[XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (13)

 
 
 
Adagio Sostenuto
X-Men: First Class Fanfiction by Tippuri~ii* 
 

 

    
 

 
 
Pairing:  Erik Lehnsherr x Charles Xavier
Fandom: X-Men First Class
 
Type: AU fanfiction
 
 
 
 
 

 * แฟนฟิคชั่นเเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น BL…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 **********************************
 
สารบัญฟิคคอนดักเตอร์อีริคกับโปรเฟสเซอร์เซเวียร์
จำนวนบทจะเพิ่มอัตโนมัติทุกครั้งที่อัพเลยนะคะ
 
 
********************************

 

 
 
— XIII —
 
pizzicato 
 
an instruction for string players to pluck the strings,
rather than to bow them

  

 

              

 

 

 

แผนการแสดงในยุโรปหลังจากที่เขากลับมาที่นิวยอร์กเป็นไปในรูปแบบที่อีริคมีชื่อเรียกมันเล่นๆ ในใจว่าการไปโร้ดทริป…เพราะแทนที่จะเป็นการแสดงเพลงเดิมในที่ที่เดียวเป็นเวลานาน คอนเสิร์ตครั้งใหม่นี้กับวงเวียนนาฟิลฮาโมนิกถูกกำหนดให้เป็นการแสดงแค่คืนเดียวต่อหนึ่งเมือง และย้ายประเทศไปเรื่อยๆ จนครบตามที่กำหนดไว้ ทำให้มีเวลาในการอยู่ในแต่ละเมืองอย่างมากสุดก็ไม่เกินสี่ถึงห้าวันเท่านั้น

 

 

 

 

หากสิ่งที่ยังคงคล้ายการแสดงซิมโฟนีหมายเลขเก้าเมื่อตอนปีใหม่นั้นก็คือความยาวของตัวคอนเสิร์ต…ในครั้งนี้ เพลงที่อีริคเสนอให้กับทางวงคือซิมโฟนีหมายเลขสองและสี่ของบราห์มส ระยะเวลารวมกันของพวกมันคือราวๆ สองชั่วโมง แต่สุดท้ายแล้ว…ทางวงก็ตกลงใจที่จะเล่นเพลงนี้ เพราะทุกคนต่างก็ร่วมงานกับอีริคมานานพอที่จะรู้ดีแล้วว่าการคอนดักต์ซิมโฟนีสไตล์นี้คือสิ่งที่ชายหนุ่มทำได้ดีอย่างไร้ที่ติ

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ของอีริคผ่านไปในเสียงเพลงของบราห์มสทั้งสิ้น…ท่วงทำนองที่นุ่มนวลสดใสมากกว่ายิ่งใหญ่โอ่อ่าอย่างซิมโฟนีล่าสุดที่เพิ่งแสดงไปของบีโธเฟน หากจุดนี้นี่เองที่ทำให้คุณคอนดักเตอร์ตกลงใจเลือกมัน ความเนิบนุ่มของมันเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่ดี…และก็คล้ายคลึงกับความรู้สึกของช่วงเวลาที่ผ่านมาในนิวยอร์กอย่างอธิบายไม่ถูก

 

 

 

 

แผนการเดินทางถูกแจกแจงให้ทราบตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม…ทริปการแสดงครั้งนี้ค่อนข้างสั้นและเวียนเป็นวงกลมอยู่ในแถบประเทศข้างเคียงมากกว่าจะเป็นการเดินทางไปไหนไกล คอนเสิร์ตแรกจะเริ่มต้นที่ในเวียนนา ก่อนที่ทั้งวงจะเดินทางออกจากออสเตรียไปยังสาธารณรัฐเช็ก ประเทศเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ ก่อนจะเลยไปยังฮังการีเป็นแห่งสุดท้ายก่อนจะเดินทางย้อนกลับมาที่ออสเตรีย ซึ่งถึงอีริคจะคิดว่านี่เป็นการวางแผนล่วงหน้าไปค่อนข้างไกลแล้ว…เขาก็รู้ตัวดีว่าตนเองนั้นก็มีตารางงานต่อไปจากหลังทริปนี้จบรออยู่แล้วเรียบร้อย

 

 

 

 

การซ้อมดำเนินต่อไปในทุกวันที่เหลือก่อนการเดินทาง…และภาพอพาร์ตเมนต์ที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นเอิร์ลเกรย์กับเสียงหัวเราะอ่อนโยนก็ถูกอีริคคิดถึงหลายต่อหลายครั้งในเวลาที่ได้ยินเสียงดนตรีบรรเลง

 

 

 

 

 

 

**

 

 

 

ทุกคนยืนยันว่าการที่ชาร์ลส์ได้รับหน้าที่ให้เป็นหนึ่งในตัวแทนจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในการไปร่วมงานเปิดโครงการแลกเปลี่ยนที่อัมสเตอร์ดัมนั้นเป็นเพราะว่าเขาคือศาสตราจารย์ผู้มีผลงานและความสามารถมากมายทั้งที่อายุยังน้อย แต่ชาร์ลส์ก็แอบอดคิดอย่างขันๆ เองไม่ได้ว่าตนได้เป็นตัวแทนก็เพราะเขาคืออาจารย์คนเดียวในภาควิชาประสาทวิทยาที่ไม่มีภาระครอบครัวให้ต้องดูแลที่สุดแล้วมากกว่า

 

 

 

 

ตามกำหนดการ งานเปิดโครงการแลกเปลี่ยนที่เขาต้องเข้าร่วมนั้นจะถูกจัดในวันศุกร์ ส่วนเที่ยวบินขากลับมาที่นิวยอร์กนั้นถูกจองไว้ตอนเช้าวันอาทิตย์ นั่นจึงทำให้หนุ่มโสดผู้พร้อมจะเดินทางไปไหนก็ได้อย่างชาร์ลส์ตกลงรับหน้าที่นี้อย่างไม่ต้องคิดมากเลย…เพราะวันเสาร์ที่เว้นว่างไว้หมายความว่าเขามีเวลาจะเดินๆ ดูนั่นดูนี่นิดๆ หน่อยๆ ในอัมสเตอร์ดัมก่อนกลับมาหาชีวิตประจำวันอันจำเจที่นิวยอร์ก

 

 

 

 

ซึ่งก็อย่างที่เดาได้ งานเปิดโครงการแลกเปลี่ยนนี้ไม่ได้ต้องการความร่วมมืออันใดจากชาร์ลส์มากไปกว่าการนั่งยิ้มเฉยๆ พร้อมกล่าวทักทายหรือมีบทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ เลย หน้าที่ส่วนใหญ่ในการพูดตกเป็นของอาจารย์ทางภาควิชาสรีระวิทยาไปเสียหมด เพราะโครงการแลกเปลี่ยนที่ว่านี้เป็นของวิชานั้น…ซึ่งชาร์ลส์ก็อดแอบอมยิ้มกับตัวเองไม่ได้เมื่อคิดเล่นๆ ว่าภาควิชาประสาทวิทยาและวิชาอื่นๆ ดูจะมาที่นี่เพื่อเป็นกำลังใจให้เฉยๆ เสียมากกว่า

 

 

 

 

การประชุมจบลงด้วยการเลี้ยงอาหารกลางวัน…ชาร์ลส์เดินค่อยข้างรั้งท้ายขบวนเพราะอยากชมทิวทัศน์และไหนๆ เขาก็ไม่ได้เป็นที่ต้องการตัว ซึ่งจังหวะการเดินเอื่อยๆ นี้นี่เองที่ทำให้สายตาของชายหนุ่มได้มีเวลาอ่านป้ายประกาศบนกระดานข่าวดีๆ…สะดุดใจเล็กน้อยที่ได้เห็นภาษาอังกฤษบนป้าย ก่อนจะหยุดยืนอ่านจนจบเมื่อรับรู้เนื้อความ

 

 

 

 

ชาร์ลส์ถ่ายรูปป้ายประกาศแผ่นนั้นไว้ และหลังจากการสอบถามอาจารย์ของมหาวิทยาลัยทางนี้…ชายหนุ่มก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าอะไรคือสิ่งที่ตนจะทำในเวลาว่างหลังจากนี้ไป

 

 

 

 

 

**

 

 

 

หอประชุมของการแสดงที่อัมสเตอร์ดัมมีขนาดเล็กกว่าสถานที่จัดแสดงที่ผ่านๆ มา…อีริคคิดว่านี่คงเป็นสาเหตุที่เสียงปรบมือต้อนรับตอนที่เขาก้าวขึ้นมาบนเวทีดูจะดังก้องกว่าเดิมในความรู้สึก

 

 

 

 

โดยส่วนตัวแล้ว ชายหนุ่มรู้สึกมาตั้งแต่ตอนที่ได้ฟังครั้งแรกแล้วว่าซิมโฟนีแต่ละหมายเลขของบราห์มสค่อนข้างจะไม่ให้อารมณ์ที่เหมือนกันเลย ต่างจากบีโธเฟนหรือโมสาร์ทที่ยังไงก็จะมีกลิ่นอายของความคล้ายคลึงเล็กๆ น้อยๆ แทรกปนอยู่ระหว่างความรู้สึกในท่วงทำนอง ซึ่งจากเสียงส่วนมาก…ใครๆ ก็มักลงความเห็นว่าซิมโฟนีของบราห์มสที่เหมาะกับอีริคที่สุดนั้นคือหมายเลขหนึ่ง หากเวียนนาฟิลฮาโมนิกก็ตกลงใจเลือกให้หมายเลขสองกับสี่เป็นชิ้นงานในการแสดง…ประสบการณ์การทำงานที่มีร่วมกันมายาวนานบอกให้รู้ชัดเจนแล้วว่าอีริค เลนเชอร์ไม่เคยใช่วาทยกรผู้กำกับเพลงได้แค่เพียงแนวเดียว

 

 

 

 

และซิมโฟนีหมายเลขสองในบันไดเสียงดีเมเจอร์ที่เติมเต็มความเงียบของหอประชุมก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด

 

 

 

 

ผลงานชิ้นนี้ของบราห์มสให้ความรู้สึกสง่างามหากก็อ่อนโยน อาจจะไม่ได้กึกก้องอย่างเพลงอื่น แต่ท่วงทำนองอันแฝงด้วยความสดใสนุ่มนวลนี่เองที่ทำให้อีริคเลือกที่จะเสนอซิมโฟนีนี้ขึ้นมา…มันเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากการซ้อมที่นิวยอร์ก และก็ได้ฝึกให้เขากับเหล่านักดนตรีได้ทำงานร่วมกันในจังหวะอันแปลกใหม่ไปด้วยในตัว

 

 

 

 

มือเรียววาดอย่างเนิบช้า…ไม้บาตองเคลื่อนที่ราวกับถูกสายน้ำอันไหลเรื่อยนำพาไป…ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นจังหวะที่สนุกสนานมากขึ้นในตอนช่วงมูฟเมนต์สุดท้าย โน้ตตัวสุดท้ายตามมาด้วยเสียงปรบมือของเหล่าผู้ชม อีริคอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเมื่อม่านหน้าเวทีเคลื่อนตัวเข้าหากันพร้อมๆ กับเสียงประกาศจากลำโพงถึงเวลาพักครึ่ง ชายหนุ่มจิบน้ำพร้อมซับเหงื่อบางๆ ตรงขมับ…สี่สิบแปดนาทีกลางแสงไฟสว่างจ้าบนเวทีเป็นอะไรที่ทำให้ล้าได้มากพอๆ กับที่ทำให้รู้สึกเหมือนเลือดแล่นพล่านด้วยความตื่นเต้น

 

 

 

 

อีกสี่สิบสองนาที

 

 

 

 

บทเพลงในครึ่งหลังยังคงเป็นผลงานของบราห์มส…ซิมโฟนีหมายเลขสี่ในบันไดเสียงอีไมเนอร์ให้ความรู้สึกโหยไห้ปนอ่อนหวานมากกว่าในมูฟเมนต์แรก ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นยิ่งใหญ่ติดจะเย็นชานิดๆ ในมูฟเมนต์ที่สองและสาม ส่วนสุดท้ายของซิมโฟนีนั้นมีจังหวะที่รวดเร็วหากก็เปี่ยมไปด้วยเสียงอันก้องดังตามชื่อมูฟเมนต์…เสียงของเครื่องดนตรียังกังวานอยู่ในโสตประสาทของอีริคแม้ว่าทั้งฮอลล์จะโดนเติมเต็มด้วยเสียงปรบมือแล้วก็ตาม แสงไฟจากเวทีทำให้ตาพร่าเล็กน้อยตอนหันไปเพื่อโค้งตัวให้ผู้ชม หัวใจเต้นระรัวด้วยอะดรีนาลีนที่ยังตกค้างอยู่จากซิมโฟนีที่เพิ่งจบไป

 

 

 

 

ความรู้สึกว่าหอประชุมนี้ไม่ได้ใหญ่โตนักเป็นเรื่องที่ได้รับการยืนยันด้วยสายตาที่มองไปตอนนี้…และอีริคก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเพราะแสงไฟที่สว่างจ้านี่เองที่ทำให้ตนมองเห็นชาร์ลส์ เซเวียร์ยืนปรบมือพร้อมยิ้มมาให้จากที่นั่งแถวตรงกลาง บริเวณที่ผู้ชมนั่งบางตากว่าบริเวณอื่นๆ ตามประสาราคาอันค่อนข้างสูงของบัตร

 

 

 

 

อีริคชะงักไปเล็กน้อยกับภาพที่ได้เห็น หากความเป็นมืออาชีพก็เรียกสติให้กลับมาได้ไวพอๆ กัน…ชายหนุ่มสูดลมหายใจก่อนจะขยับตัว แต่การก้าวเดินกลับเข้าไปยังพื้นที่ด้านข้างเวทีก็เป็นอะไรที่เหมือนเกิดขึ้นเองเพราะเขาไม่มีสมาธิจดจ่อเลยแม้แต่น้อย อีริคจับมือและกล่าวคำขอบคุณกับเหล่านักดนตรีไปตามอัตโนมัติ ในหัวมีเพียงความหวังอันน่าหัวเราะและประโยคที่เขาให้กำราบมัน

 

 

 

 

เพราะมันจะเป็นไปได้ยังไงที่ชาร์ลส์ เซเวียร์จะอยู่ที่นี่ในตอนนี้?

 

 

 

 

ชายหนุ่มรู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้ว…เขาก็เลิกที่จะยืนรั้งท้ายอยู่ตรงนั้น บอกปัดการออกไปพบเหล่าผู้ชมที่ตรงด้านหน้าหอประชุมด้วยประโยคว่าแล้วจะตามไป แล้วเมื่อรอบตัวเงียบสนิทแล้ว…ขาเรียวยาวก็ก้าวออกไปยังเวทีอีกครั้ง ราวกับว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ได้เห็นเมื่อครู่คือภาพลวงตาจากแสงไฟเท่านั้นจริงๆ

 

 

 

 

หากสิ่งที่ได้เห็นกลับเป็นอะไรที่ทำให้ใจยิ่งเต้นแรงแทนสงบลงอย่างที่ควร…เพราะตรงที่นั่งที่เดิมตรงที่เขาเห็นอีกฝ่ายเป็นครั้งแรกนั้น ร่างสมส่วนอันคุ้นตากำลังยืนจัดเสื้อนอกของตัวเองอยู่…กิริยาปกติตามประสาคนที่เตรียมตัวจะเดินออกไปจากที่แห่งนี้

 

 

 

 

เสียงฝีเท้าของอีริคทำให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น แล้วเรียวปากสีเรื่อนั่นก็แย้มยิ้ม…สว่างไสวราวดวงดาวเหมือนทุกครั้งที่ได้เห็น

 

 

 

 

“หวัดดี…” น้ำเสียงเจือด้วยอารมณ์ขันนิดๆ อย่างหยอกเย้า “…ฉันนึกว่าต้องออกไปซื้อดอกไม้แล้วก็ไปดักรอนายตรงหน้าหอประชุมแบบพวกนักข่าวแล้วรู้ไหม”

 

 

 

 

“ชาร์ลส์…” ถึงจะรู้ว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตาแน่ๆ แล้ว แต่อีริคก็ยังอยู่ในสภาวะคิดหาคำพูดไม่ออกอยู่ดี “นั่น…นั่นนายจริงๆ เหรอ?”

 

 

 

 

“ก็ใช่— โอ ให้ตายสิ นี่มันตลกชะมัด…” คุณศาสตราจารย์หยุดพูดกลางคันเพื่อสบถเล็กๆ กับความลำบากในการส่งเสียงโต้ตอบกันแบบนี้ ก่อนจะถามออกไปดังๆ พร้อมทำไม้ทำมือ “ฉันขึ้นไปตรงนั้นได้มั้ย?”

 

 

 

 

อีริคพยักหน้า แล้วเมื่อร่างสมส่วนนั่นเดินขึ้นมายืนข้างเขาบนเวทีแล้ว ชายหนุ่มก็ถามใหม่ “นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ?”

 

 

 

 

“โคลัมเบียมีงานเปิดโครงการแลกเปลี่ยนที่นี่น่ะ แล้วเขาอยากได้ตัวแทนจากทุกวิชาที่เกี่ยวข้องด้วย” ชาร์ลส์อธิบาย หัวเราะเบาๆ ตอนพูดประโยคหลัง “แต่อันที่จริง ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรหรอกนะ แค่มายืนยิ้มเฉยๆ เท่านั้นแหละ…มันไม่ใช่โครงการของวิชาฉันโดยตรงน่ะ”

 

 

 

 

อีริคพยักหน้า แล้วก็เล่าโดยย่อถึงกำหนดการการแสดงครั้งนี้เมื่อถูกถาม…ก่อนจะได้รู้ว่าชาร์ลส์เห็นประกาศการแสดงของเขาในระหว่างการประชุมของเจ้าตัว ซึ่งนั่นเองที่ทำให้อีกฝ่ายมาดูคอนเสิร์ตนี้ได้ทันแม้ว่าจะต้องซื้อบัตรราคาสูงที่สุดก็ตาม

 

 

 

 

“ก็งี้แหละนะ…มาซื้อบัตรเอานาทีสุดท้ายนี่นา” ชายหนุ่มผมดำพูดซนๆ “แต่ยังไงก็คุ้มอยู่ดีแหละ…ฉันชอบทั้งสองเพลงที่นายแสดงวันนี้เลย”

 

 

 

 

อีริคมองอีกฝ่ายหน้าตาย พูดเสียงเรียบสนิทที่เจ้าตัวคุ้นเคยแล้วเป็นอย่างดี “ก็ต้องชอบสิ…นายไม่เคยฟังมาก่อนนี่”

 

 

 

 

ชาร์ลส์กอดอก สีหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้งอย่างอ่อนใจปนเอ็นดู “ฉันนึกว่าสองสามเดือนที่เราไม่ได้เจอกันมันจะทำให้นายนิสัยดีขึ้นบ้างแท้ๆ นะอีริค…แต่นี่เห็นชัดๆ เลยล่ะว่าฉันหวังมากไป”

 

 

 

 

คุณคอนดักเตอร์เตรียมจะกลอกตาและพูดแซะต่ออีก แต่จังหวะนั้นเองที่ประตูทางเข้าสู่ฮอลล์การแสดงสำหรับคนดูก็ถูกผลักให้เปิดออก หนึ่งในคณะผู้ประสานงานการแสดงโผล่หน้าเข้ามาพร้อมส่งเสียงเรียกหา “มิสเตอร์เลนเชอร์คะ? มีนักข่าวอยากขอสัมภาษณ์ค่ะ…อ้าว ไม่อยู่หรอกเหรอเนี่ย…”

 

 

 

 

สิ่งที่หญิงสาวได้เห็นคือหอประชุมและเวทีอันว่างเปล่า เพราะตั้งแต่วินาทีที่เห็นประตูถูกผลัก…มือเรียวของชายหนุ่มผมน้ำตาลก็ขยับเองทันทีเพราะมีประสบการณ์เป็นอย่างดีแล้วว่าไม่ช้าก็เร็วตนจะต้องโดนตามหาตัว ร่างสมส่วนของคู่สนทนาถูกรั้งเข้ามาชิด…กึ่งบังคับนิดๆ ให้เข้ามายืนตรงมุมอับสายตาด้านหลังผ้าม่านหนาหนักและเงามืดของเวที

 

 

 

 

ระยะห่างอันน้อยนิดและสีหน้าระแวดระวังปนรำคาญใจของอีริคทำให้ชาร์ลส์รู้ดีว่าตัวเองควรกระซิบมากกว่าพูดเสียงดังเท่าปกติ “เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

 

 

 

 

“เรื่องเดิมๆ นั่นแหละ” แม้ว่าจะมีสีหน้างุ่นง่าน แต่คุณคอนดักเตอร์ก็ตอบกลับมาด้วยระดับเสียงเดียวกัน ถ้อยคำเป็นดั่งลมหายใจอันทุ้มนุ่มที่รินรด “นักข่าวที่จะมาถามนั่นนี่ แล้วฉันก็ต้องยืนเฉยๆ ให้คนมาถ่ายรูปรัวๆ…ให้ตายเถอะ แค่ปล่อยให้ฉันกลับไปนอนเฉยๆ นี่มันยากมากรึไงนะ?”

 

 

 

 

“เอาน่า…” ชาร์ลส์พยายามอย่างหนักที่จะกลั้นยิ้ม หากก็ไม่สำเร็จแม้จะเม้มริมฝีปากไว้ก็ตาม “ถือซะว่าทำเพื่อแฟนๆ ไง…นายคอนดักต์ออกมาดีแถมทั้งวงก็เล่นดี ใครๆ ก็ต้องอยากถ่ายรูปด้วยไม่ก็ขอลายเซ็นทั้งนั้นนั่นแหละ”

 

 

 

 

ประโยคหลังไม่มีกระแสล้อเล่นปะปนแล้ว มันอ่อนโยนนุ่มนวล…เหมือนกับปลายนิ้วที่ยกขึ้นมาเพื่อช่วยจัดไทหูกระต่ายสีขาวของเขาให้เรียบร้อย กิริยาอันง่ายดาย…หากกลับทำให้อีริครู้สึกเหมือนตอนเมื่อคืนวันปีใหม่ในนิวยอร์กอีกครั้ง ความรู้สึกที่ถ่าโถมเพียงเสี้ยววินาทีหากรุนแรงจนทำให้แทบทนไม่ได้…ว่าระยะห่างระหว่างพวกเขาช่างมากมายเกินไปเสียจนคิดอะไรไม่ออกนอกเหนือไปจากความต้องการจะลดมันลงจนให้หมดสิ้นไปเสีย

 

 

 

 

วินาทีอันเปราะบาง ดวงตาคู่โตเบื้องหน้าช้อนขึ้นมอง…สีฟ้าสุกใสกลายเป็นสีน้ำเงินลึกล้ำภายใต้เงาที่ทาบทับ ระริกรอคอยและสงบนิ่งไม่ไหวติง

 

 

 

 

แล้วทุกอย่างก็แตกสลายลงด้วยเสียงเดิมที่ร้องเรียกมาจากทางประตูที่เชื่อมระหว่างทางเดินของนักแสดงกับพื้นที่ข้างเวที “มิสเตอร์เลนเชอร์คะ? คุณอยู่ตรงนี้รึเปล่าคะ?”

 

 

 

 

อีริคพยายามถอนหายใจอย่างหงุดหงิดให้เบาที่สุด แต่ชาร์ลส์ผู้เห็นสีหน้าของเขาได้อย่างชัดเจนก็หัวเราะเยาะไม่จริงจังออกมาเบาๆ อยู่ดี…ซึ่งดวงตาสีเทาก็ถลึงนิดๆ ใส่กลับไป หากก็ถามคำถามที่ขัดกันออกมาอยู่ดี

 

 

 

 

“พรุ่งนี้นายว่างไหมน่ะ? หรือว่าต้องกลับนิวยอร์กเลย?”

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมดำส่ายหน้า “พรุ่งนี้ฉันว่างทั้งวันเต็มๆ เลยล่ะ ไฟลท์กลับของฉันคือเช้าวันอาทิตย์น่ะ”

 

 

 

 

“ถ้างั้น…” จู่ๆ ถ้อยคำในหัวก็ล้วนแต่ไม่ตรงใจไปเสียหมด สุดท้าย อีริคจึงเลือกประโยคอันง่ายดายสบายๆ ที่สุดแทน “ถ้านายไม่มีธุระอะไรพรุ่งนี้…เราจะมาเจอกันมั้ยล่ะ เพราะพรุ่งนี้ฉันก็ว่างเหมือนกัน”

 

 

 

 

ชาร์ลส์ยิ้มออกมาอีกครั้ง “นั่นเป็นอะไรที่ฉันก็คิดว่าดีมากๆ เลยล่ะ”

 

 

 

 

“โอเค…” อีริคพยักหน้านิดๆ เมื่อได้ทราบชื่อโรงแรมที่อีกฝ่ายพักอยู่แล้ว “เดี๋ยวพอเสร็จจากตรงนี้แล้ว ฉันจะโทรไปหานายอีกทีนะ”

 

 

 

 

“โอเค…” ชาร์ลส์พูดตอบด้วยคำเดียวกัน รอยยิ้มยังคงระบายบนเรียวปาก…และคุณคอนดักเตอร์ก็เพิ่งสังเกตว่าบทสนทนาของพวกเขายังคงเป็นเสียงกระซิบแผ่วเบาอยู่เลย  “…แล้วเจอกันนะ”

 

 

 

 

ทำไมก็ไม่รู้ อีริคพบว่าตัวเองในคืนนั้นไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดอะไรอย่างทุกทีตอนที่โดนนักข่าวขอให้ถือช่อดอกไม้ที่ได้รับเอาไว้ในมือก่อนจะทำการถ่ายภาพเขากับเหล่านักดนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

 

***************************

ทำcomment boxเป็นกูเกิลดอคแล้วค่ะ ไม่ต้องlog inอะไรเลย สะดวกดี จะเรื่องเก่าเรื่องใหม่ เรื่องไหนๆก็เม้นได้หมดเลยนะคะ ❤

>>Tippuri~ii* ♥ COMMENT BOX<<

(แต่ถ้าสะดวกเม้นในเอนทรีเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ >< ขอบคุณมากนะคะ)

*************************

 

 

สวัสดีค่ะ วันที่ 13 เลยอัพบทที่ 13 ค่ะ อิๆ

 

เราบอกในบทที่แล้วเนอะคะว่าฟิคเรื่องนี้จะไม่จบแค่คอนเสิร์ตในนิวยอร์ก บทนี้ก็ได้เพิ่มลิสต์เพลงให้อีริคแล้วค่ะ ชื่อเต็มๆ ก็คือตามนี้เลย

 

– Symphony No.2 In D, Op.73

– Symphony No.4 In E Minor, Op.98

 

เป็นผลงานของ Brahms ทั้งคู่ค่ะ ซึ่งฟีลลิ่งเพลงที่เราฟังออกมาได้ก็คือตามในฟิคที่บรรยายไปเลยค่ะ (โดยส่วนตัว เราค่อนข้างชอบหมายเลขสี่มากเลยค่ะ)

 

อัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองที่ครึ้มๆ แต่สวยปนคึกคักมากค่ะ เราไปมาแล้วชอบมากๆ เลยเลือกมาใส่ในเรื่อง (รูปในฟิคที่ใช้นั่นก็คือเราถ่ายมาค่ะ ฟฟฟฟ)

 

 

 

หวังว่าทุกคนจะเพลิดเพลินกับบทนี้นะคะ

 

 

ทิพย์เอง

 

 

***************************

ทำcomment boxเป็นกูเกิลดอคแล้วค่ะ ไม่ต้องlog inอะไรเลย สะดวกดี จะเรื่องเก่าเรื่องใหม่ เรื่องไหนๆก็เม้นได้หมดเลยนะคะ ❤

>>Tippuri~ii* ♥ COMMENT BOX<<

(แต่ถ้าสะดวกเม้นในเอนทรีเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ >< ขอบคุณมากนะคะ)

*************************

Advertisements

6 responses to “[XMFC Fic][ErikCharles] Adagio Sostenuto (13)

  1. โอ้ยยย มีคนหวั่นไหวแบบเพิ่มระดับเเล้วค่ะ คุณเลนเชอร์นี่เองง .//.
    ตอนนี้คิดภาพตามนี่โรแมนติกมาแน่ๆ /กริ้ด ขำตอนที่อีริคดูอึ้งๆไม่แน่ใจ ไม่เชื่อสายตาตัวเอง มันเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงว่าจะมาเจอชาร์ลสที่นี้สินะ 55555 นี่มันบังเอิญ โลกกลม พรหมลิขิตชัดๆ ตอนเขาอยู่ใกล้กันนี้ต้องแบบ…งื้อ คิดภาพตามแล้วจะบ้าาไหนที่อีริครู้สึกว่าอยากจะลดระยะห่างจนไม่เหลืออีก อมกกกก >< แล้วเดี๋ยวนี้ชาร์ลสพูดอะไรอีริคก็ดูจะยอมทำตามง่ายๆ แหมๆ มีนัดเจอกันอีกกกกกกกกกกกกก งื้ออฟินมากมายยย
    ด้วยรักและคิดถึงเชริคมากมายยยย ขอบคุณสำหรับฟิตฟิลกู๊ดนะคะ

    Like

  2. โอย แงง น้องเขินแทน เขินแทนทุกคนนะที่นี่ 555 /////////// ฮือออ ขอบคุณสำหรับการเป็นเรื่องดีๆของวันนี้นะคับ ❤ ❤ ❤

    Like

  3. โง้ยนนนยย โอ้ยยยยย พี่ทิปปปปปป ทำไมมันลุ้นอย่างนี้!!!!! นี่อ่านทุกตอนในใจก็เหมือนจะกู่ร้องไปพร้อมกันว่า จงได้กัน จงได้กัน จงได้กัน ฮืออออ แอบคิดง่าจะได้จูบแบบเผลอใจแล้ว แต่เอาน่ะได้ชวนเดทก็ยังดี โอ้ยยยทำไมมันดูเลือนรางแต่ก็ดูชัดเจนอยู่ในที อยากร่นวันร่นเวลาซื้อรวมเล่มแล้วค่ะ ฮือออแ

    Like

  4. โอ้ยยยย มีความเด๋ออออ//ตบหัวตัวเอง

    ตอน 12 เราก็นึกว่าทิพย์อยากให้ลงเอยแบบนั้นค่ะ พอมาตอนนี้กลับมาทำให้กรี๊ดกร๊าดอีกแล้ววววววว ฮือออออออ อยากเดินไปกิ๊วๆใส่อีริค 555555 น่ารักมากเลยคนอะไร เขินได้แบบน่าหยิกมาก นุ้งชาร์ลส์ก็นะ จ่ายแพงสุดเพื่อมาดูอีริคแสดงแล้วยังมาทำตัวน่ารักอีก //จับสองคนมัดรวมกันแล้วกอดทีเดียว เราชอบตอนที่อีริคสังเกตเห็นชาร์ลส์แต่ไม่เชื่อตาตัวเองนะคะ มันน่ารักมากค่าาา เราพูดคำว่าน่ารักเยอะไปแล้วแงงงง

    ตอนนี้ทั้งสองคนหลบหลังม่านนี่เราเชียร์สุดใจให้แบบว่า… จุ๊บกันค่ะ (อีนี่ 55555) แอบหงุดหงิดชะนีนักข่าวเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราจะได้เห็นเดทของพวกเขาเต็มๆแล้ว 555555

    ติดตามต่อนะคะ ขอบคุณที่เขียนฟิคสนุกๆมาให้อ่านกันค่าาา

    Like

  5. แอร๊ยยยยยยย เราเขินโมเม้นท์ซอกม่าน(?)มากเลยค่าาาาาา อิจฉาคู่นี้จริงๆเล้ยยยยย สบโอกาสเจอกันตลอดเลยนะ!!! 555 ฟีลอบอุ่นละมุนละไมนี่ช่างเข้ากับอีริคชาร์ลส์มากๆเลยค่ะพี่ทิพย์ มีความกัดหมอนร้องโหยหวนหนักมากกกก ฮาา ชอบการบรรยายเวลาอีริคอยู่บนเวทีด้วยค่ะ รู้สึกได้ถึงความยื่งหญ่ายยยย ปรบมืออออออ อิอิ ตอนหน้าเขาจะได้เดท เอ้ยยย เที่ยวด้วยกันล่ะ!! ลุ้นต่อเลยค่าาาา~

    Like

  6. เขินมากค่ะกรี้ดดดดด โมเม้นข้างเวทีนั้นมันอะไรกันนน /อีกอย่าง เนื้อคู่กันแล้วก็ต้องไม่แคล้วกันจริงๆค่ะ ต่อให้ห่างกันแค่ไหนก็ยังได้กลับมาเจอกัน งืออ โชคชะตาของเนื้อคู่ชัดๆ! เป็นกำลังใจให้นะคะ รอตอนต่อไปค่ะ จะเรียกว่าเดทได้มั้ยน้า อิอิ \\\-\\\

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s