[Yuri!!! On Ice Fic][seungchuchu] URBAN ROMANTIC

 
 
 
URBAN ROMANTIC
ユーリ!!! on ICE fanfiction by Tippuri~ii* 
 

 

    
 

 
 
Pairing: Seung-gil Lee x Phichit Chulanont
Fandom: ユーリ!!! on ICE
 
 
 
 
 
 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

********************************
 
note:
 
-มโนล้วนไร้ความจริงผสม
-สมมติว่าแข่งที่เกาหลีแทนนะ
-คงมีข้อมูลไม่ถูกเยอะ ให้อภัยหนูเถอะนะคะหนูแค่อยากเขียนTvT
 
 
********************************
 
 
 
 
 
 
 
 

เพราะการแข่งขันครั้งนี้กินเวลาไม่น้อย…ทำให้เมื่อรู้ตัวอีกที นักกีฬาจากหลายๆ ประเทศก็มีแอคเคาท์โซเชียลมีเดียต่างๆ ของกันและกันไปแล้วเรียบร้อย

 

 

 

 

ซึ่งสำหรับเหล่านักกีฬาสเก็ตน้ำแข็งนั้น โซเชียลมีเดียที่ฮิตกันที่สุดเห็นจะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากอินสตาแกรม…หนึ่งรูปภาพแทนการบอกเล่าได้เป็นพันคำ และนั่นเองที่ทำให้นักกีฬาแต่ละคนก็ได้เห็นมุมต่างๆ ในชีวิตและรู้จักบุคคลที่ตนได้พบแค่เพียงในลานสเก็ตเท่านั้นดีขึ้น

 

 

 

 

เมื่อผ่านไป ทุกคนก็เริ่มคุ้นเคยว่าใครชอบถ่ายรูปและลงรูปแนวไหน…นั่นจึงทำให้ถ้าถามนักสเก็ตคนใดก็ตาม เป็นใครก็คงต้องบอกว่าพิชิต จุฬานนท์คงกำลังคิดถึงบ้านอย่างประเทศไทยในระดับมากถึงมากที่สุด เพราะเกินสัปดาห์แล้วที่หนุ่มน้อยลงรูปพร้อมแฮชแท็ค throwback ติดกันรัวๆ แทบไม่เว้นวัน ซึ่งแต่ละรูปก็ล้วนแต่เป็นภาพสถานที่ไม่ก็อาหาร อาศัยแคปชั่นภาษาอังกฤษที่เจ้าตัวพิมพ์แนบด้วยในบางทีหรือการใช้กูเกิ้ลทรานสเลทแบบหยาบๆ ต่างก็ได้ความว่าเป็นสถานที่และอาหารในประเทศไทยแทบทั้งนั้น

 

 

 

 

การแข่งขันในเวทีระดับโลกให้ความรู้สึกกดดันและเครียดเหมือนเดินบนแผ่นกระจกที่พร้อมจะแตกร้าวลงได้ทุกนาที…จึงไม่น่าแปลกใจว่าครอบครัวกับประเทศที่คุ้นเคยจะกลายเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็คิดถึงมากขึ้นเมื่อมาอยู่ไกลบ้านแบบนี้ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นคู่แข่งกัน แต่นักกีฬาทุกคนก็เข้าใจรสชาติขมๆ ของความรู้สึกกดดันนี้เป็นอย่างดี นั่นจึงทำให้นักสเก็ตหลายๆ คนแอบคุยกันเสมอว่าทำอย่างไรดีถึงจะช่วยทำให้พิชิตร่าเริงขึ้นมาได้บ้าง เพราะหนุ่มน้อยชาวไทยนั้นเป็นที่เอ็นดูของทุกคนอยู่แล้วด้วยนิสัยสดชื่นและอารมณ์ขันของเจ้าตัว

 

 

 

 

“ไปหาร้านอาหารไทยแล้วซื้ออาหารไทยมาให้เขามั้ย?” กวงหง นักสเก็ตจากประเทศจีนเสนอ…ตอนนี้นักกีฬาหลายๆ คนยกเว้นพิชิตกำลังนั่งอยู่ในห้องพักรวมหลังชั่วโมงการซ้อม “หรือข้าวเหนียวมะม่วงดี?”

 

 

 

 

“ข้าวเหนียวมะม่วงก็ดีนะ…” ยูริพูดพลางขยับแว่น ไม่ได้พูดต่อว่าถ้ากวงหงจะซื้อข้าวเหนียวมะม่วงให้พิชิตจริง เขาจะฝากอีกฝ่ายซื้อมาให้ตนเพิ่มอีกชุดด้วย “หรือนี่มั้ย…พวกไอติมผักชี–“

 

 

 

 

กวงหงพยายามกลั้นหัวเราะ “พิชิตยังไม่ได้บอกนายอีกเหรอว่าคนไทยไม่กินผักชีด้วยซ้ำ??”

 

 

 

 

“หะ หา??!! ว่าไงนะ–??!”

 

 

 

 

แล้วบทสนทนาของสองหนุ่มก็เปลี่ยนไปเป็นการพูดถึงผักชีแทนซะงั้น นั่นจึงทำให้ลีซึงกิล หนุ่มเกาหลีผู้ฟังบทสนทนานี้ผ่านๆ มาตั้งแต่ต้นแถมไม่ชอบผักอะไรสักอย่างเดียวมาตลอดชีวิตยิ่งหยุดสนใจทั้งสองไปได้ง่ายยิ่งขึ้น…หากนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าชายหนุ่มจะไม่หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดู 

 

 

 

 

ปลายนิ้วเลื่อนภาพบนหน้าจอไปเรื่อยๆ…สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปจากความนิ่งเฉยแต่เดิม หากดวงตาสีเข้มก็จับจ้องภาพที่ได้เห็นด้วยสายตาตั้งใจกว่าทุกที

 

 

 

 

 

**

 

 

 

 

ใครๆ ที่ไทยก็บอกว่าเกาหลีเป็นประเทศที่ตนอยากไปสักครั้งกันทั้งนั้น แต่พิชิตกลับพบว่าแค่มาอยู่ได้สักพัก มันก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นเหลือให้เห็นสักเท่าไหร่แล้ว

 

 

 

 

ก็แน่ล่ะสิ พิชิตแอบรู้สึกแย่นิดหน่อยกับความคิดพาลๆ ของตัวเอง ในเมื่อเราทำแค่ซ้อมกับซ้อมแล้วก็แสดงแล้วก็ซ้อมอีกเท่านั้นตั้งแต่มาที่นี่นี่นา…

 

 

 

 

หนุ่มน้อยหยิบมือถือขึ้นมา ก่อนจะชะงักแล้วก็ถอนหายใจ…ต่อให้จะอยากรู้ข่าวความเป็นไปของทุกคนที่ไทยแค่ไหน แต่เขาก็รู้ว่าการเปิดโซเชียลมีเดียตอนนี้มีแต่จะทำให้ยิ่งรู้สึกเหงากว่าเดิม เพราะสิ่งที่จะได้เห็นก็คงมีแต่ภาพคนออกไปเที่ยวกันช่วงสุดสัปดาห์แบบนี้แน่ๆ

 

 

 

 

เสียงเคาะประตูห้องพักทำให้พิชิตเงยหน้าขึ้น งงๆ นิดหน่อยแต่ก็เดินไปเปิดโดยดี

 

 

 

 

“อ่า…” จากงงๆ นิดหน่อย เขาเปลี่ยนมาเป็นงงๆ ค่อนข้างมากแทน เพราะคนตรงหน้าคือบุคคลที่พิชิตไม่ค่อยจะได้เคยคุยด้วยเลยสักเท่าไหร่ “หวัดดี…?”

 

 

 

 

“หวัดดี” ลีซึงกิลพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบพอๆ กับสีหน้า เข้าประเด็นทันทีหลังคำทักทาย “นายว่างอยู่รึเปล่า?”

 

 

 

 

พิชิตยังงงๆ อยู่เหมือนเดิม แต่ก็ยิ้มให้พร้อมพยักหน้า “ซ้อมเสร็จแล้วล่ะ ช่วงบ่ายวันนี้โค้ชฉันบอกว่าให้พักได้ยาวๆ หน่อยด้วย”

 

 

 

 

ซึงกิลพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะพูดประโยคที่ก็ไม่ได้ช่วยให้พิชิตเข้าใจสถานการณ์นี้มากขึ้นกว่าเดิมเท่าไหร่เลยออกมา

 

 

 

 

“ถ้านายว่าง ไปข้างนอกกัน”

 

 

 

 

 

**

 

 

 

 

ย่านช็อปปิ้งกลางกรุงโซลที่พิชิตเคยเห็นแค่ในหนังเกาหลีดูวุ่นวายกว่ามากในความเป็นจริง ผู้คนที่เดินขวักไขว่นั้นเยอะพอๆ กับคนในรถไฟใต้ดิน…การเดินทางขามานั้นราบรื่นได้ก็เพราะซึงกิลจัดการทุกอย่างให้เขาตั้งแต่เรื่องตั๋วยันการหาชานชาลา กระทั่งแม้แต่เบียดๆ คนให้พิชิตได้มุมว่างๆ หน่อยตอนยืนในตู้รถไฟเลยด้วย

 

 

 

 

ดีจังน้า…ได้อยู่ในประเทศตัวเองตอนแข่งด้วยเนี่ย…

 

 

 

 

โซลก็มีภาษาอังกฤษกำกับในแทบทุกมุม แต่มันก็ไม่เหมือนประเทศไทยที่พิชิตสามารถเข้าใจและสื่อสารได้อย่างสบายใจอยู่ดี…หากเขาก็พยายามไม่คิดแบบนั้นแล้วมองภาพรอบตัวแทน แทนที่ความคิดเหงาๆ ด้วยบรรยากาศปัจจุบันที่หาไม่ได้ในประเทศบ้านเกิด

 

 

 

 

“พิชิต ทางนี้”

 

 

 

 

คนหน้านิ่งผงกหัวนิดๆ เป็นเชิงเรียก พิชิตดีใจอีกครั้งที่บทสนทนาระหว่างพวกเขาเป็นภาษาอังกฤษ…เพราะถึงจะมีเพื่อนที่ชอบวัฒนธรรมเกาหลีมากกว่าหนึ่งคนจนได้รู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาบ้าง แต่เขาก็จำไม่ได้จริงๆ ว่าตนควรจะใช้ภาษาหรือคำเรียกหาแบบใดกับอีกฝ่ายถ้าต้องคุยกันในภาษาอื่น

 

 

 

 

ถนนคึกคักไปด้วยผู้คนและบทสนทนา แต่เขากับซึงกิลก็เดินข้างกันโดยไม่มีคำพูดใด…พิชิตคิดจะชวนอีกฝ่ายคุยหลายครั้ง แต่ก็คิดหัวข้อไม่ออก ถ้าเทียบกันแล้ว…เขาคุยกับกวงหงและยูริบ่อยกว่าซึงกิลมากนัก เพราะอีกฝ่ายดูเป็นคนเงียบๆ และอยู่อย่างสันโดษมากเสียจนพิชิตรู้สึกว่ามันจะเป็นการรบกวนเจ้าตัวถ้าไปชวนคุย

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้หนุ่มน้อยเปลี่ยนไปสนใจภาพรอบตัวแทนจนไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายหยุดเดินแล้ว…พิชิตก้าวเลยไปจนซึงกิลต้องยื่นมือมาดึงมือเขาไว้

 

 

 

 

“อยู่นี่แหละ ถึงแล้ว” เสียงเรียบๆ เอ่ยบอก ปล่อยมือเมื่อพิชิตก้าวกลับมายืนข้างๆ ตัวเองแล้ว

 

 

 

 

สำหรับคนที่หน้านิ่งตลอดเวลาจนคนอาจเข้าใจผิดได้ว่ามีนิสัยเย็นชาไม่สนใจใคร…พิชิตคิดว่าซึงกิลมีมือที่อุ่นมากเลยทีเดียว

 

 

 

 

ปลายทางของแถวที่ซึงกิลกับเขายืนต่ออยู่นั้นคือรถแวนที่ถูกดัดแปลงให้เป็นร้าน การตกแต่งสีชมพูสดใสบอกเขาโดยไม่ต้องพึ่งการเข้าใจภาษาใดๆ ว่าร้านนี้ขายขนมหวาน และนั่นก็ทำให้พิชิตต้องแอบยิ้มคนเดียวต่อให้ยังงงอยู่เลยว่าตนมาทำอะไรที่นี่…เพราะลีซึงกิลที่อยู่ในชุดสีเข้มขรึมทั้งตัวแต่มายืนต่อคิวหน้าร้านสีฟรุ้งฟริ้งเช่นนี้เป็นอะไรที่น่าเอ็นดูชะมัด

 

 

 

 

และเพราะมัวแต่มองอีกฝ่ายสลับกับกลั้นยิ้มนี่เองที่ทำให้หนุ่มน้อยชาวไทยลืมสังเกตอีกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัวอยู่

 

 

 

 

“เอ้านี่ ได้แล้ว”

 

 

 

 

พิชิตมองสิ่งที่ซึงกิลยื่นมาให้ด้วยสีหน้าเหรอหรา…เขารู้แค่ว่าอีกฝ่ายสั่งอะไรสักอย่างตอนไปถึงหน้าเคาเตอร์ แต่แน่นอนว่าในเมื่อเจ้าตัวพูดภาษาเกาหลีรัวเร็วตามประสาภาษาบ้านเกิด พิชิตเลยไม่รู้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่ซึงกิลสั่งไป

 

 

 

 

แต่เมื่อมันถูกยื่นมาให้ตรงหน้าแบบนี้…พิชิตก็ได้รู้แล้วว่าซึงกิลสั่งเครปใส่ครีมสดกับสตรอว์เบอร์รี่

 

 

 

 

แน่นอนว่าเขายังมีสีหน้าเหรอหราอยู่ หนุ่มเกาหลีเลยตัดสินใจได้เองว่าตนควรจะอธิบายเพิ่มเติม

 

 

 

 

“ฉันเห็นนายโพสต์ในอินสตาแกรม” ซึงกิลพูด “คงอีกสักพักถึงจะได้กลับไปกินที่ไทย…เพราะงั้น กินเครปของเกาหลีแทนไปก่อนละกันนะ ฉันเลี้ยงเอง”

 

 

 

 

ประโยคหลังฟังดูเบาๆ…และถึงจะยังเรียบๆ อยู่ แต่พิชิตกลับรู้สึกอย่างอธิบายไม่ได้ว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายนุ่มนวลกว่าทุกที ความรู้สึกที่เขาเตือนตัวเองว่าตนอาจมีสิทธิ์ที่จะคิดไปเองก็ได้…เพราะตอนนี้ในใจของพิชิตมีแต่ความรู้สึกเบาๆ ชอบกล อะไรที่เหมือนกับขนมสายไหมหรือไม่ก็ลูกโป่งต้องลม

 

 

 

 

เครป… หนุ่มน้อยคิดกับตัวเอง …เราตอนถือเครปในตลาดนัดที่ไทย…นั่นคือภาพล่าสุดที่เราลงในอินสตาแกรม

 

 

 

 

แคปชั่นของภาพนั้นสั้นนิดเดียว แต่พิชิตได้คุยกับเพื่อนต่อในคอมเมนต์ภาษาไทยว่าตนคิดถึงเครปที่ไทยเอามากๆ เลย

 

 

 

 

ความคิดย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน ซึงกิลยังคงถือเครปไว้ให้เขาอยู่…แต่ประกายนุ่มนวลในแววตาอีกฝ่ายดูจะจางลงไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงเพราะความเงียบงันของเขาถูกตีความเป็นคำตอบโดยเจ้าตัวเองแล้ว

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้พิชิตแทบจะแย่งเอาเครปนั่นมาจากมือแข็งแรงของคนตรงหน้า ก่อนจะรีบซ่อมแซมกิริยาเหมือนคนเห็นแก่กินของตัวเองด้วยรอยยิ้มสดชื่นกว้างขวาง…ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย ในเมื่อตอนนี้หนุ่มน้อยกำลังมีความสุขจนอยากจะหัวเราะออกมาด้วยแล้ว

 

 

 

 

“ขอบคุณนะ” คิดอะไรไม่ออก…พิชิตจึงได้แต่พูดประโยคง่ายดายที่กำลังรู้สึกนี้ออกไป “…ฉันดีใจมากๆ เลยล่ะ”

 

 

 

 

พิชิตยิ้มให้อีกฝ่ายอีกครั้ง และคราวนี้…ซึงกิลมองเขานิ่งนาน ไม่ได้หันไปสนใจมือถือหรืออะไรอย่างอื่นเหมือนเวลาจบบทสนทนาตอนเมื่อครั้งก่อนๆ หน้านี้อีกแล้ว

 

 

 

 

พวกเขาหาม้านั่งแถวนั้นเพื่อที่พิชิตจะได้จัดการเครปหน้าตาน่ากินนี่ได้…เขายกมันให้อีกฝ่ายได้ชิมด้วยเรื่อยๆ จนกระทั่งซึงกิลส่ายหน้าว่าไม่กินแลัว ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินกลับไปที่สถานีรถไฟใต้ดินด้วยกันอีกครั้ง

 

 

 

 

คนในสถานียังคงเยอะเหมือนเดิม พิชิตเกือบโดนเบียดจนเลยชานชาลาไปแล้ว…ดีที่ซึงกิลยื่นมือมาคว้ามือเขาไว้ทันเหมือนตอนหน้าร้านเครปแล้วดึงให้เข้ามายืนในขบวนรถได้ทันอย่างฉิวเฉียด

 

 

 

 

เพียงแต่ครั้งนี้…ซึงกิลไม่ได้รีบปล่อยมือ และพิชิตก็ไม่ได้ว่าอะไรเช่นกันที่จะยืนข้างๆ อีกฝ่ายแบบนี้แทนตรงมุมว่างๆ ไปตลอดเส้นทางขากลับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

fin.

 

 

 

 
 
Advertisements

7 responses to “[Yuri!!! On Ice Fic][seungchuchu] URBAN ROMANTIC

  1. พิชิตตตตตต
    น่ารักมากค่ะพี่ทิพย์ แงฟฟฟฟ
    สารภาพว่าดูเมะเรื่องนี้เพราะแท็ก #พิชิตบริโภค เลยค่ะ ถือเป็นการดูจริงจังครั้งแรก งืออออ อยากดูพิชิตแล้ววว
    อ่านเรื่องนี้ คิดถึงอปป้าอีกคนเลยแฮะ คิดถึงมินโฮนี่เอง5555 ด้วยสัญชาติ ลักษณะนิสัยก็แอบคล้ายนะคะ อิอิ

    Like

  2. หนูไม่รู้จักเขา แต่หนูชอบเขาแล้ว //กราบรอบวง 55 ตามติดพิชิตรัวๆ นี่ถึงขนาดไปเสิร์ชรูปดู >< ทำไมมันก๊าวใจงี้ โมเม้นท์น้อยๆแต่ฟินมาก ปักธงรอตอนต่อไปค่าาา กรั่กๆๆ

    Like

  3. ไอติมผักชี 55555555 ชอบๆ

    #พิชิตบริโภค #พิชิตชวนชิม #ชวนชิมพิชิต เอ้ยยยย 555555

    Like

  4. ที่อปป้าค้างไปนั่นเพราะรอบยิ้มน่ารักของพิชิตใช่มัยคะ!!
    น่ารักอบอุ่นหัวใจมากค่ะ ฮือออออ~~

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s