[Yuri!!! On Ice Fic][VictorYuuri] in the season we met, the flowers were already in bloom (2)

 
 
 
in the season we met, the flowers were already in bloom
ユーリ!!! on ICE fanfiction by Tippuri~ii* 
 

 

    
 

 
 
Pairing: Victor Nikiforov x Yuuri Katsuki
 

Fandom: ユーリ!!! on ICE

 

 

 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

****************************
 
 
 
(2 — I wonder if I’ll come to find something in this ocean)
 
 
 
 
 
 
 

 

วิคเตอร์รู้ว่าหลังจากการเขียนหนังสือออกมาห้าเล่มและทุกเล่มได้เป็นที่หนึ่งในชาร์ต books of the year ติดต่อกันตลอด การจะมาพูดว่าตนไม่มีแรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่ใครก็ตามฟังแล้วคงไม่เชื่อ

 

 

 

แต่มันก็เป็นสิ่งที่เขารู้สึกขึ้นมาในตอนเช้าหลังวันประกาศผลรางวัล…วิคเตอร์จำได้ว่าตนอ่านข่าวเรื่องนี้ในหน้าเว็บทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นเลย แล้วจู่ๆ วูบหนึ่ง…เขาก็รู้สึกขึ้นมาว่าตนคิดอะไรถึงเวลานี้ในปีหน้าไม่ออกเลยสักนิด

 

 

 

มันควรจะเป็นแค่ความรู้สึกเล็กน้อยไร้สาระ ควรจะระเหยหายไปในเสี้ยววินาที แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเลย…ความรู้สึกว่างโหวงนี้เพิ่มมากมายขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเหมือนน้ำหนักที่ถ่วงอยู่ตรงสักมุมลึกๆ ในหัวใจ จนกระทั่งสุดท้าย…หลังจากการเลื่อนนัดเพื่อพูดถึงโปรเจ็คใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า บรรณาธิการของเขาอย่างยาคอฟก็มาทุบประตูโครมๆ ถึงหน้าอพาร์ตเมนต์

 

 

 

วิคเตอร์แอบถอนหายใจตอนมองผ่านตาแมวออกไป แต่ก็เปิดประตูโดยดี

 

 

 

ด้วยความที่ทำงานกันมานาน ยาคอฟจึงไม่เคยจะเกรงใจอะไรในการว้ากเสียงดังใส่วิคเตอร์เลยเวลาเขาทำตัวไม่มีเหตุผล แต่ครั้งนี้…เจ้าตัวกลับมีแค่สีหน้าเคร่งขึงตอนรับฟังเท่านั้น สิ่งที่ทำให้วิคเตอร์แอบยิ้มกับตัวเองนิดๆ…ยาคอฟอาจจะดูดุเสมอไม่ว่ากับใคร แต่เขารู้ดีว่าลึกๆ แล้ว อีกฝ่ายนั้นเป็นห่วงและรับฟังเสมอเวลาที่ตนมีปัญหาจริงจัง

 

 

 

“สรุปก็คือ…แม้แต่นายเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ตอนนี้นายไม่มีแรงบันดาลใจจะทำอะไรเลย ฉันเข้าใจถูกใช่ไหม?” คุณบรรณาธิการถาม ก่อนจะถอนหายใจอย่างอยากจะบ้าตอนที่วิคเตอร์ผงกหัวหงึกหงักด้วยสีหน้าป๊องๆ “แล้วนี่นายได้ลองเขียนอะไรใหม่ๆ แล้วรึไงถึงได้รู้ว่าตอนนี้นายไม่โอเคจริงๆ น่ะหา??”

 

 

 

เป็นวิคเตอร์บ้างแล้วคราวนี้ที่ถอนหายใจ วงหน้าหล่อเหลาซุกเข้าหาสัตว์เลี้ยงของตนตอนที่โบกๆ มือไปทางถังขยะ…มันเต็มไปด้วยกระดาษทั้งแบบที่เป็นก้อนกลมแล้วก็แบบที่โดนม้วนเป็นทรงกระบอกเพื่อให้ทิ้งง่าย ประดับประดาด้วยสีสันจากโพสต์อิททั้งหลายที่โดนขยำทิ้งลงมาด้วย

 

 

 

ภาพนี้ทำให้ยาคอฟถอนหายใจตาม จะมีก็แต่มัคคาชินที่เห่าออกมาอย่างมีความสุข เพราะมันจะได้วิ่งตามก้อนกระดาษทุกครั้งที่วิคเตอร์ปาให้ลงถัง

 

 

 

“มันไม่ใช่ว่าฉันเขียนไม่ได้นะยาคอฟ…” ชายหนุ่มผมเงินพูดออกมา “แต่เหมือนกับว่า…เขียนยังไงก็ไม่ถูกใจ เหมือนมันมีอะไรสักอย่างที่หายไปน่ะ แล้วแต่ก่อนมันเคยมีไง…”

 

 

 

ปกติแล้ว วิคเตอร์ นิกิโฟรอฟจะมีน้ำเสียงและท่าทางอันลั้นลาอยู่เสมอ…ทำให้ในตอนนี้ ท่าทางนิ่งๆ ติดจะหงอยๆ ของเจ้าตัวจึงมีแต่จะยิ่งทำให้อีกฝ่ายรู้ว่านี่ไม่ใช่การทำตัวไร้เหตุผล(อย่างที่ปกติมักจะเป็น)แน่นอน

 

 

 

“…แล้วพอรู้สึกแบบนั้นแล้ว เขียนอะไรออกมามันก็ไม่เข้าท่าไปหมดเลย”

 

 

 

วิคเตอร์ไม่เคยเก่งในเรื่องการพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาจนหมดสิ้นกับใครทั้งนั้น นั่นจึงทำให้ความหนักหน่วงในใจทั้งปวงถูกสรุปออกมาแค่นี้…เขากอดมัคคาชินอยู่แบบนั้น รอให้ยาคอฟเป็นคนทำลายความเงียบลง

 

 

 

หากเสียงเดียวที่อีกฝ่ายเปล่งออกมาก็มีแค่การถอนหายใจอย่างหนักใจเท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

**

 

 

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในฤดูหนาวเป็นภาพของสีขาวอันหลากหลาย…ทะเล หิมะ ท้องฟ้า ต่างก็ล้วนถูกแต่งแต้มด้วยเฉดสีอ่อนจางอันไร้ชีวิตชีวา แต่สีขาวโพลนเหล่านี้เองกลับทำให้วิคเตอร์รู้สึกราวกับว่าระบบความคิดของตนได้รับการปลอบโยน

 

 

 

ปกติแล้ว ยาคอฟจะเป็นคนที่รู้วิธีการจัดการกับปัญหาหลายๆ อย่างที่เขาเจอเสมอ(วิคเตอร์เลือกที่จะไม่คิดขยายความว่า ก็เพราะปกติแล้ว ปัญหาที่เขาเจอมันก็มาจากการทำตัวลั้นลาไม่เข้าเรื่องของตัวเอง) แต่ในสถานการณ์ที่แม้แต่ยาคอฟก็ไม่มีคำตอบให้เขานั้น ชายหนุ่มจึงรู้แล้วว่ามีแค่ตนเองแล้วเท่านั้นที่เขาจะพึ่งได้ในการหาทางออก

 

 

 

แต่เขาจะไปหาทางออกได้ไงล่ะ ในเมื่อตัวเขาเองนี่แหละที่เป็นคนเริ่มรู้สึกแบบนี้น่ะ??

 

 

 

วิคเตอร์ถอนหายใจ…การกระทำที่ช่วงนี้เกิดขึ้นบ่อยเหลือเกิน ก่อนจะรู้สึกได้ถึงมือถือที่สั่นเพราะมีข้อความเข้าในกระเป๋าโค้ท เขาหยิบมันขึ้นมาและเตรียมจะกดอ่าน เพียงแต่กลับได้อุทานออกมาแทนเพราะโดนมัคคาชินโดดเข้าใส่…ท่าทางมันจะเข้าใจว่าคนเป็นเจ้าของต้องการจะถ่ายรูปด้วยกันอย่างที่ทำทุกครั้งเวลามาเดินเล่นริมทะเลแบบนี้

 

 

 

“โอ๋ๆ มัคคาชินนน~” วิคเตอร์กอดเจ้าหมาพร้อมโยกตัวนิดๆ ไปมา หัวเราะออกมาได้เล็กน้อย “ยังไม่เซลฟี่นะ…ขอฉันอ่านข้อความก่อน…”

 

 

 

ท่าทางตอนที่โดนมัคคาชินจู่โจมนั้น วิคเตอร์จะเผลอไปกดอะไรพลาดเข้า เพราะตอนนี้…สิ่งที่หน้าจอแสดงผลอยู่กลับเป็นหน้าเว็บเพจเสียแทน มันเป็นเหมือนป็อปอัพโฆษณาการท่องเที่ยว ภาพต้นไม้สีเขียวกับดอกไม้สีชมพูสะพรั่งเบื้องหน้าภูเขาสีน้ำเงินทำให้ไม่ต้องเดาเลยว่าเป็นประเทศอะไร

 

 

 

“ญี่ปุ่นนี่สวยจังน้า…” วิคเตอร์พึมพำ ก่อนจะคุยต่อราวกับมัคคาชินเข้าใจ “แล้วดูซากุระพวกนี้สิ! ของจริงต้องสวยกว่านี้แน่ๆ เลยว่ามั้ย?”

 

 

 

เจ้าหมาเห่าบ็อกๆ พร้อมขยับเข้ามาซุกๆ เขา และนั่นก็ทำให้วิคเตอร์ยิ่งพูดต่อ

 

 

 

“แล้วไหนจะหลายๆ อย่างอีกนะมัคคาชิน! แค่สถานีรถไฟของโตเกียวก็เป็นที่ที่ควรแวะไปดูแล้วนะ…ฉันเคยได้ยินใครพูดมานี่แหละ” ปลายนิ้วเลื่อนหน้าจอเพื่อดูรูปอื่นๆ…โอบๆ แขนเล็กน้อยให้เจ้าหมานั่งบนตักตัวเองได้ถนัดๆ “ต้องเป็นที่ที่เราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ เยอะแยะแน่ๆ เลยน้า…”

 

 

 

และก็เป็นตอนนั้นเองที่ความคิดของวิคเตอร์สว่างวาบขึ้นมาเหมือนสายฟ้าฟาด

 

 

 

 

 

 

**

 

 

 

ยาคอฟอาจจะไม่มีทางแก้ที่ชัดเจนให้ปัญหาของวิคเตอร์ แต่เจ้าตัวก็ช่วยเหลือเขาในแบบที่ดีที่สุดของตัวเอง…ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ก็คือการไม่เร่งรัดอะไร แค่บอกให้เขาส่งอะไรก็ตามที่เขียนออกมาได้มาให้ตนอ่านก่อนตัดสินใจลบมันทิ้งไปจากแล็ปท็อปเท่านั้น

 

 

 

“เพราะมันอาจจะไม่ได้แย่หรือน่าเบื่ออะไรอย่างที่นายคิดไงล่ะ” คุณบรรณาธิการเอ็ดเบาๆ เมื่อวิคเตอร์บ่นว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม “มันคือบทแรก วิคเตอร์…ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะไม่รู้สึกอะไรกับบทแรก

 

 

 

วิคเตอร์จำได้ว่าตนงอนขึ้นมาเบาๆ จนแก้มป่อง พึมพำกลับไปอย่างดื้อๆ “แค่ย่อหน้าแรกของเรื่องโลลิต้าก็ทำให้ฉันรู้สึกอยากอ่านงานทุกเรื่องของวลาดิเมียร์ นาโบคอฟแล้วเถอะ”

 

 

 

“แล้วนายใช่วลาดิเมียร์ นาโบคอฟมั้ยล่ะ???!” ยาคอฟว้าก และนั่นทำให้วิคเตอร์แอบขำ…เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายอดทนกับตนมามากแค่ไหน และนั่นเองที่ทำให้ถึงคนจะติงนักหนาว่าทำไมวิคเตอร์ถึงทนกับการโดนดุเสียงดังแบบนี้ทั้งๆ ที่สำนักพิมพ์อื่นๆ แทบจะโปรยกลีบกุหลาบให้เขาเดิน ชายหนุ่มก็จะแค่ส่ายหน้า บอกกึ่งตัดบทเรียบๆ ว่าตนไม่คิดจะเปลี่ยนการตัดสินใจของตัวเอง

 

 

 

แต่แน่นอนว่าถึงเขาจะยอมทำตามคำขอของยาคอฟ มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนักให้ส่งไป…หากวิคเตอร์ก็ไม่ได้โกหกตอนที่บอกทุกคนว่าตนยุ่งๆ อยู่

 

 

 

แค่ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นอาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่หลายๆ คนคิดเท่านั้นเอง

 

 

 

เหมือนกับทุกๆ ครั้ง ตัดสินจากที่ครอบครัวของเขาไม่มีใครอื่นนอกจากมัคคาชิน…ยาคอฟเป็นคนแรกที่ได้รู้ถึงการตัดสินใจของวิคเตอร์ และก็เหมือนกับทุกๆ ครั้ง…ประโยคแรกจากปากของคุณบรรณาธิการคือเสียงว้ากแบบที่เจ้าตัวยั้งการใช้ไว้ตั้งแต่ตอนที่วิคเตอร์บอกให้ฟังว่าปัญหาในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างทุกที

 

 

 

“นายว่าไงนะ???”

 

 

 

“ก็ตามนั้นนั่นแหละ~” วิคเตอร์ยิ้มใสๆ จนปากเป็นรูปหัวใจ “ฉันกับมัคคาชินจะไปอยู่ที่ญี่ปุ่นสักพักนะ~♡”

 

 

 

“นาย…นายพูดบ้าอะไรของนาย…” ยาคอฟคงใช้พลังงานในการแผดเสียงทีแรกไปพอตัว เพราะประโยคเดิมถูกกล่าวใหม่ในโทนเสียงพะงาบๆ แทน และนั่นเองที่ทำให้วิคเตอร์อธิบายต่อ

 

 

 

“ฉันนึกว่าจะไปตั้งแต่ช่วงปลายๆ เดือนมกราแล้วล่ะ แต่พอหาข้อมูลแล้วก็ไม่อยากไปแค่แป็บเดียวน่ะ…เลยเปลี่ยนเป็นเช่าบ้านแทนไปเลย” มือเรียวสวยโบกๆ ไปมาประกอบคำพูดราวกับจะเล่าถึงความระยิบระยับของแผนตัวเอง “เลยต้องเปลี่ยนแผนทำวีซ่าใหม่หมดเลย เพราะต้องเปลี่ยนเป็นยื่นขอแบบไปอยู่นานๆ แทนวีซ่าท่องเที่ยวแป็บเดียวน่ะ”

 

 

 

“แล้ว…แล้ว…” ยาคอฟดูอยากจะบ้าตายจนเกินขั้นจะมาโมโหเขาแล้ว “แล้วนี่นายซื้อตั๋วเครื่องบินไปรึยัง??”

 

 

 

“เดินทางพรุ่งนี้~”

 

 

 

“แล้วนายก็เพิ่งจะมาบอกฉันตอนนี้งั้นเรอะ—!”

 

 

 

การแผดเสียงครั้งที่สองเป็นดั่งสัญญาณที่บอกวิคเตอร์ว่าถึงเวลาใช้ไม้ตายแล้ว ซึ่งนั่นก็คือการขยับเข้าไปกอดอีกฝ่ายหมับทันที

 

 

 

“ฉันไม่ได้พูดเรื่องนี้อีกก็จริง…แต่ฉันยังไม่ได้เปลี่ยนความคิดเรื่องที่เคยบอกนายเลยล่ะ” วิคเตอร์พูดเสียงหงอยๆ “แล้วฉันก็คิดว่ามันคงไม่ดีขึ้นแน่ๆ เลยล่ะถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

 

 

 

เสียงหงอยๆ แปรเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงแทนตอนที่เขากลับมายืนตัวตรง…ถ้อยคำพึมพำแบบคนที่ยังคงไม่รู้อยู่ดีว่าควรทำอย่างไรต่อไป หากก็พยายามอย่างดีที่สุดแล้วในการจะหาทางออก

 

 

 

“ฉันต้องการแรงบันดาลใจใหม่ๆ…ยาคอฟ แล้วฉันคงหามันไม่ได้ที่นี่”

 

 

 

ยาคอฟนิ่งไปกับท่าทีแบบนี้ มัคคาชินขยับมาใกล้เขาพร้อมซุกๆ หน้าเข้าหา ส่งเสียงงี้ดๆ เบาๆ ราวกับจะปลอบโยน

 

 

 

วิคเตอร์เอี้ยวตัวลงไปนิดๆ เพื่อลูบหัวเจ้าหมา แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติมเพราะเขาพูดทุกอย่างที่อยากพูดออกไปหมดแล้ว

 

 

 

จนในที่สุด ยาคอฟก็แค่ถอนหายใจออกมา

 

 

 

“เช็คอากาศของทางนั้นก่อนเก็บกระเป๋าด้วยล่ะ”

 

 

 

 

 

**

 

 

 

ญี่ปุ่นร้อนมาก

 

 

 

 

ชายหนุ่มมาถึงโตเกียวหลังอดทนกับไฟล์ทสิบสี่ชั่วโมงจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก การออกจากเครื่องบินเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความโกลาหลเท่านั้น วิคเตอร์ต้องผจญภัยกับการตามหาสายพานรับกระเป๋า เกือบไม่ได้ออกจากสนามบินเพราะสุนัขตำรวจเกิดเห่าใส่มัคคาชิน และเพิ่มเติมความชวนอยากร้องไห้ของวิคเตอร์ด้วยการต้องหาเส้นทางที่จะเดินทางไปยังบ้านที่เขาเช่าไว้อีก

 

 

 

“ญี่ปุ่นนี่แอบน่ากลัวจังเลยนะมัคคาชิน…” ชายหนุ่มพึมพำ(อย่างไม่เกรงใจประเทศบ้านเกิดตัวเองเลย)กับเจ้าหมา…กว่าจะหาแท็กซี่ที่ยอมรับสุนัขเป็นผู้โดยสารได้ก็เล่นเอาเหงื่อตกไปหลายตลบ ซึ่งมัคคาชินที่เหนื่อยไม่น้อยไปกว่ากันจากการเดินทางก็ได้แต่ส่งเสียงหงิงพร้อมเลียแก้มเขาแผล่บๆ

 

 

 

แต่ถึงจะวุ่นวายก็เถอะ วิคเตอร์อดแอบยิ้มไม่ได้ แต่มันก็สนุกนะ…สนุกมากๆ เลยด้วย

 

 

 

เขามาถึงบ้านใหม่ตอนราวๆ หกโมงเย็น รอบตัวเงียบสงบและดูเป็นแถบคนอยู่อาศัยมากกว่าโรงแรมนักท่องเที่ยว…นี่เป็นอีกเหตุผลที่วิคเตอร์ตั้งใจเลือกบ้านที่ห่างจากย่านใจกลางเมือง เขาจ่ายค่าโดยสารแล้วลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในเขตบ้าน ตามที่เจ้าของบ้านส่งข้อความมาบอกไว้…กุญแจบ้านอยู่ใต้กระถางต้นไม้เปล่าที่ถูกซ้อนกันขึ้นไว้เป็นตั้งราวกับเป็นของไม่มีค่าอะไร

 

 

 

วิคเตอร์หลับไปแล้วตอนที่เขาได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากชั้นล่าง ทีแรกชายหนุ่มคิดว่าตัวเองฝันไป และขยับตัวอย่างเตรียมจะหลับต่อแล้ว…เพียงแต่มันชัดเจนจากความสม่ำเสมอว่าเสียงนี้ดังขึ้นจริง และมัคคาชินเองก็ครางหงุงๆ พร้อมเอาจมูกมาดุนๆ ตัวเขาด้วย สัญญาณที่บอกให้รู้ว่าเจ้าหมาก็ได้ยินเสียงนี้เหมือนกัน

 

 

 

วิคเตอร์ถอนหายใจหนักๆ อย่างง่วงนอน แต่ก็ยอมฝืนใจลุกขึ้น เพราะมันเป็นเสียงดังกราวๆ เหมือนอะไรกระทบกระจกอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งแม้จะเป็นเสียงทึบทึม…แต่เขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเป้าหมายของผู้ก่อเสียงนี้คืออะไรกันแน่ และนั่นเองที่ทำให้นิ่งนอนใจไม่ได้

 

 

 

มัคคาชินหลับฟี้ต่อไปเมื่อชายหนุ่มส่งเสียงเป็นเชิงว่าไม่ต้องตามมา มือเรียวสวยหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวขึ้นมาสวมทับก่อนจะจรดปลายเท้าลงไปชั้นล่าง มีจุดเดียวที่จะเป็นต้นตอของเสียงแบบนี้ได้…ห้องนั่งเล่นที่เขาสั่งให้เปลี่ยนผนังเป็นแผ่นกระจกใสสะอาดแทนของเดิม

 

 

 

เขาแยกผ้าม่านออกเล็กน้อยในทีแรก แล้วก็ประหลาดใจกับรอยหม่นมัวบนแผ่นกระจก…ก่อนจะเข้าใจในวินาทีถัดมาด้วยตัวเองว่านี่ไม่ใช่รอย แต่เป็นผืนน้ำที่น่าจะถูกฉีดมาจากสายยาง เพราะมันพุ่งมาเป็นสายไม่หยุดยั้ง…สร้างเสียงดังกราวๆ ทุกครั้งที่กระทบมาบนแผ่นกระจก

 

 

 

หัวสมองยังคงเบลอนิดๆ จากความง่วงงุนและสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรให้เข้าใจง่ายเลยนี้

 

 

 

มีคน…มีคนกำลังรดน้ำต้นไม้ให้บ้านของเขา…?

 

 

 

ข้อสงสัยนี้เองที่ทำให้วิคเตอร์ดึงผ้าม่านให้เปิดออกไปจนพ้นทางสายตา มีแค่แสงจันทร์เป็นเครื่องช่วยเหลือ…เขาจึงเห็นคนคนนั้นเป็นแค่เงาร่างที่ยืนอยู่ตรงอีกด้านของรั้วที่กั้นระหว่างเขตบ้านเท่านั้น แต่ท่าทางอีกฝ่ายจะเห็นเขาได้ชัดเจน เพราะเจ้าตัวสะดุ้งโหยง สายยางคงลื่นหลุดมือเพราะสายน้ำหยุดโค้งข้ามมาชนกระจกทันควัน แว่วเสียงอุทานดังมา แผ่วค่อยลงด้วยระยะทางและกำแพงกระจกที่กั้นอยู่

 

 

 

“ดะ เดี๋ยวสิ!!” วิคเตอร์ร้องเรียก ลืมไปสนิทว่าอีกฝ่ายไม่มีทางได้ยินตน “รอก่อนสิ!!!”

 

 

 

แน่นอนว่าเสียงของเขาส่งไปไม่ถึง…เงาร่างนั่นวิ่งเร็วจี๋เข้าไปในบ้านของตัวเอง ไม่มีการเหลียวหลังกลับมาให้วิคเตอร์ได้เห็นหน้าเจ้าตัวชัดๆ เลย

 

 

 

 

 

**

 

 

 

“เฮ้! เดี๋ยวสิ! รอก่อนสิ…!”

 

 

 

คราวนี้ อีกฝ่ายได้ยินและยอมฟังเขาแล้ว เพราะถึงจะมีทีท่าพร้อมจะโกยอ้าวในทีแรก…สุดท้าย ร่างสมส่วนนั่นก็ยอมยืนอยู่ตรงที่เดิม แม้จะผงะถอยไปเล็กน้อยราวกับต้องการจะให้มีระยะห่างระหว่างกันอยู่ดีก็ตาม…ซึ่งนับว่าตลกมาก เพราะยังไงก็มีรั้วบ้านกั้นพวกเขาไว้อยู่แล้ว

 

 

 

 

“หวัดดี” วิคเตอร์แอบอมยิ้มกับเรื่องนี้ แต่ก็กลับมามีสีหน้ายุ่งๆ เล็กน้อยอยู่ดีตอนพยายามคิดหาคำพูด “เอ่อ…นาย…”

 

 

 

คนตรงหน้าเขาคือชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นในชุดเสื้อยืดลายขวางสีฟ้าขาวแล้วมีแจ็คเก็ตสีฟ้าอ่อนทับสวมอยู่ มองเผินๆ แล้ว เจ้าตัวเป็นคนที่ดูแสนจะธรรมดา คงไม่เป็นที่โดดเด่นหรือจุดสังเกตเลยถ้ายืนอยู่ท่ามกลางผู้คน…แต่ในระยะใกล้กันเช่นนี้ วิคเตอร์ก็ได้เห็นว่าเบื้องหลังแว่นตากรอบสีน้ำเงินที่อีกฝ่ายสวมอยู่นั้นคือดวงตาโตสีน้ำตาล มันเบิกกว้างนิดๆ เข้ากับสีหน้าตื่นๆ ของเจ้าตัว ผมสั้นสีดำนั้นยุ่งอยู่นิดๆ ในบางจุดราวกับเจ้าตัวยังไม่ได้หวีมันให้ดี

 

 

 

ภาพที่เห็นทำให้การแอบซ่อนยิ้มเลยยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นอีกนิด เพราะวิคเตอร์อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าอีกฝ่ายดูตลกน่ารักอย่างบอกไม่ถูก

 

 

 

“โทษทีนะ เมื่อคืนฉันทำนายตกใจใช่มั้ย” เขาตัดสินใจถามออกไป แต่ก็ไม่ได้ต้องการคำตอบเท่าไหร่หรอกเพราะค่อนข้างเดาได้เองแล้วว่าคงใช่แน่ๆ “แล้วก็…นายคือคนที่คอยรดน้ำต้นไม้ให้ฉันมาตลอดใช่มั้ย?”

 

 

 

เขาสังเกตเรื่องนี้ได้เองตอนเช้า…วิคเตอร์ตัดสินใจเช่าบ้านหลังนี้ตั้งแต่ก่อนจะหาข้อมูลการทำวีซ่าเสียอีก และก็ได้ทำการพูดคุยถึงการปรับปรุงสวนและบางจุดของตัวบ้านไปด้วยเลย นั่นจึงกลายเป็นความผิดพลาดเมื่อกลายเป็นว่าแผนการขอวีซ่าของเขาถูกเปลี่ยนแปลง สวนของเขาถูกจัดเร็วเกินไปสามเดือนและไม่มีการติดต่อให้ผู้ดูแลเอาไว้ วิคเตอร์เตรียมใจไว้แล้วว่าตนอาจจะได้ต้องลงต้นไม้ใหม่ยกสวน…แต่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็ทำให้ลืมสงสัยไปเลยว่าทำไมตนถึงได้พบกับความเขียวชอุ่มอยู่ตอนที่มาถึงตัวบ้าน

 

 

 

มีคนรดน้ำต้นไม้ให้เขามาตลอด ชายหนุ่มผมเงินสรุปได้เอง และคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเพื่อนบ้านคนนี้นี่แหละ

 

 

 

ดวงตาสีฟ้าสวยจ้องอีกฝ่ายอย่างรอคำตอบ ซึ่งหลังจากการอึกๆ อักๆ อยู่ชั่วครู่…คนตรงหน้าเขาก็ตอบในที่สุด

 

 

 

“ใช่ครับ…” ถ้อยคำภาษาอังกฤษถูกกล่าวประกอบกับการพยักหน้า “ผมเห็นว่าไม่มีคนมาอยู่สักทีน่ะครับ…เลยกลัวต้นไม้เฉา แต่ไม่รู้ว่าเมื่อคืนคุณเข้ามาแล้ว…”

 

 

 

“ไม่เลยๆๆๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย” วิคเตอร์โบกมือไปมา ยิ้มสดใสให้ “โอเค ฉันก็แปลกใจอยู่แหละเมื่อคืน เพราะเสียงมันแปลกๆ…แต่ถ้าไม่ได้นาย สวนฉันคงพังไปนานแล้ว ฉันสิที่ต้องขอบคุณ เอ่อ—”

 

 

 

“ยูริครับ…คัตสึกิ ยูริ” อีกฝ่ายบอก ก่อนจะเริ่มยิ้มตามบ้าง…แม้จะเป็นยิ้มประหม่าๆ อยู่ก็ตามที “ตอนผมรดน้ำทีแรกก็ตกใจเหมือนกันแหละ กลัวกระจกมันจะแตกมากเลย…”

 

 

 

วงหน้านั้นขึ้นสีเข้มขึ้นอีกนิดตอนที่นึกได้ “ขอโทษครับ เอ่อ ส่วนคุณ…”

 

 

 

“อ๋อ! วิคเตอร์…วิคเตอร์ นิกิโฟรอฟ” เขาอุทานนิดๆ เมื่อรู้สึกได้ถึงแรงชนตรงขา ก่อนที่เจ้าหมาสีน้ำตาลจะยันขาหน้าของตัวเองขึ้นมาบนรั้วเตี้ยๆ นี่เพื่อมองหาคู่สนทนาของวิคเตอร์ “ส่วนนี่คือมัคคาชิน…ต่อไปเราจะเป็นเพื่อนบ้านนายนี่แหละ ยินดีที่ได้รู้จักนะยูริ~”

 

 

 

“เช่นกันครับ” หนุ่มแว่นพยักหน้า ก่อนจะหันไปทำสิ่งที่เจ้าตัวดูอยากจะทำตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นเจ้าหมาสีน้ำตาลของเขาแล้ว…ซึ่งก็คือการลูบหัวมันรัวๆ พร้อมพูดเสียงหงุงหงิงด้วย “หวัดดี…นายยืนสองขาได้ด้วยเหรอ เก่งมากเก่งมาก…

 

 

 

วิคเตอร์แอบเฟลนิดหน่อยที่ยูริดูจะตื่นเต้นกับการได้รู้จักมัคคาชินมากกว่าเขาเองเสียอีก แต่ก็ลืมความเฟลนั้นไปจนหมดสิ้นเมื่อมัคคาชินซุกๆ หน้าเข้าหาอีกฝ่ายอย่างตื่นเต้นจนยูริหัวเราะออกมา มันเป็นเสียงสดชื่นจริงใจ…ไร้ความประหม่าใดๆ และใสกระจ่างจนชวนให้ยิ้มตาม

 

 

 

“มัคคาชินชอบนายน่าดูเลยล่ะ” วิคเตอร์พูด

 

 

 

“ผมว่ามันได้กลิ่นคัตสึด้งมากกว่า” ยูริพูด อธิบายเพิ่มเติมสั้นๆ “ผมเพิ่งยกออกมาจากไมโครเวฟเมื่อกี้เองน่ะ…สงสัยกลิ่นจะติดอยู่”

 

 

 

แต่นั่นไม่ใช่คำอธิบายที่วิคเตอร์ต้องการ…เขายังไปไหนไม่ได้ไกลจากประโยคแรกเลย “คัตสึด้ง?”

 

 

 

“อ๋อ…ข้าวหน้าหมูทอดน่ะครับ” ยูริแปลให้ “แต่ไม่ใช่หมูทอดเฉยๆ น่ะครับ…แบบนี้จะมีไข่ทอดราดด้วย”

 

 

 

นั่นฟังดูดีมาก และกระเพาะของวิคเตอร์ก็เลือกนาทีนี้เองในการส่งเสียงโครกครากออกมา

 

 

 

ระหว่างกันเหลือเพียงความเงียบและสีหน้าป๊องของวิคเตอร์…ยูริเองก็ดูเงิบเบาๆ ไม่ต่างกัน ก่อนจะเสนอขึ้นมาอย่างสุภาพและเบาหวิว

 

 

 

“เอ่อ…อยากลองชิมมั้ยล่ะครับ?”

 

 

 

พวกเขาได้กล่าวคำลาอย่างเป็นทางการในที่สุดเมื่อยูริเดินกลับเข้าไปในบ้านแล้วออกมาใหม่อีกครั้งพร้อมกล่องทัพเพอร์แวร์ใส่อาหาร วิคเตอร์เห็นไวๆ จากบ้านตัวเองในอีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงถัดมาว่าอีกฝ่ายออกไปทำงานแล้ว…แจ็คเก็ตสีฟ้าอ่อนสดใสกลางแสงแดดยามเช้า

 

 

 

“มัคคาชิน~~” เขาพึมพำโอดโอย รวบตัวสัตว์เลี้ยงของตัวเองเข้ามากอด “นั่นมันไม่เท่เลยสักนิด…”

 

 

 

แต่ก็ต้องยอมรับว่าคัตสึด้งนี่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงในการช่วยชีวิตของชายหนุ่มผมเงินไว้ในเช้าวันนี้…และหลังจากที่ได้นั่งจัดการข้าวหน้าหมูทอดนี้พร้อมมองออกไปที่สวนของตัวเอง วิคเตอร์ก็ตระหนักขึ้นมาได้เบาๆ ว่าเขาควรจะรีบทำอะไรเพื่อตอบแทนสิ่งที่คัตสึกิ ยูริทำให้ตนมาตลอดสามเดือนโดยเร็วที่สุดสักที

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

******************************************

 

MERRY CHRISTMAS AND HAPPY BIRTHDAY TO VICTOR NIKIFOROV~!(*´♡`*) ขอให้มีความสุขมากๆและขอให้เป็นคริสต์มาสที่ดีของทุกคนนะคะ ☆ヽ(❀╹◡╹❀)ノ ฟิคบทนี้ถูกปั่นเสร็จสดๆ ร้อนๆ ในวันนี้เลยค่ะ เป็นของขวัญให้ทุกคนและขุ่นวิคเตอร์นะคะ ❤

 

บทนี้ ทีแรกเรานึกว่าจะเป็นวิคเตอร์คุยกับยูริ+รู้จักกันมากขึ้นค่ะ แต่ไปๆมาๆ พอได้เขียนถึงอดีตของวิคเตอร์เลยยาวเลย อยากให้ฉากมันสมบูรณ์น่ะค่ะ เพราะงั้น ทั้งสองคนเลยอาจจะยังไม่ได้คุยกันมากนักในบทนี้ รอบทต่อๆไปนะคะ เพราะจะเป็นเรื่องของการเดินเรื่องต่อแล้วววว 

 

ขอขอบคุณทุกคนมากค่ะที่ให้ความเอ็นดูกับฟิคเรื่องนี้ เราดีใจและคาดไม่ถึงเลยค่ะฟฟฟฟฟ ขอขอบคุณคอมเม้นและการทวิตเข้ามาหานะคะ ดีใจและมีกำลังใจมากๆๆๆๆๆๆเลยค่ะตอนได้อ่าน เพิ่มพลังในการปั่นให้เรามากๆเลย

 

 

เจอกันบทหน้านะคะ

 

 

ทิพย์เอง

Advertisements

11 responses to “[Yuri!!! On Ice Fic][VictorYuuri] in the season we met, the flowers were already in bloom (2)

  1. น่ารักอบอุ่นมากเลยค่ะะะ
    เดินเรื่องเป็นธรรมชาติมากๆ ไม่มีสะดุดเลย
    มัคคาชินน่าร้ากกกกกกที่สุดดดดดด
    อยากเห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งคู่เร็วๆแล้วค่ะะ ตื่นเต้นน
    Ps.Merry Christmasพี่ทิพย์ด้วยนะคะะ ขอบคุณสำหรับฟิคค่ะะ ❤

    Like

  2. น่ารักมากๆ เลยค่ะะัะะ ให้ความรู้สึกอบอุ่นมากๆตอนที่บรรยายถึงญี่ปุ่น แงง //อยากมีอารมณ์พักผ่อนต่างประเทศยาวๆ แบบวิคเตอร์บ้างชะมัดเลย😭

    ชอบการเปรียบเทียบการเขียนหนังสือได้รางวัลเหมือนตอนแข่งมากเลยค่ะะ 555 ชอบรายละเอียดเล็กน้อยๆ ในฟิตพี่ทิพย์มากเลย

    ติดตามอยู่เรื่อยๆ นะคะ
    Merry Christmas ค่า!🎉

    Like

  3. วิคเต้ออออออร์
    ไม่ต้องคิดว่าเค้าตลกน่ารักเลยวิค นายนั่นแหละตลกบ้องแบ๊วป๊องแป๊งกว่าเค้าล้านเท่า
    โอยย คุณชายวิค เป็นคุณชายแกรนด์ๆรวยๆที่มีความเด็กน้อย+มัคคาชินในตัวล้นเหลือเกิน ยาคอฟอยู่ด้วยนี่ปวดหัวตาย(ก็เหมือนจะชินแล้ว555ดูปลงเร็วแถมคสพดีมากด้วย งือออ)
    ตอนที่แล้วเห็นหัวขาวๆตอนนี้มีมาเพิ่มชุดขาวๆด้วย….โอเค ยูริ วิ่งเถอะ วิ่งก่อนแหละดีแล้ว😂
    …มือถือแทบร่วงตอนท้องนางร้อง โอ๊ยยยยย เราเห็นเป็นมัคคาชิน2ตัว ตัวนึงดมๆซุกๆไม่แน่ว่าอยากเล่นหรืออยากกิน อีกตัวอยากกินแน่นอน😂😂😂 ความหิวทะลุจนเค้าต้องไปเอามาให้ อายมั้ยคะคุณชาย อายมั้ยยย

    ฟิคน่ารักเหมือนเดิมค่ะ เลิฟๆ เมอร์รี่คริสต์มาสนะคะ

    Like

  4. ชนะ book of the year 5 สมัยเลยนะคะเนี่ย =v=
    แงงง ชอบเรื่องนี้มากเลย อบอุ่นหัวใจและทำให้ยิ้มได้ตลอดการอ่าน หายคิดถึงไปได้บ้าง
    Merry X’mas เช่นกันนะคะ 😍

    Like

  5. ฟิคเรื่องนี้น่ารักมากเลย อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่น
    ยูริก็น่ารักมากๆ สดชื่นแจ่มใสอะไรอย่างนี้ อุตส่าทำรดน้ำต้นไม้แล้วยังหาข้าวให้กินอีก ขุ่นวิคจะตอบแทนนางยังไงนะ

    Like

  6. ที่ก้าวหน้าได้เพราะมัคคาชินเนี่ยแหละคุณวิค
    มีสื่อกลางทำให้กำแพงลดก็ดีแล้ว
    คราวนี้มีข้ออ้างในการชวนคุยมากกว่าต้นไม้อีก
    แต่ยังยืนยันว่า ขโมยน้ำบ้านวิคมารดน้ำต้นไม้บ้านตัวเองเพื่อความประหยัดนะยูริ 555

    Like

  7. //ตบบ่าคุณวิค ไรท์เตอร์บลอคสินะคะ สู้ๆนะ
    ยูริน่ารักมากกกกกค่ะ ทำไมดูคุณแม่ชาวญี่ปุ่นได้ขนาดนี้ ฮืออออออออออ เอ็นดูการเสียงสองใส่มัคคาชิน
    นอกจากจะต้องทวงค่าน้ำแล้ว นี่คงต้องมีค่าข้าวพ่วงมาด้วยแล้วมั้งคะ คุณวิคนะคุณวิค หลุดมาดเลย 😂

    Like

  8. มันอบอุ่นหัวใจมากๆเลยค่ะ!! ฮือออ
    ยูริมีความสองมาตราฐานทำเสียงหงุงหงิงใส่มัคคาชินด้วย แอบสงสารคุณวิคเลยค่ะ55555
    แต่แหมพ่อคุณก็ดันท้องร้องใส่หน้าเขาซะได้เขินไหมคะ5555

    Like

  9. งืออออ ชอบมากเลยค่ะ เป็นฟิคที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนมีสีขาวกับสีฟ้าติดอยู่ในหัวตลอดเวลา ไม่รู้ทำไม 55555555 แต่สัมผัสได้ว่าเป็นฟิคที่สดใสอบอุ่นมาก

    ชอบที่เปลี่ยนวิคจากแชมป์เสก็ตห้าสมัยมาเป็นนักเขียนหนังสือขายดีห้าปีแทนด้วย

    ตอนอ่านถึงฉากยูริหัวเราะกับมัคคาชินแล้วแอบอิจฉาวิคเตอร์ที่ได้เห็นยูริตอนนั้นมาก แฮ่กๆ อยากเห็นมั่งจังเลยค่ะ ยูริต้องน่ารักมากแน่ๆๆๆ >////<

    ปล. ที่วิคเตอร์ควรตอบแทนยูริคือจ่ายค่าน้ำค่ะ!! 5555555555555 /ผิด

    Liked by 1 person

  10. นอกจากเป็นนักสเก็ตแล้ว เราว่าอาชีพนักเขียนก็เหมาะกับวิคเตอร์ดีนะคะ เข้ากับนิสัยนางมาก ฮ่าา
    อ่านพาร์ทนี้แล้วเอ็นดูคุณชายนิกิฟอรอฟจังเลย
    “มัคคาชิน~~~ นั่นมันไม่เท่เลยซักนิด” ไม่เป็นไรนะวิทย่า ยังมีเวลาให้ทำคะแนนอีกนานเนอะ
    จริงๆก็น่าเอ็นดูทั้งคุณวิคทั้งยูริเลย ถ้าไม่ใช้เจตนาบริสุทธิ์กลัวต้นไม้ตายนี่จะคิดว่าเป็นวิธีจีบแบบใหม่นะคะ ไปรดน้ำต้นไม้บ้านเค้าได้ตั้งสามเดือน น่ารักมุมิตะมุ้งตะมิ้งมาก ยูหริ้~~~
    เป็นเรื่องที่เหมาะกับเดือนเมษาฤดูใบไม้ผลิจริงๆ อ่านแล้วสีพาสเทล สีของดอกไม้ใบไม้ฟุ้งไปทั้งเรื่องเลย♡

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s