[The Maze Runner Fic][MiNewt] and I’ll wipe my shirtsleeves under your eyes (5)

 

and I’ll wipe my shirtsleeves under your eyes 

The Maze Runner fanfiction by Tippuri~ii*     

 

    

Pairing:  Minho x Newt

Fandom: The Maze Runner  

Type: AU fanfiction          

 

 

 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 

ฟิคนี้มี mix album ด้วยนะคะ เราทำไว้ฟังเวลาเขียน เพราะคิดว่าเพลงพวกนี้ตรงกับฟีลของเรื่องดีค่ะ ใครอยากฟังก็คลิกโลดนะคะ>> mix album for this fanfiction: click to listen

 

 

 

 

************************************  

 

 INDEX:

 

 

 

************************************  

 

 

chapter 5

 

 

 

 

 

 

 

“นั่นอะไรน่ะ?”

 

 

 

 

 

คำถามของเทเรซา เพื่อนร่วมออฟฟิศและการบุ้ยใบ้ของเธอทำให้สายตาของมินโฮเลื่อนไปมองตาม…ตอนนี้ทั้งสองยืนเคียงกันอยู่หน้าเครื่องชงกาแฟในครัวส่วนกลางของออฟฟิศ จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจที่หญิงสาวจะสังเกตเห็นถึงซองจดหมายสีสดใสบนเคาเตอร์ มินโฮวางมันไว้ตรงนั้นเองเพื่อจะได้มีมือว่างๆ มากดกาแฟใส่ถ้วย

 

 

 

 

 

“อ๋อ นี่น่ะเหรอ” ชายหนุ่มทวนถามอย่างไม่จำเป็น ถอยห่างเล็กน้อยเพื่อให้เทเรซาสามารถเคลื่อนตัวเข้าไปกดกาแฟบ้างได้ ก่อนจะตอบ “ไม่มีอะไรหรอก…แค่จดหมายเตือนจากสายการบินน่ะ ยอดไมล์ของฉันมันจะหมดอายุตอนเดือนหน้าแล้ว”

 

 

 

 

 

เทเรซาพยักหน้า จิบกาแฟพลางถามว่ายอดไมล์ที่ว่านี่มันมีมากแค่ไหนกัน…คำถามที่ทำให้หนุ่มเกาหลียักไหล่แล้วยื่นซองให้เธอแทนคำอนุญาต มินโฮเปิดอ่านจดหมายนี้แค่คร่าวๆ เท่านั้นเอง…เขายังไม่ได้เทียบข้อมูลเลยว่ายอดไมล์สะสมของตนนั้นมากพอจะแลกรางวัลอะไรได้บ้าง

 

 

 

 

 

หญิงสาวผมยาววางถ้วยในมือแล้วดึงแผ่นกระดาษออกมาจากซอง เริ่มต้นเทียบยอดไมล์ของมินโฮกับเลขมาตรฐานในตารางด้านหลัง ชายหนุ่มจิบกาแฟในความเงียบอันเจือเสียงกระดาษที่ถูกพลิกไปมา…จังหวะเวลาที่มอบโอกาสให้เขาคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน ภาพของยามเช้าอันละมุนตา…หากความทรงจำในนั้นกลับเป็นสีสดเสียจนทำให้ลมหายใจขาดห้วงเมื่อนึกถึง

 

 

 

 

 

ตั้งแต่เช้าวันนั้นจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบครบสัปดาห์แล้ว บทสนทนาครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่มินโฮได้คุยกับนิวท์…ไม่มีการติดต่อใดๆ อีกมาจนถึงนาทีนี้ มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติถ้าเป็นสถานการณ์ทั่วไป เพราะเขากับนิวท์ต่างก็มีหน้าที่การงานให้ต้องรับผิดชอบ…แต่มินโฮรู้ดีว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ทั่วไป

 

 

 

 

 

และเขาก็รู้ด้วยว่ามันง่ายดายแค่ไหนที่ความเงียบงันของหกวันที่ผ่านมานี้จะยาวนานไปชั่วชีวิตถ้าไม่มีการลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

 

“ว้าว! ยอดไมล์นายทำอะไรได้เยอะเลยนะ!” เสียงอุทานของเทเรซาทำให้ความคิดของมินโฮชะงัก…เขาหันไปสบตากับเธอ หญิงสาวมีสีหน้าทึ่งๆ ตอนอธิบายเพิ่มเติม “เนี่ย…ถ้านายจะแลกตั๋วแค่ใบเดียว นายก็เลือกประเทศไปได้ถึงในเอเชียเลย แต่จะแลกตั๋วสองใบก็ได้นะ แค่ประเทศมันจะเหลือแค่แถวๆ ยุโรปน่ะ”

 

 

 

 

 

“ไหนขอฉันดูหน่อยซิ”

 

 

 

 

 

เทเรซาส่งกระดาษให้เขาแล้วหยิบถ้วยกาแฟของตัวเองขึ้น อวยพรมินโฮล่วงหน้าว่าเที่ยวให้สนุกแล้วก็เดินออกไปจากครัว…ทิ้งชายหนุ่มให้ยืนไล่อ่านรายชื่อประเทศที่ยอดไมล์ของเขาสามารถแลกตั๋วเครื่องบินไปได้

 

 

 

 

 

มินโฮครุ่นคิดสักครู่เมื่ออ่านจบ…ทริปถ่ายรูปที่เขาเล่าให้นิวท์ฟังนั้นก็ยังคงอยู่ในสถานะโดนเลื่อนออกไปจนกว่าฝ่ายการจัดการจะยื่นเรื่องได้ลงตัว เพราะฉะนั้นมันก็หมายความว่าชายหนุ่มจะไม่มีงานรัดตัวไปสักพัก ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้…มินโฮผู้มีจำนวนวันลางานเหลือและมีสถานที่ที่อยากไปเก็บภาพเป็นการส่วนตัวอยู่ในใจก็ไม่เห็นความจำเป็นในการจะต้องมานั่งหงอยที่ออฟฟิศแบบนี้เลยสักนิด

 

 

 

 

 

ดวงตาสีดำไล่อ่านจำนวนตัวเลขอีกทีเพื่อยืนยัน ก่อนจะครุ่นคิด…โทรศัพท์มือถือถูกหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกงแต่ก็ยังคงไม่มีการติดต่อสื่อสารใด ปลายนิ้วของเจ้าของเคาะเบาๆ บนตัวเครื่องเป็นจังหวะระหว่างที่เจ้าตัวใช้ความคิด

 

 

 

 

 

จำนวนนาทีล่วงเลย…นานพอที่จะทำให้กาแฟร้อนๆ หมดไอกรุ่น แต่มินโฮก็ยังคงดื่มมันเข้าไปอึกใหญ่ๆ อยู่ดีเมื่อตัดสินใจได้…ปลายนิ้วพิมพ์รหัสลงบนหน้าจอ ก่อนจะแตะให้กล่องข้อความเปิดขึ้นมา

 

 

 

 

 

ประโยคที่เขาพิมพ์นั้นเป็นประโยคปกติที่มักจะใช้ระหว่างกัน ให้ความรู้สึกปกติราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย

 

 

 

 

 

กาแฟอุ่นๆ ถูกดื่มหมดถ้วยพอดีเมื่อโทรศัพท์ของเขาส่งเสียงเตือน

 

 

 

 

 

‘ได้เลย แล้วเจอกันนะ

 

 

 

 

 

ประโยคอันเรียบง่ายและแสนปกติเช่นเดียวกัน…มินโฮอ่านข้อความจากนิวท์แค่รอบเดียวเท่านั้น ก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกงดังเดิม

 

 

 

 

 

 

//

 

 

 

 

คาเฟ่กราฟเปเปอร์เป็นร้านกาแฟที่ขายอาหารด้วย และถึงมันจะห่างจากแถวออฟฟิศของเขาพอสมควร มินโฮก็ยังคงยอมแวะเวียนมาเรื่อยๆ เพราะเมนูอาหารกลางวันของคาเฟ่นี้นั้นอร่อยจริงๆ…การเสียสละที่นิวท์เองก็ลงความเห็นว่าคุ้มค่าเมื่อเจ้าตัวได้มาที่นี่กับเขา ทำให้ร้านนี้กลายเป็นหนึ่งในร้านประจำที่ทั้งสองจะใช้เป็นที่นัดหมายในการเจอกันอยู่เสมอ

 

 

 

 

 

มินโฮมาถึงคาเฟ่ก่อนเวลานัดราวๆ ห้านาที แต่เขาก็มองเห็นตั้งแต่จากนอกร้านแล้วว่าชายหนุ่มผมทองนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำ…กระดิ่งดังเบาๆ เมื่อประตูถูกเปิดและปิดตามหลัง เสียงที่เรียกให้เพื่อนสนิทเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว…บอกให้รู้ว่านิวท์รอการมาถึงของเขาอย่างจดจ่อ

 

 

 

 

 

“มินโฮ”

 

 

 

 

 

คำทักมาพร้อมรอยยิ้ม…แต่ทุกอย่างก็ดูแปลกแปร่งไปเสียหมดในความรู้สึกของมินโฮ คงจะเป็นเพราะมันเหมือนนานมาแล้วเหลือเกินที่ไม่ได้ยินเสียงนี้เรียกชื่อเขา และก็คงเพราะรอยยิ้มของนิวท์ดูเกร็งๆ…รอยยิ้มที่เจ้าตัวพยายามใช้ซ่อนเร้นตะกอนความรู้สึกที่ยังหลงเหลือจากบทสนทนาในเช้าวันนั้น เรื่องราวที่พวกเขาทั้งสองต่างก็รู้ดีว่ายังคงค้างคาในหัวใจกันอยู่ทั้งคู่

 

 

 

 

 

“ฉันสั่งกาแฟให้นายแล้วนะ”

 

 

 

 

 

มินโฮวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่าง ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ตรงข้ามกับนิวท์ ไม่รู้จะตอบอะไรมากไปกว่านี้ “ขอบใจ”

 

 

 

 

 

นิวท์รอจนเขานั่งได้เรียบร้อยแล้วจึงค่อยๆ เอนตัวเข้ามา แขนเรียวยาวเท้าศอกลงบนพื้นโต๊ะ ลมหายใจถูกสูดเข้าและผ่อนออก ริมฝีปากเม้มนิดๆ ราวกับเจ้าตัวกำลังคิดเรียบเรียงคำพูด…ตะกุกตะกักและกระจัดกระจายในความเงียบงัน

 

 

 

 

 

“ฉัน…ฉันขอโทษนะ” เสียงแหบทุ้มนั่นเอ่ยขึ้นในที่สุด “แต่ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าฉันจะบอกนายได้ยังไงว่าฉันรู้ว่านายชอบฉัน…”

 

 

 

 

 

นี่คือสิ่งที่มินโฮตั้งใจมาตลอดว่าจะต้องไม่เกิดขึ้น…บทสนทนาถึงความรู้สึกอันเกินเลย การอธิบายถึงเหตุผลของคำพูดที่ไม่ได้ถูกเอ่ยออกไป และบรรยากาศชวนอึดอัดใจจากความในใจที่ฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการบอกและอีกฝ่ายไม่ต้องการฟัง แถมประเด็นหลักๆ ที่นิวท์กำลังขอโทษอยู่นี้ก็ไม่ได้แม้แต่จะมาจากการสารภาพความรู้สึกอันล้มเหลวด้วยซ้ำ

 

 

 

 

 

เขากับนิวท์คือเรื่องราวที่มีแค่เพียงความยุ่งเหยิงของหัวใจและไม่มีใครรู้ทางแก้ไขเลยสักนิด

 

 

 

 

 

มินโฮเกลียดความกระอักกระอ่วนของรูปการแบบนี้ที่สุด ความกระอักกระอ่วนที่ผสมผสานจากความรู้สึกผิดกับความรักที่ไม่อาจถูกตอบสนองได้ บรรยากาศที่เขารู้ดีว่าจะต้องมาถึงเข้าสักวันตราบใดที่ตนยังคงรู้สึกแบบนี้กับเพื่อนสนิทอยู่…เพียงแต่ว่ามินโฮไม่เคยคิดเตรียมไว้เลยว่าถ้าได้พบเจอมันเข้าจริง เขาจะทำอย่างไร

 

 

 

 

 

เห็นได้ชัดว่านิวท์เองก็ไม่สามารถจัดการสถานการณ์นี้ได้ดีมากไปกว่าเขา…เพราะสุดท้าย ถ้อยคำก็เงียบหาย มือขาวยกขึ้นลูบหน้าราวกับเหนื่อยล้า ดวงตาหลับลง…สะท้อนแววระโหยตอนที่เปิดลืมขึ้นอีกครั้ง

 

 

 

 

 

มินโฮทอดสายตามองตอบ…น่าขันเหลือเกินที่ระยะห่างแค่เพียงสบสายตานี้กลับหนักหน่วงและเต็มไปด้วยคำพูดที่พวกเขาต่างก็เรียบเรียงไม่ได้ ความรู้สึกของมินโฮ…ความจริงจากนิวท์…ความสัมพันธ์ต่อจากนี้ไปของทั้งคู่…ในอณูอากาศดูจะมีแต่สิ่งที่ต้องพูดคุยกัน แต่ไม่มีใครเลยที่รู้ว่าจะเอ่ยมันออกมาได้อย่างไร

 

 

 

 

 

“นายจะโกรธฉันก็ได้…ที่ฉันไม่แสดงออกอะไร แล้วก็ยังเป็นเพื่อนนาย…อยู่ข้างๆ นายแบบนี้มาตลอด” นิวท์พยายามใหม่อีกครั้ง แววตากับน้ำเสียงสั่นระริก สิ้นหวังและเว้าวอน “ฉันขอโทษสำหรับเวลาที่ผ่านมาที่ฉันไม่ได้บอกความจริง…”

 

 

 

 

 

คำขอโทษคือสิ่งที่นิวท์ต้องการจะพูด ประโยคถัดมาคือสิ่งที่เป็นเหตุผลและข้อเท็จจริงของเจ้าตัว

 

 

 

 

 

“แต่นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน…และฉันไม่มีนายไม่ได้”

 

 

 

 

 

เหตุผลที่ทำให้นิวท์เก็บงำสิ่งที่ตัวเองรู้คือเหตุผลเดียวกันที่ทำให้มินโฮไม่เคยปริปากบอกมันออกไป…เพราะเขาเองก็ยินดีจะแลกให้ความรักของตัวเองไร้การตอบสนองมากกว่าเสียนิวท์ไปจากชีวิตเหมือนกัน

 

 

 

 

 

นิวท์เงียบไปเมื่อกล่าวจบ…มินโฮรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังรอคอย รอฟังว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร

 

 

 

 

 

ความหวั่นไหวและคาดหวังดูจะสั่นสะท้อนแผ่วจางในความเงียบงันระหว่างกัน

 

 

 

 

 

 

//

 

 

 

ไม่มีสักนาทีในหกวันที่ผ่านมาที่นิวท์ไม่อยากติดต่อไปหามินโฮ

 

 

 

 

 

เพียงแต่เขาไม่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์จะเรียกร้องบทสนทนาใดๆ จากอีกฝ่ายแล้วถ้าเจ้าตัวไม่ต้องการ…มินโฮไปจากอพาร์ตเมนต์ของเขาในเช้าวันนั้นด้วยคำลาแสนสั้น และก็ไม่มีการติดต่ออะไรกลับมาอีกเลย…เกือบสัปดาห์ที่ให้เวลายาวนานเหมือนเป็นปีนักในความรู้สึก

 

 

 

 

 

เขาอยากจะขอโทษ เขาอยากจะแก้ไข แต่นิวท์ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุกสิ่งที่ตนอยากจะพูดนั้นจะยังเป็นที่ต้องการของมินโฮอยู่หรือเปล่า…เขารู้ดีว่าเพื่อนสนิทมีสิทธิ์จะโกรธเกลียดตนได้เต็มที่ แต่ถ้าอีกฝ่ายยอมฟัง…นิวท์ก็อยากจะบอกว่าตนไม่มีเจตนาจะทำร้ายใจของมินโฮเลยสักนิด ในทางกลับกัน เขาระวังมาตลอดด้วยซ้ำไม่ให้ตัวเองทำอะไรที่เป็นการให้ความหวังกับเพื่อนสนิท

 

 

 

 

 

ยกเว้นก็แต่หยดน้ำตาในยามค่ำคืนกับชายแขนเสื้อที่ช่วยปาดซับมันออกไปอย่างนุ่มนวล

 

 

 

 

 

หากโอกาสที่นิวท์ได้สารภาพความจริงกลับเป็นวันที่เขาหลงลืมความระมัดระวังทั้งหมดที่เคยมีมา

 

 

 

 

 

ใกล้แสนใกล้…จูบที่เกือบจะเกิดขึ้นจากความคิดชั่ววูบของเขา

 

 

 

 

 

คำพูดทุกคำที่มินโฮเอ่ยกลับมาเป็นอะไรที่ถูกต้องเสียจนทำให้นิวท์หายใจติดขัดทุกครั้งที่เล่นเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ ในหัว และเขาก็มีเวลาทำมันอย่างเหลือเฟือในหกวันที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านไป

 

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้ชื่อผู้ส่งข้อความบนหน้าโทรศัพท์มือถือเป็นภาพที่ทำให้น้ำหนักในหัวใจของเขาเบาบางลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

 

 

 

 

‘กินมื้อกลางวันด้วยกันไหมวันนี้? ที่คาเฟ่กราฟเปเปอร์สักตอนเที่ยงเป็นไง?

 

 

 

 

 

แต่ถึงจะตกลงนัดไปตามนั้น ความกระวนกระวายก็ทำให้นิวท์ไปถึงคาเฟ่ก่อนเวลาอยู่ดี…เขาพยายามเรียบเรียงสิ่งที่ตัวเองอยากจะพูดในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อมินโฮมาถึงจริงๆ…ทุกอย่างที่เตรียมไว้ก็ดูจะผิดพลาดไปเสียหมด ถ้อยคำที่ต้องการจะพูดกลับกลายเป็นความเงียบที่โอบล้อมแทน…หนักหน่วงและทำให้อยากร้องไห้อย่างประหลาด

 

 

 

 

 

เขาเสียมินโฮไปไม่ได้ แต่เขาก็รักอีกฝ่ายไม่ได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

นิวท์จึงทำได้แค่เพียงรอ…เขาพยายามพูดสิ่งที่ต้องการจะให้มินโฮรู้ออกไปจนหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรให้ทำอีกแล้วนอกจากปล่อยให้อีกฝ่ายตัดสินใจเองว่าจะยกโทษให้เขาได้ไหม

 

 

 

 

 

ความหวั่นไหวและคาดหวังดูจะสั่นสะท้อนแผ่วจางในความเงียบงันระหว่างกัน

 

 

 

 

 

แล้วในที่สุด คนตรงหน้าก็ถอนหายใจออกมา…ทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้ ดวงตามองตรง…สบประสานกับเขา

 

 

 

 

 

“ฉันไม่ได้โกรธนายที่นายไม่บอกฉันว่านายรู้อยู่แล้วว่าฉันรู้สึกยังไง…เชื่อเถอะ ฉันไม่เคยโกรธนายเพราะเรื่องนี้เลยจริงๆ” มินโฮพูดขึ้นในที่สุด ลมหายใจถูกถอนหนักๆ “ไม่รู้สิ…คงเพราะฉันรู้สึกแบบนี้มานานจนชินแล้วด้วยล่ะมั้ง แล้วก็คงเพราะฉันคิดอยู่แล้วล่ะว่านายก็คงรู้สึกตัวอยู่บ้างแหละ…”

 

 

 

 

 

เพื่อนสนิทเว้นช่วงเล็กน้อย สายตาแน่วแน่ตอนกล่าวต่อ

 

 

 

 

 

“อาจจะฟังแล้วพิลึกนะ…แต่ฉันมองว่าการที่ฉันรู้สึกยังไงมันก็เป็นเรื่องของฉัน ฉันเลือกเองแล้วว่าจะรู้สึกยังไง นายไม่จำเป็นจะต้องมารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอะไรหรอก”

 

 

 

 

 

มันเป็นประโยคที่เปี่ยมด้วยความมั่นคงติดจะดื้อรั้นทั้งในคำพูดและน้ำเสียง…เศษเสี้ยวของนิสัยเพื่อนสนิทที่นิวท์รู้จักดี มินโฮเป็นคนที่ตัดสินใจได้เด็ดเดี่ยวและหยิ่งผยองพอที่จะแบกรับผลที่ตามมาด้วยตัวเองแต่เพียงผู้เดียวเสมอ และประโยคนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์…คำพูดที่บอกชัดเจนว่านิวท์ไม่จำเป็นต้องขอโทษ เพราะทุกการตัดสินใจนั้นมาจากตัวมินโฮเอง ไม่ใช่ใครอื่นทั้งนั้น

 

 

 

 

 

ดวงตาสีดำที่จ้องตรงมานั้นไม่มีแววลังเล สะท้อนประกายแข็งกร้าวบางเบาราวกับจะขีดเส้นให้รู้ว่านิวท์ยืนอยู่ตรงไหนของความยุ่งเหยิงในหัวใจของเจ้าตัว

 

 

 

 

 

อย่าได้กล้าคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจากความจำยอม…ฉันเลือกเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นแบบนี้…และฉันก็จะแบกรับผลของการตัดสินใจนี้ด้วยตัวเอง

 

 

 

 

 

“ฉันไม่เคยต้องการให้นายมารับผิดชอบความรู้สึกของฉัน นี่แหละที่ทำให้ฉันหงุดหงิด เพราะฉันไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้เลย” มินโฮพูดเรียบๆ ต่อ “ฉันเข้าใจว่านายชอบอัลบี ฉันดีใจด้วยซ้ำที่เราเป็นเพื่อนกันได้ปกติมาจนตอนนี้ต่อให้นายรู้อยู่แล้ว…เพราะฉันไม่ชอบที่เราจะต้องมาอึกๆ อักๆ กัน แถมตอนนี้ก็กลายเป็นว่านายก็มารู้สึกผิดอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่มันไม่จำเป็นเลย…”

 

 

 

 

 

ลมหายใจถูกระบายออก…เนิบช้าหนักหน่วง

 

 

 

 

 

“ฉันชอบนาย นายไม่ชอบฉัน” น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่ง…ล้าจางๆ แต่ก็มั่นคง “แต่มันก็สายเกินไปแล้วที่เราจะหาเพื่อนสนิทคนใหม่…”

 

 

 

 

 

ประโยคท้ายทำให้หัวใจของนิวท์โลดขึ้น…เพราะเขาสังเกตได้ถึงมุมปากของเพื่อนสนิทที่เริ่มยกยิ้มขึ้นบางเบา

 

 

 

 

 

“เพราะงั้นก็ช่วยเลิกทำตัวพิลึกๆ ซะที…แค่นี้บรรยากาศมันก็พิลึกจะแย่อยู่แล้ว โอเคมั้ย?”

 

 

 

 

 

ในนาทีนี้ ถ้อยคำติดตลกนี้เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับนิวท์…เพราะมันสื่อความหมายได้มากมายนัก ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่ว่ามินโฮยอมรับได้ว่านิวท์เสียใจ  คำขอร้องให้ช่วยทำตัวแบบเดิมต่อกัน และการบอกกลายๆ ว่าเจ้าตัวยังต้องการจะเป็นเพื่อนกับเขาต่อไป

 

 

 

 

 

มันไม่เป็นไรที่นายจะไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับฉัน

 

 

 

 

 

นิวท์รู้จักมินโฮดีว่านี่ไม่ใช่การทำตัวแสนดีใดๆ ทั้งนั้น…แต่นี่คือนิสัยของชายหนุ่มผมดำ จิตใจที่เข้มแข็งจนดูเหมือนยโสนั่นไม่เคยยอมให้เรื่องใดๆ มาเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเอง ความเข้มแข็งที่นิวท์คิดเสมอว่าเปรียบได้กับไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึก…มินโฮต้องรู้ดีมาตลอดอยู่แล้วว่าการมอบหัวใจให้เขาเป็นเรื่องที่ไม่มีหวัง แต่เจ้าตัวก็รั้นพอที่จะไม่ใส่ใจอยู่ดี และก็หยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองพอที่จะปฏิเสธนิวท์เพราะไม่ต้องการความสัมพันธ์ที่ตัวเองจะโดนใช้เพื่อลืมใครอื่น

 

 

 

 

 

นิวท์เคยสงสัยมาตลอดว่าจะเป็นอย่างไรถ้าตนบอกมินโฮว่ารู้ดีอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร แต่ในตลอดเวลานั้น…เขาก็มั่นใจมาตลอดว่าตนกับเพื่อนสนิทจะต้องหาทางประคองมิตรภาพผ่านพ้นทุกความยุ่งเหยิงของหัวใจไปให้ได้

 

 

 

 

 

ทำให้ในนาทีนี้ นิวท์จึงรู้สึกตื้นตันในหัวใจยิ่งนัก

 

 

 

 

 

“รู้แล้วน่า ฉันก็ไม่ชอบเหมือนกัน…มันพิลึกชะมัดที่เราพูดกันแบบนี้” ชายหนุ่มผมทองแย้มยิ้มออกมา หัวใจเบาหวิวด้วยความยินดี “แล้วนี่เมื่อไหร่เราจะสั่งอาหารกันล่ะหา? ของนายเอาเป็นสลัดอะโวคาโดใช่มั้ย?”

 

 

 

 

 

มินโฮปาผ้าเช็ดปากใส่เขาแทนการสบถก่อนจะหัวเราะออกมา เสียงที่ทำให้นิวท์รู้สึกว่าโลกทั้งใบของตนกลับมาเป็นปกติแล้ว

 

 

 

 

 

 

//

 

 

 

มินโฮสั่งกาแฟอีกถ้วยหลังจานอาหารโดนเก็บออกไปจากโต๊ะ

 

 

 

 

 

เขารอจนนิวท์คนกาแฟในถ้วยของตัวเองอยู่ชั่วครู่แล้วจึงค่อยเอ่ยขึ้น…อีกเหตุผลของการนัดมากินอาหารกลางวันมื้อนี้

 

 

 

 

 

“นายอยากไปนอร์เวย์มั้ย?”

 

 

 

 

 

นิวท์ผงกศีรษะขึ้นมาทันทีกับคำถามปุบปับนี้ มอบคำตอบที่ดีที่สุดให้เขา “หา??”

 

 

 

 

 

มินโฮกลอกตา ทวนคำถามเดิมซ้ำ

 

 

 

 

 

 

“นอร์เวย์?” นิวท์ก็ยังคงไม่ตอบเขาอยู่ดี มิหนำซ้ำยังถามย้อนกลับมาเสียด้วย “ทำไมต้องนอร์เวย์??”

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมดำอธิบายถึงยอดไมล์สะสมของตัวเองคร่าวๆ ก่อนจะตบท้ายด้วยการบอกว่าตนคิดอยากจะไปถ่ายรูปที่นอร์เวย์มานานแล้ว

 

 

 

 

 

“แล้วถ้าฉันไปแค่ในยุโรป มันจะแลกตั๋วฟรีได้สองใบน่ะ” มินโฮยักไหล่ “ถ้านายอยากไปก็จะได้แลกสองใบเลย แต่ถ้านายไม่ไปฉันจะได้แลกแค่ใบเดียว แล้วก็จะได้จองพวกที่พักอะไรงี้ตามนั้นด้วย”

 

 

 

 

 

นิวท์พยักหน้าหงึกๆ แล้วก็ถามต่อ “แล้วจะไปสักช่วงไหนล่ะ?”

 

 

 

 

 

“อาจจะอีกสักอาทิตย์น่ะ แต่ยังไงก็คงไม่เกินสองอาทิตย์หรอก…ฉันกะจะลางานไปสักห้าวันน่ะ”

 

 

 

 

 

เพื่อนสนิทดูจะชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะขยับยิ้มแล้วถามว่าต้องให้คำตอบตอนนี้เลยไหม

 

 

 

 

 

มินโฮส่ายหน้า บอกไปว่าให้อีกฝ่ายกลับไปคิดดูก่อนแล้วค่อยบอกตนก็ได้

 

 

 

 

 

 

//

 

 

 

 

สิ่งแรกที่นิวท์ทำเมื่อกลับถึงออฟฟิศของตัวเองก็คือเปิดสมุดจดบันทึกตารางเวลาของตัวเองดู ตอนนี้ชายหนุ่มมีงานที่ต้องสะสางอยู่แค่งานเดียวเท่านั้น และก็ดูจะสามารถจบเคสได้ภายในสัปดาห์หน้าด้วย…ทำให้ถ้าเขาบอกอัลบีในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ การลางานก็ดูจะไม่ใช่ปัญหาอะไร

 

 

 

 

 

ห้าวัน…

 

 

 

 

 

ปลายนิ้วลากเลื่อนบนหน้ากระดาษ เพื่อนสนิทไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าทำไมทริปนี้จะต้องเกิดขึ้นภายในเวลาอีกไม่กี่อาทิตย์และยาวนานแค่ไม่กี่วัน

 

 

 

 

 

…เพราะจะต้องกลับมาให้ทันงานแต่งงานของอัลบี

 

 

 

 

 

ความคิดย้ำเตือนถึงเรื่องนี้เป็นเหมือนหนามเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดของหัวใจ…ทิ่มแทงเสมอในเวลาที่เขานึกถึง นิวท์พบว่าตัวเองรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้สงบกว่าที่เคยคาดไว้จนน่าประหลาดใจ

 

 

 

 

 

แต่ก็ไม่หรอก…เพราะเขาก็รู้ลึกๆ ดีอยู่แล้วล่ะว่านี่คือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นสักวัน…ว่าคนคนเดียวที่อัลบีจะต้องการก็คือโทพาซ

 

 

 

 

 

และเขาก็รู้ดีว่าอีกเหตุผลที่ช่วยตนไว้คืออะไร

 

 

 

 

 

อ้อมแขนที่โอบกอดและเสียงที่กระซิบว่ามันไม่เป็นไรที่จะร้องไห้กับข่าวดีนี้

 

 

 

 

 

งานแต่งงานของอัลบีถูกกำหนดไว้ในราวๆ กลางเดือนหน้า ช่วงเวลาที่นิวท์รู้ดีว่าไม่มีทางนานพอที่จะทำให้เขาตัดใจ แต่น่าจะนานพอที่จะทำให้เขาทำใจได้…และการหายไปจากเมืองที่คุ้นเคยนี้กับคนคนเดียวที่เขาอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุดก็เป็นทางเลือกที่ดูจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมทองจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ข้อความสั้นๆ ถูกส่งออกไป

 

 

 

 

 

‘ตกลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

****************************************

 

 

สวัสดีค่ะ วันงาน amaze only ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วนะคะ ตื่นเต้นมากค่ะฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ปั่นฟิคไฟแล่บเลย

 

 

ถ้าใครสนใจจะซื้อฟิค before the 14th cup ในงาน อย่าลืมกรอกแบบสอบถามนะคะ>> 
แบบลงชื่อคนสนใจฟิค Before the 14th Cup ในงาน AMAZE ONLY

เพราะเราคงจะสั่งรีปริ้นท์ไปลงในงานตามยอดในแบบสอบถามนี่ล่ะค่ะ (รายละเอียดราคา+หน้าปก+สารบัญตัวฟิค อยู่ในลิ้งนี้หมดแล้วค่ะ)

 

 

สัปดาห์ที่ผ่านมาเราปั่นฟิครัวๆ เลยค่ะฟฟฟฟฟ และได้ค้นพบว่า เป็นฟิคเมซที่บทถ่อมัสน้อยมากค่ะก้ากกกกกกกก แล้วก็เป็นฟิคที่คุมโทนการเขียนได้แบบถ้าเผลอนิดเดียวคือหลุดจริงๆ ค่ะฟฟฟฟ เพราะเราพยายามจะต่อยอดตัวละครว่าถ้าโตแล้ว เป็นผู้ใหญ่กันหน่อยแล้ว นิสัยและการตัดสินใจจะเป็นยังไงกัน ซึ่งมันก็ต้องมีการเติบโตแต่ก็ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิมไป เลยจะเกร็งๆ บ้างตอนเขียน แต่ก็สนุกมากค่ะ

 

 

หวังว่าคนอ่านจะเพลิดเพลินกับฟิคเรื่องนี้นะคะ

 

 

 

 

ทิพย์เอง

 

 

 

Advertisements

7 responses to “[The Maze Runner Fic][MiNewt] and I’ll wipe my shirtsleeves under your eyes (5)

  1. มินโฮเป็นคนดีมากจริงๆ ค่ะ
    ถึงเขาจะบอกให้ไม่คิดอะไรกับเรื่องนั้น แต่มันก็อึมๆ ครึมๆ อยู่ดีถถถถถถ
    เป็นเรื่องที่เวลาจะกดอ่านทีไรต้องทำใจก่อนทุกที55555

    Like

    • ก้ากกกกกก ทำไมรู้สึกว่าประโยคสุดท้ายของคอมเมนต์มันน่ารักจังคะฟฟฟฟฟ ทำไมต้องทำใจคะแงงงงง

      Like

      • ทำใจเพราะอ่านทีไรก็ร้องไห้ทู๊กกกกกกกกกทีเลยค่ะ55555

        Like

  2. คุณมินโฮเป็นผู้ชายที่แน่วแน่มากๆค่ะ
    ยอมใจเลย อ่านแล้วน้ำตาตกใน เหงาอย่างบออกไม่ถูก
    อ่านตอนหนาวๆนี่ยยิ่งได้ฟีลมากๆเลลยค่ะ555

    Like

    • อปป้าเป็นคนที่เท่มากจริงๆค่ะสำหรับเรา
      ในหนังนิ่งๆ ในหนังสือกวนมากกก พอโตเป็นผู้ใหญ่หน่อยคงกวนหน้านิ่งๆ5555
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ ❤

      Like

  3. Pingback: [The Maze Runner Fic][MiNewt] and I’ll wipe my shirtsleeves under your eyes (6—1/2) | tippuri's blog (◉◞౪◟◉✿)·

  4. Pingback: [The Maze Runner Fic][MiNewt] and I’ll wipe my shirtsleeves under your eyes (6) | tippuri's blog (◉◞౪◟◉✿)·

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s