นผมสลวยนั่นเบาๆ

 

 

 

 

ความเงียบโอบล้อม…เวลาเหมือนจะหยุดเดินลงจนกระทั่งแวนด้าเปล่งเสียงขึ้น

 

 

 

 

“นั่น…” ดวงตาสีเทาจ้องตรง…สบประสานกันกับเขา มันระริกไปด้วยความสับสน หากก็ฉายประกายหวานไหวราวกับเจ้าตัวกำลังหัวใจเต้นแรง “…นั่นเป็นจูบแรกของฉันนะ”

 

 

 

 

ปิเอโตรขยับมาเอาสองแขนวางบนไหล่ของน้องสาว สองมือประสานกันตรงด้านหลังลำคอของเธอ และใช้ส่วนสูงที่มากกว่าในการก้มมอง…ดวงตาสีฟ้าอมเทาเองก็จ้องตรงเช่นกันตอนเอ่ยตอบสั้นๆ “…ฉันรู้”

 

 

 

 

แวนด้าเม้มริมฝีปาก เป็นฝ่ายหลุบตาลงพร้อมกระซิบ…ถ้อยคำที่มีให้ปิเอโตร แต่เขากลับรู้สึกอย่างประหลาดว่าเธอบอกมันเพื่อขีดเส้นให้ตัวเองต่างหาก

 

 

 

 

“เธอทำแบบนี้ไม่ได้นะ…เธอเป็นพี่ชายของฉัน”

 

 

 

 

ภาพและประโยคนี้ทำให้คนฟังหวนคิดกลับไปถึงนาทีที่เธอปฏิเสธดอกกุหลาบแดงจากเขา…แล้วปิเอโตรก็สงสัยขึ้นมาในนาทีนั้นว่าจะเป็นตนคนเดียวแน่หรือที่เฝ้าเมินเฉยต่อหัวใจตลอดมา

 

 

 

 

แต่เขาก็ไม่ได้ถามคำถามนี้ออกไป เด็กหนุ่มแค่ใช้ปลายนิ้วแตะคางของน้องสาวให้เงยขึ้นมองตน…เสี้ยววินาทีแสนสั้นหากเพียงพอที่จะทำให้ทั้งสองเข้าใจถึงหลายสิ่งได้ด้วยสายใยที่มีให้กัน สีฟ้าอมเทาสบประสานกับสีเทาอ่อน ตรงไปตรงมาหากสงบนิ่ง…คล้ายคลึงนักกับน้ำเสียงของเด็กหนุ่มที่เอ่ยตอบ สั้นจนน่าหัวเราะเมื่อเทียบกับความกระจ่างแจ้งก่อนหน้านี้ที่ทั้งคู่รับรู้ได้โดยไม่ต้องใช้สักคำใด

 

 

 

 

ปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสองมือที่โอบประคองสองข้างแก้ม ถ้อยกระซิบแผ่วเบาเหมือนน้ำหนักของสายหมอก

 

 

 

 

“…ฉันรู้”

 

 

 

 

ริมฝีปากประทับเข้าหาอีกครั้ง…ดึงดันหากก็เว้าวอน ปวดร้าวด้วยความหวาดเกรง อ่อนหวานด้วยความรู้สึกในหัวใจ

 

 

 

 

ครั้งนี้ สาวน้อยในกระโปรงสีขาวจูบเขาตอบ…สัมผัสอันไร้ความลังเลนี้ให้รสชาติเหมือนจุดสิ้นสุดของการรอคอยอันแสนหนักหน่วงและยาวนานยิ่งนัก

 

 

 

 

 

— X

 

 

พลังที่ได้รับควรจะทำให้ทั้งคู่สามารถปกป้องกันและกันได้…แต่ปิเอโตรก็พบว่าตนกับแวนด้ายังคงมีสถานะเป็นแค่เบี้ยในกระดานหมากอยู่ดีตอนที่น้องสาวสามารถอ่านจิตใจของอัลตรอนได้สำเร็จ

 

 

 

 

เขามีโอกาสแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นตอนที่ด็อกเตอร์โชตัดคำสั่งการอัพโหลด…เวลาที่นานพอแล้วในการที่ชายหนุ่มจะโอบร่างของน้องสาวแล้วหนีออกมา สถานการณ์อันพลิกผันนี้ทำให้ทั้งสองต่างก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ไม่รู้อีกแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรเชื่อว่าถูกต้อง…แต่อย่างน้อย ทั้งคู่ก็รู้ชัดเจนว่าแผนการของอัลตรอนจะต้องถูกหยุดให้ได้ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ตาม

 

 

 

 

ไม่ใช่แค่ทั้งคู่ที่มีความคิดแบบนี้…นั่นจึงทำให้สุดท้าย เป้าหมายที่เหมือนกันก็นำพาให้ทีมอเวนเจอร์สยอมรับฝาแฝดแม็กซิมอฟฟ์ให้ร่วมทางไปยังโซโคเวียด้วย แต่ถึงอย่างนั้น เส้นแบ่งเขตอันมองไม่เห็นก็ชัดเจนในบรรยากาศ…ปิเอโตรกับแวนด้าถูกปล่อยให้ใช้ห้องอีกห้องในการเตรียมตัวก่อนที่เครื่องบินจะลงจอดที่โซโคเวีย ในขณะที่คนอื่นของทีมนั้นจับกลุ่มคุยกันถึงข้อมูลภายในด้วยเสียงอันแผ่วค่อย

 

 

 

 

นอกจากเสื้อตัวสะอาดและรองเท้าคู่ใหม่แล้ว…ปิเอโตรก็ไม่รู้ว่าตนควรจะเตรียมอะไรเพิ่มเติมอีก ทำให้ชายหนุ่มตระหนักขึ้นได้ในนาทีนั้นว่าตนไม่เคยผ่านการต่อสู้อันหนักหนาเช่นนี้มาก่อนเลย ทุกสิ่งที่เขารู้นั้นมีเพียงสิ่งที่ระบบการทดลองใช้ทดสอบ…และเหตุผลเดียวที่ทำให้ปิเอโตรวิ่งไปโดยไม่เหลียวกลับมามองสิ่งใดก็คือข้อเท็จจริงที่ว่ามันคือทางเดียวที่เขาจะปกป้องน้องสาวได้

 

 

 

 

เพียงแต่ในตอนนี้…นั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่แวนด้าต้องพึ่งพาจากเขาอีกแล้วก็เป็นได้…

 

 

 


ดวงตาสีฟ้าอมเทาเหลือบมอง หญิงสาวในกระโปรงสีดำกำลังมองนิ่งออกยังหน้าต่างด้านนอก…โหนกแก้มและโครงหน้านั้นเปลี่ยนแปลงตามวันเวลา แต่มันก็ยังคงเป็นภาพของคนที่ปิเอโตรรักที่สุดอยู่ดี…และมันก็ทำให้หัวใจของเขาเจ็บร้าวจางๆ เมื่อมองเห็นแววล้าระโหยในสีเทาอ่อนนั้น เพราะมันบอกให้ชายหนุ่มรู้ว่าเขาไม่สามารถปกป้องเธอไว้จากน้ำหนักของแผนการที่พวกตนช่วยให้อัลตรอนเริ่มต้นโดยไม่รู้ตัวได้

 

 

 

 

แต่ในความล้าระโหยนั่นก็มีแววมุ่งมั่นอันคมกริบ…และก็ทำให้ปิเอโตรรู้ชัดเจนว่าน้องสาวตัวน้อยในวันวานได้เติบโตเป็นหญิงสาวผู้เข้มแข็ง พลังที่เธอเคยควบคุมไม่ได้จนร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัวบัดนี้ได้กลายมาเป็นสิ่งใต้อาณัติที่แวนด้าใช้ไปในทางใดก็ได้ตามใจแล้ว

 

 

 

 

ความภาคภูมิใจในตัวน้องสาวปนกับการตระหนักรู้ว่าเธอไม่ต้องการเขาเพื่อหยัดยืนก็ให้รสหวานที่ปนขมจางๆ นักในความรู้สึก และปิเอโตรก็พยายามปัดไล่มันไปด้วยการเสเป็นโยนแจ็คเก็ตหนังสีแดงสดใส่คนที่ยืนเหม่ออยู่…ยักคิ้วกวนๆ เมื่อเธอตวัดสายตาตอบมา

 

 

 

 

เขาคงซ่อนความรู้สึกร้าวสลายจางๆ ในใจได้ไม่ดีพอ…หรือแวนด้าอาจจะรับรู้ได้ด้วยสายใยที่มีระหว่างกัน…แต่เธอไม่ได้โต้ตอบใดๆ ต่อ หญิงสาวแค่สวมเสื้อแจ็คเก็ตเงียบๆ…และปิเอโตรก็ขยับไปช่วยจัดให้มันเรียบร้อยโดยไม่เอ่ยคำใดเช่นกัน

 

 

 

 

แวนด้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาในที่สุด ก่อนที่สองมือจะเอื้อมขึ้นมาประคองกรอบหน้าของเขา…หญิงสาวเขย่งตัวเล็กน้อยเพื่อที่จะสามารถประทับริมฝีปากของตัวเองเข้าหาปิเอโตรได้ จูบที่คล้ายคำขอโทษและการคาดคั้นร้องขอว่าทั้งคู่จะต้องได้พบกันอีกครั้งหลังจากที่ทุกอย่างจบลง

 

 

 

 

ปิเอโตรรวบร่างบางเข้ามากอด…อ้อมแขนที่ยังคงไม่ผละจากแม้ว่าแวนด้าจะถอนจูบแล้ว และก็หวังเหลือเกินว่าตนจะสามารถทำได้ตามคำสัญญาอันแสนเปราะบางที่น้องสาวต้องการนี้

 

 

 

 

 

 

— XI


 

มันเป็นสถานการณ์ที่มีเพียงความตายและซากปรักหักพัง…แต่แวนด้าก็ยังคงหลุดหัวเราะออกมาอยู่ดีเมื่อได้ยินถ้อยคำที่ปิเอโตรตะโกนทิ้งท้ายให้มือธนูของทีม เสียงกระจ่างใสที่ดังข้างหูเขาเหมือนกระดิ่งเงิน…ก่อนที่หญิงสาวจะตีบ่าเขาด้วยมือที่โอบคล้องอยู่รอบคอ

 

 

 

 

“เธอนี่แย่มากเลยนะรู้ตัวไหม?”

 

 

 

 

ชายหนุ่มขยับยิ้มกวนๆ ตอบตอนก่อนวางร่างในอ้อมแขนตนให้ยืนดีๆ บนพื้น…ใช้เวลาอีกเสี้ยววินาทีในการวิ่งวนรอบตัวเธอ แล้วขโมยจูบเบาๆ บนปลายจมูกของแวนด้าเป็นบอกให้รู้ว่าเขาไม่มีความรู้สึกผิดใดเลยสักนิดเดียว

 

 

 

 

 

 

— XII

 

 

คงเพราะเสียงหัวเราะนั่นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขสุดท้ายที่เขาได้พบเจอ…ปิเอโตรจึงคิดถึงมันเป็นสิ่งแรกในยามที่ทั้งร่างเหมือนลุกเป็นไฟจากกระสุนปืน

 

 

 

 

ชายหนุ่มพยายามที่จะทรงตัว หากไม่มีประโยชน์…ร่างของเขาล้มลงบนพื้นโดยที่ปิเอโตรไม่สามารถควบคุมได้ ความทรงจำไหลบ่าเข้ามาราวกับกระแสน้ำ…ชายลูกไม้ของกระโปรงสีขาว…สัมผัสของผ้าห่มที่โดนแย่งไปมา…สีแดงสดของกลีบกุหลาบ…ผืนป่าในม่านหมอก…ท้องฟ้าสดใสกับร่มเงาจากแสงแดด…ลาเวนเดอร์กลิ่นหอมหวาน…ปลายนิ้วที่สางไล้เรือนผม…รอยจูบแผ่วเบาราวแสงนุ่มนวลของดวงดาว…ถ้อยคำที่เคยเอ่ยบอกเธอคนนั้น

 

 

 

 

“ถ้าเธอตาย…แวนด้า…ฉันก็คงไม่อยากมีชีวิตต่อไปเหมือนกัน” 

 

 

 

 

ดวงตาสีเทาที่มองสบกับเขาตอนได้ฟังประโยคนี้นั้นบอกโดยไร้เสียงว่านี่ก็คือสิ่งที่เจ้าตัวเองคิดกับเขาเช่นเดียวกัน…และนั่นจึงทำให้ในวินาทีนี้ ความตื่นตระหนกแล่นพล่านทั่วร่างปิเอโตรราวกับยาพิษ มันไม่ใช่ความรู้สึกหวาดกลัวถึงอนาคตอันใกล้ใดๆ ทั้งนั้น…สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มต้องการในนาทีนี้คือย้ำกับน้องสาวว่าอย่าได้กล้ามีความคิดนี้เด็ดขาด

 

 

 

 

อย่า…แวนด้า…อย่าได้ปล่อยมือจากแสงสว่างแล้วตามฉันมา…

 

 

 


ในวินาทีที่ระอุไปด้วยความสับสนบ้าคลั่งนี้…ปิเอโตรก็เหมือนจะได้ยินเสียงกรีดร้อง เว้าวอนดื้อดึงราวกับเจ้าของเสียงกำลังจะขาดใจ

 

 

 

 

ไม่ ปิเอโตร…อย่าทำแบบนี้…เพราะเธอนั่นแหละคือแสงสว่างของฉัน…

 

 

 


ชายหนุ่มอยากจะเอ่ยตอบ…คำขอโทษที่ผิดสัญญา…คำปลอบประโลมความปวดร้าว…หากเวลาที่เขาเคยมีมากมายกว่าคนอื่นบัดนี้นั้นกลับไม่เหลืออีกแล้ว

 

 

 

 

สิ่งเดียวที่ปิเอโตรได้รับรู้ต่อมามีเพียงความมืดดำ…ด้วยความตายนั้นเดินทางได้รวดเร็วกว่าประกายแสงจากดวงดาวใดๆ ทั้งปวง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

fin.

 

*****************************************

 

 

สวสัดีค่ะทุกคน ดองบล็อกนานมาก อย่าเพิ่งลืมกันนะคะ TvT

 

 

เราบอกแล้วใช่มั้ยคะว่าเราชิปคู่นี้มั่กๆฟฟฟฟฟฟฟ เลยเกิดเป็นวันช็อตเรื่องนี้ขึ้นค่ะ เป็นวันช็อตที่ใช้เวลาเขียนยาวนานมหาศาลมากฟฟฟฟ เพราะเรายุ่งมากจริงๆค่ะ จนหนังออกโรงแล้วก็ยังไม่ได้เขียนให้จบเลย เพิ่งจบสัปดาห์นี้เอง O<—-< 

 

 

เราอยากเขียนถึงโมเม้นเล็กๆน้อยๆในชีวิตของทั้งสองคนตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงมาในหนังค่ะ แต่จะค่อนข้างเทไปช่วงนอกหนังมากกว่านะคะเพราะเราอยากมโน โดยเฉพาะช่วงเด็กๆที่สับสนถึงความรู้สึกของตัวเองไรงี้ เราอยากจะถ่ายทอดอะไรตรงนี้ออกมาน่ะค่ะ

 

 

เรื่องนี้ เราเขียนแบบวันละนิดๆค่ะ ไม่ได้นั่งเขียนยาวๆ T_T เพราะอย่างนั้นถ้าตรงไหนขัดๆกัน เราขออภัยด้วยนะคะ OJZ 

 

 

ขอบคุณทุกคนบนเรือผิดศีลธรรมนี้มากนะคะที่ช่วยกันพาย55555 จุบุๆ

 

 

 

ทิพย์เองค่ะ

 

 

 

 
 
Advertisements

4 responses to “[The Avengers 2 Fic][PietroWanda] 12 Minutes — Glass is Breaking So Don’t Let Go of My Arm

  1. //อ้วกออกมาเป็นสายรุ้ง
    อ๊ากกกกกกกก เขินตัวบิดเลยค่ะคุณทิพย์
    เด็กๆแมกซิมอฟน่ารักมุ้งมิ้งที่สุดในเก้าโลก โอ้ยยยยย
    ภาษาละมุนมาก อ่านแล้วยิ้มตาม อ่านแล้วจิร้องไห้ตามT T

    Like

  2. ฮือฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
    หวานๆ น่ารักกึ่งเศร้า คู่นี้มันแบบนี้จริงๆ ค่ะ
    ชอบอ่ะคู่นี้ >< ศีลธรรมคืออะไร เราไม่สนค่ะถถถถถถถถถถถถถถ
    คนอ่านก็ไม่ค่อยว่างค่ะพี่ทิพย์ เรียน เรียน เรียน อย่างเดียวเลยแงฟฟฟฟฟฟ

    Like

  3. โฮฮฮฮฮฮฮฮ โมเม้นวัยเด็กกกกกก
    อ่านแล้วก็เขินเป็นพักๆเลยค่ะ อบอุ่นหัวใจ แต่ก็…แสนจะปวดร้าว TvT
    ช็อตสุดท้ายนี่เราอยากจะร้องไห้เลยค่ะ ฮืออออออออออออ
    /วิ่งหนีออกไปจากหน้าฟิค/

    Like

  4. กรีดร้องงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
    เราชอบฝาแฝดมาก มากๆ มากๆๆๆๆๆๆ
    ฟิคนี้เติมเต็มจินตนาการให้เราได้แบบ ฮืออออ จับคนเขียนมาจูบสองที

    อ่านไปถึงตอนท้ายๆนี่ก็ทำใจแล้วนะว่าปิเอโตรไปแน่ๆ แต่ก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี

    ชอบบรรยากาศที่ทั้งสองคนโตมามากค่ะ
    บ้านหลังเล็กๆ อบอุ่น นอนบนเตียงเดียวกัน
    สาวน้อยแวนดาในชุดกระโปรงสีขาว ดอกแดนดิไลออน เข้ากันมากมาย
    ตอนจูบกลางทุ่งดอกลาเวนเดอร์ก็..โอย โรแมนติกมาก
    ่อ่อนหวานมากค่ะ สาวน้อยชุดขาวคาร์ดิแกนแดง กลางทุ่งดอกไม่สีม่วงใต้แสงจันทร์
    เอาซี้ ปิเอโตรไม่เคลิ้มให้มันรู้ไป

    แล้วจากสาวน้อยชุดขาว กลายเป็นหญิงสาวชุดดำ
    พี่ชายก็รักเหมือนเดิม

    ฮือออออออออออออออออออออออออออ
    ร้องห้ายยยยยยยยยย

    ทำเป็นขำ เอาจริงๆน้ำตาซึมเหอะ ตอนปิเอโตรตาย แล้วก็ไม่อยากให้น้องตายตาม
    ความทรงจำสุดท้ายของพี่ชายที่ผ่านมาแวบๆนี่แบบ…..
    เศร้ามาก
    คนอยู่กับคนตาย ไม่รู้คนไหนเศร้ากว่ากัน

    Have you ever had your heart ripped out?
    That’s how it feels.

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s