[The Maze Runner Fic][MiNewt] and I’ll wipe my shirtsleeves under your eyes (6)

 

and I’ll wipe my shirtsleeves under your eyes 

The Maze Runner fanfiction by Tippuri~ii*     

 

    

Pairing:  Minho x Newt

Fandom: The Maze Runner  

Type: AU fanfiction          

 

 

 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 

ฟิคนี้มี mix album ด้วยนะคะ เราทำไว้ฟังเวลาเขียน เพราะคิดว่าเพลงพวกนี้ตรงกับฟีลของเรื่องดีค่ะ ใครอยากฟังก็คลิกโลดนะคะ>> mix album for this fanfiction: click to listen

 

 

 

 

************************************  

 

 INDEX:

 

 

 

************************************  

(บทนี้เป็นบทสุดท้ายที่จะลงบล็อกแล้วนะคะ บทต่อจากนี้จะอยู่ในฉบับรวมเล่มเท่านั้นแล้วค่ะ)

 

 

 

chapter 6

 

 

 

 

 

 

 

ถึงจะเป็นคนชวนเอง แต่มินโฮก็ต้องยอมรับว่าตนยังคงไม่อยากเชื่อเลยว่านิวท์จะตอบตกลงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะนั่งเคียงกันอยู่บนเครื่องบินแล้วก็ตาม

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มจำได้ว่าตนส่งข้อความไปบอกเพื่อนคร่าวๆ หลังเห็นคำตอบของเจ้าตัว…ข้อความที่บอกว่าทริปนี้เกิดจากการหาข้อมูลโดยตัวเขาเองเท่านั้น จึงไม่อาจการันตีความสะดวกสบายหรือราบรื่นอะไรได้ทั้งนั้น

 

 

 

 

 

‘แถมที่ที่จะไปก็ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวด้วยนะ มินโฮจำได้ว่าตัวเองพิมพ์ไปแบบนั้น ‘ฉันจะไปถ่ายรูปที่ในตัวเมืองแล้วก็พวกวิวเท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

ซึ่งนิวท์ก็ยืนยันกลับมาอีกรอบว่าไม่เป็นไร นั่นจึงทำให้ตอนนี้…พวกเขาจึงนั่งข้างกันอยู่บนเครื่องบิน ค่อยๆ นับถอยหลังให้นาทีของการลงสู่ผืนดินของประเทศอันไม่คุ้นเคยมาถึง

 

 

 

 

 

เที่ยวบินของทั้งสองเป็นเที่ยวบินรอบดึก และมินโฮก็บอกนิวท์ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องขับรถต่ออีกราวๆ ชั่วโมงกว่าเพื่อไปถึงหมู่บ้านอันเป็นที่หมาย พวกเขาจึงไม่รีรอที่จะมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟในสนามบินเป็นอย่างแรกเมื่อลงจากเครื่อง กาแฟถ้วยเล็กแต่ร้อนและขมได้ใจจนมินโฮรู้สึกว่าแค่รสของมันก็ทำให้ตาสว่างได้โดยไม่ต้องรอให้คาเฟอีนทำงานแล้ว

 

 

 

 

 

รถที่หนุ่มเกาหลีตกลงเช่าผ่านทางอีเมลไว้คือรถกระบะแบบที่เป็นที่นิยมตามฟาร์ม นิวท์หลุดขำออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็น เสียงหัวเราะที่มินโฮเองก็ร่วมประสานไปด้วย…เพราะต่อให้รถคันนี้จะเป็นรถขนาดกลาง มันก็ยังคงดูใหญ่โตเกินไปสำหรับคนสองคนที่มีกระเป๋าแค่คนละใบอยู่ดี

 

 

 

 

 

“ขึ้นรถไปเร็วๆ” เขาแกล้งทำเสียงดุใส่คนเริ่มหัวเราะไปอย่างนั้น เพราะรอยยิ้มก็ยังแตะแต้มที่มุมปากของตัวเองอยู่เหมือนกัน “ยังอีกตั้งนานนะกว่าจะถึงโรงแรม…อย่ามาชักช้าได้มั้ย”

 

 

 

 

 

นิวท์เริ่มต้นกางแผนที่เมื่อมินโฮออกรถ หนุ่มเกาหลีมองเพื่อนที่พยายามเปิดแผนที่ราวๆ ห้าแผ่นพร้อมกันด้วยสายตาอยากจะบ้า…บนตักของนิวท์นั้นมีทั้งแผนที่แบบทั่วไปที่นักท่องเที่ยวใช้ แผนที่ที่บอกถึงชื่อถนนทุกเส้นละเอียดยิบ ไปจนถึงแผนที่ตามหลักภูมิศาสตร์เลยทีเดียว

 

 

 

 

 

“นายทำอะไรหา??” มินโฮโวยเบาๆ “นี่…เปิดแอปแผนที่ตามนี่ก็พอ…”

 

 

 

 

 

“นายนั่นแหละทำอะไร??!” นิวท์ร้องเสียงหลงบ้างเมื่อเขาพยายามใช้แค่มือเดียวในการบังคับพวงมาลัย อีกมือพยายามควานหาของในกระเป๋าสะพาย “หยุดๆๆๆ ขับรถไปเฉยๆ เลย! เดี๋ยวฉันหาให้เอง…จะเอาอะไรน่ะ?”

 

 

 

 

 

มินโฮบอกให้เพื่อนค้นแผ่นกระดาษที่เป็นใบยืนยันการจองห้องพักออกมา ก่อนจะสั่งให้อีกฝ่ายพิมพ์ที่อยู่ของโรงแรมลงไปในแอปแผนที่แล้วกดให้เริ่มนำทางแทนการเปิดแผนที่มากมายอย่างทีแรก

 

 

 

 

 

“นั่นแหละ…แค่นั้นแหละ” มินโฮพยักหน้าเมื่อนิวท์วางโทรศัพท์มือถือลงตรงที่ว่างระหว่างที่นั่ง “อีกสักชั่วโมงคงถึง นายนอนไปก่อนก็ได้”

 

 

 

 

 

ถึงนิวท์จะบอกว่ากาแฟที่ดื่มไปคงทำให้ตาค้าง แต่ในอีกประมาณยี่สิบนาทีต่อมา…คนข้างตัวของมินโฮก็หลับซบไปกับพนักที่นั่ง ลมหายใจสม่ำเสมอ…เสียงแผ่วเบาในความเงียบระหว่างกัน

 

 

 

 

 

ซึ่งเป็นช่วงเวลาแบบนี้เองที่มินโฮยอมให้ตัวเองมองอีกฝ่ายด้วยสายตานุ่มนวล…ความรู้สึกของหัวใจสะท้อนอ่อนโยนในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นอย่างที่เป็นเสมอมาในตอนที่นิวท์ไม่อาจเห็นหรือรับรู้ถึงมัน

 

 

 

 

 

 

//

 

 

 

 

นิวท์ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเผลอหลับไปจนกระทั่งเมื่อมินโฮเขย่าตัวเขาเบาๆ ให้ตื่น

 

 

 

 

 

สิ่งแรกที่เขาเอ่ยถามถึงคือเวลา รอบตัวตอนนี้มีเพียงสีดำและความหนาวเย็นจับใจ…พ้องตรงกันยิ่งนักกับคำตอบจากมินโฮ

 

 

 

 

 

“ตีสองแล้วล่ะ มาเถอะ”

 

 

 

 

 

เมื่อลงจากรถแล้วนั่นเองที่นิวท์ถึงเห็นว่าห้องพักที่ตนเข้าใจมาตลอดว่าคงจะเหมือนโรงแรมทั่วไปนั้นจริงๆ แล้วคือบ้านไม้หลังเล็ก มันยกสูงขึ้นจากพื้นเล็กน้อยและมีชานระเบียงก่อนถึงประตู…ระเบียงที่เห็นได้ว่าทอดยาวไปจนจรดอีกมุมของตัวบ้าน มอบพื้นที่เล็กๆ ให้มองชะโงกไปจากยอดเนินตรงนี้ได้

 

 

 

 

 

มินโฮบอกคร่าวๆ ว่าจริงๆ แล้วที่นี่เหมือนพื้นที่ว่างที่เจ้าของผู้เป็นคนท้องถิ่นปลูกบ้านไว้แล้วเปิดให้เช่าพักมากกว่าจะเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว นิวท์ไม่ได้เอ่ยตอบไปว่าแบบนี้นั้นได้ความรู้สึกของการมาเที่ยวมากกว่าอีกเพราะมัวแต่หาวหวอดๆ อยู่ กระเป๋าเสื้อผ้าถูกถืออย่างไม่ค่อยถนอมแล้วเพราะอยากจะนอนเต็มที

 

 

 

 

 

“ฉันจองแบบสองห้องนอนไว้ นายจะเลือกห้องไหนก็เอาเลย” มินโฮบอก ปล่อยให้นิวท์เดินเข้าไปก่อนเพื่อล็อครถ

 

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้นิวท์เป็นคนที่เห็นก่อนว่าสถานการณ์เบื้องหน้าเป็นอย่างไร

 

 

 

 

 

“เฮ้ มินโฮ…” เขาหยุดยืนนิ่งตรงพื้นที่ส่วนกลาง “…มันมีห้องนอนเดียวนี่”

 

 

 

 

 

“ว่าไงนะ??!”

 

 

 

 

 

ได้ยินเสียงตึงๆ ของฝีเท้าดังมา แล้วในอีกอึดใจ มินโฮก็มาอยู่ข้างเขาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าของเจ้าตัวในมือ…ดวงตาสีดำกวาดนับจำนวนประตูแค่แว่บเดียวเท่านั้นก่อนที่จะส่งเสียงครางฮื่อออกมาอย่างงุ่นง่าน

 

 

 

 

 

“อะไรวะเนี่ย…”

 

 

 

 

 

นิวท์รู้ว่าวิธีปกติเพื่อแก้ปัญหานี้คือการค้นหาอีเมลที่ระบุรายละเอียดการจองแล้วขับรถกลับลงไปที่ล็อบบี้ตรงเชิงเนินเขาเพื่อเถียงกับเจ้าของโรงแรมจนกว่าจะได้บ้านหลังใหม่ที่มีสองห้องนอน ก่อนจะขับรถกลับขึ้นเนินมาอีกรอบเพื่อหาบ้านหลังที่ว่านั่น

 

 

 

 

 

และแค่คิดว่าจะต้องกลับไปขึ้นรถใหม่แทนทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มๆ…นิวท์ก็ตัดสินใจได้แล้วว่าคืนนี้พวกเขาจะทำอย่างไร

 

 

 

 

 

“ช่างมันเถอะมินโฮ” เรือนผมสีอ่อนที่ยุ่งอยู่แล้วยิ่งยุ่งเข้าไปอีกเมื่อเขาส่ายศีรษะ “ตอนเช้าค่อยว่ากัน…ตอนนี้ช่างมันไปก่อนเถอะ”

 

 

 

 

 

แม้แต่คำว่าโอเคจากเพื่อนสนิทก็ฟังไม่ได้ศัพท์ด้วยซ้ำเพราะเจ้าตัวหาวหวอดใหญ่ไปด้วย กระเป๋าเสื้อผ้าถูกวางลงบนพื้นให้แค่พอไม่เกะกะ…ก่อนที่ทั้งสองจะทิ้งตัวลงบนที่นอน แผ่นหลังถูกหันเข้าหากันและกัน

 

 

 

 

 

ดวงตาใกล้จะปิดลง แต่นิวท์ก็ยังคงรู้สึกตัวอยู่ตอนที่เปล่งเสียงออกไป

 

 

 

 

 

 

“ฝันดีนะ”

 

 

 

 

 

คำตอบจากเพื่อนสนิทตอนนี้เป็นแค่เสียงฮึมฮัม กับสัมผัสของแผ่นหลังที่ขยับเข้ามาพิง—แผ่วเบาและรวดเร็ว—ก่อนจะผละจากไป

 

 

 

 

 

และในเสี้ยวนาทีระหว่างความจริงกับความฝันนั้น…นิวท์ก็รู้สึกขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลว่าอยากจะสัมผัสความอบอุ่นอันแสนสั้นนี้ให้นานมากกว่านี้อีกสักนิด

 

 

 

 

 

 

//

 

 

 

 

สีหน้ายุ่งๆ ของชายวัยกลางคนด้านหลังเคาเตอร์บอกคำตอบให้มินโฮได้รู้ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยปากออกมาเสียอีก

 

 

 

 

 

“โทษทีนะ ฉันผิดเองจริงๆ นั่นแหละ” โจเซฟ ชายท้องถิ่นผู้เป็นเจ้าของโรงแรมพูดด้วยสีหน้าเสียใจ “ฉันอ่านเมลที่เธอส่งมาผิดไป แถมนี่ก็มีคนพักในบ้านหลังที่เธอกะจะจองไปแล้วด้วย”

 

 

 

 

 

ชายวัยกลางคนอธิบายต่อคร่าวๆ ว่าอันที่จริงแล้ว บ้านแบบที่มินโฮกับนิวท์ค้างกันเมื่อคืนนั้นเป็นบ้านพักแบบที่ราคาแพงกว่า เพราะถึงจะมีแค่ห้องนอนเดียว แต่ตัวบ้านนั้นกว้างขวางกว่าพร้อมมีระเบียง และตำแหน่งก็ดีกว่าสำหรับการชมทิวทัศน์ไม่ว่าจะตอนเช้าหรือเย็น

 

 

 

 

 

“แต่ถ้าเธอไม่ถืออะไรกับเรื่องห้องนอน ฉันก็จะเปิดให้อยู่ต่อแบบราคาเท่าห้องปกตินะ…เพราะถือว่าทางฉันผิดเอง” โจเซฟก้มศีรษะนิดๆ พร้อมยิ้มอย่างขอโทษ “แต่ถ้าจะเช็คเอาท์ตอนนี้ก็ได้ ฉันจะคืนเงินค่าที่พักให้ด้วย…เพราะนี่มันเป็นบ้านหลังสุดท้ายของโรงแรมแล้วล่ะ ขอโทษจริงๆ นะ”

 

 

 

 

 

มินโฮมองนิวท์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นเชิงขอความเห็น โจเซฟจึงเอ่ยขอตัวไปยืนอีกมุมของเคาเตอร์…มอบความเป็นส่วนตัวให้ทั้งสองได้หารือกัน

 

 

 

 

 

“เอาไงดี?” มินโฮเปิดประเด็นด้วยคำถามที่สำคัญที่สุด

 

 

 

 

 

“ฉันก็ไม่รู้…” นิวท์เสยผม เห็นได้ชัดว่ายังคงนอนไม่พอค้างมาจากเที่ยวบิน “แต่เรากะจะอยู่ที่นี่แค่ห้าวันเองนี่ ถ้าต้องมาหาที่พักใหม่อีก…มันจะยิ่งเสียเวลาหรือเปล่า?”

 

 

 

 

 

 

นี่ก็เป็นคำถามที่มินโฮเองก็คิดอยู่ในใจ…ตามแผนดั้งเดิมนั้น เวลาของทริปนี้ก็ไม่ได้ดูจะมากมายอยู่แล้ว จึงเห็นได้ชัดว่าถ้าต้องมาเพิ่มการตระเวนหาที่พักใหม่ลงไปด้วย…เวลาที่ควรได้ใช้เที่ยวก็คงจะต้องเบียดกันเข้าไปอีก

 

 

 

 

 

แต่ถ้าไม่หาที่พักใหม่…มันก็หมายความว่าพวกเขาต้องนอนข้างๆ กันไปอีกราวๆ สี่คืน…

 

 

 

 

 

มินโฮเกลียดข้อเท็จจริงที่ว่าต่อให้ตนจะรู้ดีอยู่แล้วว่าความรู้สึกของตัวเองเป็นความรู้สึกที่ไร้การตอบสนอง ต่อให้จะตั้งใจไว้แล้วว่าการรักษามิตรภาพไว้เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า แต่เขาก็ห้ามจังหวะอันหวานไหวสั่นระริกลึกๆ ในใจไม่ได้อยู่ดีเวลาที่มีนิวท์อยู่เคียงข้าง…ความอ่อนแอที่ทำให้ชายหนุ่มโกรธตัวเองนัก เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

 

 

 

 

 

แต่ทุกความรู้สึกที่เขามีมันก็คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วไม่ใช่หรือ…?

 

 

 

 

 

มินโฮยิ้มขื่นๆ ในใจ…สงสัยเหลือเกินว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักแค่ไหนในการจะเลิกถามคำถามนี้กับตัวเอง

 

 

 

 

 

อีกนานสักแค่ไหนเขาถึงจะสามารถตัดใจได้?

 

 

 

 

 

แต่มินโฮก็ยังคงเป็นมินโฮ…บุคคลผู้สามารถเลือกสิ่งที่ควรทำได้ก่อนสิ่งที่หัวใจอยากทำ

 

 

 

 

 

และในสถานการณ์นี้…การยอมเสียเวลาหาที่พักใหม่ก็เป็นแค่เพียงสิ่งที่หัวใจอยากทำเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

//

 

 

 

 

แสงแดดยามค่อนเที่ยงจัดจ้า…ขับให้ท้องฟ้าโปร่งโล่ง สีฟ้าอันสดใสราวกับฤดูร้อนนี้ตัดกันนักกับอากาศเย็นจัดจนบาดผิว

 

 

 

 

 

ดวงตาโตสีน้ำตาลกวาดมอง…เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมไว้ระหว่างทิวเขา แนวป่าสนแผ่คลุมไปจนสุดสายตา…สีเขียวเข้มที่ถูกแตะแต้มด้วยหิมะขาวสะอาด บรรยากาศของหุบเขาที่ดูแปลกตาด้วยทะเลที่บรรจบเข้ามาเป็นอ่าวเล็กๆ…เกลียวคลื่นสีน้ำเงินซัดสาดเบาๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลักรั้งให้เหล่าเรือหาปลาตรงท่าน้ำที่ชายฝั่งโยนตัวขึ้นลงน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา

 

 

 

 

 

โจเซฟแนะนำร้านอาหารร้านนี้มาให้พวกเขาเป็นพิเศษเพราะมันเป็นร้านเดียวที่ขายเมนูอาหารเช้าตลอดทั้งวัน แต่เมื่อลองได้ชิมคำแรกเข้าไป…นิวท์ก็พยักหน้าหงึกๆ พร้อมทำไม้ทำมือแทนการบอกว่านี่เป็นอาหารเช้าแบบง่ายๆ ที่อร่อยเป็นบ้า

 

 

 

 

 

“เพราะนายแค่หิวน่ะสิ” เพื่อนสนิทดักคอและแกล้งกลอกตา แต่เจ้าตัวเองนั้นกลับสั่งอาหารเพิ่มนำหน้าเขาไปแล้ว นิวท์จึงย่นจมูกใส่แล้วก็ซ่อนรอยยิ้มของตัวเองไว้หลังขอบถ้วยกาแฟ

 

 

 

 

 

จานอาหารถูกเก็บออกไปในที่สุด เหลือไว้เพียงถ้วยกาแฟสองใบเบื้องหน้าแต่ละคน…นิวท์จิบเครื่องดื่มขมๆ ทีละนิดพร้อมทอดสายตาออกไปเรื่อยเปื่อย จับจ้องท่วงทำนองที่ดำเนินไปของเหล่าผู้คนด้านนอกหน้าต่าง

 

 

 

 

 

ชั่วครู่…ก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลจะเบนกลับมาที่ภาพเบื้องหน้าตน

 

 

 

 

 

มินโฮกำลังง่วนอยู่กับกล้องตัวโปรดในมือ จังหวะของความเผลอตัวที่มอบเวลาให้นิวท์ได้จ้องมอง…เรือนผมสีดำ ดวงตาที่มองแค่เพียงอุปกรณ์ในมืออย่างใส่ใจ ปกและแนวกระดุมเสื้อของเชิ้ตที่อยู่ใต้ชั้นเสื้อกันหนาว ลาดไหล่ที่นิวท์รู้ดีกว้างและอบอุ่นแค่ไหนในยามที่วงแขนแข็งแรงนั่นโอบรั้งเข้าไปกอดไว้

 

 

 

 

 

ไอร้อนแล่นวาบบนผิวแก้ม…ความหวั่นไหวที่ปะปนกับความงุ่นง่าน

 

 

 

 

 

เขาเข้าใจดีว่าทำไมมินโฮถึงไม่ต้องการให้ความจริงของหัวใจเจ้าตัวเป็นที่รับรู้ต่อกันและกัน…เพราะความกระอักกระอ่วนนี้คือสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้หลังจากการได้รู้ความในใจ ต่อให้จะหวังแค่ไหนว่าทุกสิ่งจะกลับไปเหมือนเดิม ต่อให้มั่นใจได้สักเพียงใดว่าตนจะไม่เสียเพื่อนสนิทไป…แต่เขาก็รู้ดีพอๆ กันว่าการเล่นตลกของหัวใจเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นอย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

แล้วจู่ๆ…ระยะเวลาห้าวันกับสี่คืนก็ดูจะยาวนานขึ้นมาจนทำให้ลมหายใจติดขัดเสียเฉยๆ

 

 

 

 

 

“ไปกันเถอะ”

 

 

 

 

 

เสียงเรียกทำให้นิวท์ได้สติ ดวงตากระพริบถี่รัวระหว่างที่ระบบความคิดเรียงตัวเข้าหาปัจจุบัน…มินโฮมองเขาอย่างงงๆ ราวกับจะถามว่าเหม่ออะไรอยู่ และนั่นก็ทำให้นิวท์รีบพยักหน้าตอบรับแล้วลุกขึ้นบ้าง

 

 

 

 

 

“โอเค…”

 

 

 

 

 

ทุกมุมที่เขามองไปเมื่อยืนบนถนนล้วนถูกปกคลุมไว้ด้วยหิมะทั้งสิ้น สีขาวที่ตัดกันกับตัวอาคารทั้งหลายที่เป็นสีโทนแดงหรือส้ม ไปจนถึงเป็นแผ่นไม้สีน้ำตาลทองไร้การทาสีใด กลิ่นหิมะสดใหม่และเย็นชื้นกรุ่นในบรรยากาศ ความเย็นอันบาดผิวแต่ก็ไม่แย่จนเกินทนนักด้วยแสงอาทิตย์ที่ทอประปรายลอดม่านเมฆลงมา

 

 

 

 

 

พวกเขาเดินเคียงกันไปตามท้องถนน…หยุดเป็นครั้งคราวเมื่อมินโฮจะถ่ายรูป นิวท์ยืนมองเงียบๆ อยู่ห่างๆ…ชายหนุ่มไม่เคยบอกใครว่าตนชอบมองเสี้ยวหน้าของเพื่อนสนิทยามที่อีกฝ่ายจดจ่ออยู่แค่กับภาพตรงหน้าเลนส์กล้อง ช่วงเวลาที่ดวงตาของมินโฮจะจ้องตรง…แน่วแน่และสงบนิ่งราวกับกับผืนน้ำในฤดูหนาว

 

 

 

 

 

บางครั้งก็รวดเร็ว บางครั้งก็เนิ่นนาน…แต่วินาทีที่มินโฮรอคอยจะมาถึงในที่สุดเสมอ วินาทีที่ปลายนิ้วจะกดชัตเตอร์ วินาทีที่มุมปากจะยกยิ้มเล็กน้อย…นุ่มนวลและภูมิใจกับเสี้ยวเวลาที่ตนสามารถเก็บรักษาไว้ได้

 

 

 

 

 

…วินาทีที่ทำให้หัวใจของนิวท์รู้สึกอุ่นๆ ตามไปด้วยเสมอทุกครั้งที่ได้เห็น

 

 

 

 

 

เป็นเรื่องที่แปลกดีเหมือนกันที่แค่ชั่วข้ามคืน นิวท์ก็มายืนอยู่บนผืนดินที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าตั้งแต่ตอนราวๆ สี่โมงเย็น พวกเขายืนมองภาพอาทิตย์อัสดงจากบนสะพานที่ทอดตัวอยู่ตรงด้านบนของท่าเรือ…พื้นที่อันลดหลั่นกันเหมือนขั้นบันไดขนาดใหญ่ทำให้เห็นอ่าวเล็กๆ ของตัวเมืองนี้ได้ทั้งอ่าว แสงสีส้มแก่จากดวงอาทิตย์อาบย้อมน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม…แต่งแต้มยอดคลื่นให้เป็นประกายสีทองสุกปลั่ง ทิ้งแสงสว่างสุดท้ายให้ท้องฟ้าเป็นสีม่วงคราม…ก่อนที่ความมืดจะระบายทาบทับจนเหลือเพียงสีเข้มครึ้มของยามราตรี

 

 

 

 

 

ตัวเมืองดูเรื่อเรืองขึ้นมาหลังตะวันตกดินด้วยแสงจากโคมไฟและเหล่าเถาไฟประดับ มอบบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับคริสต์มาสนักให้กับใจคนมอง…นิวท์กับมินโฮเดินเคียงกันเพื่อกลับไปยังรถ ชายหนุ่มผมทองชี้มุมนั้นมุมนี้ที่ตนคิดว่าสวยดีให้เพื่อนดู…เผื่อว่าเจ้าตัวจะอยากเก็บภาพเอาไว้

 

 

 

 

 

เส้นทางขากลับไปยังที่พักมีบทสนทนาประปรายแค่เล็กน้อยเท่านั้น และความวิตกจากเมื่อเช้าก็หวนกลับมาบ้างในใจ…แต่นิวท์ก็พบว่าตนไม่ได้รู้สึกกังวลมากเท่าแต่แรกอีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 //

 

 

 

อากาศตอนกลางคืนนั้นเย็นจัดจนผิวชา แต่มินโฮก็ไม่สามารถยอมทิ้งความคิดนี้ไปได้จริงๆ

 

 

 

 

 

สิ่งหนึ่งที่เขารักที่สุดในธรรมชาติก็คือท้องฟ้า และคืนนี้ท้องฟ้าก็สวยจับใจเสียยิ่งกว่าอะไร

 

 

 

 

 

“นั่นนายคิดจะทำอะไรน่ะ??”

 

 

 

 

 

เพื่อนสนิทส่งเสียงถามเมื่อเห็นว่าแทนที่เข้าที่พักมาแล้วเขาจะถอดเสื้อกันหนาว…มินโฮกลับไปขนเอาผ้าห่มผืนหนักจากโซฟามาแล้วเตรียมตัวจะเดินออกไปข้างนอกอีกที

 

 

 

 

 

ซึ่งคำตอบจากเขาก็ง่ายดายและแสนสั้น

 

 

 

 

 

“จะดูดาว”

 

 

 

 

 

นิวท์เลิกคิ้ว ถามเสียงขันๆ ปนอ่อนใจ “ที่ไหน?”

 

 

 

 

 

มินโฮแค่ยิ้มกวนๆ แล้วเปิดประตูออกไปเลย เพราะเขารู้ดีว่าเพื่อนสนิทจะต้องเดินตามมาแน่นอน

 

 

 

 

 

นิวท์ยังคงมีสีหน้าขันๆ ปนอ่อนใจอยู่ แต่ร่างบางในเสื้อกันหนาวก็ช่วยเขาปูผ้าห่มในมือลงบนที่ว่างของกระบะรถบรรทุกโดยไม่บ่นอะไรสักคำ และมินโฮก็ไม่แปลกใจสักนิดเมื่อเจ้าตัวไม่ได้กลับเข้าบ้านไป แต่กลับกระโดดขึ้นมาแล้วนอนลงข้างๆ เขาแทน

 

 

 

 

 

เพราะในขณะที่เขาชอบที่จะมองท้องฟ้า นิวท์เองก็หลงรักดวงดาวอยู่เหมือนกัน

 

 

 

 

 

มินโฮเงยหน้าขึ้น…ในสายตามีเพียงท้องฟ้าที่ดำสนิทเสียจนขับให้เหล่าดวงดาวสีเงินนั้นสว่างจ้าจนแทบกลายเป็นสีขาว จุดสว่างจ้าพร่างพราย…ประกายสุกใสที่ผสานรวมกับแสงอ่อนจางจากจันทร์เสี้ยว

 

 

 

 

 

รู้สึกได้ถึงการขยับตัวเล็กน้อย ชายหนุ่มผมดำจึงหันหน้าไป…แล้วก็ได้สบสายตากับดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้ม มันทอประกายอ่อนโยนเหมือนรอยยิ้มบนริมฝีปากเพื่อนสนิท เรือนผมสีทองนั่นดูเรื่อเรืองในแสงสลัวจากท้องฟ้า…ชั่วนาทีสั้นๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะหันกลับไปมองดวงดาวกันอีกครั้ง

 

 

 

 

 

ในความเงียบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจและสายลมเย็นเฉียบ แต่น่าแปลกเหลือเกิน…ในหัวใจของมินโฮกลับอบอุ่นและนุ่มนวลด้วยความรู้สึกอันไม่อาจบรรยาย

 

 

 

 

 

“นายเคยคิดบ้างมั้ย…” เสียงของนิวท์ทำลายความเงียบลง “…ว่าถ้าทุกอย่างไม่ได้เป็นแบบนี้ มันจะเป็นแบบไหนกันนะ”

 

 

 

 

 

มันเป็นคำถามเรียบง่ายที่มินโฮสามารถมอบคำตอบได้ไม่สิ้นสุด…แต่ในขณะเดียวกัน คำถามนี้ของนิวท์ก็เป็นคำตอบให้กับข้อสงสัยในใจของเขา…ข้อสงสัยที่ว่าเป็นตนคนเดียวหรือเปล่าที่รู้ลึกๆ อยู่ในหัวใจว่ามีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีทางหวนกลับในมิตรภาพของพวกเขาตั้งแต่วินาทีที่นิวท์สารภาพว่ารู้อยู่แล้วว่ามินโฮคิดอย่างไรกับตน

 

 

 

 

 

เขารู้และนิวท์ก็รู้…และคำถามนี้ก็คือเสี้ยวความห่วงหาที่มีให้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่สายเกินไปแล้วที่จะเป็นไปได้

 

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้ในชั่ววินาทีนั้น มินโฮยอมให้ความอ่อนแออันเห็นแก่ตัวถูกเปล่งออกมาเป็นถ้อยคำ

 

 

 

 

 

“ถ้าทุกอย่างไม่ได้เป็นแบบนี้…ถ้าเราเริ่มต้นใหม่ได้…” ลมหายใจเป็นไอขาวในอากาศ เปราะบางเหมือนเรื่องราวที่เขากำลังเอ่ยออกมา “ฉันจะพยายามรู้ตัวให้เร็วกว่านี้…แล้วก็บอกนายให้เร็วกว่านี้…ก่อนที่นายจะได้มีเวลามองใครอื่น”

 

 

 

 

 

เสียงในหัวของเขากรีดร้อง…เสียงที่มินโฮรับฟังมาตลอดตั้งแต่ฤดูร้อนของชั้นปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยจนถึงวินาทีก่อนที่เขาจะรั้งนิวท์เข้ามาในอ้อมแขนตอนคืนที่อัลบีประกาศข่าวดีของตัวเองให้รับรู้ เสียงที่กำชับเขาเสมอไม่ให้เอ่ยถึงความจริงในหัวใจนี้ออกไป…เสียงที่เขาไม่เคยโต้เถียงเพราะรู้ดีว่ามันกระซิบสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้วให้กับตน

 

 

 

 

 

หากในนาทีนี้…นาทีที่เวลาดูจะหยุดลงและโลกทั้งใบเหลือแค่เขากับนิวท์ใต้ฟ้าพร่างดาวนี้ มินโฮก็พบว่าตนอยู่ในจุดที่ทุกสิ่งทุกอย่างแตกสลายลงแทบหมดทั้งสิ้นแล้ว…สิ่งที่เหลืออยู่ระหว่างเขากับนิวท์คือมิตรภาพกับความรักอันเกินเลย สิ่งแรกเป็นอะไรที่พวกเขาต่างก็ปล่อยมือจากมันไม่ได้…จึงไม่เหลือทางเลือกอื่นให้ทั้งคู่นอกจากจะหาทางจัดการกับสิ่งที่สองให้ได้เพื่อรักษาสิ่งแรกเอาไว้

 

 

 

 

 

และในจุดที่ทุกอย่างแตกสลายไปแทบทั้งหมดขนาดนี้…การเล่าถึงเสี้ยวความหวังโง่ๆ ก็ดูจะไม่สามารถก่อความเสียหายเพิ่มเติมได้อีกสักเท่าไหร่อีกแล้ว

 

 

 

 

 

“เหมือนกัน” นิวท์กระซิบตอบ วงหน้าของพวกเขาต่างก็ยังคงมองเพียงท้องฟ้า แต่เสียงแผ่วเบานั้นก็ดังชัดเจนในความเงียบสีสลัวนี้ “ถ้าเริ่มต้นใหม่ได้…ฉันจะลองคิดถึงนายในฐานะอื่นบ้าง…ฉันจะลองมองนายในมุมที่นายคือตัวนายเอง ไม่ใช่แค่เพื่อนสนิทของฉัน…ฉันอยากจะรู้ว่าถ้าฉันทำแบบนี้ พวกเราจะเป็นยังไง…”

 

 

 

 

 

ในระหว่างที่เอ่ยทุกถ้อยคำนี้…นิวท์ก็ยื่นมือออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือขาวสะอาดที่กางออกราวกับหวังว่าจะแตะดวงดาวบนผืนฟ้าสีเข้มได้…กิริยาที่มินโฮเองก็ทำตามบ้างเมื่อเพื่อนสนิทกล่าวจนจบ เขาทอดสายตามอง…สองมือที่อยู่เคียงข้างกัน ใกล้แค่เพียงปลายนิ้วก็เอื้อมถึง

 

 

 

 

 

จะเป็นไปได้ไหม…ในจักรวาลอื่นอันแสนไกล จักรวาลที่พวกเขาเริ่มต้นกันอย่างถูกต้อง…ที่สองมือนี้จะเกี่ยวกุมกัน…ที่สิ่งที่ถูกแลกเปลี่ยนในคืนนี้จะเป็นรอยจูบ…ไม่ใช่ถ้อยคำแสนเศร้าถึงอดีตอันไม่อาจแก้ไขได้แบบนี้?

 

 

 

 

 

ความคิดเลื่อนลอยนี้เป็นแค่ความหวังอันไร้สาระ เพราะมินโฮรู้ดีว่าไม่ว่าความเป็นไปได้นั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่…สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของตนในนาทีนี้ก็คือสองมือที่ไม่ได้เกี่ยวกุมกันและระยะห่างที่บางเบาราวแผ่นกระดาษหากก็ไกลแสนไกลดั่งคนละฟากฝั่งทะเล

 

 

 

 

 

แต่ต่อให้ในใจจะรู้สึกเจ็บลึกๆ สักแค่ไหน มินโฮก็ตัดสินใจจะเอ่ยความจริงอันเล็กจ้อยนี้ออกไปอยู่ดี

 

 

 

 

 

“…ขอบใจนะ”

 

 

 

 

 

นิวท์ลดมือลงตามเขา หันหน้ามานิดๆ อย่างงงงัน “ทำไมน่ะ?”

 

 

 

 

 

“ที่อย่างน้อยนายก็คิดไงว่าพวกเรา…อาจเป็นไปได้” มินโฮพูดเบาๆ “ฉันรู้ว่ามันงี่เง่าและก็สายไปแล้ว แล้วฉันก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่นายต้องรู้สึกรับผิดชอบ…แต่…”

 

 

 

 

 

เขาถอนหายใจ หนักหน่วงลึกล้ำเหมือนน้ำหนักในหัวใจ

 

 

 

 

 

“แต่ฉันก็ดีใจ…ที่อย่างน้อยนายก็คิดว่าเรื่องของพวกเราอาจเป็นไปได้บ้าง ถ้าเรามีโอกาสได้กลับไปเริ่มต้นกันใหม่”

 

 

 

 

 

ทั้งสองหันหน้ามามองกันและกันอีกครั้งเมื่อเสียงของมินโฮหายไปกับสายลม ชายหนุ่มผมดำใช้ช่วงนาทีอันเงียบงันนี้ในการไล่มองทุกรายละเอียดของวงหน้าเพื่อนสนิท…ผิวสีน้ำนม ปอยผมสีทองที่ดูนุ่มละมุนใต้แสงดาว ดวงตาที่ทอประกายสั่นระริก และเรียวปากที่เม้มนิดๆ ราวกับต้องการจะพูดแต่ไม่อาจหาถ้อยคำได้

 

 

 

 

 

…เรียวปากที่มินโฮรู้ดีว่าตนจะสามารถสัมผัสมันได้แค่เพียงขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด

 

 

 

 

 

มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะจูบนิวท์ในนาทีนี้…ไม่มีข้อห้ามใดทั้งนั้นที่เขาจะต้องรับฟัง…

 

 

 

 

 

หัวใจกระซิบซ้ำๆ…หากทุกประโยคก็ตามมาด้วยคำสั้นๆ

 

 

 

 

 

แต่…

 

 

 

 

 

คำสั้นๆ ที่มีน้ำหนักมากมายนัก

 

 

 

 

 

แต่…แค่เพราะว่าบรรยากาศตอนนี้เหมือนกับว่าเวลาหยุดลง…เหมือนกับว่าโลกทั้งใบเหลือแค่เพียงเขากับนิวท์…

 

 

 

 

 

ประโยคถูกต่อจนจบ เนิบช้าหากกรีดลึกด้วยความถูกต้องที่มี

 

 

 

 

 

…มันก็ไม่ได้หมายความว่าวันพรุ่งนี้จะไม่มาถึง

 

 

 

 

 

เพราะมินโฮรู้ดีต่อให้ไม่อยากยอมรับความจริงเลยว่าวันพรุ่งนี้จะมาถึง…วันพรุ่งนี้จะมาถึงเสมอ วันพรุ่งนี้ที่ไม่ได้อยู่ใต้ดวงดาวและแสงจันทร์ วันพรุ่งนี้ที่นิวท์จะกลับไปรู้สึกเหมือนเดิมว่าคนที่ตัวเองรักคืออัลบี วันพรุ่งนี้ที่เขากับเพื่อนสนิทจะยิ่งมองหน้ากันไม่ติดเพราะการกระทำไร้หัวคิดชั่ววูบ

 

 

 

 

 

ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่จึงเป็นการเบือนสายตาจากอีกฝ่าย แล้วก็เอ่ยคำโกหกออกไปให้ดีที่สุด

 

 

 

 

 

“แต่ก็นั่นแหละ…มันแล้วไปแล้ว ฉันไม่ได้คิดหวังอะไรอีกแล้วล่ะ” ไม่จริงเลย…ไม่จริงเลยสักนิดเดียว… “กลับเข้าไปข้างในกันเถอะ แค่นี้ก็หนาวเกินไปแล้วล่ะ”

 

 

 

 

 

นิวท์ยังคงมีสีหน้าสับสน แต่ก็หยัดตัวขึ้นนั่งโดยดี…ชายหนุ่มผมดำอ้างว่าตนจะเป็นคนเก็บผ้าห่มเองเพื่อทำให้เพื่อนสนิทเข้าบ้านไปก่อน ทิ้งเขาไว้กับความอ้างว้างใต้ท้องฟ้ายามดึก…นาทีสั้นๆ ของการสูดลมหายใจเข้าออกลึกล้ำเป็นจังหวะ อากาศเย็นจัดที่ชายหนุ่มหวังว่ามันจะช่วยทำให้ความโกรธเกรี้ยวที่มีให้กับหัวใจอันยุ่งเหยิงของตัวเองสงบลงได้บ้าง

 

 

 

 

 

ดวงตาสีดำหลับลง…ก่อนจะเปิดลืมขึ้นอีกครั้ง ยิ้มขื่นๆ ราวกับจะเย้ยหยันตัวเอง

 

 

 

 

 

เพราะมันเป็นเรื่องตลกร้ายอันน่าขันนักที่จูบเพียงจูบเดียวจะสามารถทำให้โลกทั้งใบของมินโฮพังทลายลงได้อย่างง่ายดายแบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

*********************************

 

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ค่าาาาาาา ปกติเราไม่ค่อยได้อัพอะไรฉลองเลยนะคะ แต่มินิวท์ทำให้เรามีฟิคลงวันวาเลนไทน์มาสองปีละ ก้ากกกก

 

 

บทนี้จะเป็นบทสุดท้ายที่ลงบล็อกแล้วนะคะ ที่เหลือ+ตอนพิเศษจะอยู่ในตัวเล่มเท่านั้นแล้วค่ะ รู้สึกว่าเรื่องนี้ก็ลงมาเรื่อยๆแท้ๆ…แต่นี่อีกทีก็รวมเล่มแล้ว ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านฟิคเรื่องนี้นะคะ ขอขอบคุณทุกคอมเมนต์(ทั้งในนี้และผ่านแท็ก #tippurific) ทุกทวิต แล้วก็ทุกคนที่ทักเข้ามามากๆ ค่ะ มีอะไรจะสครีมหรือติ่งแตกแฟนด้อมไหนก็ตาม(ฮาาา) ทักเข้ามาได้เสมอนะคะ 

 

 

อีกหกวันก็งานเมซแล้วนะคะ ตื่นเต้นล่วงหน้าแล้วเนอะ ใบเมนูยังมาไม่ครบเลยแต่เราโดนไปหลายอยู่แล้วค่ะเอื้ออออ ถ้าครบนี่คงได้ขายไตแน่ๆฟฟฟฟฟ และตอนนี้เราได้ลงใบเมนูไปในเพจแล้วนะคะ ใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็เปิดอ่านในเอนทรีนี้>>รายละเอียดของแฟนฟิคงาน AMAZE ONLYได้เลยค่ะ (ในนี้ก็มีใบเมนูด้วยนะคะ)

 

 

 

สุขสันต์วันวาเลนไทน์อีกครั้งค่ะ ไว้เจอกันในงานนะคะ >w<

 

 

 

 

ทิพย์เอง

 

 

 

Advertisements

One response to “[The Maze Runner Fic][MiNewt] and I’ll wipe my shirtsleeves under your eyes (6)

  1. แว้บมารีวิวตามที่บอกไว้ค่ะ(._.) ตอนที่6มันน่าหวีดจริงๆ กว่าจะรอรวมเล่มคงพักใหญ่ กลัวจะลืมซะก่อนเลยมาจัดเลยค่ะ
    น่าจะเป็นรุ่นพี่เรา(เราอยู่ปี3) ขอเรียกว่าพี่ทิพย์ละกันนะคะ อยากบอกว่าชอบภาษาของเรื่องนี้มากกกกกกก พี่ทิพย์ใช้ภาษาเรื่องนี้ได้แบบมีลูกเล่น มันทั้งสวยงามแล้วก็เจ็บปวดในเวลาเดียวกัน อ่านแล้วมันได้ความรู้สึกเหมือนเป็นความเจ็บปวดที่งดงาม อย่างในตอนนี้ย่อหน้าที่ชอบที่สุดคือตอนที่นิวท์หลับแล้วมินโฮก็แอบมอง ชอบตรงที่บรรยายว่า

    “เป็นช่วงเวลาแบบนี้เองที่มินโฮ ‘ยอมให้ ‘ ตัวเองมองอีกฝ่ายด้วยสายตานุ่มนวล…ความรู้สึกของหัวใจสะท้อนอ่อนโยนในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นอย่างที่เป็นเสมอมาในตอนที่นิวท์ไม่อาจเห็นหรือรับรู้ถึงมัน”

    ชอบคำว่า ‘ยอมให้’ มากค่ะ มันแบบเหมือนอปป้าต้องห้ามตัวเองมาลอด มีแค่ตอนเขาไม่รู้เท่านั้น ที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้มองเขา ฮืออออ อปปร้าาาTT อยากจะตีอปป้าซักทีแล้วถามวาทำไมต้องฝืนตัวเองมากขนาดนี้ #ผิด

    เรื่องนี้ความรู้สึกมินโฮมันเป็นแนว ‘ฉันรู้ว่านายชอบเขา แต่ไม่เป็นไรหรอกฉันก็แค่ชอบนายไง’ เข้าใจอปป้านะ แต่มันไม่ ‘แค่’ ไงTT ใจจริงมินโฮก็รู้แหละว่ามันไม่แค่ เพราะตอนบอกปัดนิด เสียงในใจยังดังอยู่เลยว่า ‘ไม่จริง’

    ส่วนนิวท์คนนี้ก็สาหัสเหมือนกัน เพราะนิวท์ก็รู้ดีกว่าการรักใครสักคนแล้วเขาไม่ได้รักเราตอบจะเป็นยังไง รู้ว่าเป็นไง แต่ก็ยังตอบรับความรู้สึกมินโฮไม่ได้ แถมเจ้าตัวเขายังไม่อยากให้มาสงสารอีก คือเหมือนสองคนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่แบบยังรักไม่ได้..ส่วนตัวเราว่าการรักไม่ได้กับไม่ได้รักนี่ อย่างแรกมันปวดใจกว่ากันเยอะ นิวท์เหมือนค่อยๆเอนเอียงมาหามินโฮหน่อยๆแล้ว แต่มันก็ยังรักไม่ได้อยู่ดี มันยังไม่ใช่จังหวะเวลาที่จะรักแต่ขณะเดียวกันสองคนนี้ก็ยังปล่อยกันไปไม่ได้ ถ้าขาดกันไป เรานึกภาพไม่ออกเลยค่ะว่าจะเป็นยังไง เพราะความสัมพันธ์ของคู่นี้คือเขาอยู่ด้วยกันมานานจนเหมือนขาดกันไปไม่ได้แล้ว แต่พอมีความรู้สึกเกินเลยขึ้นมาเขาก็ควรห่างกัน แต่มันดันห่างไม่ได้เนี่ยสิ มันย้อนแย้งกันตรงนี้มันเลยทำให้เรื่องมันบีบ เวลาอ่านเลยทั้งละมุนแล้วก็ทั้งถูกบีบไปในเวลาเดียวกันเลยค่ะ

    ยังไงก็รอรวมเล่มนะคะ ย้ำอีกทีว่าชอบภาษาเรื่องนี้มากจริงๆ ทุกคำพูดมันแฝงไปด้วยอารมณ์ ถ้าอ่านเผินๆก็สวยนะคะ แต่ถ้าลองตีความให้deepขึ้นมันจะยิ่งรู้สึกบีบมากขึ้นไปอีก ขอบคุณสำหรับฟิคปวดใจเรื่องนี้นะคะ ไว้ได้เล่มแล้วจะมาหวีดอีกรอบ ขออภัยในความยาวค่ะTOT

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s