[XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (5)

 
 
 
Adagio Sostenuto
X-Men: First Class Fanfiction by Tippuri~ii* 
 

 

    
 

 
 
Pairing:  Erik Lehnsherr x Charles Xavier
Fandom: X-Men First Class
 
 
 
 
 
 

Type: AU fanfiction

 
 
 
 
 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 **********************************
 
 
 
 
 
************************************
 

 

 

 

— V —

 

allegro ma non troppo

quick, but not too quick

  

 

              

 

 

 

เขาร่วมงานกับเวียนนาฟิลฮาโมนิกออเคสตร้ามาจนเข้าขั้นคุ้นเคยกับนักดนตรีทุกคนแล้ว นั่นจึงทำให้ทริปการแสดงรอบยุโรปที่ยาวนานเกือบสองเดือนหลังจากกลับมาจากนิวยอร์กไม่ใช่อะไรที่ยาวนานเลยในความรู้สึกของอีริค…การแสดงทุกรอบได้รับเสียงตอบรับที่ดีทั้งจากผู้ชมและบรรดานักวิจารณ์ดนตรี สิ่งที่อีริคต้องทำตอนจบทริปก็มีแค่เรื่องเดิมๆ ที่เขาทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน…ถ่ายรูปเพิ่มเติมในชุดวาทยกรคู่กับเหล่านักดนตรีและเขียนข้อความเล็กน้อยสำหรับพิมพ์ลงในแผ่นพับของซีดีและดีวีดีคอนเสิร์ต แล้วก็ใช้เวลาว่างสั้นๆ ที่ได้รับตามใจของตัวเอง

 

 

 

 

 

ปกติแล้ว ชายหนุ่มไม่ค่อยจะเลือกทำอะไรอื่นนอกจากอยู่เฉยๆ ในอพาร์ตเมนต์ที่เวียนนาของตัวเอง แต่ในวันหยุดครั้งนี้…อีริคก็ได้ตอบตกลงคำเชิญไปร่วมงานการเปิดนิทรรศการแสดงชิ้นงานศิลปะครั้งใหม่ ณ ชตาทส์กัลเลอรี พิพิธภัณฑ์ศิลปะในเมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี ทำให้ดัฟเฟิลแบ็คใบเดิมได้ทำหน้าที่อันซื่อสัตย์ของมันอีกครั้ง…และในเวลาไม่ถึงห้าชั่วโมง อีริคก็เดินทางข้ามมายังอีกประเทศได้อย่างไม่ติดขัดอะไร

 

 

 

 

 

การมาเยือนเยอรมนีทุกครั้งยังให้ความรู้สึกแปลกๆ เสมอ…และเขาก็คิดถึงสาเหตุของความรู้สึกนี้ขณะที่ค่อยๆ บังคับพวงมาลัยของรถที่เช่าจากสนามบินไปตามทางสู่โรงแรมที่ทางพิพิธภัณฑ์จองให้ เพราะถึงจะเกิดที่เยอรมนีและพูดภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว…ช่วงเวลาที่เขาได้อยู่ในประเทศนี้ก็เป็นแค่ไม่กี่ปีสั้นๆ ในวัยเด็ก ออสเตรียจึงให้ความรู้สึกว่าเป็นบ้านมากกว่าเสมอในใจของอีริค

 

 

 

 

 

…แต่ก็เป็นความสบายใจแบบหนึ่งที่ได้มีโอกาสอยู่ในที่ที่สามารถพูดภาษาหลักได้อย่างมั่นใจว่าทุกคนเข้าใจเขาล่ะนะ

 

 

 

 

 

อีริคเผื่อเวลาให้ตนมาถึงชตุทท์การ์ทก่อนคืนจัดงานเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม นั่นจึงทำให้เขาได้มีเวลาว่างในการนอนพักและส่งชุดสูทที่เตรียมมาให้ทางโรงแรมไปทำการรีดให้เรียบร้อย แล้วเมื่อถึงเวลา…ชายหนุ่มก็จัดการขับรถไปยังที่หมายด้วยตัวเอง ทางพิพิธภัณฑ์คัดค้านเรื่องนี้ในทีแรก…แต่งานเปิดนิทรรศการครั้งนี้พิเศษด้วยการเปิดพิพิธภัณฑ์ทั้งคืนให้เหล่าผู้ได้รับเชิญมีโอกาสได้ชมงานศิลปะอย่างเต็มที่ อีริคเลยอยากจะให้ตัวเองสามารถเลือกเองได้ตามใจว่าจะไปกลับตอนไหนมากกว่าต้องมารอรถของทางพิพิธภัณฑ์

 

 

 

 

 

เป็นไปตามงานเปิดนิทรรศการปกติ…บรรยากาศทั้งหมดดูหรูหราด้วยเหล่าผู้คนมีชื่อเสียงในชุดราคาแพง แชมเปญสะท้อนแสงไฟเป็นประกายสีทอง ดอกไม้ดอกโตสวยงามถูกจัดไว้ทุกมุม และเสียงเพลงที่ดังคลอในงานก็ไม่ได้ถูกเปิดจากเครื่องเล่น หากถูกบรรเลงสดโดยวงสตริงควอเต็ตในชุดสีดำเรียบหรูตรงมุมห้องโถง…อีริครับแก้วทรงสูงบรรจุเครื่องดื่มสีสว่างมาไว้ในมือ กล่าวรับคำทักทายและแลกเปลี่ยนบทสนทนาผิวเผินกับเหล่าผู้คนที่จำเขาได้แล้วแวะเวียนเข้ามาพูดคุยด้วย แต่นอกเหนือไปจากนั้น เขาก็แค่ยืนจิบแชมเปญไปเงียบๆ ตรงมุมหนึ่งเท่านั้น รอคอยให้ทุกสุนทรพจน์จบลงแล้วเริ่มเวลาการเดินชมงานศิลปะได้ตามใจเสียที เพราะอีริคไม่ได้รู้จักกับใครสักคนในห้องนี้เลยแม้แต่คนเดียว

 

 

 

 

 

หากนั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่จริงอีกต่อไปเมื่อชายหนุ่มผมน้ำตาลหันไปตามคำบอกของใครสักคนในวงสนทนาว่าต้องการจะแนะนำให้เขาได้รู้จักกับหนึ่งในผู้อุปถัมภ์พิพิธภัณฑ์ แล้วภาพที่ได้เห็นกลับเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยกับดวงตาสีฟ้าสุกใสที่เบิกกว้างขึ้นนิดๆ อย่างประหลาดใจปนยินดีแทนที่จะเป็นเหล่าท่านเซอร์ผู้พร้อมจะโอ้อวดถึงความร่ำรวยของตัวเองสักคน

 

 

 

 

 

“อีริค?” ความรู้สึกในน้ำเสียงนุ่มนวลนั่นไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเจ้าตัว “วะ ว้าว…บังเอิญจังเลย…”

 

 

 

 

 

“โอ…พวกคุณรู้จักกันเหรอคะมิสเตอร์เซเวียร์?” ดัชเชสสักคนที่ตั้งใจจะแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักกันมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย หากก็หัวเราะกับความบังเอิญนี้ ก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อไป…หากอีริคก็ได้มีโอกาสสบตากับชาร์ลส์ที่มองมาอยู่หลายครั้งในระหว่างนั้น การกระทำที่บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวก็อยากรู้พอๆ กันกับเขาว่าทำไมต่างฝ่ายถึงมายืนอยู่ที่นี่ได้

 

 

 

 

 

ในที่สุด บทสนทนาก็ค่อยๆ จางหายเหมือนวงคลื่นบนผิวน้ำ และจังหวะนั้นเองที่ทำให้อีริคกับชาร์ลส์ได้มีโอกาสคุยกัน

 

 

 

 

 

“หวัดดี…” ดวงตาสีฟ้ายังคงมีแววประหลาดใจปนยินดีอยู่ “ฉัน เอ่อ…ฉันนึกว่านายอยู่ที่เวียนนานะเนี่ย แล้วก็ไม่ได้คิดเลยด้วยว่าจะเจอคนรู้จักในงานนี้…”

 

 

 

 

 

“ทางงานเขาเชิญฉันมาน่ะ” อีริคตอบ ก่อนจะนึกปะติดปะต่อเรื่องราวได้ “เดี๋ยวนะ เซเวียร์…นาย…นายคือชาร์ส์ เซเวียร์ เซเวียร์คนนั้นน่ะเหรอ?”

 

 

 

 

 

การย้ำประโยคเป็นเด็กๆ แบบนี้มันน่าหัวเราะสิ้นดี แต่เรื่องที่น่าขำยิ่งกว่าในนาทีนี้เห็นจะเป็นการที่อีริคได้ค้นพบว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าตน—บุคคลผู้ลืมถ้วยชาเป็นว่าเล่นแถมทำอาหารก็ไม่เป็น—คือคนคนเดียวกับทายาทของตระกูลเซเวียร์ ตระกูลเก่าแก่ที่มีทั้งธุรกิจและอิทธิพลไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์เข้าหลักเป็นร้อยล้าน แถมยังมีรายชื่อติดลิสต์ผู้อุปถัมภ์ของพิพิธภัณฑ์ วงดนตรี และการวิจัยมากมายในยุโรป อังกฤษ และอเมริกา

 

 

 

 

 

มนุษย์ที่จะอยู่ในเพนท์เฮาส์ใจกลางนิวยอร์กก็ได้ แต่กลับยอมแชร์อพาร์ตเมนต์เล็กๆ นั่นกับเขาเป็นเวลาตั้งหกวันน่ะนะ…คือชาร์ลส์ เซเวียร์คนนั้น??

 

 

 

 

 

“มัน…มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่…” เห็นได้ชัดว่าชาร์ลส์มีท่าทีลำบากใจพร้อมวางตัวไม่ถูก “ฉันก็เป็นแค่…ฉัน คนคนนึง ไม่มีอะไรมากกว่านั้นสักหน่อย”

 

 

 

 

 

คนเรามีเรื่องที่ตัวเองไม่อยากพูดถึงกันทั้งนั้น แม่ของอีริคเคยบอกเขาไว้แบบนั้น…นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มไม่ถามอะไรต่อถึงเรื่องนี้ เพราะอย่างไรก็ตาม…ชาร์ลส์ในสายตาของเขาก็เป็นแค่ศาสตราจารย์ผู้ทำงานจนลืมวันเวลาและยิ้มสดใสแม้แต่กับเรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่ทายาทคนเดียวของตระกูลร่ำรวยเก่าแก่ระดับไม่ใช่ก็ใกล้เคียงจะเป็นเชื้อพระวงศ์แล้วเลยสักนิด

 

 

 

 

 

ชาร์ลส์ถามเขาบ้างถึงการแสดงที่ผ่านมา ซึ่งอีริคก็ตอบเท่าที่ตอบได้ภายในเวลาก่อนที่ผู้บริหารของพิพิธภัณฑ์กับเหล่าผู้ประสานงานจนเกิดเป็นนิทรรศการนี้ได้จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวที มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทาง คำที่ยืมมาจากภาษาต่างชาติ ชื่อของจิตรกรหลากหลายคน เสียงปรบมือครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยเสียงปรบมือที่ดังกว่าทุกครั้งทั้งหมดนั่นอีกที

 

 

 

 

 

แน่นอนว่ามีการประกาศบนเวทีแล้วว่าคืนนี้ทางพิพิธภัณฑ์จะเปิดให้ชมได้ทั้งคืน…แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แขกหลายๆ คนจะเริ่มทยอยกันกลับทันทีที่สุนทรพจน์จบลง ซึ่งนั่นไม่ใช่อะไรที่ทำให้อีริครู้สึกแย่เลยสักนิด…เขาคิดอย่างดีใจปนสะใจเบาๆ เสียด้วยว่าตนจะได้ไม่ต้องยืนเบียดกับใครหรือต้องหงุดหงิดใจเพราะมีคนยืนบังตอนดูงานศิลปะแต่ละชิ้น

 

 

 

 

 

“แล้วนี่นายจะอยู่ต่อหรือจะกลับเลยล่ะ?” เขาถามชาร์ลส์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยเสียงเรียบๆ

 

 

 

 

 

“อยู่ต่อสิ เขาจะเปิดให้ทั้งคืนเลยนี่นา” ชายหนุ่มผมดำยิ้มอย่างร่าเริงยินดี ก่อนจะถามบ้าง “แล้วนายล่ะ?”

 

 

 

 

 

อีริคพยักหน้าแทนการเอ่ยตอบ แล้วเมื่อรู้ตัวอีกที…เขาก็กำลังเดินเคียงข้างชาร์ลส์บนโถงทางเดินที่ทอดไปสู่ห้องจัดแสดงนิทรรศการแล้ว ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หากก็ไม่ได้ไม่พอใจเช่นกัน เพราะก็อย่างที่รู้มาตั้งแต่ตอนที่อยู่ที่นิวยอร์กแล้ว…ชาร์ลส์ เซเวียร์เป็นคนที่เขาไม่ต้องกังวลใจว่าจะเป็นอะไรไหมถ้าไม่มีบทสนทนาระหว่างกัน

 

 

 

 

 

มีแขกจากในงานไม่มากนักที่อยู่ต่อเพื่อชมภาพเขียน นั่นจึงมอบความเงียบให้ทั้งคู่ระหว่างที่เดินดูงานศิลปะ…นิทรรศการที่เพิ่งเปิดตัวนี้เป็นการจัดแสดงผลงานของเหล่าจิตรกรสไตล์ impressionism ที่มีทั้งชิ้นงานของตัวพิพิธภัณฑ์เองและที่ขอยืมมาจากที่อื่น โทนสีสว่างของภาพสไตล์นี้มอบทั้งความรู้สึกมีชีวิตชีวาและละมุนตาไปพร้อมกัน และถึงเขาจะไม่ใช่คนที่รู้เรื่องงานศิลปะหรือรู้จักชื่อจิตรกรแต่ละคนอย่างละเอียดอะไร แต่อีริคก็ชอบที่จะมองรายละเอียดของเทคนิคที่จิตรกรแต่ละคนเลือกใช้ และถ้าให้ตัดสินจากการที่ชาร์ลส์มีความเห็นเป็นแค่คำง่ายๆ ไม่ใช่ศัพท์ยากๆ หรือชื่อและประวัติเป็นชุดของตัวจิตรกรแล้ว…อีริคก็ขอเดาว่าอีกฝ่ายเองก็คงมาดูงานนิทรรศการนี้แค่ในฐานะคนธรรมดาคนนึงเช่นกัน

 

 

 

 

 

เนื่องจากเหตุผลเรื่องความปลอดภัย ประตูตรงด้านปลายสุดของพิพิธภัณฑ์ที่ปกติเป็นทางออกเลยถูกปิดไม่ให้ใช้แม้แต่ในคืนนี้ อีริคกับชาร์ลส์จึงต้องเดินย้อนผ่านโถงจัดแสดงทุกห้องอีกครั้งเพื่อกลับมาออกทางประตูหน้า…มอบเวลาเพิ่มเติมให้เขาได้ชวนคนข้างตัวคุยอีกนิดหน่อย อีริคถามถึงงานการสอนและเรื่องทั่วๆ ไป ซึ่งชาร์ลส์ก็ตอบอย่างละเอียดเมื่อลงได้เริ่มถึงงานของตัวเอง ก่อนจะครึ่งยิ้มครึ่งบึ้งนิดๆ เมื่ออีริคถามต่อว่าได้เก็บถ้วยชาออกมาจากห้องทำงานหมดแล้วหรือยัง

 

 

 

 

 

สีหน้านี้นั่นเองที่ทำให้ชายหนุ่มผมน้ำตาลมาคิดได้ทีหลังว่าตนคงไม่ค่อยจะเป็นคนแปลกหน้าของชาร์ลส์ เซเวียร์สักเท่าไหร่แล้ว

 

 

 

 

 

ท้องฟ้าสีเข้มราวกับหยดหมึกอันพรายพราวด้วยดวงดาวของเวลาตีหนึ่งคือสิ่งที่ต้อนรับพวกเขาเมื่อเดินออกมาจากอาคารพิพิธภัณฑ์ ทั้งคู่ยังคงยืนด้วยกันที่ตรงหน้าประตูใหญ่ เพราะเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดว่านี่คือเวลาของการกล่าวลาแล้ว

 

 

 

 

 

“แล้วนายจะกลับยังไงล่ะ?” ชาร์ลส์ถาม

 

 

 

 

 

“ขับกลับเองนี่แหละ” อีริคตอบ อธิบายเพิ่มเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของคู่สนทนา “ฉันเช่ารถมาจากสนามบินตั้งแต่แรกแล้ว”

 

 

 

 

 

“อ๋อ…” ชายหนุ่มผมดำพยักหน้า ก่อนจะยิ้มให้ “งั้นนายก็กลับได้เลยสินะ…ฉันต้องโทรเรียกรถจากโรงแรมก่อนน่ะ คงต้องรอที่นี่อีกสักพัก”

 

 

 

 

 

อีริคส่งเสียงฮึมฮัมแบบไม่ผูกมัดอะไร แต่ในใจนั้น เขาไม่ได้คิดตรองอะไรด้วยซ้ำ…คำถามนี้ก่อตัวและถูกเปล่งออกมาอย่างง่ายดายเป็นธรรมชาติเสียยิ่งกว่าสายลม

 

 

 

 

 

“ถ้านายไม่ถือ ให้ฉันขับไปส่งมั้ยล่ะ?”

 

 

 

 

 

“โอ…ได้เหรอ…” ชาร์ลส์ชะงักและเงยหน้าขึ้นมาจากการเตรียมกดเบอร์โทรศัพท์ “มันไม่รบกวนนายใช่มั้ยน่ะ?”

 

 

 

 

 

อีริคส่ายศีรษะ ก่อนจะพูดหน้าตาย “ยกเว้นแต่ว่านายนั่งรถราคาปกติแล้วจะผื่นขึ้นน่ะนะ มิสเตอร์เซเวียร์”

 

 

 

 

 

ชาร์ลส์ระเบิดหัวเราะออกมา เสียงที่ให้ความรู้สึกเหมือนดวงดาวอันพร่างพรายอย่างประหลาดในใจคนฟัง

 

 

 

 

 

พวกเขาได้เริ่มต้นออกเดินทางหลังจากที่รอให้ชายหนุ่มผมดำเปิดแอปแผนที่และจัดระบบนำทางให้เข้าที่แล้วเรียบร้อย สายลมยามดึกพัดโชยผ่านหน้าต่างรถที่อีริคไขกระจกลงจนสุด…เย็นเฉียบหากไม่บาดผิว และแฝงมาด้วยกลิ่นชื้นๆ ของสายหมอกกับใบหญ้า ซึ่งก็เป็นเพราะนี่คือเวลาที่ไม่มีรถคันอื่นเลยบนถนน…อีริคจึงไม่ห้ามอะไรเมื่อชาร์ลส์เท้าแขนลงบนขอบหน้าต่างแล้วยื่นนิดๆ ออกไปด้านนอก สายลมพัดพาให้เรือนผมสีดำที่หวีไว้เรียบร้อยกลับมายุ่งนิดๆ แล้ว…ดูเป็นชาร์ลส์ เซเวียร์คนเดิมที่เขาคุ้นเคยยิ่งกว่าเดิม

 

 

 

 

 

เมื่อถนนเริ่มเป็นทางตรง อีริคก็เปลี่ยนมาใช้มือแค่ข้างเดียวในการบังคับพวงมาลัย…ยกมืออีกข้างขึ้นมาเพื่อขยับไทหูกระต่ายของตัวเองให้แค่คลายปมออก ปล่อยชิ้นผ้าสีตะกั่วให้คล้องคาอยู่บนคอ กิริยาที่ชายหนุ่มไม่ได้รู้ตัวเลยว่าถูกคนข้างตัวมองอยู่

 

 

 

 

 

“แล้วนายจะกลับเวียนนาวันไหนเหรอ?” ชาร์ลส์ทำลายความเงียบลงในที่สุด

 

 

 

 

 

“พรุ่งนี้ตอนบ่ายๆ” อีริคตอบ สายตามองแค่ถนนด้านหน้า “คงถึงเวียนนาตอนค่ำๆ หน่อย ถ้าไม่ดีเลย์น่ะนะ”

 

 

 

 

 

ชาร์ลส์ส่งเสียงฮึมฮัมรับรู้ และนั่นก็เปิดโอกาสให้เขาถามบ้าง “แล้วนายล่ะ? จะกลับนิวยอร์กวันไหน?”

 

 

 

 

 

“อีกสองวันน่ะ…เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว ฉันอยากเที่ยวต่ออีกหน่อย” ชาร์ลส์หัวเราะ ก่อนจะแอบโอดโอยต่อเล็กๆ “แต่กลับไปก็ต้องจมกองงานตายเลยล่ะ…เพราะฉันลาสอน เลยสั่งรายงานเด็กเอาไว้”

 

 

 

 

 

อีริคหัวเราะหึๆ “โชคดีนะ ศาสตราจารย์”

 

 

 

 

 

คำพูดเย้าๆ นั้นเรียกเสียงครางโอดโอยอีกระลอกจากชาร์ลส์

 

 

 

 

 

เขาขับรถเข้าไปตามทางโค้งของโรงแรมเพื่อจอดให้อีกฝ่ายได้เข้าไปถึงล็อบบี้ได้เลย ซึ่งถึงจะลงจากรถพร้อมปิดประตูแล้ว…ชาร์ลส์ก็ยังก้มตัวลงมานิดๆ เพื่อที่จะคุยกับอีริคผ่านทางหน้าต่างอยู่ดี

 

 

 

 

 

“ขอบคุณมากนะที่มาส่ง” เรียวปากสีเรื่อแย้มยิ้มให้ “แล้วก็…ถ้านายได้แวะมาที่นิวยอร์กอีก ก็ไว้เจอกันนะ”

 

 

 

 

 

อีริคพยักหน้ารับ พูดเรียบๆ ตอบว่าราตรีสวัสดิ์ ก่อนจะออกรถเพื่อกลับไปยังโรงแรมของตัวเองบ้าง…เขาไม่ได้ครุ่นคิดอะไรถึงประโยคสุดท้ายของชาร์ลส์มากนัก เพราะอีริคได้พบปะผู้คนมามากมายพอที่จะรู้แล้วว่าคำพูดทำนองนี้เป็นการพูดตามมารยาทมากกว่าจะหมายความตามจริงๆ…เห็นได้จากการที่เจ้าของคำชวนทำนองนี้คนแล้วคนเล่าไม่เคยแลกข้อมูลเพื่อการติดต่ออะไรกันเลยกับเขา ซึ่งอีริคก็ไม่ได้เคืองใจอะไร เพราะเขาเองก็เคยได้กล่าวประโยคตามมารยาทนี้ออกไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วเช่นกัน

 

 

 

 

 

ไฟลท์บินขากลับของเขาไม่มีอะไรติดขัด และภายในวงล้อมของเครื่องดนตรีและใต้แสงอาทิตย์ของกรุงเวียนนา…ค่ำคืนของการชมภาพเขียนสีนุ่มนวลเคียงข้างชาร์ลส์ เซเวียร์ก็ไม่ได้ถูกอีริคคิดถึงอีกเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

***************************************

 

note:

นิทรรศการนี้ของ staatsgalerie มีจริงนะคะ แค่เวลาเปิดแสดงไม่ตรงกับในฟิคค่ะ งานจริงคือเดือนมิถุนาถึงพฤศจิกาเอง แต่ผลงานเป็นภาพสไตล์ impressionism ตามที่เราเอามาเขียนค่ะ

 

*************************************

 

สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาอีกครั้งพร้อมเชริคคอนดักเตอร์เอยูเรื่องนี้นะคะ >v< ฉลองที่เจมส์ลงรูปอีริคในไอจีค่ะฟหกดฟหกดฟหกด ฮืออออออ คิดถึงเฟิร์สคลาสมากมากมากมากค่ะ อยากให้ฉายในโรงใหม่อีกมากๆๆๆๆเลยค่ะ อยากดู คิดถึง

 

ไม่รู้จะฝอยอะไรดี ไม่แน่ใจว่ามีคนติดตามเรื่องนี้มั้ย T///T แต่เราหวังว่าความสัมพันธ์ช้าๆแบบนี้จะไม่น่าเบื่อนะคะ และการเขียนเรื่องนี้ก็ทำให้เหมือนเราได้พักผ่อนสมองมากค่ะ มันช้าๆรีแลกซ์ๆดี เลยหวังว่าคนอ่านจะแฮปปี้กับการอ่านเช่นเดียวกันนะคะ

 

แล้วตอนต่อไปจะตามมาแน่นอนค่ะ

 

 

 

ทิพย์เอง

 

Advertisements

25 responses to “[XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (5)

  1. จะติดตามต่อไปเรื่อยๆค่ะ ชอบมากกแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไปงี้ เชริคนี่เชริคจริงๆเลยงืออ ขอโทษที่พึ่งมาเม้นเอาตอนนี้นะคะ สนุกมากเลยTpT

    Like

  2. ตอนนี้ภาษาดูประณีตกว่าทุกครั้งนะคะ ดีมากๆเลย บรรยายภาพนิ่ง(ฉาก)ได้ดี บทสนทนาก็พอดี ส่วนภาคที่ใช้ดำเนินเรื่องก็เขียนได้น่าสนใจ อ่านเพลินเลยค่ะ.. สนุก > v <

    พอได้อ่านว่าชาร์ลส์ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับอีริคก็เพิ่งจะระลึกได้อีกว่า ก็นี่! เขาเคยนอนที่บ้านชาร์ลส์ตั้งอาทิตย์นึงไม่ใช่หรือไง! เขา-นอน-ที่-ห้อง-ใน-อพาร์ทเมนต์-ของ-ชาร์ลส์-ไง! เขารักชาร์ลส์ตั้งแต่หยิบถ้วยชาถ้วยแรกแล้– /เดี๋ยว มันใช่ไหม

    อบอุ่นแปลกๆเนอะ– ขับรถมาส่งด้วยยยยย(/จิ้มแขนพี่ทิพย์)


    และพังครืนลงมาด้วยย่อหน้าสุดท้าย Orz….

    Nooooooooooo

    Like

  3. เราชอบที่เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างเรื่อยๆแบบนี้นะคะ รู้สึกมันดูสมจริง นานๆเจอกันที TvT ชอบความรู้สึกที่พอห่างๆกันไปสักพักแล้วมาเจอกันอีกก็ไม่ได้อึดอัดอะไร ทำให้อ่านแล้วลุ้นอยู่เหมือนกันว่าสองคนนี้จะพัฒนากันได้ยังไง555555 รอติดตามตอนต่อไปนะคะ ><

    Like

  4. ไม่น่าเบื่อค่ะ >< พอเข้าใจความรู้สึกคุณทิพย์นะคะ เพราะเราอ่านก็รู้สึกสบายใจเหมือนกัน

    ว่าแต่ที่ถอดไทแล้วปล่อยให้คล้องคออยู่อย่างนั้นเนี่ย ทำไปโดยไม่รู้ตัวใช่มั้ยคะคุณคอนดัคฯ

    ถ้าใช่นี่…

    จริงๆ อีริคคุณทิพย์ก็ยังร้ายกาจนะคะ แค่คนละแบบกับที่ผ่านๆ มา

    เนอะ ชาร์ลส์

    Like

  5. ไม่น่าเบื่อค่ะ ชอบ อะไรช้าๆแบบนี้ฟีลกู๊ดดีค่ะ

    อีกอย่างที่ดี๊ดีคืออีริคค่ะ เทคแคร์ไปไหนเนี่ยพ่อคุณ ดีจนเกือบไม่เชื่ออีกแล้วว่าคืออีริค(เดี๋ยวเถอะ555) ดีแถมหล่อ แค่ถอดไทยังหล่อเลย

    ตอนนี้ยังไม่คิดถึงไม่เป็นไร เริ่มปากเสียเหน็บกันได้แบบนี้แสดงว่ามีพัฒนาการแล้ว รู้จักกันมากขึ้นด้วย ยังไงเดี๋ยวก็เจอกันอีก ❤

    Like

  6. ฮืออออออ ชอบเยอรมันมากค่ะ ชอบพี่ฟาส (ไม่เกี่ยวกับฟิคเลย 5555)

    เราชอบตอนนี้นะคะ มันคือพรหมลิขิตที่พาให้ทั้งสองคนมาเจอกันอีกครั้งนั้นแหล่ะ คู่กันแล้วคงไม่แคล้วกันเนอะ คือที่เราชอบมากคือการที่อีริคไม่ได้เห็นความรู้สึกของตัวเองไปในเชิง “ความรัก” นี่แหล่ะค่ะ ทั้งๆที่มันก็วางอยู่ตรงหน้า อีริคคาแรกเตอร์แบบนี้เป็นอะไรที่ละลายใจมากๆ ถ้าตอนเขาเห็นความรู้สึกนี้ขึ้นมาทุกอย่างจะระเบิดบี้มมมม ตายทุกคนแน่ๆค่ะ ฮือออออ

    อีกอย่างที่ชอบมากๆคือบรรยากาศของตอนนี้ค่ะ (เพราะเราชอบเยอรมันนนนนนนกรี๊ดดดด) การเดินดูพิพิธภัณฑ์ศิลปะด้วยกันแบบนี้มันแบบบบบบ romantic af!! หนูชาร์ลส์ก็น่ารักน่ายืดแก้มเล่นเหลือเกิน ยิ่งตอนพาขึ้นรถกลับบ้านยิ่งส่ารัก แอบเขิลที่ชาร์ลส์แอบมองอีริคปลดโบว์น่ะค่ะ คือเป็นฉันฉันก็มอง จะจ้องแบบติดๆเลยด้วย////////// ฮือ เขินนนน ตอนนี้ก็ได้แต่ลุ้นๆๆๆให้พวกเขาเจอกันอีกค่าาาาา

    ขอบคุณที่เขียนฟิคสนุกๆมาให้อ่านกันนะคะ รอตอนต่อไปเช่นเคยค่ะ

    ปล. ไม่น่าเบื่อค่ะ เราว่าน่าลุ้นจะตาย พอมาถึงบทนี้แล้ว และเราเชื่อว่ามีคนตามอ่านเยอะแน่นอนค่ะ สู้ๆ

    Like

  7. ชอบการเล่าเรื่องมากเลยค่ะ เหมือนได้เห็นภาพบรรยากาศงานยามค่ำคืนจริงๆเลย
    ดีใจที่ทั้งสองได้เจอกันอีกครั้ง ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม
    ขอบคุณสำหรับเชริคเรื่องนี้นะคะ คิดถึงพวกเค้ามากTvT

    Like

  8. เราชอบความสัมพันธ์แบบนี้นะ แบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็ชอบบทสนทนาในเรื่องด้วยแบบมันดูเป็นธรรมชาติแล้วก็ไหลลื่นมาก ยังไงก็จะติดตามเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆนะคะ

    Like

  9. ยกมือๆ ติดตามอยู่ค่าาา ชอบมากๆ แต่อ่านไปแล้วแอบหน่วงๆว่าช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันมันเหมือนถูกลืมบ่อยซะจริง 555 รอตอนต่อไปค่ะ //ช็อตคลายหูกระต่ายนี่ฟินจริงเบยยย ><

    Like

  10. เป็นความละมุนที่ดีต่อใจมากๆเลยค่ะ มันเปนบรรยากาศอุ่นที่ดีแบบอ่านแล้วก้อมยิ้มตามไปด้วยตลอด ยิ่งรายละเอียดพี่ทิพย์มาเตมแบบนึ้ยิ่งอินเข้าไปใหญ่เลยค่ะ แต่อะไรคือตอนจบลืมง่ายจังคุณเลนเชอร์ คือแบบชาร์ลส์อุส่าชวนนะ งืออออออออ

    Like

  11. ฮืออออพี่ทิพย์คะ ดีงามมากๆค่ะ;//////; ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้นะคะ อ่านแล้วก็ผ่อนคลายไปด้วยแล้วเนื้อเรื่องน่าติดตามเช่นเคยค่ะ แอบเสียใจนิดๆที่อีริคไม่นึกถึงชาร์ลตอนกลับเวียนนาค่ะแง้งงงง ;3;

    Like

  12. ฮือออออ อ่านแล้วมันดีงามต่อใจมากค่ะ…
    เป็นฟีลเรื่อยๆ แต่ไม่น่าเบื่อ ออกจะน่ารักมากกว่าและมีความอบอุ่นนิดๆ อยากจะรู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะค่อยๆ ขยับไปยังไงอ่ะค่ะ ทำให้น่าติดตามไปอีกกก โอ้ยยยยย แบบชอบมากๆๆๆๆ เลยค่ะ
    ยังไงก็รอติดตามอ่านอยู่นะคะ > <

    Like

  13. แงงง พอได้อ่านในมุมมองของอีริคแล้วทำไมมันรู้สึกก๊าวกว่าเดิมอีกล่ะคะะะ TvvvT ชอบภาษา ชอบเนื้อเรื่องฟิคของพี่ทิพย์มากเลย โดยเฉพาะเรื่องนี้นี่ยิ่งชอบเลยค่ะ #ฮือออ แอบรู้สึกเข้าใจ(หรือคิดไปเอง[?]) นิดหน่อยนะคะ ว่าจริงๆที่ทั้งสองคนไม่ได้คิดอะไรมากมายตอนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน มันไม่ได้แปลว่าความรู้สึกดีๆนั้นยังไม่เกิดขึ้น แต่มันกำลังค่อยๆก่อตัวช้าๆ แล้วก็รอให้ทั้งสองคนพัฒนาความสัมพันธ์ให้มากขึ้นต่างหาก T\\\T เหมือนเวลาที่เราเริ่มแอบชอบใครสักคน เขายังไม่ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตขนาดนั้น เราก็เลยคิดถึงบ้าง ไม่ได้คิดถึงบ้าง แต่พอได้กลับมาเจอกัน ความรู้สึกแปลกๆแบบนั้นมันก็กลับเข้ามาอีก อะไรแบบนี้รึเปล่านะคะ . .)

    Like

    • สวัสดีค่ะ พี่อ่านคอมเม้นน่องประมาณห้ารอบแล้วค่ะ มันปริ่มมาก T___T ทุกอย่างที่น้องพูดมามันใช่เลยค่ะ นี่แหละค่ะคือสิ่งที่พี่พยายามเขียนออกมาให้คนอ่านได้รู้สึก พออ่านแล้วได้คอมเม้นแบบนี้เลยโล่งใจและดีใจมากๆๆๆค่ะ ฮือ เราสื่อมันออกไปให้คนอ่านได้ ฮืออออออ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคะ

      Liked by 1 person

      • แง้งง ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจให้ได้นะคะ 5555 สถาปนาตัวเองเป็นติ่งฟิคพี่ทิพย์หลายๆเรื่องเลยค่ะ UwU

        Like

  14. Pingback: [XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (6) | (Note: I was possessed when I wrote this)·

  15. ทำไมตอนนี้ คุณเซเวียร์อัพเลเวลความน่ารักน่าเอ็นดูได้มากขนาดนี้ค่ะ โง้ยยยยยยยยยยยยยย ดีจัง

    Like

  16. Pingback: [XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (7) | (Note: I was possessed when I wrote this)·

  17. Pingback: [XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (8) | (Note: I was possessed when I wrote this)·

  18. ติดตามค่าาา > <
    ชอบบรรยากาศของตอนนี้มากเลยค่ะ
    ชอบความเงียบที่ไม่อึดอัดระหว่างสองคนนี้
    ชอบการบรรยายแล้วก็ฉากที่เป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย
    มันดีต่อใจมากเลยค่ะ
    รู้สึกเหมือนทั้งคู่สนิทกันเข้ามาเรื่อยๆโดยที่ต่างฝ่ายก็ไม่รู้ตัว

    Like

  19. Pingback: [XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (9) | (Note: I was possessed when I wrote this)·

  20. ประโยคสุดท้ายใจร้ายมากเลยยย ,_,)

    เกมพลิกเมื่อชาร์ลส์ไม่ใช่ซินเดอเรลล่าน้าาา555 พาร์ทนี้ละมุนจังเลยค่ะ นิ่มๆผ่านไปเรื่อย อ่านแล้วสบายใจมาก การเจอกันของสองคนนี้ก็เหมือนจีบกันแบบเงียบๆ55555 โดยไม่รู้ตัวทั้งคู่ก็อยู่กันแบบไม่พูดอะไรโดยไม่อึดอัดสักนิด ความสบายใจที่หาได้ยากจากคนไม่สนิท(มาก)

    ความหยอกล้อเล็กๆน้อยๆก็ชวนชื่นใจมากเลยค่ะแงง รอยยิ้มของชาร์ลส์คงชวนให้อีริครู้สึกดีไม่น้อยแน่ๆเลย *มโนเอง*

    Like

  21. ไม่ว่าอ่านกี่ครั้งก็ชอบภาษาของคุณทิพย์เสมอ ชอบความนุ่มนวลกับความรู้สึกหวานๆละมุนๆบอกไม่ถูกอะ ยิ่งบทนี้ยิ่งรู้สึกละมุนเป็นพิเศษ
    ไม่ได้เข้ามาอ่านฟิคคุณทิพย์นานมากกกกก ค้างไว้ตั้งแต่ตอนที่2ของเรื่องนี้มั้ง 5555555 เพิ่งมาเจออีกครั้งตอนเห็นลิ้งค์สารบัญในทวิตของคุณทิพย์เลยจิ้มอ่าน
    ขอบคุณสำหรับฟิคสวยๆนะคะ งืออออ ชอบสำนวนคุณทิพย์มากๆเลย (แล้วก็ชอบเชริคด้วย! 55555)

    Like

  22. Pingback: [XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (11) | (Note: I was possessed when I wrote this)·

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s