[Yuri!!! On Ice Fic][OtabekYurio] crazy crazy, easy tiger (you’re a god send, do you want a boyfriend?) (2)

 
 
 
crazy crazy, easy tiger (you’re a god send, do you want a boyfriend?)
ユーリ!!! on ICE fanfiction by Tippuri~ii* 
 

 

    
 

 
 
Pairing: Otabek Altin x Yuri Plisetsky
 

Fandom: ユーリ!!! on ICE

 

 

 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

[+] REMARK: เป็น universe เดียวกับเรื่อง [seungchuchu] oh darling you look like christmas morning ค่ะ >> สารบัญ

 

 
************************************
 
ปุกาศ ตอนนี้เปิดรอบไปรฯ ขยายเดดไลน์ถึงวันที่ 5/03 แล้วนะคะ
รายละเอียดตามนี้เลยค่ะ >> รายละเอียดฟิครอบไปรษณีย์ 15/02 – 05/03

************************************ 

 
 
 
chapter 2
 
 
 
 
 
 
 
 

ยูริเบื่อมากเวลาที่ใครต่อใครรุมกันบอกว่าเขาควรจัดระเบียบชีวิตตัวเองให้ดีกว่านี้ เพราะเขาอยู่ที่นี่แค่เพื่อเรียนหนังสือ นั่นจึงควรจะหมายความว่าตราบใดที่คะแนนของเขาไม่ตกและรายงานถูกส่งตรงเวลา ทุกคนก็ควรเลิกมายุ่งได้แล้วว่าห้องพักหรือข้าวของในกระเป๋าของเขามันจะรกแค่ไหน เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสักนิด

 

 

 

 

 

แต่ไม่ว่าเขาจะย้ำข้อเท็จจริงนี้สักกี่หน ก็เหมือนทุกคนยังจะฟังมันไม่เข้าหัวสักที…และหนี่งในคนรอบตัว มนุษย์ที่ยูริรู้สึกว่าไม่ได้มีความเป็นผู้ใหญ่อะไรมากพอเลยสักนิดในการจะมาสอนเขาอย่างวิคเตอร์ นิกิโฟรอฟ ก็ยังกล้ามาสอนเขาด้วยหน้ายิ้มปากหัวใจอีกว่าอย่างน้อยๆ ยูริก็ควรมีแพลนเนอร์ไว้จดนั่นจดนี่

 

 

 

 

 

“นักศึกษาที่ดีควรมีแพลนเนอร์ไว้สักเล่มทั้งนั้นแหละ” ชายหนุ่มผมเงินอธิบายอย่างป๊องๆ ตอนยื่นมันมาให้เขา “อย่างน้อยๆ มันก็จะช่วยให้นายไม่ลืมวันส่งการบ้านนะ~

 

 

 

 

 

เพราะอย่างน้อยๆ เจ้าตัวก็อุตส่าห์ให้ของขวัญเขา และก็เพราะวิคเตอร์เป็นคนที่ช่วยดูแลเขามาตั้งแต่ตอนที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมาจนถึงช่วยเรื่องยื่นใบสมัครเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ แถมยังคอยตามยุ่งวุ่นวายอยู่เรื่อยๆ แทนที่จะปล่อยให้ยูริเผชิญวัฒนธรรมในประเทศใหม่คนเดียว นั่นจึงทำให้เด็กหนุ่มแค่ส่งเสียงเฮอะตอบไปในตอนนั้น

 

 

 

 

 

(แน่นอนว่าเขาบอกไปว่าวิคเตอร์งี่เง่าไม่เข้าเรื่องอีกแล้ว แต่ก็เก็บแพลนเนอร์เล่มนั้นไว้อย่างดี ไม่แม้กระทั่งจะแกะสติกเกอร์รูปเสือจิ๋วที่แถมมาในนั้นออกมาใช้)

 

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้ยูริยิ่งอยากล้มโต๊ะเมื่อมาตระหนักได้ว่าจริงๆ แล้วตนควรทำตามคำแนะนำของมนุษย์อย่างวิคเตอร์ นิกิโฟรอฟ เพราะเขาลืมสนิทว่ารายงานฉบับนี้เลื่อนวันส่งให้ใกล้เข้ามา

 

 

 

 

 

เดดไลน์ของมันคือเที่ยงวัน ซึ่งก็คงจะดีมากถ้าตารางเรียนของยูริไม่ได้เป็นคาบเช้านรกแตกแล้วว่างยันบ่ายแบบนี้

 

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้เขาไม่ได้นอนเกือบทั้งคืน แล้วก็ต้องหยุดปั่นมันเพื่อเข้าไปนั่งฟังเลคเชอร์ตามเวลาเรียน ก่อนจะพุ่งปราดไปที่สตาร์บัคส์สาขาประจำเพื่อเก็บรายละเอียด กะจะใช้เวลาให้สุดติ่งเดดไลน์กันไปข้างนึง

 

 

 

 

 

อะดรีนาลีนจากการปั่นงานเริ่มลดระดับลงราวๆ ตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง เพราะยูริพิมพ์เนื้อหาเรียบร้อยหมดแล้ว เหลือแค่อ่านทวนเพื่อหาคำผิดหรือตัดส่วนที่ยืดเยื้อออกอีกสักรอบก็พร้อมส่ง นั่นจึงทำให้ยูริกล้าถอนหายใจออกมานิดหน่อย เอนหลังเข้าพิงพนักเก้าอี้สูงของที่นั่งแบบบาร์ที่ติดหน้าต่างร้าน

 

 

 

 

 

แต่จังหวะหัวใจที่เริ่มสงบจากความสติแตกก็มีอันได้พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกรอบเมื่อไฟกระพริบตรงไอคอนรูปแบตเตอรี่ สัญญาณหายนะสำหรับคนใช้แล็ปท็อปที่กำลังปั่นงานไฟแลบทุกคนบนโลกใบนี้

 

 

 

 

 

เวรเอ๊ยยย!!! เรื่องเวรๆ นี่ก็ต้องรุมกันมาเกิดให้ได้ตอนนี้เลยใช่มั้ย???!!!!

 

 

 

 

 

ยูริอยากคำรามออกมาดังๆ นัก แต่ก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีเวลาให้เสียแล้ว ดวงตาสีเขียวจึงมองไปรอบๆ ร้าน…วันนี้คนค่อนข้างแน่น เขาจึงต้องระเห็จตัวเองมานั่งที่ตรงเก้าอี้บาร์นี่ แต่หนุ่มน้อยก็มาที่สาขานี้บ่อยจนรู้แล้วว่ามันมีโต๊ะที่ติดปลั๊กไฟอยู่

 

 

 

 

 

ให้ตายเถอะ แล้วเดี๋ยวเขาก็ต้องคุยกับคนแปลกหน้าเพื่อขอแชร์โต๊ะอีกใช่มั้ยเนี่ย??

 

 

 

 

 

ยูริคิดอย่างหงุดหงิด เขาไม่ชอบให้ใครแชร์โต๊ะพอๆ กับที่จะไปขอแชร์โต๊ะกับใคร แต่คิ้วที่ขมวดอยู่ก็ยิ่งขมวดขึ้นอีกนิดเมื่อหรี่ตาตอนมองเห็นเป้าหมาย บุคคลที่ทำให้เขาไม่ลังเลเลยในการจะหอบแล็ปท็อปกับถ้วยเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นแล้วเดินอาดๆ ไปนั่งโครมลงด้วย

 

 

 

 

 

เจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ตเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือคร่ำคร่าในมือ “อ้าว?”

 

 

 

 

 

“ฉันจะนั่งนี่” ยูริใช้เสียงและท่าทางน่าเกรงขามของตัวเองเข้าข่มทันที เขาดูมาจากสารคดีชีวิตสิงโตว่าฝ่ายที่แสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ก่อนคือฝ่ายได้เปรียบ “เหยิบไปซิ ฉันจะใช้ปลั๊กไฟ”

 

 

 

 

 

สำหรับคนที่จู่ๆ ก็มีใครไม่รู้เชิญตัวเองมาแย่งพื้นที่โต๊ะด้วย เจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ตนี่มีกริยาตอบรับที่สงบนิ่งน่าดู เพราะถึงจะมีสีหน้าประหลาดใจในทีแรก แต่เจ้าตัวก็แค่พยักหน้าแล้วเลื่อนเก้าอี้ไปเล็กน้อยตามคำสั่งของยูริในที่สุด

 

 

 

 

 

เด็กหนุ่มผมทองคงต้องสารภาพตามตรงว่าไม่ได้คิดเลยว่าแผนการยึดดินแดนจะสำเร็จได้ง่ายขนาดนี้ แต่ก็แอบยักไหล่เพราะเขาก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าตนเป็นคนที่ดูน่ากลัวมาก ก่อนจะก้มตัวลงไปใต้โต๊ะ พยายามแล้วพยายามอีกในการยืดแขนไปเสียบปลั๊กให้ได้

 

 

 

 

 

เวรเอ๊ย! ยูริสบถในใจอีกครั้ง อีกนิดเดียวเอง ยืดไปอีกนิดสิวะ—

 

 

 

 

 

“ให้ฉันช่วยมั้ย?”

 

 

 

 

 

เสียงที่เคยได้ยินแค่ครั้งเดียวแต่กลับเป็นที่จดจำแล้วดังขึ้นข้างๆ…ยูริผงะเงยหน้าขึ้นทันควัน ก่อนจะได้เห็นว่าเจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ตนี่กำลังก้มตัวลงมาคุยกับเขาที่ใต้โต๊ะนี่แล้ว

 

 

 

 

 

ยูริมัวแต่อึกอักเพราะไม่ได้ตั้งตัว มือใหญ่ๆ ในถุงมือฟิงเกอร์เลสสีดำนั่นจึงเอื้อมมาหยิบปลั๊กไฟไปจากมือเขา จัดการเสียบมันให้โดยเรียบร้อย

 

 

 

 

 

“โอเคนะ?”

 

 

 

 

 

ยูริยังคงไม่รู้จะตอบอะไร จึงได้แต่พยักหน้าเออออไปตามเรื่อง

 

 

 

 

 

ดวงตาสีเข้มคู่นั้นพินิจเขาตอบชั่วครู่ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้ แล้วก็หยัดตัวกลับไปสู่โลกเหนือโต๊ะเหมือนเดิม

 

 

 

 

 

ยูริกลับไปเก็บรายละเอียดรายงานต่อจนเสร็จ เขาถอนหายใจหลังกดส่งเมล์ไปตอนห้านาทีก่อนเวลาเที่ยงวัน ก่อนจะใช้เวลาที่ตอนนี้มีเหลือเฟือแล้วในการลอบมองเพื่อนร่วมโต๊ะ

 

 

 

 

 

หลังจากที่โดนพูดแบบนั้นใส่ตอนวันก่อน หมอนี่ก็ยังยอมแชร์โต๊ะกับเขาอีกนะ…

 

 

 

 

 

ท่าทางอีกฝ่ายจะประสาทไวน่าดู เพราะดวงตาสีเข้มคู่นั้นช้อนขึ้นมาจากหน้าหนังสือแล้วสบกับเขา ทำให้ยูริได้แต่อึกอักใหม่อีกครั้งเพราะตั้งตัวไม่ทัน

 

 

 

 

 

“งานเสร็จแล้วใช่มั้ย?”

 

 

 

 

 

คำถามเรียบนิ่ง ทำให้เขาคิดถึงเสียงคลื่นในวันลมสงบของหน้าหนาวเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนไปสักนิด ยูริเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม…แต่อีกฝ่ายดูจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาไม่คิดจะพูดจากร้าวๆ ตอบไป

 

 

 

 

 

“อืม” เด็กหนุ่มพยักหน้า “เสร็จแล้ว”

 

 

 

 

 

ดวงตาสีเข้มคู่นั้นยังคงมองนิ่งๆ ขณะที่เจ้าตัวพยักหน้านิดๆ “ดีแล้ว”

 

 

 

 

 

เท่านั้นเอง แล้วก็หันกลับไปอ่านหนังสือในมือตัวเองต่อ

 

 

 

 

 

มันเป็นความเงียบระหว่างกันที่ไม่ชวนให้อึดอัดเลย และยูริก็คงจะนั่งตรงนั้นต่อไปแล้วถ้าไม่ต้องออกไปหาอาหารกลางวันกินก่อนเข้าเรียนคาบบ่าย เขาโยนๆ ข้าวของของตัวเองลวกๆ ใส่เป้ ก่อนจะลุกออกไปเลย ไม่ได้กล่าวลาหรือขอบคุณใดๆ สักคำ

 

 

 

 

 

จึงไม่ได้เห็นว่าคนที่อ่านหนังสือง่วนอยู่นั้นมีได้เงยหน้าขึ้นมามองตามนิดหน่อย ยิ้มบางๆ เล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปสนใจหนังสือในมือต่อตามปกติ

 

 

 

 

 

 

**

 

 

 

ยูริมานึกขึ้นได้ว่าเขาควรจะดูตาม้าตาเรือมากกว่านี้ตอนที่หยิบถ้วยช็อกโกแล็ตร้อนแบบสำหรับดื่มในร้านจากเคาเตอร์แล้วหันมาพบว่าไม่มีที่นั่งว่างๆ ในร้ายเลยสักที่ ไม่แม้แต่ตรงเก้าอี้บาร์

 

 

 

 

เขามองไปรอบๆ แล้วก็มองไปรอบๆ อีกรอบ แต่แน่นอนว่าก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

 

ยูริเตรียมร่ำๆ จะหันไปถามบาริสต้าแล้วว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเทเครื่องดื่มจากถ้วยเซรามิกนี่ใส่ถ้วยกระดาษให้เขา แต่ปลายสายตาก็ทันเห็นภาพของหน้าตาอันคุ้นเคย

 

 

 

 

 

ที่โต๊ะตัวเดิมจากเมื่อวันก่อน เจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ตกำลังมองมา เลิกคิ้วนิดๆ ราวกับจะถามปนทักทาย

 

 

 

 

 

ยูริจึงพยักหน้านิดๆ ตอบไป การย้อนถามโดยไร้เสียงว่ามีอะไร

 

 

 

 

 

คนหน้านิ่งก็ยังคงเป็นคนหน้านิ่ง ไม่มีการยิ้มหรือแสดงสีหน้าใดให้ดูเป็นมิตร แต่มือในถุงมือคู่เดิมนั้นก็ยกขึ้นมากวักเล็กน้อย ก่อนที่จะชี้นิ้วตรงเก้าอี้ว่างตัวที่เหลืออยู่ตรงโต๊ะ

 

 

 

 

 

ยูริยังคงไม่ชอบให้ใครแชร์โต๊ะพอๆ กับที่จะไปขอแชร์โต๊ะกับใคร แต่สำหรับครั้งที่สามแบบนี้…เจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ตนี่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้าร้อยเปอร์เซนต์เท่าไหร่แล้ว นั่นจึงทำให้ถึงจะยังมีสีหน้าบึ้งตึงตามนิสัยอยู่ แต่เด็กหนุ่มก็ยอมเดินอาดๆ ไปนั่งที่โต๊ะตามคำชวนอยู่ดี

 

 

 

 

 

 

แล้วก็ให้ตายสิ จริงๆ นี่มันคือโต๊ะประจำของเขาด้วยเถอะ…

 

 

 

 

 

ยูริคิดอย่างฉุนนิดๆ…ตวัดสายตาระแวดระวังปนกร้าวๆ ใส่คนชวน ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามันดูเหมือนแมวที่กำลังจับผิดมนุษย์มากกว่าสายตาหาเรื่องใดๆ

 

 

 

 

 

แต่ก็เพราะเขารู้ดีว่าเรื่องแบบนี้มันคือการมาก่อนได้ก่อน ยูริเลยแค่ดื่มช็อกโกแล็ตร้อนของตัวเองแล้วหยิบเอาหนังสือการ์ตูนออกมาจากเป้เพื่อเปิดอ่านเท่านั้น

 

 

 

 

 

เวลาล่วงเลย ยูริค่อยๆ จมจ่อมลงในเนื้อหาของเรื่องราวและความเงียบที่โอบล้อม มันเป็นความเงียบที่ไม่หนักหน่วงอย่างที่ควร…ความเงียบระหว่างคนแปลกหน้าสองคน หากกลับไม่ได้เย็นชาจนชวนให้อึดอัด จนหลังๆ ไปนั้น ยูริแทบลืมไปด้วยซ้ำว่าตนนั่งแชรโต๊ะอยู่กับใครก็ไม่รู้

 

 

 

 

 

ในที่สุด เสียงกุกกักก็ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมาจากการ์ตูนของตัวเอง ก่อนจะได้พบว่าเจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ตกำลังเก็บหนังสือกับสมุดโน้ตของตัวเองลงกระเป๋าอยู่ ซึ่งท่าทางเจ้าตัวก็คงมีความคิดในการแยกตัวไปเหมือนกับยูริ…เก็บของแล้วลุกไปเลย ไม่มีความจำเป็นในการต้องบอกกล่าวอะไรแก่เพื่อนร่วมโต๊ะ

 

 

 

 

 

ถ้าเป็นวันที่ผ่านๆ มาหรือเวลาปกติ ยูริก็คงไม่สนใจอะไรหรอก แต่ถึงจะไม่อยากยอมรับยังไง วันนี้ตนก็ได้มีที่นั่งเพราะอีกฝ่ายยอมชวน นั่นจึงทำให้ถึงจะช้าไปนิด เขาก็ตัดสินใจได้ในที่สุด

 

 

 

 

 

“เฮ้!!”

 

 

 

 

 

ยูริตะโกนเพราะร่างสูงนั่นก้าวยาวๆ ไปแล้ว เสียงของเขาทำให้คนของโต๊ะรอบๆ หันมามองเล็กน้อย จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ตจะหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมา เลิกคิ้วนิดๆ แทนการเอ่ยปากถาม

 

 

 

 

 

ยูริพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ตนไม่คุ้นเคยเลยสักนิด เพราะถึงนี่จะเป็นคำปกติ แต่ทำไมก็ไม่รู้…เขาเพิ่งตระหนักในนาทีนั้นเองว่าตนไม่ค่อยได้ทำแบบนี้กับใครนักนอกจากคนที่รู้จักมาตลอดชีวิต

 

 

 

 

 

มือเรียวถูกยกขึ้นอย่างเงอะงะประกอบคำสั้นๆ

 

 

 

 

 

“บาย”

 

 

 

 

 

อีกฝ่ายดูประหลาดใจอย่างจริงจังที่ได้ยินคำนี้ แต่ก็พยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่งในที่สุด มือใหญ่ในถุงมือยกนิ้วโป้งตอบกลับมา

 

 

 

 

 

มันไม่ใช่ท่าทางการบอกลาตามแบบสากล แต่ยูริก็ได้มาค้นพบเองทีหลังว่าที่อีกฝ่ายยกนิ้วแบบนั้นมาก็เพราะ…ในจังหวะของการทำอะไรไม่ถูกของตนนั้น ก็เป็นตัวเขาเองนี่แหละที่ยกนิ้วโป้งไปก่อนแทนการโบกมือ

 

 

 

 

 

(แน่นอนว่าการค้นพบนี้ทำให้เด็กหนุ่มยิ่งหงุดหงิดกับความเด๋อของตัวเองจนอยากคำรามออกมาอีกสักรอบสองรอบในใจ)

 

 

 

 

 

 

**

 

 

 

เวลาระหว่างของสัปดาห์ต่อมาของยูรินั้นถูกใช้ไปในห้องสมุดแทนร้านสตาร์บัคส์ เพราะมันเป็นสัปดาห์ที่อาจารย์สั่งให้อ่านหนังสือเพิ่มเติมเยอะผิดปกติ และเขาไม่ค่อยมีสมาธินักในการอ่านหนังสือเรียนในร้านกาแฟที่มีเสียงจอแจ

 

 

 

 

 

แต่เมื่อวันศุกร์มาถึงพร้อมกับการสิ้นสุดลงของลิสต์เอกสารประกอบการสอนที่เขาต้องอ่าน ยูริก็ได้เดินเข้าสตาร์บัคส์ตามเวลาปกติเสียที นึกขอบคุณที่วันนี้ โต๊ะประจำของเขาไม่มีใครจับจอง

 

 

 

 

 

เด็กหนุ่มมัวแต่สนุกกับหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่จนไม่ได้สนใจว่าในร้านเริ่มมีคนแน่นขึ้นเรื่อยๆ…เพราะยังไงเสีย เขาก็วางกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ว่างอีกตัวของโต๊ะอยู่แล้ว และยูริก็รู้ดีว่าสีหน้าปกติของตัวเองนั้นน่ะมากเกินพอแล้วในการไล่คนออกไปไม่ให้มายุ่งกับตน

 

 

 

 

 

หากสุดท้าย เขาก็รู้สึกแหม่งๆ ขึ้นมาจนต้องช้อนตาขึ้นจากหน้าหนังสือ แล้วก็ได้พบว่าเงาร่างสูงๆ ทื่ยืนค้างอยู่ตรงเคาเตอร์รับกาแฟนั้นคือคนที่ถึงตนไม่อยากคุ้นหน้าก็คุ้นไปแล้วอย่างเจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ต

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้สังเกตเห็นเขา เจ้าตัวดูจะมัวแต่มองหาว่ายังพอมีตรงไหนไหมที่ตนจะนั่งได้ ทำให้เด็กหนุ่มผมทองรู้ดีทันทีว่าตนจะนั่งอ่านการ์ตูนไปเงียบๆ แล้วซ่อนวงหน้าไว้หลังตัวเล่มหนังสือแบบนี้ก็ได้ แต่ยูริ พลีเซตสกี้มีหัวใจที่อ่อนโยนกว่าที่ใครหรือแม้แต่ตัวเจ้าตัวเองจะรู้นัก…เพราะถึงจะฮึดฮัดอยู่ แต่หนุ่มน้อยก็พบว่าตัวเองไม่อาจนิ่งนอนใจแบบนั้นได้

 

 

 

 

 

ถึงจะไม่อยากยอมรับเลยก็เหอะ แต่ยังไงหมอนี่ก็เคยช่วยเขาไว้ทั้งๆ ที่ไม่ต้องก็ได้น่ะนะ…

 

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้สุดท้าย ยูริจึงได้แต่ถอนหายใจฮึ่มกับตัวเอง แล้วก็ส่งเสียงห้วนๆ ออกไป

 

 

 

 

 

“เฮ้ นาย”

 

 

 

 

 

เสียงของเขายังคงไม่เบาเหมือนเคย แต่เจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ตก็หันมาตามที่ต้องการ ยูริจึงไม่สนว่าตัวเองจะโดนมองแบบปรามๆ จากคนรอบข้าง แต่พยักเพยิดให้ชายหนุ่มผมดำมองมาที่เก้าอี้ข้างตัวของเขา มือเรียวดึงเป้ของตัวเองขึ้นจากที่นั่งไปด้วย

 

 

 

 

 

ร่างสูงนั่นก้าวยาวๆ มาที่โต๊ะ ถ้วยกาแฟถูกวางอย่างไร้เสียงลงบนโต๊ะ เก้าอี้เองก็เลื่อนครืดคราดเล็กน้อยเท่านั้นตอนเจ้าตัวนั่งลง ทำให้ยูริเพิ่งตระหนักได้ตอนนั้นเองว่าสำหรับคนตัวโตอย่างนี้แล้ว เจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ตทำอะไรได้เงียบกริบไปหมดเสียงจริง

 

 

 

 

 

เหมือนเลย เขาคิดเองคนเดียว เหมือนทะเลตอนหน้าหนาวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเลย

 

 

 

 

 

สิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้าเขาหยิบออกมาจากกระเป๋าวันนี้ไม่ใช่หนังสืออย่างที่ผ่านมา แต่เป็นแผ่นกระดาษที่มีตัวหนังสือถูกถ่ายเอกสารมาจนเต็มพรืด มันมีร่องรอยของทั้งดินสอและปากกาเน้นข้อความขีดเขียนอยู่ และท่าทางนั่นก็เป็นสิ่งที่เจ้าตัวคิดจะทำต่อ เพราะเจ้าตัวหยิบเอาปากกาเน้นข้อความสีสดขึ้นมาวางเตรียมไว้บนโต๊ะด้วย

 

 

 

 

 

ยูริเผลอมองอย่างสนใจอีกแล้ว จึงผงกศีรษะขวับขึ้นมาอย่างตื่นๆ เมื่อเสียงนิ่งๆ นั่นพูดขึ้น

 

 

 

 

 

“อันนี้คือตีความมุมมองของโฮเมอร์น่ะ ไม่ใช่เวอร์จิลเหมือนวันก่อน”

 

 

 

 

 

ยูริรู้สึกหน้าร้อนวาบ ทุกอย่างมันยิ่งแย่ตรงที่เขาเผลอแอบมองอีกแล้ว “ใครถามกันล่ะ?!”

 

 

 

 

 

พูดเองก็อยากล้มโต๊ะเอง เพราะมันคือประโยคเดียวกับวันนั้นเป๊ะๆ

 

 

 

 

 

อีกฝ่ายยักไหล่ราวกับไม่ถือสาท่าทางห้วนห้าวของยูริเลย และเขาก็มั่นใจชอบกลว่าอีกฝ่ายกำลังซ่อนยิ้มอยู่ตอนเอ่ยประโยคเดิมกลับมาเหมือนกัน “ก็เห็นนายมอง”

 

 

 

 

 

ความอายปนงุ่นง่านทำหน้ายูริขมวดคิ้วหนักกว่าปกติ กระชากเสียงทั้งๆ ที่ถ้อยคำแอบสั่นระริกนิดๆ “อยากไม่มีที่นั่งใช่มั้ย??”

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมดำยักไหล่แล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ แต่ยูริมั่นใจมากกว่าเดิมแล้วว่าเขาเห็นรอยยิ้มขันๆ อย่างเอ็นดูปนเรียวปากของอีกฝ่าย เพียงแต่เจ้าตัวซ่อนมันไว้ได้เนียนมากจนเขาจับไม่ทันด้วยการยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ

 

 

 

 

 

พวกเขานั่งด้วยกันในความเงียบเจือกลิ่นร้อนกรุ่นของเครื่องดื่มไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาที่เด็กหนุ่มผมทองจะไปเรียน เพียงแต่คราวนี้ อีกฝ่ายบอกลาเขาก่อนบ้าง และยูริเองก็ตอบรับกลับไป ถ้อยคำที่มีให้กันและกันนั้นยังคงห้วนสั้น แต่ก็นับได้อยู่ดีว่าเป็นการพูดคุย

 

 

 

 

 

ยูริสงสัยไปตลอดวันนั้นว่าตนปล่อยให้เรื่องบ้าๆ นี่เกิดขึ้นซ้ำๆ กันแล้วสี่ครั้งได้อย่างไร และก็ทำไมตนถึงไม่ได้รู้สึกไม่โอเคอย่างที่ควรจะเป็นสักเท่าไหร่เลย

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

tbc.

 

 

*********************************

 

ช้าไปหน่อย แต่สุขสันต์วันเกิดให้ยูรัชก้ามายดาหลิงนะคะะะะ //ส่งหนุ่มคาซัคไปให้

 

เราอาจไม่ได้กรีดร้องคู่นี้มาก แต่จริงๆนี่อ่านฟิคของพวกเขาเยอะเป็นตันเลยค่ะ แงงงงง ชอบมากเลย พวกชิปแนว คนนึงฟ่อแฟ่เกลียดทุกอย่าง แต่จะเขินๆหงิมๆกับคนที่ตัวเองชอบคนเดียว ส่วนอีกคนก็จะนิ่งๆ เลยจะยิ่งน่าเขินมากเวลาทำอะไรหวานๆ แงงงงงงงงงงงงง ชอบมากค่ะ ชอบบบบบบบ

 

แถมนี่วันเกิดด้วย เลยได้เป็นฟิคบทสองเลยค่าาาา //โยนพลุ

 

ทีแรกไม่ชอบหน้าเขา แต่ตอนนี้เริ่มนั่งกับเขาได้บ้างแล้ว มาลุ้นต่อไปนะคะว่าบทหน้า ยูรัชก้าจะเป็นไงต่อกับเบคก้า ///////

 

 

 

ทิพย์เอง

 

 

 

************************************
 
ปุกาศ ตอนนี้เปิดรอบไปรฯ ขยายเดดไลน์ถึงวันที่ 5/03 แล้วนะคะ
รายละเอียดตามนี้เลยค่ะ >> รายละเอียดฟิครอบไปรษณีย์ 15/02 – 05/03

************************************ 

Advertisements

6 responses to “[Yuri!!! On Ice Fic][OtabekYurio] crazy crazy, easy tiger (you’re a god send, do you want a boyfriend?) (2)

  1. โอ้ยอ่านไปลุ้นไปว่ายูริจะพูดขอบคุณเค้ารึเปล่า เฮ้อ สุดท้ายก็ไม่พูดจริงๆ สินะ5555555555 *จับมาดึงแก้ม*
    ที่รู้สึกไม่โอเคกะที่เป็นอยู่ตอนนี้นี่หมายความว่าอยากจะรู้จักกันมากกว่านี้สินะ😋😋
    จะรอดูพัฒนาการของเด็กบ๊องสองคนนี้นะคะ💙💚💛💜

    Like

  2. กรี๊ดดดดดดดด ดินแดนใต้โต๊ะมันน่ารักกกกกกกกกกกกกกกมากกกค่าาา //กำเดาไหล บรรยากาศตะมุตะมิแบบที่มันจั๊กจี๊หัวใจแบบนี้ ฮือออออออออ (มาถึงก็กรี๊ดใส่ก่อนเลย 5555 โทษทีค่า)

    จะย้ำอีกทีว่าเราชอบการที่ทิพย์ใช้คำบรรยายท่าทางของหนูยูริจริงๆนะคะ มันสัมผัสได้เลยว่านังหนูนี่น่ารักที่สุด ฮืออออออ อยากติดตามต่อมากค่ะว่าโอบาเบคจะเริ่มจีบน้องแมวคนนี้ยังไง (เอ๊ะ หรือจะเป็นฝ่ายถูกจีบซะเอง?) ไม่รู้ๆๆๆ

    ขอบคุณที่เขียนฟิคกิ้วก๊าวมาให้ติดตามเรื่อยๆเลยนะคะะะะ

    Like

  3. น่ารักกกกก ยูริช่างน่าเอ็นดู แต่ถ้าอยากเห็นปฏิกิริยาแบบนี้ต้องให้โอตาเบคทำเท่านั้นนี่สิ ฮุๆๆ

    Like

  4. ฮืออออออ เสือน้อยลูกกกกกกกกกก
    ขู่แฟ่ๆเป็นแมวพองขนเลยลูกกกกก
    น่ารักกกกกกกกกกก
    เอ็นดูความเหรอหราของยูริเหลือเกินค่ะ
    เริ่มชินกับกับอีกคนแล้วสินะหนูนะ
    และโอตาเบคยังคงคูลเสมอค่ะ //ยกนิ้วโป้ง

    Like

  5. คราวก่อนเราบอกไปว่าน้องโอะต้องโดนพี่เบคจับดัดนิสัย โอ๊ยยยย คุณคะ ดูความรั..เอ้ยย ความเอ็นดูที่พี่เขามีให้น้อง /นอนดมกาวอย่างสุขใจ
    “อ้าว”
    เรานี่ขำพรืดรอแล้ว ยิ่ง “ฉันจะนั่งนี่” กับความคิดสิงโตเจ้าป่าของน้อง เอ็นดูเหลือเกิ๊น แล้วงี้จะไม่ให้พี่เขาใจอ่อนกับเธอได้ยังไง ฮึกก
    ช็อตใต้โต๊ะน่ารักกุมหัวใจมาก โอตาเบค แค่เสียบปลั๊กไฟให้น้องทำไมต้องเท่ คนบ้าไรวะเนี้ย แม่งเง้ยย(ขอโทษที่หยาบนะคะ😂)
    ยัยน้องก็ขู่ฟ่อดแฟ่ดๆไป อีกคนก็นิ่งๆยิ้มๆเอ็นดูน้องงี้ก็ได้เหรอออ บอกเลยแม่ยกใจบ่ดี แล้วกลายเป็นว่าเหมือนนัดมาเจอกันที่สตาบัคงี้ ถ้าเรื่องนี้ถึงหูโปรเฟสเซอร์นิกิฟอรอฟล่ะก็… 55555555555555
    (ชอบคำว่า ป๊องๆ มากค่ะ เป็นคำที่วิคเตอร์มากๆ นี่คือคำบรรยายผู้ชายอายุใกล้30นะคะนะ😂)
    รอตอนต่อไปนะคะ ช่วงนี้คู่นี้มาแรงมากสำหรับเรา ยัยน้องน่ารักแว๊ดๆไปตามประสานาง แต่พอมาจับคู่กับคนคูลๆอย่างพี่เบค… ฮรืออออออออ
    ปล.ตอนนี้ทั้งตอนทำไมน้องโอะไม่เรียกชื่อโอตาเบคเลย ไม่รู้ว่าไรต์ตั้งใจมั้ย หรือเพราะน้องลืมชื่อโอตาเบคไปแล้ว 555555555555

    Like

  6. ตอนนี้น่ารักมากๆ เลยค่าาาา เริ่มชินแล้วใช่มั้ยล่ะ แหมมมมม มีเขินอาย มีเอ็นดู โอ้ยยยยย น่ารักไปไหน โอตาเบคก็คูลเหลือเกิน แม่ยกนั่งละลาย ยิ่งฉากใต้โต๊ะนั่น…กุมไตเลยค่ะ แงงงงง

    อยากจะรู้จริงๆ ว่าใครจะจีบใครยังไงต่อ หืมมมมมม

    แล้วจะรอติดตามอ่านต่อนะคะ > <

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s