[Yuri!!! On Ice Fic][OtabekYurio] crazy crazy, easy tiger (you’re a god send, do you want a boyfriend?) (6)

 

crazy crazy, easy tiger (you’re a god send, do you want a boyfriend?)
ユーリ!!! on ICE fanfiction by Tippuri~ii* 
 

 

Pairing: Otabek Altin x Yuri Plisetsky
Fandom: ユーリ!!! on ICE
 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

[+] REMARK: เป็น universe เดียวกับเรื่อง [seungchuchu] oh darling you look like christmas morning ค่ะ >> สารบัญ

 

 
************************************
 
 
chapter 6
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

นี่ยังเป็นแค่วันแรกๆ ของเดือนธันวาคมเท่านั้น หากยูริก็ไม่คิดจะรอจนคริสต์มาสเพื่อซื้อของขวัญ…เขาเกลียดการเบียดคนช่วงเทศกาล และยังไงๆ ห้างสรรพสินค้าก็เริ่มต้นลดราคากันตั้งแต่ต้นเดือนอยู่แล้ว

 

 

 

 

 

หนุ่มน้อยมีรูปแบบการฉลองวันคริสต์มาสที่ค่อนข้างตายตัวมาตั้งแต่จากรัสเซีย…ของขวัญที่เป็นทั้งการฉลองวันเกิดและเทศกาลในตัวให้วิคเตอร์ตั้งแต่ต้นเดือน แล้วก็การกลับไปหาคุณตาที่มอสโคว หรือสไกป์ฉลองด้วยกันหากการเดินทางเกิดขึ้นไม่ทันก่อนวันที่ยี่สิบห้า…ยูริมักจะส่งการ์ดทางไปรษณีย์แต่ซื้อของขวัญออนไลน์ให้ไปส่งที่บ้านคุณตา แต่นิโคไล พลีเซตสกี้ผู้เชื่อมั่นในการเลือกของเองกับมือจะส่งของขวัญของทุกปีมาให้ทางไปรษณีย์เสมอ…และหนุ่มน้อยก็คิดว่าการเปลี่ยนปลายทางมาเป็นอเมริกาแทนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็ไม่น่าจะมีทางขัดขวางธรรมเนียมนี้ได้แน่ๆ

 

 

 

 

 

แต่ปีนี้จะไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ ยูริคิดในใจ ก็เพราะปีนี้มีโอตาเบคด้วยนี่นา

 

 

 

 

 

นี่แหละที่เป็นสาเหตุให้เขานั่งอยู่บนรถประจำทางอยู่ตอนนี้…ทุกอย่างเริ่มมาจากบทสนทนาทางข้อความกับโอตาเบคเมื่อคืน ยูริบอกไปว่าตนกำลังคิดจะไปซื้อของขวัญคริสต์มาสตอนวันรุ่งขึ้น ซึ่งโอตาเบคก็ตอบมาหลังจากช่วงนาทีอันเงียบงัน

 

 

 

 

 

พรุ่งนี้ฉันก็ว่างนะ ไปด้วยกันไหม?

 

 

 

 

 

ยูริใช้เวลาสักพักในการหาสติกเกอร์คำว่าโอเคที่ตัวเองอยากส่ง แต่ไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอพยักหน้ารัวๆ อยู่คนเดียวตั้งแต่แว่บแรกที่ได้อ่านข้อความแล้ว

 

 

 

 

 

(และยูริก็ไม่รู้ด้วยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่การส่งข้อความหากันแบบนี้กลายมาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนพวกเขาเข้านอนทุกคืน)

 

 

 

 

 

รถประจำทางพาทั้งสองมาถึงห้างสรรพสินค้าอันเป็นเป้าหมายในเวลาราวๆ สี่สิบห้านาที…พวกเขาเห็นตรงกันว่ายอมลงทุนเดินทางไกลหน่อยดีกว่า เพราะห้างแห่งนี้กว้างและมีร้านรวงต่างๆ ให้เลือกเดินมากกว่าแถวที่พักอย่างเทียบไม่ติด

 

 

 

 

 

พวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกันนักตอนอยู่บนรถ นั่นจึงทำให้ยูริเปิดประเด็นที่อยากรู้ทันทีเมื่อเริ่มออกเดินเข้ามาในห้างแล้ว

 

 

 

 

 

“ปกตินายฉลองคริสต์มาสยังไงเหรอ? จะกลับบ้านรึเปล่า?”

 

 

 

 

 

โอตาเบคยักไหล่ “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก…ถ้าฉันกลับบ้าน คริสต์มาสอีฟก็อาจไปฉลองกับเพื่อน แล้วพอวันคริสต์มาสก็ให้ของขวัญกันในครอบครัว แม่จะทำอาหารอลังการๆ ทุกมื้อ แล้วบางทีฉันก็จะพาดามิร่ากับอาซิซ่าไปช็อปปิ้งอีกรอบ…ราวๆ นี้แหละ”

 

 

 

 

 

นิ่งคิดอีกนิดตรงนี้…ก่อนที่ชายหนุ่มจะยิ้มบางๆ

 

 

 

 

 

“แต่หลังๆ กลายเป็นเหมือนเขารุมกันลากฉันไปช็อปปิ้งมากกว่า…สองคนนั้นเขาบอกว่าฉันแต่งตัวไม่ได้เรื่อง”

 

 

 

 

 

“ไม่ได้เรื่องยังไงน่ะ นี่แหละดูดีแล้ว” ยูริตวัดเสียงออกไปก่อนที่จะคิดกรองทัน ก่อนจะได้ประสบภาวะหน้าร้อนฉ่าทันควันกับสายตาที่โอตาเบคมองมา…มันนิ่งจนยูริอ่านอะไรไม่ออก และนั่นเองที่ทำให้ยิ่งสติแตก เขาเลยพยายามแก้สถานการณ์ให้เนียนๆ ด้วยการพูดให้ฟังดูไม่เดือดไม่ร้อน “เนี่ย…เสื้อแบบนี้ดูคลาสสิคจะตาย ใส่ตอนไหนก็ได้ จะต้องเปลี่ยนทำไม”

 

 

 

 

 

โอตาเบคก้มมองสเวตเตอร์ฮู้ดดี้สีดำเรียบๆ ของตัวเอง…องศาที่ทำให้ยูริสังเกตไม่ทันว่าแก้มสีแทนนั้นมีสีแดงแล่นวาบเล็กน้อย

 

 

 

 

 

เสียงทุ้มพูดนิ่งๆ ตอบ “ใช่…มันใส่สบายดีน่ะ เลยกลายเป็นฉันมีแต่เสื้อแนวๆ นี้ทั้งนั้นเลย”

 

 

 

 

 

(นี่นับว่าเป็นการเล่าฉบับสรุปความได้รวบรัดเกินไปมาก เพราะจริงๆ แล้วดามิร่ากับอาซิซ่ามีคำพูดที่หนาราวๆ หนังสือมหากาพย์อิเลียดได้แล้วถึงการที่โอตาเบคไม่มีเสื้อผ้าที่ไม่เรียบสนิทหรือโทนสีไม่เข้มในตู้เท่าไหร่เลย)

 

 

 

 

 

ยูริส่งเสียงฮึมฮัม ขอบคุณฟ้าดินที่ว่าที่วันไนท์แตนด์ของเขาไม่ติดใจอะไร บอกเป็นการจบบทสนทนาหัวข้อนี้ว่าไว้ตนจะไปหาซื้อเสื้อแบบนี้มาไว้ติดตู้บ้าง ก่อนจะเสไปคุยถึงเรื่องอื่นๆ ต่อ

 

 

 

 

 

“ไม่ล่ะ ปีนี้ฉันไม่กลับรัสเซีย” ยูริส่ายหน้าเมื่อถูกถามบ้าง “ฉันบอกคุณตาไปแล้วว่าปีนี้ถ้าจะกลับ ฉันจะกลับด้วยค่าแรงที่ทำงานพิเศษเอง” หนุ่มน้อยยักไหล่พร้อมย่นๆ หน้า “แต่นั่นแหละ…มันไม่พอน่ะ ความจริงถ้ายอมทนๆ เหม็นหน้าไอ้เวรเจเจแล้วรับกะเพิ่มก็คงพอแหละ แต่หมอนั่นมันโคตรมลพิษเลย”

 

 

 

 

 

โอตาเบคนิ่งไปนิดหน่อย ก่อนจะถามเสียงนุ่ม “เขาไม่ได้กวนอะไรนายแล้วใช่ไหมน่ะ?”

 

 

 

 

 

“ไม่แล้ว ตั้งแต่ฉันบอกไปว่านายเป็นวันไนท์แสตนด์ของฉัน หมอนั่นก็เงียบๆ ไปเลย” ยูริยิ้มแยกเขี้ยวอย่างสะใจ ขยับไปเอาไหล่ชนไหล่อีกฝ่าย “สงสัยเดี๋ยวถ้าฉันไปพูดใส่ตอนเราเป็นวันไนท์แสตนด์กันจริงๆ แล้ว…ไอ้เวรนั่นคงได้แต่ยืนโง่ๆ แน่ๆ เลยล่ะ”

 

 

 

 

 

โอตาเบครับฟังเขาด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลบางเบาเหมือนทุกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมามากไปกว่าเสียงฮึมฮัมเท่านั้น

 

 

 

 

 

ยูริยังคงจะใช้วิธีซื้อของออนไลน์ให้คุณตาเหมือนเดิมในปีนี้ เขาจึงทุ่มเทพลังงานของตัวเองไปกับการหาการ์ดสวยๆ (ในสายตาเขาเอง)เพื่อจะส่งไปรษณีย์ให้คุณตา แวะร้าน Bath & Body Works เพื่อซื้อเทียนหอมที่มิล่าเคยบอกว่าชอบ แล้วก็ยืนลังเลอยู่ในร้านขายเสื้อผ้าสไตล์คุณช๊ายคุณชายเพราะคิดไม่ออกว่ายังมีอะไรอีกที่วิคเตอร์ไม่มี

 

 

 

 

 

ดวงตาสีเขียวมองไล่ไปตามเสื้อผ้าแต่ละชนิด ก่อนจะขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ซุกซนเมื่อความคิดจุดประกายขึ้นมา

 

 

 

 

 

เขาก้าวออกมาจากร้านพร้อมถุงกระดาษในมือ ร้องเรียกโอตาเบคที่ยืนรออยู่

 

 

 

 

 

“ไปกันเถอะ” เขาพูดเมื่ออีกฝ่ายหยิบบรรดาถุงของขวัญของตัวเองขึ้นมาถือแล้ว ซ่อนสีหน้าเจ้าเล่ห์ไม่ค่อยจะมิดเลยจากรอยยิ้มกริ่มของตัวเอง “แวะร้านขายยาอีกที่แล้วก็เสร็จแล้วล่ะ”

 

 

 

 

 

**

 

 

 

“บอกมาเถอะน่า”

 

 

 

 

 

ยูริพูดประโยคนี้ออกมาอีกครั้ง หากโอตาเบคก็แค่ส่ายหน้า พูดประโยคเดิมของตัวเองออกไปเช่นกัน

 

 

 

 

“บอกแล้วไงว่าเป็นเซอร์ไพรส์”

 

 

 

 

ร่างบางกระแทกหลังลงไปกับพนักที่นั่งรถบัส กอดอกพร้อมทำหน้ามุ่ยๆ บึ้งๆ “ฉันเกลียดเซอร์ไพรส์”

 

 

 

 

โอตาเบคซ่อนยิ้มขันๆ ไว้ในหน้า “แล้วทำไมนายถึงมาซื้อของขวัญล่ะหา?”

 

 

 

 

“ฉันไม่ได้เกลียดคริสต์มาส…ฉันเกลียดเซอร์ไพรส์” ยูริแจกแจง ชักสีหน้าเฮอะๆ “นายลองต้องแชร์ห้องกับวิคเตอร์แล้วเจอหมอนั่นทำอะไรบ้าๆ บอๆ ใส่หน้านายเพราะอ้างว่าเป็นเซอไพรส์สักสามปีดูสิ…แล้วนายจะรู้ว่าทำไมฉันเกลียดเซอร์ไพรส์”

 

 

 

 

“มันไม่ถึงขนาดนั้นแน่ๆ” โอตาเบคบอกออกไป “สัญญาเลย”

 

 

 

 

ยูริยังคงมีสีหน้ามุ่ยๆ…แต่ดวงตาก็ทอแววละมุนขึ้น แล้วก็ไม่ซักไซ้อะไรต่อ

 

 

 

 

ปลายทางที่รถบัสอีกสายที่โอตาเบคชวนยูริขึ้นมาหลังจากออกมาจากห้างสรรพสินค้านั้นเป็นสถานที่ที่เขาค้นพบผ่านรีวิวในอินเตอร์เน็ต และหลังจากการถามๆ เพื่อนในชั้นเรียนที่ไปมาแล้ว…ชายหนุ่มก็ตัดสินใจว่าจะชวนยูริมา เพราะอีกฝ่ายน่าจะสนุกกับมันได้มากกว่าเขาเสียอีก

 

 

 

 

“เฮ้ๆๆๆ…” ยูริที่กึ่งนั่งกึ่งไหลอยู่บนเบาะเด้งตัวขึ้นมานั่งหลังตรงเมื่อทิวทัศน์ของปลายทางเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นผ่านหน้าต่างรถ ก่อนจะหันขวับมาหาเขา “เบก้า! นี่มัน…”

 

 

 

 

โอตาเบคยิ้ม กดกริ่งให้รถจอด “มาเถอะ ยูร่า”

 

 

 

 

เสียงจอแจและสีสันสดใสของตลาดนัดกลางแจ้งชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อรถบัสเคลื่อนตัวจากไป…จริงอยู่ว่าข้าวของที่ขายนั้นมีอย่างอื่นปะปนด้วย แต่ตลาดลิตเติ้ลรัสเซียแห่งนี้ก็ยังคงเป็นการรวมตัวของร้านรวงส่วนใหญ่ที่เจ้าของเป็นคนรัสเซียทั้งสิ้น ทีแรกโอตาเบคไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นเรื่องน่าเบื่อในสายตายูริหรือเปล่า แต่เขาก็ตัดสินใจได้เมื่อเห็นสายตาหงอยๆ ที่วาบขึ้นมาไม่กี่วินาทีหลังจากที่ยูริเล่าให้ฟังว่าปีนี้จะไม่ได้กลับไปมอสโคว

 

 

 

 

และก็เห็นได้ว่าเขาตัดสินใจได้ถูกทางแล้วล่ะ…

 

 

 

 

“วิคเตอร์เล่าให้ฉันฟังหลายทีแล้วล่ะ…แต่ฉันไม่ได้หาดีๆ เลยซักทีว่ามันมายังไง” ยูริมองภาพตลาดเบื้องหน้าตนด้วยดวงตาเป็นประกาย และโอตาเบคก็แค่มองสีหน้าตื่นเต้นนี้เงียบๆ…ในใจรู้สึกนุ่มนวลยิ่งนักที่เห็นอีกฝ่ายดีใจแบบนี้

 

 

 

 

วงหน้าขาวใสหันมา ยิ้มยิงฟันพร้อมเอากำปั้นชนไหล่เขาอย่างทุกที

 

 

 

 

“ขอบคุณนะ เบก้า”

 

 

 

 

โอตาเบคยิ้มตอบ จับมือที่ยังแปะค้างอยู่บนไหล่ของเขาขึ้นมา “ถ้านายชอบก็ดีแล้วล่ะ”

 

 

 

 

ยิ้มซนๆ ของยูริกว้างขึ้นอีกนิด ก่อนที่มือที่เขากุมไว้อยู่นั้นจะพลิกมาเป็นฝ่ายจับหมับแทนอย่างแน่นหนา…รั้งอย่างปุบปับพร้อมประกาศ “ไปกันเถอะ!”

 

 

 

 

พวกเขาเก็บถุงของขวัญที่ซื้อมาใส่เป้กันแล้วเรียบร้อย…จึงไม่มีความลำบากอะไรในการซื้อของต่างๆ นาๆ ที่เตะตา แต่เพราะได้ของขวัญครบตามรายการแล้ว…ยูริกับเขาจึงไม่ค่อยได้สนใจข้าวของตามสไตล์รัสเซียแท้เท่าไหร่ แต่เทมาสนใจอาหารพื้นเมืองแทนเสียมากกว่า

 

 

 

 

หลังจากการเดินๆ สักพัก ยูริก็ตรงดิ่งเข้าไปหาร้านที่จัดเรียงขนมปังมากมายไว้บนถาดทันที ก่อนจะเริ่มต้นพูดภาษารัสเซียรัวๆ กับเจ้าของร้านหลังจากคุยกันจนได้ความว่าอีกฝ่ายเป็นคนรัสเซียแท้ที่ย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่นานแล้ว

 

 

 

 

ในฐานะคนที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ อย่างมีมารยาท โอตาเบครู้สึกว่าตัวเองได้เห็นอีกด้านของยูริที่ไม่เคยเห็นมาก่อน…มันเป็นมาดที่ยิ้มและหัวเราะออกมาได้ง่ายดาย มาดที่เขาสังหรณ์ใจว่าคงเป็นมุมที่คุณตาของยูริได้เห็นจากหลานชาย เพราะมันทำให้ไม่ยากเลยที่จะรู้สึกเอ็นดูและอยากตามใจ…ตัดสินจากการที่สุดท้ายแล้ว เจ้าของร้านได้แถมจินเจอร์เบรดสไตล์รัสเซียมาให้ด้วยเมื่อยูริกับเขาจ่ายเงินค่าพิรอชกี้

 

 

 

 

“ถ้าฉันต้องกินอาหารได้แค่อย่างเดียวตลอดชีวิต ฉันก็จะเลือกนี่แหละ” ยูริอธิบายพร้อมโบกๆ พิรอชกี้ที่กินค้างอยู่ในมือไปมาประกอบ

 

 

 

 

“อืม” โอตาเบคพยักหน้า กัดก้อนขนมปังในมือตัวเองบ้าง “อร่อยดีนะ กินง่ายดีด้วย”

 

 

 

 

“นี่ก็อร่อยนะ แต่ยังไงสูตรของคุณตาฉันก็ดีที่หนึ่งอยู่ดี” ยูริดูภูมิใจ “วันที่ฉันมีสอบ คุณตาจะอบให้กินตลอดเลย”

 

 

 

 

นิ่งคิดนิดหน่อย ก่อนจะยิ้มมาให้

 

 

 

 

“ไว้ถ้าคุณตาฉันมาเยี่ยมที่นี่ ฉันจะบอกให้เขาทำให้เผื่อนายด้วยนะเบก้า”

 

 

 

 

ประโยคนี้ทำให้โอตาเบครู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปหน่อยนึง…เพราะถ้ายูริยังคิดอยู่แค่ว่าพวกเขาจะเป็นแค่วันไนท์แสตนด์จริง คำพูดทำนองนี้ก็ไม่ควรถูกเอ่ยออกมา การได้ฟังประโยคนี้จึงทำให้โอตาเบคพอจะมีหวังแล้วว่าตนอาจจะอธิบายให้ยูริเข้าใจได้ว่าคำพูดของเจเจนั้นไม่ใช้สิ่งที่ต้องเก็บมาสนใจเลย และแผนวันไนท์แสตนด์กับคนแปลกหน้าเพียงเพื่อจะเอาชนะใครนั้นก็เป็นความคิดที่ไม่ควรเกิดขึ้นทั้งในคราวนี้หรือคราวไหนเลย

 

 

 

 

เพียงแต่ว่า…

 

 

 

 

“เบก้า หลบเขาหน่อยสิ!” ยูริดึงมือให้เขาที่ยืนนิ่งคิดอยู่หลีกทางให้คนที่ถือของมา ก่อนจะถามอย่างฉงน “เฮ้ นายโอเครึเปล่าน่ะ?”

 

 

 

 

“โทษที…” ชายหนุ่มสบสายตากับดวงตาสีเขียวนั้น หัวใจหนักหน่วงไปด้วยคำพูดและความรู้สึกอันปนเป

 

 

 

 

ยูริเองก็พินิจเขาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะดึงๆ มือเป็นเชิงรั้ง “ไปกันเถอะ ฉันอยากเดินดูของทางโน้นด้วย”

 

 

 

 

โอตาเบคพยักหน้า พยายามผลักให้ความว้าวุ่นอันชวนให้อ่อนล้าในใจให้หายไป…เพราะอย่างไรเสีย นาทีกลางตลาดอันจอแจนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะเลยในการจะชี้แจงอะไรใดๆ ให้ใครฟัง

 

 

 

 

พวกเขาเริ่มออกเดินอีกครั้ง…ยูริไม่ได้ปล่อยมือที่จับเขาไว้

 

 

 

 

โอตาเบคบอกอีกฝ่ายไปแล้วว่าปีนี้เขาเองก็จะใช้เวลาช่วงคริสต์มาสที่นี่เช่นเดียวกัน…นี่เป็นปีที่สามของการอยู่ที่อเมริกาแล้วของเขา ไม่ใช่ทุกวันหยุดที่โอตาเบคกลับอัลมาตี…การเดินทางนั้นขึ้นอยู่กับเงินเก็บจากงานพิเศษและจังหวะเวลาเป็นส่วนใหญ่ แต่ชายหนุ่มก็สังหรณ์ใจว่าปีนี้…อย่างน้อยๆ ดามิร่ากับอาซิซ่าก็คงพอจะเดาได้ว่าอะไรคือสาเหตุในการไม่กลับบ้านในคริสต์มาสปีนี้ของเขา และโอตาเบคก็โทษใครไม่ได้เลยนอกจากตัวเองที่เผลอหลุดเล่าถึงยูริอยู่หลายครั้งจนพี่สาวกับน้องสาวสังเกตได้

 

 

 

 

“ยูริอีกแล้วนะ” เขาจำได้ถึงวันที่สไกป์กับอาซิซ่าตอนกลางดึกวันหนึ่ง ประโยคที่ทั้งน้ำเสียงและรอยยิ้มของคนพูดเจือกระแสเย้าๆ ไว้ทั้งสิ้น “พี่พูดถึงเขาหลายครั้งแล้วนะรู้มั้ย?”

 

 

 

 

โอตาเบคไม่เคยเล่าถึงแผนวันไนท์แสตนด์ เขาแค่บอกตอนแนะนำชื่อยูริขึ้นมาเป็นครั้งแรกว่าเป็นคนที่บังเอิญได้รู้จักกันในร้านสตาร์บัคส์เท่านั้น และไม่คิดเลยด้วยว่าพูดถึงหนุ่มน้อยผมทองคนนั้นบ่อย

 

 

 

 

ชายหนุ่มจึงแค่ถามกลับไป เสียงนิ่งเรียบ “อะไรของเธออีกล่ะอาซิซ่า?”

 

 

 

 

“เปล๊า~” คำปฏิเสธแบบที่ฟังก็รู้ว่าโกหก แล้วไหนจะรอยยิ้มกริ่มนั่นอีก “ก็แค่จะบอกว่าพี่พูดถึงเขาบ๊อยบ่อยเท่านั้นเอง”

 

 

 

 

โอตาเบคกลอกตา “เธอถามฉันเองนะว่าช่วงนี้ฉันเป็นไงบ้าง”

 

 

 

 

“ขอร้องเถอะ” ดามิร่า พี่สาวของเขาโผล่หน้ามาอยู่ในเฟรมด้วยบ้าง “ฉันคิดว่าฉันได้ยินชื่อเลโอกับเจเจรวมกันแล้วยังน้อยกว่าคำว่ายูริจากปากนายอีกนะ”

 

 

 

 

ในฐานะลูกชายคนเดียวของบ้าน…โอตาเบคจึงสามารถใช้สิทธิ์น้องชายคนเล็กกับดามิร่าได้เสมอ และนั่นเองที่ทำให้เขากดวางสายแบบปุบปับเพราะไม่รู้จะโต้ตอบดีกว่านี้อย่างไร

 

 

 

 

(แน่นอนว่าทั้งสองคนโทรตามกลับมา โวยวายเป็นชุดว่าโอตาเบคทำแบบนี้กับพวกตนได้ยังไง)

 

 

 

 

โอตาเบคถอนหายใจออกมา พยายามบอกตัวเองว่าเหตุผลส่วนใหญ่ของการไม่กลับบ้านในปีนี้ก็เพราะเงินเก็บไม่พอจริงๆ นั่นแหละ และไม่ได้มีเหตุผลส่วนน้อยมาจากการได้รู้ว่ายูริอาจจะต้องอยู่คนเดียวที่ดีทรอยต์ถ้าเขากลับอัลมาตีเลยสักนิด

 

 

 

 

 

**

 

 

 

ยูริเจอการ์ดที่ถูกใจสำหรับจะส่งไปให้คุณตาในแผงร้านงานศิลปะจากฝีมือเด็กน้อย(ภาพสีเทียนของป่าสีเขียวสดกับเสือและสิงโตทุกสายพันธุ์) ส่วนโอตาเบคนั้นเลือกการ์ดที่ลายดูนุ่มนวลกว่าเขามากเพราะมันจะถูกส่งไปหาทั้งพ่อแม่และพี่สาวน้องสาวของเจ้าตัว

 

 

 

 

“ฝากถือหน่อยได้ไหม เดี๋ยวมันยับน่ะ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขอร้องเมื่อพวกเขาผ่านแผงหนังสือมือสอง…หนังสือคร่ำคร่าเป็นสิบๆ เล่มถูกกองๆ ถมกันในลังพลาสติกมากมาย เห็นได้ชัดว่าคนขายเองก็คงไม่เห็นค่ามันสักเท่าไหร่ ตรงกันกับป้ายราคาอันถูกแสนถูกที่แขวนบอกไว้

 

 

 

 

“นายแน่ใจเหรอเบก้า ในนั้นอาจจะมีปลวกนะ” ยูริย่นจมูก

 

 

 

 

“ฉันไม่ได้จะซื้อไปเก็บสวยๆ นี่ จะเอาไว้ใช้เรียนต่างหาก” โอตาเบคบอก

 

 

 

 

ยูริยังคงทำหน้ายู่ยี่ ก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อโอตาเบคยื่นปลายนิ้วมาบีบปลายจมูกย่นๆ ของเขาเบาๆ

 

 

 

 

“ช่วยทำหน้าให้เกียรติความประหยัดของฉันหน่อยนะยูร่า”

 

 

 

 

ชื่อเล่นนี้ยังคงทำให้ยูริหน้าร้อน ซึ่งไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยเมื่อประกอบกับสัมผัสอันแสนสนิทสนมจากปลายนิ้วของอีกฝ่ายแบบนี้

 

 

 

 

“ยะ-อย่ามาจับนะ!” เขาโวยตอบไป แต่เสียงก็อ่อนแรงจนน่าหลั่งน้ำตาไว้อาลัย “อยากสะสมปลวกก็เรื่องของนาย!”

 

 

 

 

โอตาเบคยิ้มบางๆ มาให้หลังบอกให้เขารอแป็บนึง ซึ่งมันก็ทำให้ยูริรู้สึกงุ่นง่านชะมัดและหัวใจเต้นตลกๆ แบบไร้สาระที่สุด

 

 

 

 

บ้าบอที่สุด หนุ่มน้อยกัดจินเจอร์เบรดกร้วมๆ เพื่อระบายอารมณ์ ไอ้อาการโง่ๆ พวกนี้มันบ้าบอที่สุด

 

 

 

 

ทางที่ดีควรเป็นการเลิกมองและเลิกคิดถึง…แต่ยูริก็เข้าสู่โหมดงุ่นง่านจนหน้ามืดแล้ว จินเจอร์เบรดจึงถูกยัดใส่ปากติดต่อกันพร้อมกับที่ดวงตาสีเขียวจ้องเป๋งไปทางคนที่ก้มตัวดูหนังสือจากแต่ละกล่องอยู่…สีหน้าเรียบนิ่งตอนนี้เจือความตั้งใจจดจ่อไว้อยู่ ปลายนิ้วจากถุงมือฟิงเกอร์เลสแตะหนังสือแต่ละเล่มอย่างระมัดระวัง และยูริก็ยัดขนมปังกรอบใส่ปากตัวเองเพิ่มเป็นทีละสองชิ้นเมื่อโอตาเบคยกมือขึ้นมาเสยปอยผมที่โดนลมเป่าลงมาปรกหน้า

 

 

 

 

นี่มันอะไรกัน??? ยูริอยากตวาดถามหัวใจตัวเองที่เต้นแบบไม่รู้เรื่องขึ้นเรื่อยๆ นัก นี่มันบ้าอะไรกัน????

 

 

 

 

หากความคิดก็ชะงักกึกเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น…ภาพที่ทำให้ถามคำถามเดิมใหม่ในความหมายที่แตกต่างออกไป

 

 

 

 

แล้วนี่มันอะไรกันอีกล่ะ??

 

 

 

 

‘นี่’ ที่ว่าคือการที่อยู่ๆ โอตาเบคก็กำลังคุยกับใครก็ไม่รู้…หญิงสาวในชุดเสื้อสเวตเตอร์กับมินิสเกิร์ต ผมสีน้ำตาลไหม้ยาวเลยบ่ามาเล็กน้อย ทิ้งตัวหยักศกแบบที่ทำให้ยูริคิดถึงภาพวาดของบอตติเชลลี

 

 

 

 

หลังจากการมองไม่กี่วินาที…หนุ่มน้อยก็เข้าใจได้เองว่านี่ไม่ใช่การพบกันครั้งแรกของทั้งสองฝ่าย หญิงสาวดูจะคุยกับโอตาเบคด้วยความคุ้นเคยติดจะสนิทเสียด้วย แปะมือเข้าหากันพร้อมยิ้มสดชื่นเมื่อโอตาเบคพยักหน้ากับอะไรสักอย่างที่เธอเอ่ยถาม

 

 

 

 

ยูริยัดจินเจอร์เบรดชิ้นสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวกร้วมๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวอาดๆ เข้าไปหาทั้งคู่ด้วยมาด(ที่คิดเอาเองว่า)สมศักดิ์ศรีเสือน้ำแข็งแห่งรัสเซีย

 

 

 

 

“โย่ เบก้า” เขาเอ่ยเรียก ก่อนจะเอียงศีรษะนิดๆ “เพื่อนนายเหรอ?”

 

 

 

 

“อ๋อ ยูร่า…” โอตาเบคเอ่ยด้วยเสียงทุ้มนุ่มอย่างทุกที “นี่เพื่อนในคลาสฉันเองน่ะ…เวอร์จิเนีย นี่ยูรินะ”

 

 

 

 

เวอร์จิเนียยิ้มมาให้อย่างเป็นมิตร จับมือกับยูริด้วยท่าทางมั่นใจแต่ไม่ยโสแบบที่ทำให้หนุ่มน้อยแอบชอบเธอขึ้นมาทันที ก่อนจะพูด “อืม…ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ นายช่วยส่งเมลมาให้ฉันหน่อยก็แล้วกันนะ”

 

 

 

 

ถ้อยคำนั้นหมายถึงโอตาเบค แต่กระแสบอกขอตัวก็ชัดเจนในนั้น โอตาเบครับคำว่าจะจัดการให้…เวอร์จิเนียจึงยิ้มกว้างขึ้น บอกขอบคุณอีกครั้งก่อนจะกล่าวลา

 

 

 

 

ยูริรู้สึกงุ่นง่านอีกครั้งเพราะคำลาของหญิงสาวประกอบด้วยการเอาแก้มแนบแก้มตามประสาคนสนิทกัน…และความงุ่นง่านนี้ก็ไม่เหมือนกับความงุ่นง่านจากทีแรกเท่าไหร่เลย เพราะมันทำให้เขารู้สึกนิ่งๆ ไปมากกว่า…น้ำหนักของความสับสนปนเประหว่างคำพูดที่ต้องการจะเอ่ยกับหัวใจที่ลังเลว่าจะมีอะไรให้ต้องพูด

 

 

 

 

“ฉันคงไม่ซื้ออะไรล่ะ” เสียงทุ้มนุ่มเหมือนท้องทะเลของโอตาเบคเอ่ยบอก “นายยังอยากดูอะไรต่อไหมน่ะยูร่า?”

 

 

 

 

ยูริส่ายหน้า “ไม่ล่ะ…ฉันเรียบร้อยหมดแล้ว”

 

 

 

 

“โอเค” โอตาเบคผงกศีรษะ ก่อนจะถามง่ายๆ “งั้นกลับกันเลยไหม?”

 

 

 

 

ยูริตอบตกลง แล้วก็ยังคงไม่ได้พูดอะไรเท่าไหร่อยู่ดีต่อให้เดินออกมายืนรอตรงป้ายรถประจำทางแล้ว ความรู้สึกหนักๆ ที่ยังคงค้างคาอยู่กลับทำให้ยูริคิดได้อย่างสงบ..ในบรรดาความสับสนปนเปทั้งหมด สิ่งที่เขามั่นใจมากที่สุดก็คือตัวเองไม่ค่อยจะชอบเลยที่เห็นโอตาเบคดูใกล้ชิดกับคนอื่น ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม…เพราะทั้งอีกฝ่ายและตัวเขาต่างก็ยืนอยู่ตรงนี้กันด้วยเหตุผลเดียว

 

 

 

 

และนั่นก็ทำให้ยูริยิ่งคิดเพิ่มได้อีกว่ายังมีอะไรที่เขาไม่ค่อยจะชอบเลย

 

 

 

 

“เบก้า”

 

 

 

 

ยูริตัดสินใจพูดขึ้น…โอตาเบคถามมาตั้งแต่ตอนยืนรอว่ายูริเป็นอะไรหรือเปล่า ความไวในการรับรู้ถึงความรู้สึกของคนรอบข้างแบบนี้ทำให้หนุ่มน้อยแอบรู้สึกไม่อยากเชื่อเบาๆ…แต่ก็ปฏิเสธไปว่าตนสบายดี คำโกหกที่อีกฝ่ายก็คงมองออก แต่ก็สุภาพเกินไปในการเอ่ยขัด

 

 

 

 

ดวงตาสีเข้มเหลือบมองมาเล็กน้อย คำถามทุ้มนุ่มแม้แผ่วเบาด้วยมารยาทการใช้รถโดยสาร “มีอะไรเหรอ?”

 

 

 

 

ยูริพยายามเรียบเรียง ก่อนที่จะเลิกพยายามแล้วตัดสินใจว่าจะบังคับคำพูดไปตามแต่ที่มันจะถูกเอ่ยออกมาก็พอ

 

 

 

 

“อืม…ตั้งแต่ตอนที่ฉันตกลงกับนายน่ะ” ไม่ได้มีการอธิบายว่าตอนไหน แต่เขาก็รู้ว่าโอตาเบคเข้าใจ…บทสนทนาของการพบกันครั้งที่ห้า ข้อตกลงที่เริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่าง “นายไม่ได้มี…เอ่อ…คนอื่นใช่ไหม?”

 

 

 

 

โอตาเบคกะพริบตา เห็นได้ชัดว่านี่เป็นคำถามสุดท้ายที่เจ้าตัวคาดเดาว่าจะได้ยิน

 

 

 

 

“ไม่มีสิ ยูร่า” ชายหนุ่มผมดำตอบ เสียงเบาลงและถ้อยคำเชื่องช้าอย่างผิดวิสัยในประโยคถัดมา “นาย…นายไปถามคนอื่นนอกจากฉันอีกงั้นเหรอ?”

 

 

 

 

“บ้าเรอะ เราตกลงกันแล้วนี่ ฉันจะไปถามคนอื่นทำไมไม่ทราบ???” ยูริตวัดเสียง หงุดหงิดชั่วแว่บว่าทำไมโอตาเบคถึงคิดแบบนี้ ก่อนจะกลับมาหน้ามุ่ยเพราะพยายามเรียบเรียงถ้อยคำใหม่ “ฉันแค่คิดขึ้นมาได้น่ะ ว่า…อืม…ว่า…”

 

 

 

 

ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทีแรกเพราะเนื้อความเป็นอะไรที่เขารู้สึกว่ายากกว่าในการเอ่ยออกไป แถมพอยิ่งฟังตัวเองลังเลแบบนี้…ยูริก็ยิ่งรู้สึกระแวงขึ้นไปอีกว่าสิ่งที่ตนกำลังคิดหาทางพูดออกไปอยู่นี้คงต้องน่ารำคาญในความรู้สึกผู้ฟังแน่ๆ

 

 

 

 

แต่โอตาเบค อัลตินก็ยังคงเป็นเหมือนท้องทะเลที่รอคอยอย่างนุ่มนวลเหมือนทุกครั้ง ชายหนุ่มปล่อยให้ชั่วนาทีเลยผ่าน ก่อนที่จะช่วยถามขึ้นเมื่อเห็นว่ายูริมีสีหน้างุ่นง่าน “นายคิดว่าอะไรเหรอ?”

 

 

 

 

หนุ่มน้อยสบตาตอบกับดวงตาสีเข้มคู่นั้น เม้มปากไปมาจนหน้ายู่ยี่ ก่อนจะปล่อยให้นิสัยบ้าบิ่นของตัวเองนำพาคำพูดไปใหม่อีกครั้ง…ความเหลืออดกับตัวเองทำให้ไม่อึกอักแล้ว

 

 

 

 

“เอาจริงๆ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่เราจะทำตามแผนได้สักทีน่ะนะ” ยูริแอบชักสีหน้าเฮอะๆ เมื่อคิดถึงตารางเรียนที่เปลี่ยนไปมาอย่างวุ่นวายเพราะใครๆ ต่างก็อยากได้วันหยุดคริสต์มาสเพิ่ม ก่อนที่ความงุ่นง่านจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกตลกๆ ตอนบอกให้ตัวเองพูดต่อให้จบ “แต่ฉันคิดว่า…”

 

 

 

 

นี่ก็อีกอย่างนึง…ไอ้ความรู้สึกตลกๆ แบบนี้นี่มันอะไรกัน???

 

 

 

 

“ฉันคิดว่า” ยูริกระแอม เตะตัวเองในใจให้อย่าทำเสียเรื่อง มองตาโอตาเบคอย่างตรงไปตรงมาพร้อมๆ กับกล่าวประโยคนี้ด้วยเสียงชัดเจน “จนกว่าจะถึงตอนนั้น พวกเราเป็นแค่วันไนท์แสตนด์ของแต่ละคนกันเองก็พอ ดีไหม?”

 

 

 

 

วินาทีที่ตามมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย…คำชมให้ตัวเองที่พูดออกไปได้อย่างเท่มาก ความกังวลว่าโอตาเบคจะคิดเห็นอย่างไร และการที่เขาตระหนักอย่างสยองขวัญได้ว่าความรู้สึกตลกๆ นี่คือส่วนผสมของหัวใจที่เต้นจังหวะบ้าๆ บอๆ กับอะไรสักอย่างที่แลดูจะเป็นสีชมพูพาสเทลอย่างน่ารังเกียจที่สุด

 

 

 

 

ให้ตายเถอะพลีเซตสกี้…ตั้งสติสิวะ ตั้งสติ!

 

 

 

 

“นายว่าไงล่ะ?” เสือน้ำแข็งแห่งรัสเซียถามอย่างห้าวหาญ ก่อนที่มาดแมวน้อยจะหลุดมาเป็นเสียงระแวงลังเลของประโยคหลัง “แต่ถ้าไม่โอเคก็บอกได้นะ เผื่อนาย…อืมมม…คุยๆ หรือสนิทๆ กับใครอยู่…”

 

 

 

 

ยูริเพิ่งนึกได้ในนาทีนั้นเองว่าตนไม่เคยถามเลยว่าจริงๆ แล้วโอตาเบคกำลังมีใครที่เจ้าตัวคบหาอยู่ด้วยหรือเปล่า และก็ค้นพบในนาทีต่อมาว่าเขาไม่อยากรู้คำตอบเลยสักนิด

 

 

 

 

ถ้ามีล่ะ… ยูริรู้สึกได้ถึงความสติแตกที่คืบคลานเหมือนเถาไม้ ให้ตาย…ถ้ามีล่ะ???

 

 

 

 

ขัดกับสภาวะภูเขาไฟระเบิดผสมแผ่นดินไหวในหัวของยูริ…โอตาเบคดูนิ่งแสนนิ่งเสียจนน่าอิจฉา ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองมาตรงๆ…พินิจอย่างเนิบช้า ครุ่นคิดและคาดเดาอย่างเงียบงัน

 

 

 

 

และเพราะยูริไม่ได้สังเกตอะไรนอกเหนือไปจากความวุ่นวายใจของตัวเอง…หนุ่มน้อยจึงไม่เห็นแววตาอ่อนโยนที่ฉายวาบเหมือนดอกไม้ดอกแรกของฤดูใบไม้ผลิ

 

 

 

 

“เวอร์จิเนียนั่นคือเพื่อนในคลาสเฉยๆ นะ” โอตาเบคพูดตอบอย่างไม่ได้เกี่ยวกันเลย ยักไหล่นิดๆ ตอนเสริม “เขาขอให้ฉันส่งเมลบทวิเคราะห์หนังสือที่อาจารย์สั่งให้อ่านให้หน่อยเท่านั้นแหละ”

 

 

 

 

ยูริเลิกนับไปแล้วว่านี่คือเรื่องอันหาเหตุผลไม่ได้เรื่องที่เท่าไหร่ที่ตนได้พบเจอตั้งแต่รู้จักกับโอตาเบค อัลติน…แต่อยู่ๆ เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากอย่างประหลาดเมื่อได้ฟังคำชี้แจงนี้

 

 

 

 

“โอเค” เขาตอบ ยุกยิกเล็กน้อยก่อนจะจี้ต่อ “แล้วตกลงว่าไงล่ะ? นายโอเคไหม?”

 

 

 

 

อาจจะไม่ได้ยักไหล่ตามนิสัยแล้วในคราวนี้ แต่โอตาเบคก็มองยูริด้วยสายตานิ่งๆ…วงหน้ามีเค้าจางๆ ของความพิศวงราวกับไม่เข้าใจว่าเขายังไม่รู้จนต้องถามอยู่อีกหรือ

 

 

 

 

ความรู้สึกเดียวกันนี้แตะแต้มชัดเจนอยู่ในน้ำเสียงด้วยตอนชายหนุ่มเอ่ยคำ

 

 

 

 

“…ฉันก็มีแค่นายคนเดียวอยู่แล้วนะ ยูร่า”

 

 

 

 

ยูริรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แล่นปราดขึ้นมาบนหน้าอย่างเร็วจี๋จนน่าคำรามใส่…ความร้อนที่หลังๆ มานี้ชักจะโผล่มาบ่อยเกินไปแล้ว แถมทำให้เขาได้แต่ฟึดฟัดเป็นก้อนโง่อยู่แบบนี้จากความรู้สึกตลกๆ ในใจด้วย

 

 

 

 

ให้ตายเถอะ…

 

 

 

 

ไม่รู้จะตอบยังไง…สุดท้าย ยูริเลยตัดสินแค่ส่งเสียงเฮอะๆ แบบรับรู้แล้วออกไป ก่อนจะแปะมือตัวเองลงไปหามือใหญ่ๆ นั่นอย่างไม่ค่อยจะนุ่มนวลนัก…จับหมับเมื่อรับรู้ได้ถึงอาการผงะเล็กๆ ด้วยความประหลาดใจจากโอตาเบค ลากนิดๆ ให้มือที่จับกันไว้นั้นมาอยู่บนตักตัวเองแบบไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายดึงมือหนีได้ด้วย

 

 

 

 

ไม่มีกิริยาอะไรหลังความประหลาดใจนั้นนอกจากมือใหญ่ที่อยู่เฉยโดยดีและเรียวปากที่ดูเรียบสนิท แต่จริงๆ แล้วเหมือนแอบยิ้มอยู่จางๆ ถ้าสังเกตให้ดี

 

 

 

 

ยูริรู้สึกได้ว่าหน้าของตัวเองยังคงร้อนจัดอยู่แบบนั้นตลอดเวลาของความเงียบที่เหลือบนเส้นทาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

***************************

ทำcomment boxเป็นกูเกิลดอคแล้วค่ะ ไม่ต้องlog inอะไรเลย สะดวกดี จะเรื่องเก่าเรื่องใหม่ เรื่องไหนๆก็เม้นได้หมดเลยนะคะ ❤

>>Tippuri~ii* ♥ COMMENT BOX<<

(แต่ถ้าสะดวกเม้นในเอนทรีเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ >< ขอบคุณมากนะคะ)

*************************

 

สวัสดีค่ะ นี่เป็นบทที่การเขียนดริฟต์ออกจากแผนแบบสุดโค้งตีลังกาสามรอบมากค่ะ เพราะในบทนี้ เรากะว่าต้องมีโมเม้นของการพัฒนามิตรภาพของทั้งสองคนแล้วดีเทลของครอบครัวแต่ละฝ่ายค่ะ เพราะถึงชิปนี้จะมีมุมบาปๆอยู่ และในฟิคเองก็มาเจอกันด้วยเหตุผลบาปๆ(ถถถถ) แต่เราว่าเคมีของสองคนนี้คือเพื่อนสนิทที่กลายมาเป็นคนรักกันค่ะ เพราะฉะนั้น มันจะมี element ของความสบายใจ+บ้าบอใส่กัน เรียกว่าเป็นแฟนที่อยู่แล้วสนิทใจเหมือนอยู่กับเพื่อนไปในตัวค่ะ

 

ส่วนดีเทลของครอบครัวที่เขียนไป นี่คือ headcanon ในหัวเราค่ะ เรามองว่าครอบครัวของแต่ละคนคงราวๆนี้แหละ

 

อีกอย่างที่สำคัญก็คือ บทนี้เล่าถึงการจีบด้วยคำพูดของเฮีย กับการหวงและความหวั่นไหวของน้อง+physical touches ต่างๆ…เพราะเราว่ายูริเป็นคนที่แสดงออกตรงไปตรงมาค่ะ ห้าวสมเป็นเสือมากถถถถ ในเรื่องอาจจะฟ่อแฟ่เวลามีใครโดนตัว แต่เราคิดว่าเขาเหมือนแมวค่ะ จะยอมให้จับก็ตอนที่อยากเท่านั้น บทจะน้วยเองเลยน้วยเยอะเลย /////

 

 

เขียนๆไปสารภาพว่างงตัวเองและหนีไปนั่งวิตกจริตหลายยกมากค่ะ เขียนจนแทรกพล็อตไลน์เดิมเลย กลายเป็นบทเต็มๆของตัวเองงอกขึ้นมาใหม่เลย ฮาาาาา

 

 

แล้วเจอกันบทต่อไปค่ะ

 

 

 

ทิพย์เอง

 

***************************

ทำcomment boxเป็นกูเกิลดอคแล้วค่ะ ไม่ต้องlog inอะไรเลย สะดวกดี จะเรื่องเก่าเรื่องใหม่ เรื่องไหนๆก็เม้นได้หมดเลยนะคะ ❤

>>Tippuri~ii* ♥ COMMENT BOX<<

(แต่ถ้าสะดวกเม้นในเอนทรีเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ >< ขอบคุณมากนะคะ)

*************************

Advertisements

5 responses to “[Yuri!!! On Ice Fic][OtabekYurio] crazy crazy, easy tiger (you’re a god send, do you want a boyfriend?) (6)

  1. พี่ทิพพพพพพพพพพพพพย์ พี่จะเขียนฟิคที่ทุกวรรค ทุกย่อหน้ามันมีอะไรน่าหวีดน่าพูดถึงอย่างนี้ไม่ได้นะคะ T////T สถานการณ์ดีมากเลยง่ะ ชอบheadcanonที่พี่แทรกเข้ามาด้วย มันรู้สึกว่าไม่ขัดเลยซักนิด
    ละขอบอกว่าตอนนี้ก็ยังอ่านไปยิ้มไปค่ะ ฮือ เมื่อยหน้าหมดแล้ว
    ดูทั้งน้องก้อนโอะทั้งพี่เบ็คสลับกันยิ้มนี่ก็เขินตัวแตกไปสามสิบห้ารอบละค่ะ โอย
    พี่เบ็คนี่ยิ่งอ่านยิ่งหล่อให้ตายเถอะ
    ส่วนน้องโอะนี่เราก็ยังคงอยากตะโกนใส่น้องว่า”มาขนาดนี้มันไม่ใช่วันไนท์สแตนด์แล้วละมั้งงง แล้วก็อย่าพูดคำนี้ออกมาง่ายๆได้มะโว้ยยย”อย่างเอ็นดูมากๆค่ะ 555555555555555
    เอาใจช่วยพี่ทิพย์และเฝ้ารอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ งื้ออออ

    Like

  2. ยูริหนูจะยัดของกินเข้าปากทุกครั้งที่เขินไม่ได้นะลูก5555555555 ความสัมพันธ์พัฒนาขึ้นมากเลย เขินเป็นก้อนตามยูริไปแล้วค่ะฮือ
    เบก้าก็สู้ๆ นะ เดี๋ยวรายนั้นก็รู้หัวใจตัวเองแล้ว (//’////’//)
    รอติดตามต่อไปนะฮ้าบบบ

    Like

  3. น่ารักมากกกก
    ขอตายยยยกับความReal

    >____<

    Like

  4. อ่านไปร้องโฮกไปค่ะ
    เขิน
    ยูร่าคนดี ชอบที่น้องรู้สึกและจัดความสำคัญโอตาเบคในหมวดหมู่คนในชีวิตประจำวันไปแล้วน่ะค่ะ น้องดูเคยชินและสบายใจกับการมีโอตาเบคในชีวิต
    และนั่นมันน่ารักมากๆเลย ♡
    เอ็นดูความหวงของน้องมากด้วยค่ะ แมวน้อยเอ๊ย
    ทำไมหนูน่ารักแบบนี้
    สิ่งนึงที่พลอยชอบมากๆในความเป็นโอตาเบคคือเขาใจเย็น และเขาใส่ใจยูริมากๆ มากพอที่จะเข้าใจอะไรหลายๆอย่างที่ยูริไม่ได้พูดหรือแสดงออกมาน่ะค่ะ
    หนุ่มคาซัคคนนี้อบอุ่นจริงๆ
    บทนี้อ่านแล้วอุ่นหัวใจดีจังค่ะ ♡

    Like

  5. งอแงมากกกกกกกขอบคุณที่งอกออกมาได้ขนาดนี้ค่าาาาาา

    ก่อนอื่นขอฮิ้ววววว ยูร่า กับ เบก้า โอ้ยยยย ยิ่งสองคนนี้เรียกกันด้วยชื่อนี้ยีงกิ้งก๊าวค่ะ นี่ถ้าหลุดเข้าไปเผือกได้จะล้อให้สะใจเลย _/หนูยูริต่อย

    เราชอบบรรยากาศตอนนี้มากค่ะฮือออออ การเดทกันกุ๊งกิ๊งซื้อของคริสมาสต์ให้กันนี่มันน่ารักม่กกกกๆๆๆๆๆๆๆ //จับทั้งสองคนมัดรวมกันแล้วโยนๆ ชอบที่เบก้า (ฮิ้วววว) ไม่กลับบ้านเพราะจะอยู่กะยูร่าค่ะ มันแบบบบ โอ้ยยยยย แฟนกันปะวะะะะะะะ หมั่นไส้แต่ก็กิ๊วก๊าว 5555555555 คือตอนนี้ทั้งสองคนน่ารักมากๆๆๆจริงค่ะ นี่ภาวนาในใจตลอดว่า พวกแกจงขอเป็นแฟนกันได้แล้ว เรามาสิ้นชีพจริงๆตอนที่เลก้าบอกว่ามียูร่าแค่คนเดียวค่ะ แงงงง ไม่เขินให้มันรู้ไป

    ขอบคุณที่เขียนตอนนี้ออกมาให้อ่านกันนะคะ กระชุ่มกระชวยมาก ติดตามต่อค่าาา

    ปล. เราชอบ headconnon ของทิพย์เรื่อฃครอบครัวนะคะ เราคิดว่ามันน่าขะเป็นประมาณนี้ได้ค่ะ น่ารักดีด้วย
    ปล2. สรุปว่าเราชอบเม้นใต้ฟิคมากกว่าค่ะ 5555555 ชอบที่เห็นเสียงกรีดร้องของตัวเองอยู่ใต้เนื้อเรื่อง

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s