[Yuri!!! On Ice Fic][seungchuchu] then we’ll just let gravity do the trick (2)

 
 
 
then we’ll just let gravity do the trick
ユーリ!!! on ICE fanfiction by Tippuri~ii* 
 

 

    
 

 
 
Pairing: Seung-gil Lee x Phichit Chulanont
 

Fandom: ユーリ!!! on ICE

 

 

 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

******************************
 

The song that inspired This fanfic: Up by Sing Street

 

******************************

chapter 1

******************************

 

chapter 2

 

 

 

 

ซึงกิลบอกที่บ้านจนเลิกบอกแล้วว่าไม่มีความจำเป็นในการต้องส่งอะไรมาให้ตนระหว่างแข่ง…ซึ่งที่เขาเลิกบอกนั้นก็เพราะว่าพ่อกับแม่ไม่เคยฟังแล้วก็ยังส่งของมาให้อยู่ดี และยังไงของที่พวกท่านส่งมาก็มักจะเป็นแค่ของจำพวกขนมที่เก็บได้ ทำให้ถ้าพัสดุมาล่าช้าไปจนซึงกิลไม่ได้อยู่รอรับได้แล้ว เขาก็แค่บอกเจ้าหน้าที่ของทางลานสเก็ตที่ใช้แข่งไว้ว่าให้เปิดกล่องแล้วแบ่งขนมเอาไปทานกันได้เลย

 

 

 

 

แต่ถึงอย่างนั้น ความผิดพลาดแบบนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักเพราะหลังๆ พ่อกับแม่เลือกส่งไปรษณีย์แบบด่วนถึงด่วนที่สุด ทำให้คนที่ได้จัดการขนมร่วมกับเขาก็คือโค้ชไปจนถึงใครก็ตามที่ทักถาม

 

 

 

 

ซึ่งแน่นอนว่าธรรมเนียมนี้ก็ยิ่งขาดไปไม่ได้ในการแข่งใหญ่ขนาดนี้…แล้วก็คงเพราะตื่นเต้นแทน พัสดุที่คราวนี้พ่อกับแม่ของเขาส่งมานั้นกล่องใหญ่เสียจนซึงกิลเลือกจะฝากมันไว้ที่จุดรับพัสดุแทนในตอนเช้าที่จะไปเซ็นรับ เขาบอกพนักงานว่าจะมาหยิบตอนเย็นเพื่อจะได้ถือเข้าห้องพักไปเลยแทน

 

 

 

 

กล่องพัสดุที่เขาได้มาสังเกตดีๆ หลังถือมันเพื่อเดินกลับห้องหลังซ้อมเสร็จนั้นมีน้ำหนักเบากว่าขนาด แต่ก็เพราะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ค่อนข้างยาวนี่เองที่ทำให้ชายหนุ่มเดินไม่ได้สะดวกนัก ความเชื่องช้าของจังหวะก้าวเดินเปิดโอกาสให้เสียงร้องทักดังมา

 

 

 

 

“ซึงกิล? นั่นอะไรน่ะ?”

 

 

 

 

หนุ่มเกาหลีหันกลับไปหาเจ้าของเสียงที่เขาคุ้นแล้วว่าใคร…หนุ่มน้อยชาวไทยยิ้มมาให้สลับกับเบนสายตามองกล่องในมือซึงกิลแทนการชี้ ปลายนิ้วของเจ้าตัวกำลังค้างอยู่ในการสางเอาสายห้อยคอที่คล้องกุญแจไว้ให้หลุดจากการสายหูฟังอันยุ่งเหยิง

 

 

 

 

“แม่ฉันส่งของมาให้น่ะ” หนุ่มเกาหลีอธิบายสั้นๆ

 

 

 

 

“ดีจัง~” พิชิตยิ้มกว้างขึ้น จัดแจงเอาสายห้อยกุญแจที่สางออกมาได้แล้วคล้องคอแล้วก้าวยาวๆ มาหา “ให้ผมช่วยถือมั้ย กล่องใหญ่ขนาดนี้คุณถือคนเดียวก็ลำบากแย่เลย”

 

 

 

 

ซึงกิลเถียงความเห็นสุดท้ายของพิชิตไม่ได้จริงๆ…และก็รู้ด้วยว่าคงเป็นการรบกวนอีกฝ่ายที่ไม่มากไปนักเพราะไหนๆ ห้องก็อยู่ทางเดียวกัน ชายหนุ่มจึงโค้งศีรษะนิดๆ เป็นเชิงขอบคุณ “ถ้านายโอเคล่ะนะ”

 

 

 

 

เมื่อมีกันสองคน ซึงกิลก็พากล่องพัสดุมาถึงห้องพักได้อย่างรวดเร็วและเรียบร้อย ซึ่งชายหนุ่มก็คิดไว้แล้วว่าจะตอบแทนคนช่วยยังไง…ทำให้เมื่อพิชิตมีทีท่าเตรียมจะบอกลาหลังวางกล่องลงบนพื้นห้องของเขาแล้ว ซึงกิลก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน

 

“รอแป็บนึงสิ ที่แม่ฉันส่งมาก็ขนมทั้งนั้นแหละ” หาคัตเตอร์ขึ้นมาลิ้นชักแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งเพื่อกรีดเทปปิดกล่อง “นายเอาไปกินบ้างสิ”

 

 

 

 

พิชิตมีสีหน้างงๆ ปนประหลาดใจ ก่อนจะถามกลับมา “จะดีเหรอ?”

 

 

 

 

ซึงกิลยักไหล่ เปิดฝากล่องออก “นายยังแบ่งบะหมี่ให้ฉันเลยนี่”

 

 

 

 

นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้พิชิตคลายความเกรงใจแล้วกลับลงมานั่งล้อมกล่องกับเขาใหม่ ซึงกิลได้เห็นแล้วว่าที่แม่เลือกใช้กล่องพัสดุใหญ่ขนาดนี้ก็เพราะใส่มันฝรั่งทอดกรอบรสฮันนี่บัตเตอร์มาให้ จึงต้องมีพื้นที่ให้เหล่าบับเบิ้ลกันกระแทกด้วย

 

 

 

 

“เฮ้ยยยย~” พิชิตตะครุบซองสีเหลืองหมับทันทีที่เห็นชัดๆ “อันนี้ที่อร่อยมากๆ เลยใช่มั้ย เพื่อนผมพูดถึงอยู่”

 

 

 

 

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซึงกิลได้อยู่ในสถานการณ์เจอคนต่างชาติที่ตื่นเต้นกับของประจำประเทศบ้านเกิดตน แต่เขาก็ไม่รู้จะตอบยังไงดีให้ไม่ดูเสียมารยาทว่าตนไม่ได้ตื่นเต้นอะไรไปด้วยซักกะติ๊ด “มันก็…โอเคอยู่นะ”

 

 

 

 

พิชิตช้อนตามองมาอย่างขันๆ ปนรู้ทัน “คุณว่ามันเฉยๆ ใช่มั้ย?”

 

 

 

 

เมื่อได้เห็นใกล้ๆ แบบนี้ก็ยิ่งเป็นการยืนยัน…รอยยิ้มของพิชิต จุฬานนท์นั้นร่าเริงสดชื่นเหมือนดอกทานตะวันกลางแสงแดด ทำให้ไม่ยากเลยที่จะยิ้มตามพร้อมรู้สึกเอ็นดูเจ้าตัว

 

 

 

 

แต่ซึงกิลก็แค่พูดนิ่งๆ ตอบไปเท่านั้น “ถ้านายชอบก็กินได้เลย”

 

 

 

 

หนุ่มเกาหลีลุกขึ้นเพื่อเอาคัตเตอร์กลับไปเก็บที่ลิ้นชัก ก่อนจะยืนค้างตรงนั้นชั่วครู่เพื่อเช็คมือถือ…แล้วก็หันไปมองคนที่นั่งกินมันฝรั่งทอดหงุบหงับเล็กน้อย ไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มเอ็นดูแตะแต้มตรงมุมปากของตัวเอง

 

 

 

 

พิชิตสงสัยนิดหน่อยว่าซึงกิลยืนทำอะไรอยู่ แต่ก็ลืมไปสนิทเมื่ออีกฝ่ายกลับมาแล้วรื้อของในกล่องต่อ…มีทั้งขนมที่หนุ่มน้อยเคยเห็นแล้วในแผนกอาหารนำเข้าแล้วก็ขนมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ซึ่งซึงกิลก็แบ่งทั้งสองประเภทให้เขาแบบไม่หวงเลยสักนิด อธิบายสั้นๆ ว่ายังไงตนก็กินคนเดียวไม่หมดอยู่แล้ว และถ้าพิชิตจะอยากเอาไปแบ่งยูริกับคนอื่นๆ ด้วยก็ได้

 

 

 

 

ซึ่งเหล่าขนมสีสันสดใสเหล่านี้ก็ทำให้ยูริและยูริโอะตื่นเต้นกันทั้งคู่เมื่อพิชิตวางทั้งหมดลงบนเตียงในห้องพักของตัวเอง เขาเล่าว่าตนได้ขนมเหล่านี้มาได้อย่างไรไปพร้อมๆ กับที่ขยับมือถือไปหา พยายามหามุมที่จะเก็บภาพของทุกซองได้ครบ

 

 

 

 

“อย่าเพิ่งนะ…” หนุ่มน้อยปรามเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่โดยที่ตายังไม่ละจากจอโทรศัพท์ “ขอฉันถ่ายลงไอจีก่อน…”

 

 

 

 

“ไม่ทันแล้วล่ะพิชิต” เสียงลั้ลลาของวิคเตอร์ นิกิโฟรอฟกล่าวแทรกขึ้น ก่อนที่รอยยิ้มล้อเล่นจะแปรเปลี่ยนเป็นความมีเลศนัยนิดๆ ตอนที่เขาหันไปสบตา มือเรียวสวยโบกๆ โทรศัพท์ของตัวเอง “…มีคนชนะนายไปแล้วล่ะ”

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้พิชิตขมวดคิ้วแล้วเปิดแอปพลิเคชั่นอินสตาแกรมขึ้นมาทันที ยูริกับยูริโอะเบียดเข้ามาเพื่อดูด้วย…นั่นจึงทำให้เสียงหัวเราะดังลั่นของทั้งสองชัดเจนข้างหูหนุ่มน้อยชาวไทยจนเกินพอดีนักเมื่อได้เห็นว่าวิคเตอร์พูดถึงอะไร

 

 

 

 

รูปใหม่ที่ถูกโพสต์โดยแอคเคาท์ seung-gillee…ภาพถ่ายโดยไม่รู้ตัวของเด็กหนุ่มผิวแทนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เจ้าตัวกำลังเคี้ยวขนมอย่างสบายใจจนแก้มตุ่ย ซองขนมถูกกึ่งวางกึ่งกอดไว้บนตัก

 

 

 

 

ไม่มีชื่อถูกแท็กอยู่ในรูป แต่พิชิตก็ไม่ต้องพึ่งแท็กใดๆ ทั้งนั้นในเมื่อคนในรูปน่ะคือเขาเอง

 

 

 

 

“นายหน้าอย่างบวม” ยูริโอะยังไม่หยุดขำอย่างสะใจ และก็ยิ่งระเบิดหัวเราะเมื่อเห็นแคปชั่น

 

 

 

 

จากที่เห็นมาหลายแต่หลายครั้ง ใครๆ ก็น่าจะเดาได้ว่าลีซึงกิลไม่ใช่คนชอบใส่แคปชั่นให้รูปที่ตัวเองลงเท่าไหร่เลย ถ้าไม่ทิ้งว่างๆ ไว้ เจ้าตัวก็จะพิมพ์แค่คำสั้นๆ แบบไม่มีรายละเอียดนัก(เช่น พิมพ์ว่า ‘หมา’ ในการลงรูปหมา) พิชิตจึงไม่รู้ว่าตัวเองควรจะโมโหที่โดนเอารูปไปลงโดยไม่ถามก่อนแบบนี้ หรือดีใจดีที่คุณชายตระกูลลีอุตส่าห์สละเวลามามอบแคปชั่นที่ไม่เหมือนกับรูปที่ผ่านๆ มาให้ตน

 

 

 

 

ใต้รูปของพิชิตคืออีโมติคอนหน้าหนูแฮมสเตอร์หนึ่งตัว

 

 

 

 

 

 

**

 

 

 

หลังจากนั้น พิชิตก็มีโอกาสได้ทักได้คุยกับตัวแทนจากประเทศเกาหลีใต้อยู่อีกหลายครั้ง…เห็นได้ชัดว่าแม้แต่เจ้าตัวเองก็คงไม่คาดคิด แต่ทั้งยูริกับวิคเตอร์รวมไปถึงยูริโอะด้วยต่างก็มองว่าการที่ซึงกิลแบ่งขนมมาให้นั้นเป็นอะไรที่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงการเสนอเริ่มต้นมิตรภาพ ทั้งสามทักทายหนุ่มเกาหลีสั้นๆ ตลอดเมื่อเจอกัน นั่นจึงทำให้พิชิตเองก็เริ่มเอ่ยทักไปจนถึงชวนอีกฝ่ายคุยด้วยมากขึ้นทีละนิดตามจำนวนครั้งของการพบหน้ากัน

 

 

 

 

บทสนทนาก็เป็นแค่เรื่องทั่วๆ ไป แต่พิชิตกลับพบว่าตนได้รู้จักซึงกิลมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจากประโยคที่ได้แลกเปลี่ยนกันไปจนถึงแค่กิริยาเล็กน้อยตอนที่ได้อยู่ข้างๆ…ลีซึงกิลชอบฤดูหนาวมากกว่าฤดูร้อน ใช้หูฟังมากกว่าเฮดโฟน แต่สิ่งที่ฟังก็มักจะเป็นแค่เพลงที่จะใช้แสดงเสียเท่านั้น แอบดึงผักออกจากแซนด์วิชของตัวเองเสมอ ใส่แต่เสื้อผ้าสีดำเพราะมันง่ายดีตอนแต่งตัว ไปจนถึงเรื่องที่ว่าชายหนุ่มมีอพาร์ตเมนต์กลางโซลเป็นของตัวเองแต่ก็ยังหาเวลาไปเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านตรงชานเมืองเสมอ คิมบับเองก็อยู่ที่อพาร์ตเมนต์ด้วย แล้วตอนที่ต้องมาต่างประเทศ ซึงกิลก็จะพาเจ้าหมาตัวโตไปฝากไว้กับพ่อแม่แทนการเอาไปให้ใครอื่นเลี้ยงให้

 

 

 

 

เรื่องพวกนี้อาจดูเล็กน้อย แต่พิชิตกลับรู้สึกว่ามันทำให้ตนได้รู้จักอีกฝ่ายมากกว่าแค่เพื่อนร่วมสนามแข่งอย่างที่เคยคิดไว้ในทีแรกเสียอีก เรื่องเหนือความคาดหมายนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนแต่อย่างใด…หนุ่มน้อยกลับรู้สึกด้วยซ้ำว่ามันช่างน่าขันเสียจริงที่ที่ผ่านมา ตนนึกมาตลอดว่าลีซึงกิลเป็นคนเย็นชาไม่อยากพูดคุยกับใคร

 

 

 

 

และด้วยความที่มองว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแล้วที่จะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนที่ตนสนิทด้วย พิชิตจึงเคาะประตูห้องของซึงกิลในคืนหนึ่งแบบไม่ออมเสียงนักเมื่อเห็นว่าแสงไฟจากใต้ประตูยังไม่ดับลง

 

 

 

 

ซึงกิลเดินมาเปิดประตูในชั่วอึดใจถัดมา สายหูฟังถูกดึงออกข้างหนึ่งเพื่อคุยกับเขา หน้านิ่งๆ ก็จริงแต่แววตาก็ฉายแววงงเบาๆ ชัดเจน “ว่าไง?”

 

 

 

 

“ไปกินไอติมกันมั้ย?” พิชิตไม่พูดอ้อมค้อม ชูใบปลิวแผ่นเล็กที่ได้รับมาเมื่อกลางวันให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ “มันคือโฟรโยเชียวนะ”

 

 

 

 

ซึงกิลมองภาพไอศกรีมโฟรเซนโยเกิร์ตในแผ่นใบปลิวก่อนจะเลื่อนสายตามามองพิชิต พูดเสียงเรียบสนิท “นายจะกินไอติมตอนเที่ยงคืน?”

 

 

 

 

“ทำไมล่ะ? ก็ผมหิวนี่” พิชิตกระพริบตาอย่างไม่เข้าใจว่ามันเป็นปัญหาอะไร “เห็นคุณยังไม่นอนเลยมาถามเฉยๆ ว่าไปด้วยกันมั้ย แต่ถ้าคุณจะนอนแล้วก็ไม่เป็นไร…”

 

 

 

 

เขาเพิ่งมานึกได้ว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่อยากออกไปตะลอนๆ หาไอติมกินเอากลางดึกก็ในนาทีนี้ นั่นจึงทำให้พิชิตเตรียมถอยกลับ…แต่ซึงกิลก็แค่ถอนหายใจ ดึงสายหูฟังอีกข้างออกก่อนจะพูดสั้นๆ

 

 

 

 

“ขอฉันหยิบเสื้อหนาวแป็บนึง”

 

 

 

 

**

 

 

 

ร้านโฟรเซนโยเกิร์ตอันเป็นที่หมายนั้นเป็นร้านเปิดใหม่แบบข้ามคืนที่ตั้งถัดไปจากลานสเก็ตนิดเดียวเท่านั้น และพิชิตก็มีแผนการเดินทางไวๆ อยู่ในใจแล้ว

 

 

 

 

“นี่เลย” หนุ่มน้อยปลดล็อคโซ่จักรยานแล้วเอามันใส่ในตะกร้าด้านหน้า ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่งตรงที่นั่งคนปั่น “นั่งขึ้นมาข้างหลังได้เลย”

 

 

 

 

ซึงกิลยังคงยืนนิ่ง ถามเสียงเรียบสนิทอีกแล้ว “นายจะเป็นคนปั่นเองเหรอ?”

 

 

 

 

พิชิตพยักหน้า โบกๆ ใบปลิวให้อีกฝ่าย “คุณช่วยดูทางให้ผมหน่อยละกัน”

 

 

 

 

ซึงกิลรับแผ่นกระดาษไปถือ ยังยืนมองๆ หน้าพิชิตอีกเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมซ้อนท้ายจักรยานขึ้นมาโดยดี

 

 

 

 

พิชิตเป็นคนชอบเที่ยวเล่นมาตั้งแต่เด็กแล้ว นั่นจึงทำให้เขาภูมิใจนักกับประวัติการขี่จักรยานตะลอนๆ ไปตามที่ต่างๆ ของตัวเอง แต่เห็นได้ชัดว่าอะไรที่ไม่ได้ทำนานๆ ก็ล้วนแต่ทำให้ร่างกายไม่คล่องตามไปด้วย…เพราะการขี่จักรยานครั้งนี้ไม่ได้ไวดั่งใจเหมือนอย่างที่จำได้ตอนเด็กๆ เท่าไหร่เลย และเขาก็ดีใจชะมัดที่ซึงกิลดูจะเดาไม่ได้ว่าการปั่นขึ้นสะพานที่สูงเป็นเนินที่สุดในเส้นทางนั้นเป็นอะไรที่กินเวลานานมากและเกือบๆ จะล่มกลางคันอยู่หลายที…หนุ่มเกาหลีแค่คอยบอกทางด้วยเสียงนิ่งๆ เวลาถึงทางแยกเท่านั้น ไม่ได้มีท่าทีจะรู้สึกอะไรเลยว่าการเดินทางนี้ชักช้าเพราะคนปั่นจักรยานอย่างพิชิต

 

 

 

 

“เลี้ยวขวาก็ถึงแล้วล่ะ”

 

 

 

 

หนุ่มน้อยชาวไทยจอดจักรยานกับราวและล็อคโซ่ไว้ ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเข้าไปในตัวร้านที่ตกแต่งในโทนสีขาวสะอาดตา พิชิตเลือกท็อปปิ้งเป็นซีเรียลรสผลไม้หลากสีกับซอสคาราเมลให้กับโฟรโยของตัวเอง แต่ซึงกิลเลือกให้ราดแค่น้ำผึ้งธรรมดาเท่านั้น

 

 

 

 

“ทำไมใส่ท็อปปิ้งแค่นี้เองล่ะ?” พิชิตถามเมื่อมาถึงที่นั่งแบบบาร์ติดกระจกหน้าร้านแล้ว

 

 

 

 

“แบบนี้แหละอร่อยแล้ว” ซึงกิลพูดง่ายๆ…มองคนที่ชะโงกหน้าเข้ามาดูโฟรโยของตนอย่างสนอกสนใจเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ “อยากลองชิมมั้ยล่ะ?”

 

 

 

 

“อื้อ!” พิชิตพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะขยับเข้าไปหา ระยะห่างระหว่างกันนั้นไม่ได้มากมายเลยเมื่อนั่งบนเก้าอี้สูงแบบบาร์อย่างนี้ นั่นจึงทำให้เขาจัดการโฟรโยราดน้ำผึ้งที่ซึงกิลตักยื่นมาให้ได้อย่างสบายๆ

 

 

 

 

ตาโตขึ้นเมื่อได้รับรสของขนม “เฮ้ย! อร่อยมากจริงๆ ด้วย!!”

 

 

 

 

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าความอร่อยของเมนูง่ายดายนี้ก็คือซึงกิลที่หัวเราะออกมา

 

 

 

 

เสียงทุ้มแผ่วเบา ไม่เหมือนกับเสียงหัวเราะกว้างขวางของหลายๆ คนที่พิชิตเคยได้ยินมา…แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเสียงหัวเราะของซึงกิลเป็นเสียงที่ทำให้ดีใจนักที่ได้ยิน และที่น่าแปลกมากก็คือ…มันทำให้ทุกความรู้สึกของพิชิตหยุดนิ่ง ดวงตารับรู้แค่เพียงภาพที่ได้เห็น หัวใจก็ราวจะชะงักลงเพียงเพื่อฟังเสียงของคนตรงหน้าให้ชัดเจนทุกวินาที

 

 

 

 

“นายอายุเท่าไหร่แล้วน่ะ? ทำไมถึงยังตื่นเต้นกับไอศกรีมอยู่หา?”

 

 

 

 

เสียงหัวเราะหยุดลงแล้ว แต่น้ำเสียงก็ยังมีกระแสเอ็นดูปนอ่อนใจที่ทำให้หน้าร้อนจางๆ อยู่ดี

 

 

 

 

เพียงแต่อาการหน้าร้อนนั่นก็มีอันได้หยุดกึกเหมือนกันกับประโยคถัดมา

 

 

 

 

“…นายตื่นเต้นเหมือนคิมบับตอนได้กินขนมเลย”

 

 

 

 

“วะ ว่าไงนะ…?!” พิชิตรู้สึกหัวหมุนไปหมด ส่วนผสมจากไอศกรีมที่เย็นจัดกับสิ่งใหม่ๆ ที่ประดังเข้ามาให้ได้รับรู้ “นี่คุณ…คุณจะบอกว่าผมเหมือนหมาของคุณงั้นเหรอ???”

 

 

 

 

ลีซึงกิลก็คงเพิ่งนึกได้เหมือนกันว่าตนพูดสิ่งที่ควรเก็บไว้เป็นแค่ความเห็นในใจออกไป หน้ายิ้มๆ จึงรีบแปรเป็นความเรียบนิ่งอย่างทุกที เช่นเดียวกับน้ำเสียงในประโยคถัดมา “รีบกินไอศกรีมของนายเถอะ”

 

 

 

 

“เฮ้! อย่าเปลี่ยนเรื่องสิ!” พิชิตไม่ยอมจบง่ายๆ “คุณหมายความว่าไงเรื่องผมกับคิมบับน่ะ??! ซึงกิล!!”

 

 

 

 

คนหน้านิ่งก็ยังหน้านิ่งได้จนน่าหมั่นไส้นัก มิหนำซ้ำยังกล้ามาชี้ๆ ทางโฟรโยของเขาเสียด้วยราวกับนี่คือบทสนทนาเรียบร้อยทั่วไป “มันจะละลายแล้วนะ ไม่กินเหรอ?”

 

 

 

 

“ลีซึงกิล!!!”

 

 

 

 

แม้แต่คนขายไอศกรีมก็หลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาจากตรงเคาเตอร์ให้ได้ยินแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยสักนิดที่ในดวงตาสีเข้มที่มองเขากลับมานั้น…พิชิตจะรับรู้ได้ชัดเจนว่าซึงกิลไม่ได้รู้สึกเลยซักกะติ๊ดว่าท่าทางข่มขู่ของเขานั้นน่ากลัว

 

 

 

 

เส้นทางตอนขากลับนั้นสบายกว่าขามาเพราะได้ปล่อยให้จักรยานแล่นไปตามทางลาดแทนการปั่นขึ้นเนิน หากพิชิตก็ไม่ได้ชวนคุยอะไรเพราะอากาศตอนตีหนึ่งกว่าๆ นี้เย็นเจี๊ยบ แต่ท่าทางซึงกิลจะตีความความเงียบของเขาผิดไป เพราะแทนที่จะบอกลาเฉยๆ แล้วแยกย้ายกันเข้าห้องพักไปอย่างทุกที หนุ่มเกาหลียังคงยืนจดจ้องๆ อยู่ต่ออีกหน่อย

 

 

 

 

“นี่…เรื่องที่ฉันพูดถึงนายกับคิมบับน่ะ” เสียงทุ้มเริ่มต้นอย่างระมัดระวัง ก้มหน้าลงมานิดๆ เพื่อสบตากับพิชิต “ไม่ได้จะว่าอะไรนายนะ…ที่บอกว่าเหมือนกันคือเหมือนกันในแง่ดีน่ะ แบบน่ารักเหมือนกันอะไรแบบนี้…โอเคมั้ย?”

 

 

 

 

ปากบอกว่าไม่ได้มองว่าเขาเหมือนคิมบับ แต่มือใหญ่ๆ นั่นกลับดันวางแปะลงมาบนศีรษะของพิชิตแล้วลูบเบาๆ สองสามทีเสียอย่างนั้น

 

 

 

 

พิชิตจำไม่ได้ว่าตนเอ่ยอะไรออกไป แต่มันคงเป็นเสียงแผ่วค่อยที่พอจะแปลไปในทางว่าตนไม่ได้ถือสาอะไร…เพราะซึงกิลพยักหน้ารับแล้วก็เอ่ยราตรีสวัสดิ์ก่อนปิดประตูห้อง

 

 

 

 

ทิ้งหนุ่มน้อยชาวไทยไว้กับความฉิวปนขันที่มาจากการกระทำที่แย้งกับประโยคขอโทษ…แล้วก็ผิวแก้มร้อนๆ อันมาจากคำว่าน่ารักที่ดังวนไปวนมาในหัว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

****************************

 

อปป้ายังไม่มีบทเลย แต่ฟิคตอนที่สองแล้วค่ะ ก้ากกกกกกก

 

เป็นชิปที่กาวมากค่ะคู่นี้ รู้ตัวอีกทีเขียนฟิคไว้เย๊อะเยอะ แค่ไม่ได้ลงบล็อกเท่าไหร่เพราะสั้นมากเลย แต่ถ้าใครฟอลทวิตเราจะเห็นเนอะคะว่าตอนนี้แทบกลายร่างไปเป็นแอคเคาท์ยูริออ.แล้วก้ากกกก ถ้าไม่ทวิตถึงก็ต้องรีทวิต แต่เรื่องนี้ดีจริงๆค่ะ ไม่ใช่วายเซอร์วิสเลย

 

ถ้าให้พล่ามคงยาวแน่ ขอชี้แจงเรื่องสำคัญก่อน…ก็คือ เราใช้ ฬอจุฬา ในนามสกุลพิชิต ก็เพราะเหตุผลเดียวค่ะ…กลัวติดคุก(……..) แล้วถึงเราจะเขียนนามสกุลอปป้าว่า ลี แต่การออกเสียงจริงๆคือ อี นะคะ แค่พอลงบล็อกแล้ว ถ้าพิมพ์ว่า อี บางทีประโยคมันจะเลื่อนน่ะค่ะ เราอยากให้ชื่อติดกันเป็นคำเดียว เลยเขียนว่า ลี ค่ะ ซึ่งจริงๆไม่ถูกนะ TvT

 

เรื่องนี้ เราอยากเขียนให้สองคนนี้ค่อยๆรู้จักกันไปแบบสบายๆโทนพาสเทลๆค่ะ แบบไม่ใช่เริ่มต้นรู้จักกันเพราะจะจีบไรงี้ แค่รู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆจนค่อยๆรู้สึกวันนึงว่า เฮ้ย เราชอบที่มีคนคนนี้ในชีวิตจัง อะไรแบบนี้ค่ะ…เป็นความ slow-burn เบาๆฟฟฟฟ หวังว่าคนอ่านจะเพลิดเพลินนะคะ

 

แวะมาคุยกันได้ทั้งในคอมเม้น ในทวิต หรือใน ask.fm/tippuri ก็ได้นะคะ ❤

 

 

 

 

ทิพย์เอง

Advertisements

7 responses to “[Yuri!!! On Ice Fic][seungchuchu] then we’ll just let gravity do the trick (2)

  1. อุ๋งงงงง
    ชอบความพาสเทลกับความค่อยเป็นค่อยไปของคู่นี้จังค่ะ

    อปป้าาาาาาาาา พอปลดโหมดคนแปลกหน้าออกแล้วน่ารักจังค่ะ~

    พิชิตโตะคุงดูตื่นเต้นกับฮันนี่บัตเตอร์ ดูท่าจะชอบของหวานนะพ่อคุณ

    ซึงกิลเนี่ย พอเริ่มทำความรู้จักกันแล้วก็ใจดีมากผิดกับความนิ่งเงียบตอนแรกๆเลยค่ะ หมูปิ้งเขาน่ารักน่าเอ็นดูใช่มั้ยล่ะอปป้า 555555555

    Like

  2. พิชิตโตะคุงน่ารักและมีความเป็นแฮมสเตอร์สูงในสายตาอปป้า5555
    ชอบความละมุนค่อยๆเป็นค่อยๆไปของคู่นี้จัง อ่านได้เรื่อยๆเพลินดีค่ะ ><

    Like

  3. กาว…กาว….กาวมากค่ะขอกาวหน่อย…ขอกาวมากกว่านี้
    โอ้ย น่ารักโดขิๆ โอ้ยๆๆๆๆๆๆๆ อปป้าาาา ทำหนูละลายยยย โอ้ย ตายค่ะ
    พิชิตก็น่ารักน่าเอ็นดู๊วววววววววววววววววววววววววววว

    Like

  4. น่ารัก น่ารัก น่ารัก น่ารัก ค่ะอรุ๋งงงงงงง
    คิมบับ เอ้ย พิชิตโตะคุงเด็กน้อยน่ารักจริง อปป้าาาา ช่วยปรากฏตัวออกมาเร็วๆเถอะค่ะ อย่าให้เรากาวต่อไปเลย 555555
    จะรอตอนต่อไปนะคะ

    Like

  5. โฮวววววววว ละมุนนนนนนนนนนน Q//x//Q

    พิชิตคุงงงงง เธอจะบวมเป็นเเฮมเตอร์ขึ้นลานสเก็ตไม่ได้นะ ไม่ได้ยยยยยยย เเงงงงงงงง

    Like

  6. แงงงงง พิชิตนี่ทำไมคิ้วท์จังงงงงงงงง
    รู้สึกผ่านมาสองตอน พิชิตกินตลอดเลย สมกับที่เป็น #พิชิตบริโภค เสียจริงๆ นะเนี้ยยยย ชอบตอนกินโฟรโยอ่ะแง พิชิตดูคิ้วท์ ดูน่ารัก อปป้าก็คงเอ็นดูใช่ไหมคะะ
    ดูยูริ ก็รออปป้าออกอย่างใจจดใจจ่อค่ะ ฮาาาาาา

    Like

  7. เขินการไปกินติมด้วยกันยามดึกจังเลยค่ะ พ่อคุณพิชิตสายบริโภคจริงๆ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s