[Yuri!!! On Ice Fic][OtabekYurio] crazy crazy, easy tiger (you’re a god send, do you want a boyfriend?) (3)

 
 
 
crazy crazy, easy tiger (you’re a god send, do you want a boyfriend?)
ユーリ!!! on ICE fanfiction by Tippuri~ii* 
 

 

    
 

 
 
Pairing: Otabek Altin x Yuri Plisetsky
 

Fandom: ユーリ!!! on ICE

 

 

 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

[+] REMARK: เป็น universe เดียวกับเรื่อง [seungchuchu] oh darling you look like christmas morning ค่ะ >> สารบัญ

 

 
************************************
 
 
 
 
 
chapter 3
 
 
 
 
 
 
 
 

มีหลายเหตุผลที่ทำให้ยูริเลือกสมัครงานพาร์ทไทม์ที่ดาฟเน ร้านอาหารอิตาเลียนในเขตแถวมหาวิทยาลัย…ตั้งแต่ตำแหน่งที่เดินทางสะดวก เวลางานที่ลงตัว การที่บางวันเชฟก็ยอมใจดีให้เขาเอาพิซซ่าหรือพาสต้าฟรีกลับไปได้ ไปจนถึงเหตุผลง่ายดายที่สุด…ยูริอยากมีเงินเก็บและเขาก็รู้ชื่อเมนูอาหารอิตาเลียนอยู่พอตัวแล้วตามประสาคนชอบกินเอง

 

 

 

 

ทุกอย่างที่พูดมาทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ยูริชอบเกี่ยวกับงานพาร์ทไทม์นี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งที่เขาไม่ชอบ แถมนับได้ว่าต้องเป็นความเกลียดชังอันเข้าขั้นอลังการพอตัวเลยทีเดียวที่ยูริจะมีได้…เพราะเจ้าหนึ่งสิ่งที่เขาไม่ชอบนี้มีพลังอำนาจมากพอจะทำให้เด็กหนุ่มหัวเสียมากพอจนคิดจะลาออกอยู่หลายครั้งแล้ว

 

 

 

 

แต่ถ้าจะมีอันได้ลาออกจริง…เขาจะต่อยปากมันสักทีก่อนไปแน่ๆ ล่ะบอกเลย…

 

 

 

 

‘มัน’ ที่ยูริพูดถึงคือรุ่นพี่มหาวิทยาลัยเดียวกันแต่คนละคณะ…ฌอง-ฌาคส์ เลอรอยคือไอ้แคเนเดียนแฮมขี้เต๊ะแถมปากดีที่ยูริเกลียดหน้าทันทีตั้งแต่แรกพบ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่…เพราะแค่แรกพบนั้น ฌอง-ฌาคส์—หรือเจเจ—ก็เดินหน้าเอ่ยสิ่งที่เขาอยากเตะปากคนพูดไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนออกมาทั้งหมดในประโยคเดียวแล้ว

 

 

 

 

“ว้าววว นายตัวเล็กจัง เป็นเด็กมหาลัยจริงดิ?” ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นก้มมองลงมาจากความสูงอันน่าหมั่นไส้ สายตาก็เย้าๆ อย่างน่าต่อยที่สุด “เฮ้ ทำหน้าดีๆ หน่อยสิ ยิ้มให้มันน่ารักๆ น่ะ—โอ๊ยยยย!!!!”

 

 

 

 

เขาอาจจะไม่ได้เตะปากอีกฝ่ายอย่างที่อยาก แต่ยูริ พลีเซตสกี้ก็ไม่ทิ้งลายเสือน้ำแข็งแห่งรัสเซียด้วยการตวัดหัวรองเท้ากีฬาคู่ใหม่ของตนใส่หน้าแข้งหนุ่มแคเนเดียนแบบไม่ออมแรงสักหยด ไม่ได้แคร์เลยสักนิดว่าอีกฝ่ายมีตำแหน่งเป็นรุ่นพี่ทั้งในมหาวิทยาลัยและในการทำงานที่ร้านดาฟเนแห่งนี้

 

 

 

 

แต่เห็นได้ชัดว่าความหัวทึบของเจเจนี่มีมากกว่าที่ยูริคิดไว้ เพราะอีกฝ่ายดูจะไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิด…หนุ่มแคเนเดียนยังคงล้อและแซวเขาอยู่เรื่อย แต่ยูริก็ต้องยอมรับว่าตนยอมๆ มองข้ามไปได้บ้างแล้วเมื่อผ่านไป…ส่วนหนึ่งจากความเคยชิน เพราะพวกเขาทำงานกะหัวค่ำยันร้านปิดด้วยกันเสมอ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะเจเจเองก็ช่วยเขาเวลาเจออะไรยุ่งๆ ตอนทำงานอยู่ตลอด

 

 

 

 

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความน่ารำคาญของอีกฝ่ายลดน้อยลงไปแต่อย่างใดในสายตาของเขา

 

 

 

 

“จริงดิพลีเซตสกี้??”

 

 

 

 

…และวันนี้ก็ไม่ได้รับการยกเว้นแต่อย่างใด

 

 

 

 

“จริงดิพลีเซตสกี้???”

 

 

 

 

“นายสมองช้ารึไงหาถึงต้องพูดซ้ำๆ เองอยู่ได้??” ยูริตวัดเสียงสวนกลับไป วันนี้ก็เป็นอีกวันอันปกติของเขา…ตารางเรียนบัดซบ งานที่ต้องปั่นส่ง และกะงานกับไอ้แคเนเดียนแฮมขี้เก๊กนี่ งานที่เห็นได้ชัดว่าเขากำลังทำอยู่คนเดียว…เพราะแทนที่จะช่วยกันเช็ดโต๊ะหลังปิดร้านแล้ว เจเจกลับแค่ยืนถือผ้าเช็ดโต๊ะไว้ในมือ เอาแต่มองเขามาด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อปนขันๆ…อารมณ์ขันแบบที่ยูริเกลียดนัก เพราะมันเป็นอารมณ์ขันเยาะๆ อย่างที่คนมีประสบการณ์มากกว่ามีให้คนที่อ่อนเดียงสาจนน่าระอาใจ

 

 

 

 

“ฉันจะถือว่านั่นแปลว่าจริงก็แล้วกันนะ” เจเจยักไหล่ ก่อนจะหัวเราะ “ให้ตายเถอะพลีเซตสกี้…นายไม่เคยมีแฟนจริงดิ?”

 

 

 

 

“ไม่ใช่ทุกคนที่เหมือนนายหรอกนะเจเจ” ยูริโต้…เพราะขนาดเด็กปีหนึ่งอย่างเขายังรู้ตำนานการเดทสาวไม่ซ้ำหน้าของฌอง-ฌาคส์ เลอรอยเลย

 

 

 

 

“เฮ้! อย่าพูดงั้นนะ!” เจเจรีบเอะอะ “โอเค…แต่ก่อนฉันอาจจะทำตัวแย่ แต่ตอนนี้ฉันมีอิซาเบลแล้ว…แล้วก็นั่นแหละ บอกลาช่วงเวลาในอดีตไปได้เลย”

 

 

 

 

ยูริกลอกตาพร้อมมองบน ตั้งแต่เริ่มทำงานที่ร้านดาฟเนแห่งนี้…ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน แต่ทุกวันนั้น เขาจะต้องได้รับชมรายการคนอวดแฟนจากเจเจเสมอ สถิติที่ได้รับการสานต่อเรียบร้อยอีกวันแล้ว

 

 

 

 

“แต่อย่าเปลี่ยนเรื่องสิ!” เจเจเอาผ้าในมือฟาดโต๊ะเบาๆ เป็นการเน้นคำพูด “เราไม่ได้จะพูดถึงเรื่องฉันกับอิซาเบลนะ! เรากำลังพูดถึงนายต่างหาก!”

 

 

 

 

นายกำลังพูดถึงฉัน ส่วนฉันน่ะกำลังบอกให้นายหุบปาก” ยูริแก้เสียงเฉียบ “มาช่วยกันทำงานได้แล้วโว้ย—”

 

 

 

 

“เฮ้ๆๆ นายหมายความว่านายแค่ไม่เคยมีแฟนจริงจังใช่มั้ยล่ะ?” เจเจตาวาวอีกครั้งเมื่อคิดข้อสรุปใหม่ได้ในหัว ซึ่งยูริก็ไม่มีโอกาสได้ถามว่าเจ้าตัวกำลังหมายความว่าอะไรกันเพราะหนุ่มรุ่นพี่เอากำปั้นฟาดกับฝ่ามือตัวเองดังป้าบ เอะอะเสียงลั่นออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ

 

 

 

 

“ร้ายนี่หว่าพลีเซตสกี้…ฉันไม่เคยนึกเลยนะเนี่ยว่านายเป็นสายวันไนท์แสตนด์” ปลายนิ้วถูกยกขึ้นมาแนบแก้มนิดๆ เมื่อเจ้าตัวเปลี่ยนมาครุ่นคิด “แต่เฮ้…คิดอีกทีก็ดูฟังขึ้นแฮะ เพราะนายก็ให้ฟีลลิ่งของพวกคนสวยใจร้ายหักอกชาวบ้านอยู่…”

 

 

 

 

เจเจยังคงพล่ามไปเรื่อยและยูริก็ไม่คิดจะห้ามแล้ว เขาเปลี่ยนมาทำเรื่องมีสมองอย่างการรีบๆ เช็ดโต๊ะให้หมดเพื่อจะได้ไปๆ ให้พ้นจากการหายใจร่วมกับไอ้บ้านี่ซะทีแทน จึงไม่รู้เรื่องเลยว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงอะไรอยู่ตอนที่เจ้าตัวถามใส่

 

 

 

 

“ใช่มั้ยน่ะ??”

 

 

 

 

“หา??” ยูริเงยหน้าขึ้นมา ถามเสียงห้วนห้าว “อะไร???”

 

 

 

 

“ฉันถามว่าถึงนายไม่เคยมีแฟน แต่ก็เคยมีบ้างใช่มั้ยล่ะ?” เจเจถามมาพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “วันไนท์แสตนด์น่ะ??”

 

 

 

 

ยูริไม่รู้จะตอบอย่างไร และความเงียบนั้นก็ทำให้เจเจเริ่มอ้าปากค้างนิดๆ พร้อมตาวาวเหมือนเด็กเห็นขนม

 

 

 

 

“เฮ้ๆ นี่นายก็ไม่เคยมี—”

 

 

 

 

สัญชาตญาณไม่ชอบแพ้ทำให้ยูริตวัดเสียงออกไปทันที “ฉันเคยแล้ว หุบปากซะ”

 

 

 

 

“จริงน่ะ?” ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นยังคงวิบวาวแบบไม่เชื่อสักนิด “ไม่มีก็ไม่มีน่า…ไม่ต้องอายหรอก—”

 

 

 

 

“ฉันเคยมีวันไนท์แสตนด์แล้ว โอเคมั้ย??” ยูริพูดเสียงลั่นกว่าเดิม ใช้เสียงดังๆ นี้เพื่อจบบทสนทนานี่สักที “พอใจรึยัง?? ช่วยหุบปากแล้วมาทำงานให้มันเสร็จๆ ซะทีได้รึยัง??”

 

 

 

 

เจเจยอมเลิกในที่สุด ซึ่งยูริก็ใช้จังหวะที่หนุ่มแคเนเดียนเดินไปเช็ดโต๊ะอีกมุมในการหันหลังให้ ซ่อนวงหน้าที่ขึ้นสีจากทั้งความหงุดหงิดและความอายของตัวเองไว้ให้มิดชิดจากสายตาอีกฝ่าย

 

 

 

 

 

 

**

 

 

 

ยูริไม่เคยมองชีวิตรักที่ตัวเขามี—หรือถ้าพูดให้ถูกคือชีวิตรักที่ตัวเขาไม่มี—เป็นอะไรที่แปลกพิลึกหรือเป็นปัญหาอะไรเลย ตลอดมานั้น เรื่องสำคัญสำหรับยูริก็มีแค่การเรียนเท่านั้น เด็กหนุ่มไม่ได้ตั้งแง่อะไรกับการมีแฟน แต่แค่ไม่เคยมีใครที่ทำให้หัวใจของเขารู้สึกผิดแปลกไปผ่านเข้ามาให้พบเจอมาก่อนก็เท่านั้นเอง

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้ยูริหงุดหงิดนักที่เจเจจะต้องมายุ่มย่ามเรื่องนี้แถมพูดถึงมันในแง่ที่ว่าเป็นเรื่องที่เขาควรจะรู้สึกอับอาย แน่นอนว่าหนุ่มแคเนเดียนก็ยังพอมีหัวคิดอยู่บ้าง เจ้าตัวถึงไม่ได้รุกถามหนักเท่าวันนั้นแล้ว แต่ก็ไม่ปิดบังเช่นกันว่าไม่เชื่อสักนิดว่ายูริเคยมีประสบการณ์ดังที่อ้าง

 

 

 

 

ซึ่งก็เป็นเรื่องตลกร้ายสิ้นดี…เพราะทั้งๆ ที่เจเจหัวทึบกับแทบทุกเรื่อง แต่เจ้าตัวกลับมองเรื่องนี้ได้ถูกต้องตรงเผงจนน่าหงุดหงิดนัก

 

 

 

 

ยูริ พลีเซตสกี้ได้รับการบอกกล่าวมาจากหลายต่อหลายคนแล้วว่านิสัยไม่ชอบแพ้ใครระดับรุนแรงที่เขามีนั้นจะเป็นสิ่งที่ย้อนมารัดคอของเขาเอง และกรณีนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์อันจริงแท้อย่างที่สุด…เพราะหลังจากได้รับสายตาล้อๆ จากเจเจอีกเป็นครั้งที่เกินสิบ หนุ่มน้อยก็พบว่าตัวเองกำลังเริ่มต้นคิดถึงสิ่งที่บ้าระห่ำและไม่จำเป็นเลยสักนิด

 

 

 

 

เขาพร่ำบอกตัวเองให้อย่าไปสนใจเจเจ แต่เมื่อสายตาล้อๆ นั้นเพิ่มจำนวนเป็นครั้งที่เกินยี่สิบ คำสอนที่ยูริ พลีเซตสกี้พร่ำบอกตัวเองก็โดนเหวี่ยงออกหน้าต่างไปโดยเจ้าตัวเองนั่นแหละ

 

 

 

 

 

 

 

**

 

 

 

สตาร์บัคส์ยามเก้าโมงครึ่งเป็นภาพที่ยูริไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะปกติแล้วเวลานี้คือคาบเรียนของเขา แต่ถึงวันนี้จะไม่มีเรียนในตอนเช้า…หนุ่มน้อยก็โผล่มาที่ร้านกาแฟแห่งนี้อยู่ดีด้วยเหตุผลอื่น

 

 

 

 

ดวงตาสีเขียวตวัดปราดไปทั่ว…คนแน่นขนัดทั้งตรงคิวต่อสั่งกาแฟและตามทุกโต๊ะ แต่ในที่สุดยูริก็หาเป้าหมายของตัวเองเจอ…ผมทรงอันเดอร์คัต ไบเกอร์แจ็คเก็ต ถุงมือฟิงเกอร์เลสสีดำ และปลายนิ้วที่โผล่พ้นมันขึ้นมาเพื่อพลิกหน้ากระดาษของหนังสือคร่ำคร่าในมือ

 

 

 

 

ดวงตาสีเข้มคู่นั้นเหลือบขึ้นมามองนิดๆ เมื่อได้ยินเสียงเขาเลื่อนเก้าอี้ว่างในโต๊ะที่เจ้าตัวนั่งอยู่ดังครืด เรียวปากขยับยกนิดๆ อย่างเตรียมจะแย้ง…คำแย้งที่หายวับไปในวินาทีถัดมาเมื่อการจดจำสะท้อนวาบขึ้นในแววตา

 

 

 

 

ศีรษะผงกนิดๆ ให้แทนคำทัก ก่อนจะกลับไปอ่านหนังสือต่อ

 

 

 

 

ยูริวางเป้ของตัวเองโครมลงบนตัก นั่งหายใจฮึดฮัดอยู่สักพัก ก่อนที่จะโพล่งถามออกไปแบบไม่มีการเกริ่นนำใดๆ ทั้งนั้น

 

 

 

 

“มาเป็นวันไนท์แสตนด์กันมั้ย??”

 

 

 

 

ยูริสังเกตไม่ทันเพราะมัวแต่มองหน้าอีกฝ่ายอยู่ แต่หนังสือในมือชายหนุ่มผมดำนั้นเลื่อนเกือบหล่นพื้นเพราะเจ้าตัวเผลอคลายมือ…ปลายนิ้วคว้าจับมันไว้ได้ทันท่วงที แต่นั่นเป็นเหมือนกิริยาอัตโนมัติมากกว่า เพราะตอนนี้ ความสนใจทั้งหมดของชายหนุ่มผมดำเทมาให้เพื่อนร่วมโต๊ะของตนแทนแล้ว

 

 

 

 

“โทษที” ดวงตาสีดำกะพริบช้าๆ “…นายว่าไงนะ?”

 

 

 

 

“ฉันถามว่ามาเป็นวันไนท์แสตนด์กันมั้ย” ความหงุดหงิดเพราะหัวข้อนี้นั้นมากพอที่จะทำให้ยูริลืมความอายที่มีไปได้ หนุ่มน้อยเลยไม่มีปัญหาในการพูดประโยคเดิมอีกครั้ง แถมยังจี้ถามด้วย “ว่าไง ตอบมาเร็ว”

 

 

 

 

เจ้าไบเกอร์แจ็คเก็ตวางหนังสือในมือลงบนโต๊ะอย่างไร้เสียง มองหน้าเขานิ่งนานจนยูริเริ่มขมวดคิ้ว

 

 

 

 

“อะไร?”

 

 

 

 

“นาย…” น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่ง หากก็ปนกระแสหัวเราะอย่างล้าๆ มานิดหน่อย…ราวกับคนพูดกำลังรู้สึกเหลือจะเชื่อจนคิดอะไรไม่ถูก “…นายรู้ด้วยซ้ำมั้ยน่ะว่าฉันชื่ออะไร?”

 

 

 

 

ความทรงจำถึงครั้งแรกที่ได้พบกันวาบกลับมา ข้อความที่ได้เห็นนั้นเลือนรางจนเหลือแค่ครึ่งเดียว

 

 

 

 

“โอ…โอตาเบค” ยูริแอบร้องเยสในใจเมื่อเห็นความประหลาดใจฉายวาบในดวงตาสีดำคู่นั้น จังหวะที่เขารีบคว้าไว้ทันที “แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจำเป็นอะไรนี่ วันไนท์แสตนด์เขาไม่แคร์เรื่องชื่อกันหรอก…เขาไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ”

 

 

 

 

โอตาเบคกะพริบตา ถามเสียงเรียบกริบ “นายคิดว่าเราไม่รู้จักกันเหรอ?”

 

 

 

 

“ไม่ เราแค่โชคร้ายที่ไม่มีโต๊ะนั่งเหมือนกันเท่านั้นเอง” ยูริพูด “ฟังนะ วันไนท์แสตนด์เป็นแค่คนแปลกหน้า แล้วพอหลังจากนั้น พวกเขาก็ไม่มาเจอกันอีก…นั่นแหละ” หนุ่มน้อยเอากำปั้นชนฝ่ามือตัวเองดังป้าบ “…ฉันถึงว่านายน่าจะใช้ได้เลย”

 

 

 

 

โอตาเบคกระแอมนิดๆ พร้อมยกมือขึ้นมาปิดปาก กิริยาเพื่อการซ่อนสีหน้าเหนื่อยใจของตัวเอง “ก็คือ…นายจะไม่มาสตาร์บัคส์สาขานี้อีกแล้วน่ะเหรอ ถ้าฉัน…เอ่อ…ตกลงด้วย?”

 

 

 

 

ยูริชะงักไปนิดหน่อย เขาไม่ได้คิดถึงจุดนี้มาก่อน “เออแฮะ…”

 

 

 

 

 

โอตาเบคหลับตาลงนิดๆ พร้อมสูดลมหายใจ ก่อนจะถามหลังรวบรวมสติได้บ้างแล้ว

 

 

 

 

“ฉันถามได้มั้ยว่าอะไรทำให้นายมีไอเดียนี้ขึ้นมาน่ะ?”

 

 

 

 

“เพราะไอ้เวรตะไลเจเจไงล่ะ!—” ยูริขึ้นเสียงทันควัน ก่อนที่จะยอมลดเสียงลงมาเป็นถ้อยคำมุบมิบเมื่อถูกโต๊ะรอบข้างถลึงตาใส่ “เพราะ…เอ่อ คนรู้จักฉันน่ะ มันเอาแต่มากวนฉันเรื่องนี้อยู่ได้ ฉันเลยคิดว่างั้นก็หาวันไนท์แสตนด์สักคนให้จบๆ ไปละกัน มันจะได้เลิกมายุ่งกับฉันซะที”

 

 

 

 

“งั้น…” โอตาเบคถามเสียงเรียบนิ่งหากระมัดระวัง “ถ้าฉันไม่ตอบตกลง…นายก็จะไปถามคนอื่นเรื่อยๆ จนเจอคนที่โอเคด้วยใช่มั้ย?”

 

 

 

 

“ก็คงงั้นมั้ง แต่ฉันก็ไม่ได้เจอคนแปลกหน้าเยอะเท่าไหร่หรอก เลยคิดถึงนายคนแรกนี่แหละ” ยูริทิ้งตัวลงไปพิงพนักเก้าอี้ ยกสองแขนขึ้นไปเพื่อประสานมือรองรับท้ายทอย “โทษทีนะที่ต้องพูดตรงๆ…แต่เราก็ไม่ได้รู้จักกันจริงๆ อ่ะ”

 

 

 

 

โอตาเบคส่ายหน้าพร้อมโบกมือนิดๆ เป็นเชิงบอกว่าตนไม่คิดมากอะไร ก่อนจะหลับตาลงอย่างคนรวบรวมความคิด นิ่งและนานพอที่จะเปิดโอกาสให้ยูริได้มองเจ้าตัวอย่างละเอียด…วงหน้าคมสัน จังหวะหายใจอันสม่ำเสมอ เส้นผมและเครื่องแต่งกายสีเข้ม…ทุกสิ่งทุกอย่างของคนตรงหน้าให้ความรู้สึกอันสงบเนิบนุ่มอย่างประหลาดกับยูริ

 

 

 

 

เสียงด้วย เด็กหนุ่มคิด เสียงของเขาเหมือนทะเลไม่มีผิด

 

 

 

 

“เอางี้แล้วกัน”

 

 

 

 

ชั่วนาทีจบลงด้วยประโยคจากปากคนตรงหน้า ดวงตาสีดำคู่นั้นมองตรงมา…ยูริจึงเลิกคิ้วตอบไป นิ่งรอฟังว่าอีกฝ่ายจะตกลงใจหรือไม่

 

 

 

 

“เอาเป็นว่า…อืม…” โอตาเบคคิดหาถ้อยคำ ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูด “ถือว่าฉันโอเคก็แล้วกัน เพราะงั้นไม่ต้องไปถามใครอื่นแล้วนะ ตกลงมั้ย?”

 

 

 

 

ยูริพยักหน้า แล้วก็ถามต่อตามประสาคนคิดอะไรก็ทำเลย “คืนนี้เลยมั้ย?”

 

 

 

 

ถึงสีหน้าจะไม่เปลี่ยน แต่ถ้าสังเกตดีๆ…จะรู้สึกได้เลยว่าโอตาเบคกำลังเปล่งรังสีของคนที่ปวดหัวหนึบๆ ออกมาอยู่ “ฉัน…อืม…ฉันคิดว่า…เรามาเจอกันก่อนตอนเย็นดีมั้ย?”

 

 

 

 

ยูริเม้มปากอย่างครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าตกลง เพราะเขาก็อยากหาอะไรกินหลังเลิกเรียนก่อนมากกว่าจะตรงดิ่งกลับที่พักเหมือนกัน “ได้ เจอกันที่ไหนดี?”

 

 

 

 

โอตาเบคถามกลับว่ายูริเลิกกี่โมง ก่อนจะสรุปเมื่อได้คำตอบ

 

 

 

 

“ถ้าเราเลิกพร้อมกัน ไว้ค่อยนัดอีกทีก็ได้” เจ้าตัวพูดพร้อมๆ กับที่ง่วนค้นหามือถือในกระเป๋าของตัวเอง “เอาเบอร์นายมาหน่อยสิ”

 

 

 

 

ยูริก้มหน้าก้มตากดเบอร์ของตนให้อีกฝ่าย ก่อนจะค้นโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาบ้าง “เฮ้ ฉันขอ…เอ่อ…นาย…เอ่อ…”

 

 

 

 

ประโยคขาดๆ เกินๆ ไปหมด เพราะในวินาทีนั้นเองที่ยูริเพิ่งตระหนักได้…นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยของเบอร์โทรศัพท์จากคนอื่นเพื่ออะไรที่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงเรื่องของหัวใจ

 

 

 

 

เขินทำไมวะ นี่มันวันไนท์แสตนด์ ไม่ใช่จะจีบจะคุยกันซะหน่อย…

 

 

 

 

โอตาเบคพินิจมองคนตัวเล็กที่อยู่ๆ ก็หน้าแดงงึกงักขึ้นมาอยู่สักพัก ก่อนจะพูดช่วยขึ้นด้วยเสียงเรียบนิ่ง

 

 

 

 

“อืม…นายจะเอาเบอร์ฉันไว้ด้วยมั้ย?”

 

 

 

 

“เออ นั่นแหละ” ยูริพูดฉับๆ แบบไม่มีสติ “ใช่เลย เบอร์นาย”

 

 

 

 

เขายิ่งอยากเตะตัวเองเมื่อได้ยินเสียงลมหายใจที่เหมือนเสียงกลั้นหัวเราะอย่างน่าสงสัยจากอีกฝ่ายตอนเจ้าตัวรับมือถือเขาไปกดเบอร์ให้

 

 

 

 

“โอเค” ยูริรับโทรศัพท์มาแล้วยืนขึ้น เขามีเรียนในอีกสิบห้านาที “แล้วเจอกัน”

 

 

 

 

โอตาเบคพยักหน้าตอบ “แล้วเจอกัน”

 

 

 

 

“เย็นนี้ใช่มั้ย?” ยูริซักอีกรอบเพื่อความมั่นใจ

 

 

 

 

โอตาเบคพยักหน้าอีกที “ใช่ เย็นนี้”

 

 

 

 

ยูริถามอีกอย่างที่ค้างอยู่ในใจ “นี่คือจะกินมื้อเย็นก่อนไปใช่มั้ย?”

 

 

 

 

โอตาเบคพยักหน้า “ใช่ คงกินแถวนี้แหละ”

 

 

 

 

“โอเค…” ยูริพยักหน้าช้าๆ พร้อมกระชับสายเป้ “แล้วหลังจากนั้นเราก็วันไนท์แสตนด์สินะ?”

 

 

 

 

โอตาเบคหลับตาลง…เรียวปากเม้มเข้าหากันด้วยเหตุผลที่ไม่ได้บอกใครว่าเพื่อซ่อนยิ้มหน่ายๆ “ใช่…กินมื้อเย็นก่อน แล้วหลังจากนั้นเราค่อยเป็นวันไนท์แสตนด์กัน”

 

 

 

 

ยูริพยักหน้าอย่างพอใจแล้ว ก่อนจะก้าวฉับๆ ออกไปจากร้าน

 

 

 

 

และเมื่อร่างปราดเปรียวนั่นหายลับไปแล้วนั่นเอง…โอตาเบค อัลตินถึงค่อยถอนหายใจออกมาดังๆ ได้อย่างที่อยากสักทีในที่สุด

 

 

 

 

 

 

**

 

 

 

เจอกันที่ไหนดี?

 

 

 

 

นี่คือข้อความที่ยูริส่งออกไปหาหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเพิ่มเติมเข้ามาในบัญชีรายชื่อของมือถือเขาเมื่อเช้านี้นี่เอง

 

 

 

 

และในไม่กี่อึดใจ โอตาเบค อัลตินก็ส่งข้อความตอบกลับมา

 

 

 

 

ที่เอซร่ามั้ย?

 

 

 

 

ร้านอาหารที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงนั้นเป็นร้านเล็กๆ ที่ไม่ไกลนัก รสชาติอาหารอาจจะไม่ได้ขึ้นชื่ออะไร แต่ยูริรู้ว่ามันเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับบทสนทนาอันเป็นส่วนตัวเพราะบรรยากาศของร้าน…ผนังไม้โอ๊คสีน้ำตาลเข้มกับแสงไฟสีนวลให้บรรยากาศเก่าแก่เคร่งขรึมเกินไปหน่อยสำหรับการนั่งเล่นทั่วไป จึงไม่ค่อยมีนักศึกษาแวะเวียนไปนัก

 

 

 

 

โอตาเบคบอกให้เขารอหน้าตึกเรียน และในเวลาแค่สิบนาที…ร่างสูงในเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำก็เดินเข้ามาหา ยูริสงสัยในใจว่าทำไมการเดินทางนี้ถึงได้รวดเร็วนัก และก็เพิ่งนึกได้ในวินาทีนั้นเองว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโอตาเบคเรียนอะไร

 

 

 

 

ก็คงอะไรสักอย่างที่มีเวอร์จิลกับโฮเมอร์ในบทเรียนล่ะนะ…

 

 

 

 

“รอนานมั้ย?” โอตาเบคถามเสียงนิ่ง อากาศของเดือนพฤศจิกายนเย็นพอตัวแล้ว นั่นจึงทำให้อีกคำถามตามมา “หนาวรึเปล่าน่ะ?”

 

 

 

 

ยูริส่ายหน้า หัวเราะพรืดออกมา “ใจเย็น…ฉันมาจากรัสเซียนะถ้านายจำไม่ได้”

 

 

 

 

โอตาเบคพยักหน้า ยกมือเสยผมแก้เก้อนิดๆ ก่อนจะพูดง่ายๆ

 

 

 

 

“ไปกันเถอะ”

 

 

 

 

ยูริพบว่าตัวเองหิวระดับที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารทันทีที่มันมาเสิร์ฟ หลายๆ อย่างในวันนี้ดูจะสูบพลังงานของเขาไปจนหมด หากโอตาเบคเองก็ไม่ได้ต่างกันนัก…อีกฝ่ายเองก็รับประทานอาหารเงียบๆ โดยไม่ชวนคุยแต่อย่างใดเช่นเดียวกัน

 

 

 

 

หากบทสนทนาก็มีอันได้มาถึงเมื่อจานอาหารว่างเปล่าถูกพนักงานเก็บออกไป ยูริเตรียมตัวจะถามว่าแล้วพวกเขาจะทำอะไรยังไงต่อ แต่เสียงเนิบนุ่มของโอตาเบคก็ไวกว่า

 

 

 

 

“ชามั้ย?” ชายหนุ่มถาม

 

 

 

 

ยูริกะพริบตา แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร…เขาชอบชามากกว่ากาแฟด้วยซ้ำถ้าให้เลือก จึงแค่พยักหน้า “เอาสิ”

 

 

 

 

ไม่นาน กาชาและถ้วยสองใบก็ถูกนำมาให้ที่โต๊ะ และเพราะเป็นเรื่องเคยชินของตลอดชีวิตที่อยู่กับคุณตามา…ยูริก็เอื้อมมือไปยกกาแล้วเทน้ำชาให้กับพวกเขาทั้งคู่

 

 

 

 

“เอ้านี่” มือเรียวเลื่อนถ้วยไปให้ “น้ำตาลด้วยมั้ย?”

 

 

 

 

โอตาเบคเอ่ยขอบคุณเบาๆ พร้อมส่ายหน้า ความเงียบทิ้งตัวเล็กน้อยตอนที่ยูริตักน้ำตาลเล็กน้อยใส่ถ้วยของตัวเอง…ชาร้อนกรุ่นนี่ให้กลิ่นหอมสดชื่นเหมือนดอกไม้เขตร้อนจางๆ

 

 

 

 

หนุ่มน้อยผมทองได้แต่สงสัยว่าสถานการณ์นี้คือจุดไหนในกำหนดการวันไนท์แสตนด์ของพวกเขา แต่โอตาเบคคือฝ่ายที่ลงมือทำลายความเงียบลงจริงๆ

 

 

 

 

“เมื่อกี้นายบอกว่ามาจากรัสเซียใช่มั้ย?” ชายหนุ่มถามง่ายๆ “ไกลน่าดูเลยนะ…นายเพิ่งมาที่นี่ตอนมหาลัยเหรอ?”

 

 

 

 

“ใช่ แต่นี่เป็นครั้งที่สองที่ฉันย้ายบ้านน่ะนะ” ยูริยังแอบงงๆ อยู่ว่าทำไมพวกเขายังนั่งกันอยู่ตรงนี้อีกแทนที่จะตกลงกันว่าจะไปอพาร์ตเมนต์ของใคร แต่ก็ยอมเล่าโดยดี ลืมไปสนิทว่าปกติแล้วตัวเองจะไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นฟัง “ฉันเกิดที่มอสโควน่ะ แต่พอตอนมิดเดิ้ลสคูล ฉันย้ายมาเรียนที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแทน”

 

 

 

 

“อืม…” โอตาเบคจิบชา “แล้วนายก็อยู่หอคนเดียวตั้งแต่ตอนนั้นน่ะเหรอ เจ๋งนะ”

 

 

 

 

“ไม่เลยๆ” ยูริรีบแก้ “ฉันอยู่กับตาน่ะ ตอนที่มอสโควน่ะนะ แล้วพอจะย้ายไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ตาฉันก็คุยๆ กับเพื่อนเขา เขาเลยให้ฉันไปแชร์อพาร์ตเมนต์กับวิคเตอร์ เอ่อ…หลานเขาน่ะ”

 

 

 

 

“วิคเตอร์?” โอตาเบคทวน ก่อนจะถามต่อ เพราะเขารู้จักวิคเตอร์ที่มาจากรัสเซียแค่คนเดียวเท่านั้น “โปรเฟสเซอร์นิกิโฟรอฟน่ะเหรอ?”

 

 

 

 

“ช่าย หมอนั่นน่ะแหละ” ยูริโบกมือชิ่วๆ ใส่ชื่อที่ได้ยิน “ตอนนั้นวิคเตอร์เรียนมหาลัยอยู่ แล้วพอมาได้งานที่นี่ ตาฉันก็เลยไม่สติแตกมากตอนฉันบอกว่าจะส่งใบสมัครมาที่นี่ด้วย”

 

 

 

 

โอตาเบคยิ้มบางๆ…เพราะเห็นได้ชัดว่าถึงจะเหมือนคำบ่น แต่ยูริก็มีแววตาที่อ่อนลงตอนพูดถึงชายหนุ่มผมเงินคนนั้น “ดีเนอะ เหมือนมีพี่ชายเลย”

 

 

 

 

“เหมือนมีคนบ๊องๆ ที่พยายามทำตัวเป็นพี่ผสมพ่อมากกว่า” ยูริส่งเสียงเฮอะ ก่อนจะถามขึ้นบ้าง “แล้วนายล่ะ? นายเองก็ย้ายมาที่นี่เหมือนกันใช่มั้ย?”

 

 

 

 

“ใช่ จากอัลมาตีน่ะ” โอตาเบคตอบง่ายๆ “…คาซัคสถาน”

 

 

 

 

ยูรินิ่งรอ แต่ชายหนุ่มตรงหน้าเขาก็แค่เทชาถ้วยที่สองแล้วจิบเงียบๆ เท่านั้น เด็กหนุ่มจึงเลิกคิ้ว “แล้ว?”

 

 

 

 

โอตาเบคสบตากับเขา คำถามฉายชัดในแววตาแล้วเรียบร้อย

 

 

 

 

ยูริหลุดหัวเราะออกมา “แล้วไงอีกล่ะ? นายจะให้ฉันเล่าเรื่องของฉันเดียวเหรอ??”

 

 

 

 

โอตาเบคนิ่งไป…ดวงตาที่มองมาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย และในเสี้ยววินาทีที่ยูริมองไม่ทัน…มันก็แทรกผสานมาด้วยความโล่งใจ แปรเปลี่ยนต่อไปเป็นความอ่อนโยนปนขำขันนิดๆ

 

 

 

 

“อ๋อ โอเค” โอตาเบคนิ่งไปนิดหน่อยก่อนเริ่มเล่า “ฉันก็…อืม…อยู่ที่อัลมาตีมาตลอดชีวิตนั่นแหละ จนกระทั่งย้ายมาที่นี่ แล้วก็…”

 

 

 

 

ชายหนุ่มครุ่นคิดอีกนิด และเมื่อไม่เห็นว่าจะมีอะไรให้เล่าต่อในเรื่องนี้ได้แล้ว เขาก็เปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องอื่นต่อ

 

 

 

 

“ฉันมีพี่สาวคนนึง แล้วก็น้องสาวอีกคน” โอตาเบคยิ้มนิดๆ เมื่อคิดถึงครอบครัว “ดามิร่าเป็นพยาบาลน่ะ ส่วนอาซิซ่าเพิ่งขึ้นปีหนึ่งเอง…แต่เขาเรียนที่อัลมาตีน่ะนะ”

 

 

 

 

ขนาดฟังแค่นี้ ยูริยังรู้สึกได้เลยว่าโอตาเบครักพี่สาวและน้องสาวของตัวเองแค่ไหน และนั่นเองที่ทำให้หนุ่มน้อยเริ่มเข้าใจถึงความอ่อนโยนเนิบนุ่มที่มักจะรู้สึกได้เสมอเวลาอยู่ใกล้อีกฝ่าย

 

 

 

 

ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่งกับท่าทางเย็นชาแล้วก็สีดำอันมากมาย…โอตาเบค อัลตินกลับไม่ใช่อะไรสักอย่างเดียวที่ทุกสิ่งเหล่านั้นดูจะสื่อ

 

 

 

 

ชาถ้วยที่สามของพวกเขาคือถ้วยสุดท้าย ทั้งคู่ออกมายืนตรงฟุตบาธหน้าร้านและก็ได้พบว่าท้องฟ้าของยามเย็นได้แปรเปลี่ยนเป็นสีเข้มของตอนหัวค่ำแล้ว

 

 

 

 

“โอเค” ยูริกลับสู่โหมดจริงจังเพื่อเป้าหมายที่เสร็จสมบูรณ์อีกครั้ง “แล้วไงต่อ? เราไปที่ไหนกันดี?”

 

 

 

 

“อืม…” โอตาเบคมองไปรอบตัว แล้วก็กดหน้าจอมือถือเพื่อดูนาฬิกา “นี่ล่ะที่ฉันกะจะบอกนายอยู่…ฉันมี เอ่อ…เปเปอร์ที่ต้องส่งน่ะ อาจารย์เพิ่งสั่งวันนี้เอง”

 

 

 

 

“อ๋อ…” ยูรินิ่งไป “อ๋อ…โอเค…”

 

 

 

 

“ฉัน…เอ่อ ขอโทษทีนะ” โอตาเบคพึมพำ ก่อนจะพยายามยิ้มอย่างปลอบใจ “แต่วันอื่นแทนได้มั้ย วันอื่น…อืม…ถ้าวันอื่น ฉันไปได้แน่ๆ”

 

 

 

 

ยูริครุ่นคิด จริงอยู่ว่าเขาอาจทำตามแผนให้จบๆ ไปเพื่อที่จะได้พูดได้เต็มปากใส่หน้าเจเจสักทีว่าตนไม่ได้ไม่มีวันไนท์แสตนด์อย่างที่อีกฝ่ายกล่าวหา แต่อย่างน้อย ตอนนี้ยูริก็หาบุคคลที่ยอมให้ความร่วมมือด้วยได้แล้ว

 

 

 

 

 

และถ้าบุคคลคนนั้นมีเปเปอร์ด่วนที่ต้องส่ง…โอเค เขาก็ควรยอมฟังอีกฝ่ายบ้างล่ะนะ

 

 

 

 

 

“ได้” ยูริจึงตอบออกไปแบบนั้น “วันอื่นก็ได้”

 

 

 

 

รอยยิ้มของโอตาเบคกว้างขึ้นอีกนิด ความโล่งใจแตะแต้มในนั้น “โอเค ขอบใจนะ”

 

 

 

 

ยูริโบกๆ มือเป็นเชิงให้ไม่ต้องคิดมาก “แล้วเราค่อยนัดกันวันอื่นก็แล้วกันนะ ว่าไง?”

 

 

 

 

“ได้เลย” ชายหนุ่มผมดำพยักหน้า ตอนนี้พวกเขาหันมายืนประจันหน้ากันแล้ว นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้โอตาเบคเอื้อมมือมาได้ง่ายดาย…สองมือที่เคลื่อนผ่านข้างแก้มของยูริไปเพื่อยกหมวกฮู้ดของเสื้อกันหนาวของเขาขึ้นมาให้

 

 

 

 

หนุ่มน้อยรู้สึกได้ว่ามือข้างหนึ่งของโอตาเบคเลื่อนมาลูบๆ บนฮู้ดเพื่อให้มันไม่เลื่อนหลุด ส่วนอีกมือของเจ้าตัวนั้นขยับมาวางบนบ่าของเขาอย่างสุภาพ…ตบแปะๆ เบาๆ เป็นเชิงลา

 

 

 

 

“กลับดีๆ ล่ะ”

 

 

 

 

ยูริพยักหน้า แล้วทั้งสองก็แยกย้ายกันไปตามทาง…หากก็จะเป็นคำโกหกคำโตถ้าจะให้ยูริพูดว่าเขาไม่ได้มีหันกลับไปมองตามแผ่นหลังในเสื้อแจ็คเก็ตสีดำนั่นบ้างเล็กน้อยก่อนที่จะพ้นมุมถนน

 

 

 

 

การเดินคนเดียวในบรรยากาศเงียบสงบของยามหัวค่ำมอบเวลาให้ยูริได้คิดอะไรเรื่อยเปื่อย และหลังจากทบทวน…เด็กหนุ่มก็พบว่าถึงวันนี้จะไม่ได้ทำให้แผนการคืบหน้าสักเท่าไหร่ และเขาก็ควรจะหงุดหงิดใจตามประสาคนชอบทำอะไรให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ในนาทีนี้ สิ่งเดียวที่ยูริรู้สึกกลับมีแค่อย่างเดียว

 

 

 

 

วันนี้กับโอตาเบค อัลติน…ที่ถึงจะมีแค่บทสนทนาเหนือถ้วยชากับแผนการอันไปไม่ถึงไหน…ก็ไม่ได้แย่อะไรสักเท่าไหร่เลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

**********************************

 

สวัสดีค่ะแห่กๆๆๆ เวลคั่มทูเดอะแมดเนส– #ไม่ใช่

 

 

ฟิคเรื่องนี้คิดพลอตไว้นานแล้วค่ะ แต่พลังติ่งมาจนเขียนออกก็ตอนดูคลิปยูรัชก้าวันก่อนนี่เอง ฮืออออ ไม่ไหววววว เป็นสาวเป็นนาง เสื้อเปิดขนาดนี้ได้ไง //// แล้วเฮียอีก เฮียมายิงฟิงเกอร์กันอัลไลกันนนน ไม่ไหวค่ะ พ่ายแพ้ ต้องเขียนฟิค แงๆๆๆๆๆ

 

ส่วนเรื่องพี่สาวน้องสาวของเฮีย อันนี้เป็นเฮดแคนอนของเราเองนะคะ รู้สึกว่าโอตาเบคเหมาะกับการมีพี่สาวกับน้องสาวมากค่ะ ไม่รู้ทำไม แห่กๆ

 

บทนี้ อาจจะมีจุด ooc ไปหน่อยเพื่อให้พลอตมันเดิน หรือมีตรงไหนแปลกๆไป ขอโทษนะคะฟฟฟฟ หวังว่าทุกคนจะเพลิดเพลินกับฟิคบทนี้นะคะ  ต่อไปจะเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วค่ะ!

 

 

แล้วเจอกันบทต่อไปนะคะ

 

 

ทิพย์เอง

Advertisements

4 responses to “[Yuri!!! On Ice Fic][OtabekYurio] crazy crazy, easy tiger (you’re a god send, do you want a boyfriend?) (3)

  1. จากแย่งโต๊ะนั่ง กลายไปเป็นวันไนท์สแตนเลยนะคะ เด็กสมัยนี้นี่ร้ายจริงๆ /จีบปากจีบคอ 5555555555555555555555555555555
    ก่อนอ่านฟิคเราดูคลิปแมวตะปบเจ้านายที่ไปแหย่มันมาแหละค่ะ ชัดเลย เห็นภาพแมวรัสเซียตะปบแคนาเดี๊ยนบอยชัดมากค่ะ 555555555555555555
    ความเจเจทำเรื่อง แล้วยูริจะไปบ้าจี้ตามเค้าทำไมลูกก โอ๊ยยย ไม่รู้จะวงวารพี่เบคดีมั้ย อยากรู้จังหวะนั้นเหลือเกินว่าพี่เขาช็อคกับน้องขนาดไหน
    “มาเป็นวันไนท์แสตนด์กันมั้ย??”
    อ่านประโยคนี้จบเราถึงกับหยุดอ่าน ดึงมือถือออกเลย ฮือ 5555555555555555555555555555555555 เราควรจะรู้สึกไงกับน้องเค้าดี โว๊ยยย ช็อตสบตามิ้งๆกันใต้โต๊ะอยู่หนายยยยย😂😂😂😂😂😂
    หนูเอ้ยย แบบนี้เรียกวันไนท์สแตนได้ที่ไหน หนูใสหนูก็ยอมๆรับไป อย่าไปอะไรมากกับคนบ้า /อ้าว ด่าเจเจเฉ๊ย 5555555555
    ฉากดื่มชาคุยกันน่ารัก ความยูริไม่ใช่คนเฟรนด์ลี่แต่เล่าเรื่องตัวเองได้ไหลลื่นมาก กลายเป็นโอตาเบคที่พูดไม่เก่งเองซะงั้น ฮ่า แล้วอีกอย่าง เราชอบที่มันเป็นฉากดื่มชานะคะ ถ้าเป็นกาแฟคงไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่ดื่มชาเนี่ย เราว่ามันมีเสน่ห์ดีจังเลย เพราะว่าคุณทิพย์ชอบดื่มชาใช่มั้ยคะ แฮร่ เราก็ชอบเหมือนกันค่า
    เอาจริงๆอยากอ่านความคิดฝั่งโอตาเบคบ้างค่ะ คงบันเทิงน่าดู ฮื่อ รอตอนต่อไปเมื่อพลัง(แห่งรัก)จากทีเซอร์มานะคะ😘

    Like

  2. ฮวือออออออออออ
    ไม่รู้จะขำน้องหรือขำพี่ก่อนดีค่ะ 😂

    เสือน้อยลูก ไปบ้าจี้ตามเจเจเขาจนได้หนูเอ๊ย 😂
    ขำความกระอั่กกระอ่วนและซูฮกในความแก้ปัญหาเนียนๆของโอตาเบคมากค่ะ ช็อคหนักมั้ยล่ะนั่น

    ชอบความละมุนของโอตาเบคกับการไหลตามความอ่อนโยนนั้นโดยไม่รู้ตัวของยูรามากเลยค่ะ
    เอาใจช่วยโอตาเบคอยู่นะคะ 😂

    Liked by 1 person

  3. แงงงงง ทิพย์คะะะะะะะะะ

    คือเปิดมาตอนแรกนี่รำคาญนังเจเจมากกกก ถึงมากที่สุด จุ้นจ้านตัวพ่อ อยากพาน้องหลบมาแล้วถีบมันไปไกลๆ ฮืออออ คนอะไรน่าหมั่นไส้!!! แต่พออ่านมาถึงที่น้องชวนโอตาเบคฟหกดแล้วแบบ……เจเจ ฉันขอโทษที่ว่านายไป ขอบคุณที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ///////// ชอบบรรยากาศที่นุ่มๆแบบนี้น่ะค่ะ ไม่คิดเหมือนกันว่ายูรินางจะตัดสินใจอะไรแบบนี้ 5555555 (ดีแล้วชอบ) ตอนแรกแอบคิดว่าตอนนี้จะตัดจบที่อุ้มขึ้นเตียงรึเปล่านะ /////// แต่เฮียดั๊นนนน ติดเปเปอร์ ฮืออออ โอเคมากๆค่ะ ชอบที่เขียนให้โอตาเบคเป็นแบบนี้

    ขอบคุณที่เขียนฟิคมาให้อ่านกันนะคะะะ ติดตามตอนต่อไปเช่นเคยค่าาา

    Like

  4. พี่เบคจะแผนซ้อนแผนรึเปล่าน้าาาา วันนี้ก็คล้ายๆกับเป็นเดทแรกอย่างเป็นทางการสินะคะ ต้องมีครั้งต่อๆไป ชักจะติดใจ ฮิฮิฮิ ฮาตอนที่ยูริพูดว่า ‘มาเป็นวันไนท์แสตนด์กันมั้ย’ พี่เบคแบบว่า เอ๋ งงเบย XD แต่ก็เอากับเค้าด้วย ในสายตาคนนอกอย่างเราๆก็เห็นว่าเป็นสัญญาณที่ดียยย์

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s