[XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (11)

 
 
 
Adagio Sostenuto
X-Men: First Class Fanfiction by Tippuri~ii* 
 

 

    
 

 
 
Pairing:  Erik Lehnsherr x Charles Xavier
Fandom: X-Men First Class
 
Type: AU fanfiction
 
 
 
 
 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 **********************************
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
**********************************
 
note:
 
ขอยกหมายเหตุมาไว้ตรงนี้ก่อนนะคะ เพราะคิดว่าดีกว่ารอไว้บอกตอนท้ายค่ะ
 
 
อย่างที่บอกไว้ว่าเราจะมาเขียนรายละเอียดเรื่องเพลงที่อีริคจะคอนดักต์ดีๆ…นี่ล่ะค่ะ ถึงเวลาแล้ว(ฟฟฟฟฟ)
 
 
 
เพลงนี้มีชื่อว่า Symphony No.9 in D Minor, Op. 125 “Choral” ค่ะ เป็นบทเพลงของบีโธเฟน มีทั้งหมด 4 มูฟเมนต์ แต่บางทีก็ถูกนับเป็น 5 เพราะจะแยกพาร์ทที่สี่ระหว่างช่วงดนตรีกับช่วงท่อนเนื้อร้องออกจากกัน โดยที่ความยาวทั้งหมดรวมแล้วชั่วโมงครึ่งค่ะ
 
 
นับว่าเพลงนี้เป็นการจุดประกายให้ฟิคเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ เพราะสำหรับเรา มันเป็นเพลงที่เท่มากค่ะ แต่หาเวอร์ชั่นที่ถูกใจไม่ได้เลยจนกระทั่งมาเจอที่มิสเตอร์เบิร์นสไตน์คอนดักต์กับเวียนนาฟิลฮาโมนิกค่ะ…นั่นแหละค่ะ ดนตรีมา ไฟติ่งก็ลุกโชน คอนดักเตอร์อีริคเลยได้มาเป็นฟิคกันอยู่ตรงนี้ ก้ากกกก
 
 
ใครอยากเปิดฟังคลอไปด้วย เปิดได้ในนี้เลยนะคะ>>Bernstein in Vienna: Beethoven Symphony No. 9 in D Minor (1970) เราเขียนฟิคบทนี้อิงจากคลิปนี้และจากการแสดงที่เราได้ไปดูมาเองโดยคอนดักเตอร์คนอื่น อาจจะไม่ถูกต้องหรือตกๆหล่นๆตรงไหนไปบ้าง ก็ต้องขอโทษมาล่วงหน้า ณ จุดนี้นะคะ
 
 
 
เท่านี้ล่ะค่ะ ขอให้เพลิดเพลินกับฟิคนะคะ
 
 
 
 
 
ปอลอ สำหรับแฟนๆ YOI…เราอยากจะบอกค่ะว่า มูฟเมนต์ที่สองของซิมโฟนีนี้นี่แหละที่เป็นเพลงประกอบ free skate program ของโอตาเบค(ฟหกฟหกดสวหก) แต่ฉบับในอนิเมะเปลี่ยนเสียงเพลงไปเยอะมากค่ะ แต่เราก็ยังกรี๊ดมากอยู่ดีตอนเห็นชื่อเพลง และชุดสเก็ตนั่นคือชุดเจ้าชายชัดๆ! #พอ
 
 
เพราะงั้น…ถ้าใครอยากลองฟังฉบับออริจินัลของเพลงเฮียเบค ก็อย่าลืมฟังมูฟเมนต์ที่สองนะคะ ❤
 

 

 

— XI —

 
maestoso
 
majestic

  

 

              

 

 

ถึงผนังห้องพักนักแสดงจะเก็บเสียงสักเพียงใด แต่ก็ไม่ชนะเสียงพูดคุยอย่างรอคอยและตื่นเต้นของเหล่าผู้ชมในฮอลล์ได้อยู่ดี

 

 

 

 

มันเป็นเสียงที่อีริคได้ยินมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หากเขาก็ยังรู้อยู่ลึกๆ ในใจอยู่ดีว่าตนยังไม่เคยรู้สึกชินกับมันเลย…หากในนาทีแบบนี้ ชายหนุ่มก็บังคับให้ตัวเองคิดถึงความเงียบหลังเสียงปรบมือต้อนรับตอนที่เขาเดินขึ้นมาบนเวทีซาลง…ช่วงวินาทีสั้นๆ ที่ทั้งห้องถูกโอบคลุมไว้ด้วยความเงียบงันราวพื้นน้ำใต้ท้องทะเล ก่อนที่เสียงโน้ตตัวแรกจะดังขึ้นตามการวาดมือของเขา

 

 

 

 

เข็มนาฬิกาขยับไปอีกหนึ่งนาที

 

 

 

 

อีริคจัดไทหูกระต่ายสีขาวของตนให้เรียบร้อยอีกครั้งทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น ก่อนที่ดวงตาสีเทาจะหลับลงชั่วครู่…คิดถึงวินาทีเงียบงันนั่นไปพร้อมๆ กับปรับจังหวะลมหายใจของตัวเอง

 

 

 

 

เขาลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องพัก แมดเดอลีนส่งยิ้มมาให้พร้อมพูดเบาๆ

 

 

 

 

“ได้เวลาแล้วค่ะ”

 

 

 

 

 

**

 

 

 

ที่นั่งตามบัตรจากอีริคนั้นอยู่ในแถวที่ค่อนข้างใกล้เวที แต่ก็ไม่ใช่มุมตรงกลางสุด…ที่นั่งของชาร์ลส์อยู่เยื้องมาทางด้านข้าง มอบทิวทัศน์ที่ชัดเจนของเหล่านักดนตรีเครื่องสายให้มากเป็นพิเศษ

 

 

 

 

หลอดไฟที่ฝังเรียงตามเส้นทางเริ่มดับลงทีละดวง การบอกเป็นนัยๆ นำหน้าเสียงประกาศทางลำโพงที่ขอความกรุณาให้เหล่าผู้เข้าชมคอนเสิร์ตกลับคืนสู่ที่นั่ง เสียงพูดคุยอื้ออึงซาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เหลือแสงไฟใดในฮอลล์นอกจากด้านบนเวที ก่อนที่ทุกคำพูดจะโดนแทนที่ด้วยเสียงปรบมือต้อนรับเมื่อร่างสูงโปร่งของวาทยกรในค่ำคืนนี้ก้าวออกมาจากมุมเวที

 

 

 

 

ชาร์ลส์ละสายตาจากภาพที่ได้เห็นไม่ได้เลย

 

 

 

 

อีริคในวินาทีนี้เป็นเหมือนคนที่เขาเพิ่งเคยได้พบหน้าเป็นครั้งแรก…เสื้อคอเต่าถูกแทนที่ด้วยทักซิโดสีดำสนิทกับไทหูกระต่ายขาวสะอาด เรือนผมที่บางทีเจ้าตัวก็ปล่อยให้มันยุ่งๆ บ้างถูกหวีเรียบร้อย…ส่งให้วงหน้าคมสันที่บัดนี้สงบนิ่งไร้รอยยิ้มหล่อร้ายใดๆ อย่างทุกทียิ่งดูเหมือนรูปสลัก

 

 

 

 

ร่างสูงโปร่งหันไปจับมือกับหัวหน้าวงออเคสตร้า และนั่นก็เป็นสัญญาณให้นักดนตรีทุกคนยืนขึ้น…อีริคหันตัวมาทางผู้ชมเพื่อโค้งให้ แผ่นหลังที่หยัดตรงในทีแรกก้มลงอย่างสง่างาม

 

 

 

 

เสียงขาเก้าอี้ครูดไปกับพื้นไม้ของเวทีดังรบกวนเล็กน้อยตอนที่เหล่านักดนตรีนั่งลงอีกครั้ง ก่อนที่ความเงียบจะปกคลุมทั้งฮอลล์เหมือนปุยหิมะ…ชาร์ลส์แทบจะลิ้มรสการรอคอยได้ในอากาศ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสายตาทุกคู่—ไม่ว่าจะจากคนดูหรือตัวนักดนตรีเอง—กำลังจับจ้องไปที่อีริคเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

 

 

 

จากมุมด้านข้างนี้ เขามองเห็นว่าชายหนุ่มผมน้ำตาลกำลังก้มหน้าลงนิดๆ…ลาดไหล่ขยับเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจ เสี้ยววินาทีเงียบงันที่ยาวนานราวนิจนิรันดร์

 

 

 

 

แล้วดวงตาสีเทาคู่นั้นก็เปิดลืม…เที่ยงตรงและมั่นคงราวผืนทะเลก่อนพายุ

 

 

 

 

ชาร์ลส์ไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าเสียงเพลงเริ่มต้นบรรเลงขึ้นแล้ว…เครื่องสายดังแผ่วในช่วงเริ่มต้นของซิมโฟนี การขยับมือและไม้บาตองของอีริคนั้นน้อยนิดจนเหมือนกับไม่เกิดขึ้นเลย หากเสียงแผ่วเบาในทีแรกนั้นก็ดังขึ้นพร้อมๆ กับไล่ระดับขึ้นเรื่อยๆ…ผสานเสริมมาด้วยเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ

 

 

 

 

แล้วเมื่ออีริคตวัดมือลงในวินาทีต่อมา ซิมโฟนีหมายเลขเก้าของบีโธเฟนก็ดังกึกก้องทั่วหอประชุม

 

 

 

 

 

**

 

 

ครึ่งหลังของการแสดงเป็นมูฟเมนต์ที่สามและสี่ของซิมโฟนี…ซึ่งจากสูจิบัตร ชาร์ลส์ได้รู้แล้วว่ามูฟเมนต์สุดท้ายคือส่วนที่จะมีการขับร้องของวงคอรัสเข้ามาเพิ่มเติมด้วย

 

 

 

 

มูฟเมนต์ที่สามเป็นท่อนเพลงที่ช้าและแผ่วเบา นุ่มนวลตัดกับสองมูฟเมนต์ในครึ่งแรก…จึงทำให้ชาร์ลส์อดยิ้มออกมากับตัวเองอย่างขันๆ ปนเหลือจะเชื่อไม่ได้ สายตาทอดมองนักดนตรีทุกคนก่อนจะวนกลับมาจบที่วาทยกร…ช่วงเวลาของการอยู่ด้วยกันมาทำให้เขารู้ถึงนิสัยดึงดันงุ่นง่านและอารมณ์ขันแบบนิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ของเจ้าตัวเป็นอย่างดี มาดที่ทำให้ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าแค่เพียงวาดมือ…เจ้าตัวก็สามารถสร้างสรรค์เสียงดนตรีที่นุ่มนวลแบบนี้ได้

 

 

 

 

คงเพราะเป็นมูฟเมนต์สุดท้ายที่จะขมวดปมให้กับซิมโฟนีนี้…มูฟเมนต์ที่สี่เริ่มต้นอย่างเคร่งขรึมจริงจัง แซมมาท่วงทำนองสดใสหากก็เนิบช้าหรูหรา ไม่แปลกที่มูฟเมนต์นี้จะคุ้นหูแม้แต่สำหรับชาร์ลส์ผู้ไม่ฟังเพลงคลาสสิค…เพราะท่วงทำนองนี้ถูกดัดแปลงมาจากบทกลอน Ode to Joy และโดนนำไปใช้อย่างแพร่หลายในบทเพลงสั้นๆ เพลงอื่น หากการได้มาฟังมันถูกบรรเลงด้วยออเคสตร้าทั้งวงในหอประชุมเช่นนี้ก็ทำให้ชาร์ลส์รู้สึกเต็มตื้นยิ่งนัก

 

 

 

 

ท่วงทำนองอันสดใสฮึกเหิมนั้นช้าลงและถูกคั่นด้วยเสียงทิมปานีและเครื่องสาย จังหวะนั้นเองที่เรียกให้สายตาของผู้ชมจับจ้องไปทางพื้นที่เวทีด้านหลัง…ตรงทั้งสองด้าน เหล่านักร้องคอรัสในชุดโทนสีดำทุกคนต่างลุกขึ้นยืน โดยที่นักร้องเดี่ยวสี่คนแยกออกมาโดยยืนเรียงกันคั่นอยู่ตรงกลาง

 

 

 

 

เนื้อร้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นคอรัสหรือการขับร้องเดี่ยวก็ล้วนแต่เป็นภาษาเยอรมันทั้งสิ้น แต่ชาร์ลส์ก็มองว่ามันก็เป็นอะไรที่เหมือนกับโอเปร่า…ไม่ใช่เรื่องที่จะรบกวนใจเขานักที่ฟังความหมายของเนื้อความไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อแค่เสียงร้องกับดนตรีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของตัวเพลง

 

 

 

 

แต่นั่นก็ทำให้ชายหนุ่มอดคิดถึงภาพเล็กๆ น้อยๆ ในความทรงจำไม่ได้…อีริคที่พึมพำบทกลอนภาษาเยอรมันที่เป็นเนื้อคอรัสนี้ในบางครั้งระหว่างที่เจ้าตัวทบทวนโน้ตเพลงตรงโต๊ะเล็กหน้าโซฟา อาณาบริเวณที่เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวยึดเป็นที่ทำงานของตัวเองไปแล้วเรียบร้อย

 

 

 

 

บทเพลงจบลงด้วยการนำดนตรีท่อน Ode to Joy มาดัดแปลงใหม่ให้สั้นและเร็วขึ้น…ทั่วทั้งฮอลล์มีเพียงความเงียบหลังสิ้นเสียงโน้ตตัวสุดท้าย บรรยากาศไม่ไหวติงราวกับเวลาหยุดเดิน…ก่อนที่จะถูกถ่าโถมด้วยเสียงปรบมืออื้ออึงเมื่ออีริคก้าวลงจากโพเดียมมายืนบนระดับพื้นเวทีปกติ ชาร์ลส์ลุกขึ้นยืนและยังไม่หยุดปรบมือเช่นเดียวกับผู้ชมทุกคนเมื่อคุณวาทยกรนำให้เหล่านักดนตรีทุกคนโค้งศีรษะลง…เสียงปรบมือที่ยาวนานต่อไปเมื่อร่างสูงโปร่งในชุดทักซิโดผายมือไปทางวงคอรัสและนักร้องเดี่ยวทั้งสี่

 

 

 

 

คอนเสิร์ตจบลงตอนเที่ยงคืนตามกำหนดการณ์ หากก็ชาร์ลส์ก็ยังไม่ได้พบอีริคทันที…เหล่านักดนตรี นักร้อง และชายหนุ่มผมน้ำตาลยังคงติดพันกับการถ่ายรูป การรับช่อดอกไม้ ไปจนถึงการขอสัมภาษณ์สั้นๆ จากนักข่าว…ชาร์ลส์มองเงียบๆ จากตรงมุมห้องโถงรับรองด้านหน้า ยังคงรู้สึกไม่อยากเชื่ออยู่จนถึงตอนนี้…อีริคในชุดทักซิโดภายใต้แสงแชนเดอร์เลียร์กับแสงแฟลชจากกล้องเป็นภาพที่เขาไม่รู้สึกคุ้นชินเลยสักนิด

 

 

 

 

และก็ทำให้รู้สึกเหงาๆ อย่างประหลาดขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

 

 

ดวงตาสีเทาคู่นั้นสังเกตเห็นเขาในที่สุด…ร่างสูงโปร่งเอ่ยขอตัวกับคนที่รายล้อม ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เข้ามาหา ยืนโดยหันหลังให้กับเหล่าผู้คน…วิธีการปิดกั้นตัวเองจากบทสนทนาเพิ่มเติมอย่างชาญฉลาด ซึ่งชาร์ลส์ก็มั่นใจพิกลว่านี่เป็นความสามารถที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์อันสั่งสมมาบ่อยครั้ง

 

 

 

 

“หวัดดี” เขายิ้มทักทาย “ฉันก็คิดว่าควรซื้อดอกไม้มานะ…แต่ก็พอเดาๆ ได้อยู่ว่าคงเป็นแบบนี้”

 

 

 

 

คงเพราะซ่อนหน้าไว้จากกล้องถ่ายรูปและผู้คนแล้ว…อีริคเลยส่งเสียงเฮอะพร้อมขมวดคิ้วออกมาได้แบบตามสบายใส่ช่อดอกไม้ในมือตัวเองที่เขาเองก็จำไม่ได้แล้วว่าคนใหญ่คนโตคนไหนมอบมาให้ “นี่ของใครฉันยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เกะกะชะมัด”

 

 

 

 

นี่แหละ ชาร์ลส์มองแล้วก็แอบขำในใจ นี่แหละ…อีริค เลนเชอร์ที่เขารู้จัก

 

 

 

 

“ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยสิ” พูดอย่างนุ่มนวลปนอ่อนใจ “ถ้าใครมาเห็น เดี๋ยวเขาก็รู้นิสัยจริงๆ นายกันหมดอยู่ดี”

 

 

 

 

“รู้ไหมศาสตราจารย์…มันมีเหตุผลอยู่นะที่ผมหันหลังให้พวกตากล้องแบบนี้น่ะ” ถ้อยคำเสียดสีโต้ตอบมาทันที

 

 

 

 

“เพื่อที่คนอื่นจะได้ไม่รู้ใช่มั้ยว่านายทำตัวนิสัยไม่ดีกับฉันแค่ไหน?” ชาร์ลส์เลิกคิ้ว

 

 

 

 

“ฉันนิสัยแย่ก็แค่กับนายคนเดียวเท่านั้นแหละชาร์ลส์” อีริคยิ้มหล่อร้ายหึๆ แบบน่าหยิกมาให้ “บอกคนอื่นไปก็ไม่มีใครเป็นพยานได้หรอก”

 

 

 

 

แว่วเสียงเรียกชื่ออีริคมาจากด้านหลัง…ทำให้เจ้าตัวถอนหายใจแล้วก็บอกชาร์ลส์ว่าให้ไปรอทางประตูทางออกด้านหลังเลย เพราะประตูหน้านี้คงเต็มไปด้วยนักข่าวและเหล่าแฟนๆ แบบนี้ไปอีกสักพักแน่นอน

 

 

 

 

เพราะอยากกลับที่พักไวๆ และไหนๆ มันก็ดึกจนไม่น่ามีใครมาสนใจแล้ว…อีริคเลยตัดสินใจสวมโค้ททับทักซิโดไปเลยแทนการเปลี่ยนชุด ไม่ได้โยนช่อดอกไม้ทิ้งอย่างที่ตั้งใจไว้ทีแรกเพราะชาร์ลส์บอกไว้ว่าเดี๋ยวเอากลับไปใส่แจกันที่อพาร์ตเมนต์ก็ได้

 

 

 

 

ห้องโถงแคบๆ ที่ทอดไปสู่ประตูทางออกมีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาจนกระทั่งชาร์ลส์เอ่ยขึ้น

 

 

 

 

“ขอบคุณนะ…ที่หาบัตรมาให้ฉันน่ะ” นุ่มนวลและแผ่วเบา…หากก็ชัดเจนมั่นคงอย่างทุกครั้ง “มัน…มันเป็นการแสดงที่งดงามมากๆ เลย”

 

 

 

 

อีริคไม่เคยวางตัวถูกเลยสักครั้งเวลาได้ฟังคำนิยามแบบนี้จากคนอื่น เพียงแต่นี่คือชาร์ลส์…เขาเลยสามารถพูดตอบไปอย่างไม่ต้องตามมารยาทได้

 

 

 

 

“นี่นายใช้คำอะไรของนายน่ะหา?” ขมวดคิ้วนิดๆ ด้วยตอนพูด แม้จะไม่อาจมองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ ได้เลยก็ตาม “ช่วยอย่าอ่อนไหวไม่เข้าเรื่องได้ไหมเซเวียร์ มันพิลึก”

 

 

 

 

ชาร์ลส์แค่หัวเราะ ตัดสินใจไม่บอกอีริคว่าเขารู้ทันหรอกนะว่าถ้อยคำแบบนี้จริงๆ แล้วซ่อนความกระอักกระอ่วนปนเขินของเจ้าตัวเอาไว้

 

 

 

 

ถนนด้านหลังหอประชุมถูกปกคลุมด้วยปุยหิมะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจในเมื่อตอนนี้เอง หิมะก็ยังคงโปรยปรายอยู่…ชาร์ลส์ออกเดินมาช้าๆ แล้วระหว่างที่อีริคง่วนกับการปิดประตูให้สนิท หยุดยืนในระยะห่างออกมาเล็กน้อยเพื่อทบผ้าพันคอให้แน่นกว่าเดิม…ผ้าหนานุ่มสีเข้มที่ยังคงมีกลิ่นสบู่จางๆ ของเจ้าของคนเก่าติดอยู่

 

 

 

 

เสียงพูดคุยและการที่อีริคไม่เดินมาสักทีทำให้ชายหนุ่มผมดำหันกลับไป ก่อนจะได้พบว่าความล่าช้านี้มาจากที่ร่างสูงโปร่งนั้นยืนคุยกับชายชราคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าประตู สภาพของอีกฝ่ายที่มีร่มในมือบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวคงมายืนรอได้สักพักแล้ว

 

 

 

 

ชาร์ลส์ตัดสินใจเดินช้าๆ เข้าไปหา และแค่ยิ้มพร้อมยืนทิ้งระยะห่างนิดๆ อย่างสุภาพเมื่อเห็นว่าชายชรากำลังสนทนากับอีริคเป็นภาษาเยอรมันล้วนๆ…ซึ่งถ้าเทียบแล้ว มันดูเหมือนอีกฝ่ายบอกอะไรให้ชายหนุ่มผมน้ำตาลฟังมากกว่าจะเป็นการคุยกัน ตัดสินจากที่คุณคอนดักเตอร์ทำแค่เพียงส่งเสียงตอบรับสั้นๆ เป็นระยะและเอ่ยลาเมื่อชายชราพูดขอตัวเท่านั้น

 

 

 

 

แต่ถึงอย่างนั้น อีริคก็ยังคงยืนนิ่งและมองตามไปเงียบๆ อีกครู่ใหญ่เลยทีเดียว…ซึ่งเพราะไม่รู้เลยว่าบทสนทนาที่เพิ่งจบไปให้มีเนื้อความที่น่าจะส่งผลอย่างไรกับใจคนฟัง ชาร์ลส์เลยทำอะไรไม่ได้นอกจากถามตรงๆ

 

 

 

 

“นายโอเครึเปล่าน่ะ?” เขาเลือกใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง “เขาพูดอะไรกับนายเหรอ?”

 

 

 

 

“อ๋อ…เปล่าหรอก ไม่มีอะไร…” อีริคเหมือนเพิ่งหลุดออกจากภวังค์ หากสายตาก็ยังทอดมองไปข้างหน้าราวกับยังไม่อยากเชื่ออยู่ “เขาแค่…เขาบอกว่าเขาทันได้ไปดูคอนเสิร์ตเพลงนี้ที่เวียนนาของเลโอนาร์ด เบิร์นสไตน์…”

 

 

 

 

ชาร์ลส์เคยได้ยินชื่อนี้จากปากของแฮงค์มาบ้างจนพอจะรู้ว่าอีริคกำลังพูดถึงคอนดักเตอร์ชื่อดังระดับตำนานอยู่

 

 

 

 

“แล้วเขาก็บอกว่า…” อีริคหันตัวกลับมาประจันหน้ากับเขาแล้ว หากก็ยังคงก้มหน้านิดๆ อยู่…เสียงทุ้มเอ่ยคำ เนิบช้าแผ่วเบา “…ที่ได้ฟังฉันคอนดักต์คืนนี้…มันเหมือนกับได้ฟังเบิร์นสไตน์คอนดักต์ใหม่อีกครั้งเลย”

 

 

 

 

ชาร์ลส์นิ่งรอฟังต่อ แต่ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากของคนตรงหน้าอีก…ดวงตาสีฟ้าสุกใสจับจ้องวงหน้าที่ยังก้มอยู่นิดๆ นั้นชั่วครู่ ก่อนที่จะเข้าใจได้ด้วยตัวเองในที่สุด

 

 

 

 

“โอพระเจ้า…” เขาพยายามข่มเสียงหัวเราะให้เหลือเพียงรอยยิ้ม “ให้ตายสิ…แล้วที่ผ่านมานายนี่นายก็กล้ามาว่าฉันนะ แต่ตอนนี้ใครกันล่ะที่อ่อนไหว? ใครกันล่ะที่เป็นเนิร์ด??”

 

 

 

 

ดวงตาสีเทาตวัดฉับขึ้นมามองอีกฝ่ายทันที พูดเสียงดุหากไร้ผล “เงียบนะ”

 

 

 

 

“ไม่มีทาง” คนตรงหน้าเขาหัวเราะออกมาแล้ว เสียงที่อีริคจะไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าสดชื่นจนโกรธไม่ลง “โอ…อีริค เลนเชอร์ ใครจะไปเชื่อเนี่ยว่านายมีมุมแบบนี้ด้วย…”

 

 

 

 

คุณคอนดักเตอร์พยายามขมวดคิ้วให้หนักยิ่งกว่าเดิม…ต่อให้มันจะยากเหลือเกินก็ตามทีเมื่อชาร์ลส์เอื้อมมือขึ้นมาช่วยปัดๆ เกล็ดหิมะออกจากเรือนผมของเขาแบบนี้

 

 

 

 

“ก็บอกแล้วใช่ไหม…” เรียวปากสีเรื่อขยับยิ้มอ่อนโยน เสียงเย้าๆ แปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลมั่นคงอีกครั้ง เที่ยงตรงใสกระจ่างเหมือนกับดวงตาสีฟ้าสุกใสที่ทอดมองมาคู่นั้น “…มันเป็นการแสดงที่งดงามมากๆ เลย…ขอบคุณนายมากจริงๆ นะ”

 

 

 

 

อีริคก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร…อาจจะเป็นรอยยิ้ม อาจจะเป็นแววตา อาจจะเป็นความเงียบงันที่มีเพียงเสียงลมหายใจของพวกเขาท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยปราย หรืออาจจะเป็นแค่เหตุผลง่ายดายว่านี่คือชาร์ลส์…แต่ในวินาทีนั้น การตระหนักรู้ก็สว่างวาบในใจเหมือนประกายไฟฟ้า ชัดเจนจนทำให้ลืมการควบคุมตัวไปชั่วขณะ…ความรู้สึกที่ว่าระยะห่างระหว่างพวกเขานั้นช่างมากมายเกินไป แม้ว่าตอนนี้จะมีแค่หนึ่งลมหายใจเท่านั้นที่กั้นกลางก็ตาม

 

 

 

 

และนั่นก็เป็นเหตุผลให้โดยไร้ซึ่งการหักห้ามใจหรือไตร่ตรองใด…สองแขนก็ยื่นออกไป รั้งให้ร่างสมส่วนเบื้องหน้าเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของตัวเอง

 

 

 

 

แว่วเสียงอุทานแผ่วๆ และเสียงลมหายใจที่ติดขัดของชาร์ลส์ในวินาทีแรก…ก่อนที่ทุกอย่างจะหลอมละลายไปกับสายลมเย็นเฉียบ ความเงียบที่ทำให้ใจของอีริคอุ่นวาบขึ้นมาเล็กน้อยด้วยซ้ำเมื่อรู้สึกได้ว่าชาร์ลส์ขยับตัวเข้ามาในอ้อมแขนของตนมากขึ้นอีกนิด

 

 

 

 

เสียงนุ่มนวลกระซิบขึ้นในที่สุด…สั่นพร่าและก็เหมือนระคนมาด้วยรอยยิ้มเขินอายจางๆ

 

 

 

 

“สุขสันต์วันปีใหม่…อีริค”

 

 

 

 

ชายหนุ่มส่งเสียงฮึมฮัมเล็กน้อย ฝังปลายจมูกลงในเรือนผมสีเข้มนั้นโดยไม่รู้ตัว…กลิ่นหอมสะอาดของแชมพูขวดที่คุ้นตาเขาดีมาตั้งแต่เมื่อครึ่งปีที่แล้วกรุ่นอวลปะปนกับกลิ่นชื้นๆ ของเกล็ดหิมะ ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป

 

 

 

 

“สุขสันต์วันปีใหม่…ชาร์ลส์”

 

 

 

 

ถ้อยคำสงบนิ่งอ่อนโยน ง่ายดายดั่งลมหายใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

***************************

ทำcomment boxเป็นกูเกิลดอคแล้วค่ะ ไม่ต้องlog inอะไรเลย สะดวกดี จะเรื่องเก่าเรื่องใหม่ เรื่องไหนๆก็เม้นได้หมดเลยนะคะ ❤

>>Tippuri~ii* ♥ COMMENT BOX<<

(แต่ถ้าสะดวกเม้นในเอนทรีเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ >< ขอบคุณมากนะคะ)

***************************

 

ในที่สุด ก็ปีใหม่(ตามในเรื่อง)สักที และในที่สุด อีริคก็ได้แสดงเพลงสักที 

 

 

ฟิคเรื่องนี้ เราเขียนไปแบบเรื่อยๆ มากๆ ค่ะ ความยาวแต่ละบทเลยจะไม่เท่ากัน เล่นเอามาตั้งบทสิบเอ็ดแน่ะถึงจะมีการแสดงเกิดขึ้น หวังว่าคนอ่านจะไม่เบื่อนะคะ แต่อย่างที่เคยบอกไว้น่ะค่ะ…เรื่องนี้เราอยากเขียนถึงการค่อยๆ ได้รู้จักของอีริคกับชาร์ลส์โดยโฟกัสที่นิสัยโลกส่วนตัวสูงของทั้งสองคน จังหวะเรื่องเลยจะพยายามให้สมจริงที่สุดเท่าที่จะนึกได้ค่ะ ฟฟฟฟฟ

 

 

แต่วันก่อน เราไปอ่านฟิคสโลเบินที่สโลววววมากกกก เลยแอบรู้สึกผิดเบาๆ ตอนย้อนมองตัวเองค่ะ ขอโทษนะคะถ้ามันช้าเกินไป แง

 

วันที่ 26 นี้จะเป็นวันครบรอบ 6 ปีที่เราเข้าไปดู xmfc ครั้งแรกในโรงแล้วค่ะฟฟฟฟ ไวมาก เหมือนตัวเองยังอยู่ในหล่มนี้แค่แป็บๆ…แต่นี่มีหนังไปแล้วสามภาค แถมเวลาก็ผ่านไปขนาดนี้แล้ว ขอบคุณทุกคนนะคะที่ชิปอยู่ด้วยกันเสมอมา

 

 

 

ด้วยรักและสี่ครั้งในวันอังคาร ❤

 

 

 

ทิพย์เอง

 

 

***************************

ทำcomment boxเป็นกูเกิลดอคแล้วค่ะ ไม่ต้องlog inอะไรเลย สะดวกดี จะเรื่องเก่าเรื่องใหม่ เรื่องไหนๆก็เม้นได้หมดเลยนะคะ ❤

>>Tippuri~ii* ♥ COMMENT BOX<<

(แต่ถ้าสะดวกเม้นในเอนทรีเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ >< ขอบคุณมากนะคะ)

***************************

Advertisements

10 responses to “[XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (11)

  1. /ปิดหน้าเขิน…เขินแบบเขินหนักมากอ่ะค่าาา โอ้ยยยย กอดกันแล้วววววว
    ว่าแต่ อีริคแสดงแล้วด้วย แบบนี้จะได้อยู่กับชาร์ลส์ยังไงต่อล่ะคะ แงงงง อยากให้อยู่ด้วยกันแบบนี้ คือแบบทั้งสองคนน่ารักมากอ่ะค่ะ พออยู่ด้วยกันแล้วเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ดูเข้ากันมากๆ เลยไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อไป งืออ ยังไงก็รอติดตามอ่านต่อนะค่าาา

    Like

  2. โอ้ยตายแล้วววว อีริคไม่ต้องกลับแล๊ววว ชอบที่เวลาอยู่ด้วยกันแล้วแต่ละคนกล้าแกล้งสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยได้เห็นจัง ดูเป็นบรรยากาศที่ลงตัวกลมกล่อมมากๆ ทำเอาเราลืมเหตุการณ์หย่าร้างในหนังไปเลย
    อย่าลืมทำเล่มออกมานะคะจะตามเก็บทุกเรื่อง ❤
    จริงๆเราอยากตามเก็บฟิคเก่าๆอย่างฮอบบิทของคุณทิพด้วยค่ะ ถ้ายังมีเหลือเก็บให้เราซื้อเราเอานะคะ แฮ่ๆ

    Like

  3. มาได้จังหวะมากค่ะ เหมือนได้ของขวัญเลย รู้สึกละมุนทุกครั้งที่ได้อ่าน

    Like

  4. เราขำเนิร์ดค่ะ 555 แต่เข้าใจนะ ถ้ามีคนมาบอกอย่างนี้กับคนที่เราชื่นชมและมองไว้สูงจริงๆ เป็นเราก็คงตื้นตันจนอธิบายไม่ออก เป็นความอิ่มและตื้อในอก

    น่าจะเป็นช่วงเวลาและคำชมที่ดีที่สุดอันหนึ่งที่อีริคได้รับเลย ดีใจด้วยนะคะพ่อฉลาม

    ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างทั้งคู่จะเป็นยังไงต่อไป แต่เรารักความเงียบงันยามค่ำคืน ในเสื้อโค้ทอุ่นๆ ในอ้อมกอด ในกลิ่นแชมพูบนปอยผม ในเกล็ดหิมะที่รายล้อม และในการขยับร่างกายที่ปราศจากคำพูด แต่สร้างระลอกคลื่นเข้าสู่ใจของอีกคนมากๆ ค่ะ

    PS. โดยส่วนตัวเราว่าไม่ช้าเกินไปนะคะ ความสัมพันธ์มันมีหลายรูปแบบ การจะรักกันได้ก็มีจุดเริ่มต้นและรูปแบบหลากหลายไม่ต่างกัน และเราเห็นความเปลี่ยนแปลงทุกตอน บางตอนอาจไม่มาก แต่ก็เปลี่ยน slow burn ก็อย่างนี้ ขอบคุณสำหรับตอนนี้นะคะ

    PS2. สุขสันต์วันครบรอบ 6 ปีให้คุณทิพย์ตรงนี้ และ Happy New Year แด่สองคนตรงนั้น เฮ้ •°☆°•

    PS3. แต่ยังไงก็อดไม่ได้ ขอแหมสักที แหม…

    Like

  5. สโลแบบนี้แหละค่ะดีมากๆเลยพี่ทิพย์ คือแค่การกระทำเล็กๆน้อยๆแต่ก้ทำให้หัวใจพองโตได้ ชอบค่ะ ชอบมากๆๆๆๆๆ ชอบที่เปิดใจกะชาร์ลส์คนเดียวขนาดนี้ด้วย มีความฉลามตีสองหน้าเบาๆ555 แล้วฉากหิมะตกแบบนี้ยิ่งชอบเลย นึกถึงพวกหนังรอมคอมเก่าๆที่ชอบก้จะมีฉากแบบนี้ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ รอเปย์ตอนรวมเล่มแน่นอน อิ
    ปล. เพราะอ่านฟิคพี่ทิพย์เลยรู้จักคู่นี้จนถอนตัวไม่ขึ้นมานานเหมือนกันค่ะ สุขสันต์วันครบรอบค่า 🙂

    Like

  6. อมกกกกกกกกก ไม่รู้จะกริ้ดก่อนหรือจะพิมก่อน 55555 เราคงติดการบรรยายแบบของไรเตอร์ไปเเล้วอ่านทีไรรู้สึกอแเมซิ่งมากก อย่างฉากตอนที่อีริคแสดงอยู่บนเวทีจริงๆก็ตั้งแต่บรรทัดเเรกที่อ่านบรรยายบรรยากาศในฮอลแล้วยิ่งฉากบนเวทีคืออ่านเเล้วนึกผ่านตามมันแบบ ฮื่อออ ต้องยิ่งใหญ่มาก อีริคต้องสง่ามากแน่ๆเลย ไหนจะบรรยายการบรรเลงคือบรรยายจนมองเห็นภาพเลยค่ะ โอ้ยย อยากให้มันมีฉากนี้จริงๆอยากไปเป็นผู้ชมในงานเลยค่ะ แล้วนี่อ่านไปก็เขินไปอีริคไปว่าชาร์ลสเป็นไงหล่ะตัวเองก็เหมือนกันตอนฟังคำชมแบบนั้นเราว่ามันต้องแบบ–โห้บรรยายไม่ถูกอ่ะแล้วคนที่ถูกพูดถึงเป็นบุคคลในตำนานที่สำคัญในวงการอีก ปริ่มแทน ;__; (อินมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก) ตอนท้ายมีกอดกันอีกกกก ฮื่อออ*กัดผ้าาาาา ฟินหนักมากกกกฟินกระหนำใจมากค่ะ แล้วตอนที่บรรยายว่า เมื่อรู้สึกได้ว่าชาร์ลส์ขยับตัวเข้ามาในอ้อมแขนของตนมากขึ้นอีกนิด แบบบบบบ ฟินนนนนนนนจนไม่รู้จะอธิบายเป็นคำไหนเเล้วค่ะ เเล้วยังไม่พอ ชายหนุ่มส่งเสียงฮึมฮัมเล็กน้อย ฝังปลายจมูกลงในเรือนผมสีเข้มนั้นโดยไม่รู้ตัว… โอ้ยยย ฉากนี้ใจไม่ดียยยยยยยย์เล้ยยยยย อยากรู้ว่าชาร์ลสจะรู้ตัวมั้ยยย ฮื่อออ ความรู้สึกเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆแต่เราว่ามันก็เริ่มจะชัดเจนขึ้นบ้างเเล้ว แต่งานอีริคก็จบเเล้วเช่นกัน อีริคกำลังจะไปเเล้วรึเปล่านะ TwT อู้วววววววววว อยากอ่านตอนต่อไปแย้ว*โดนตบ สุดท้ายนี้ขอบคุณไรเตอร์เหมือนกันนะคะที่เเต่งฟิคสนุกๆให่เราได้อ่านกัน ตอนนีเราว่าเราตกหลุมรักการบรรยายของไร การลงเนื้อเรื่อง หรือตัวเนื้อเรื่องตัวละครเอง .//.
    ขอบคุณมากมายเลยนะคะ ขอบคุณx-men ขอบคุณเชริคที่สุดเลยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    ด้วยรักเเละวันอังคาร 55555555555555555555

    Like

  7. ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกก //ลงไปหมุนๆกับพื้นหิมะตรงข้างถนน

    บ้าจริง น้องเขินมาก เขินอะไรไม่รู้ เค้าแค่กอดกัน5555555555555 ////-\\\

    ชอบที่อีริคแสดงนิสัยจริงๆต่อชาร์ลส์มากค่ะ มองย้อนกลับไปก็พัฒนาคสพ.ขึ้นมาเยอะมากๆเลยนะเนี่ย

    คำชมนั้นเป็นอะไรที่ถ้าเราเป็นอีริคก็คงจะฟินมากๆแน่เลยค่ะ 5555 โถ่ ฟอร์มไม่อยู่หรอกนะพ่อคุณ เราทุกคนมีเรื่องที่เป็น passion มากๆกันทั้งนั้นแหละ

    ทุกครั้งที่อ่านฟิคพี่ทิพย์เหมือนอยู่ในร้านขนม กำลังนั่งจิบชากับตักเค้กนิ่มๆเข้าปากอยู่ทุกครั้งเลยค่ะ ไม่รู้ทำไม55555

    Like

  8. แงงงงงงงงอิริคยังเหลือข้ออ้างที่จะอยู่อีกมั้ยอ่ะคะะะะ
    ส่วนตัวน้องชอบฟิคslow burnแบบนี้แหละค่ะ เรัียบง่ายแต่ก็ทำให้ยิ้มตามได้ตลอดเลย ชอบตอนสุดท้ายที่มีกอดๆและก็ดมแชมพูอ่ะค่ะ เป็นความรู้สึกอบอุ่นง่ายๆ ที่แบบ ชีวิตเราก็ต้องการแค่นี้เอง

    Like

  9. ยังคงมีความ… //อ๊ากกกกก ฟิคนี้มันดีต่อใจ สะดวกต่อม้ามไตมากกก//.. อบอุ่น ฟีลลิ่งสโลว์บัทชัวร์นี่โอเคนะคะพี่ทิพย์ เหมือนเราค่อยๆอ่านพัฒนาการความสัมพันธ์ของตัวละคร แล้วกับคู่นี้ด้วย มันดี~มาก ชอบการบรรยายตอนอีริคแสดง นึกภาพตามถึงความสมบูรณ์แบบและเท่(?!) สุดยอดมากๆ ส่วนท่าน ศ. คนเนิร์ด ก็ยังคงความน่ารักไว้เหมือนเดิม แอร๊ยยย มีแอบแซวคุณวาทยากรด้วยนะ สนิทกันมากล่ะซี้~~ รอตอนต่อเลยค่ะพี่ทิพย์ สู้ๆค่าา

    Like

  10. อีริคเขินน่ารักมากเลยค่ะกรี้ดดด บรรยากาศตะมุตะมิแบบนี้อ่านแล้วหุบยิ้มไม่ได้เลย ชอบมากเลยค่ะ \\\-\\\

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s