[ThorLoki Fic] it’s this dazzling summer that we have been waiting for (2)

 

it’s this dazzling summer that we have been waiting for
The Avengers + Thor fanfiction by Tippuri~ii *
 
 
 
 
Pairing: Thor x Loki
Genre: AU fanfiction

 

 

* แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรเตอร์และแต่งขึ้นเพื่อความบัง เทิง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ ทั้งสิ้น และแฟนฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่น boy’s love…ถ้าใครไม่ชอบแนะนำให้ปิดค่ะ *

 

 

 

*************************************

 

the song that inspired this fanfiction: Mojito by Red Velvet >> listen

 

*************************************

previously:

 

“เจ็ดวัน ฉันดูหมานั่นให้นายแค่เจ็ดวัน” โลกิแก้ เตรียมตัวจะหันหลังให้ แต่ก็ถูกเรียกไว้อีกครั้ง


“เอ่อ…” เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มผมทองกำลังหาทางอย่างเฉพาะหน้าที่สุด ก่อนจะตาวาวเมื่อคิดได้

 

“อย่างน้อย…อย่างน้อยก็มากินข้าวเย็นที่บ้านฉันเถอะนะ! ถือว่าเป็นการขอบคุณไง!”

 

 

“ไม่ต้องหรอก” โลกิตอบทันที พูดตามมารยาทเป็นการตัดบท “ขอบใจ”

 

“มาเถอะนะ” เจ้าผมทองหน้าโง่นี่ทำเหมือนเขาตอบอีกอย่าง “โอเคนะ เย็นนี้เจอกันนะ”

 

โลกิรู้สึกอยากเหวี่ยงร่มใส่อีกฝ่ายนัก “บอกว่าไม่ไง”

 

“ได้” ร่างสูงใหญ่นั่นเริ่มล่าถอยแล้ว “เย็นนี้นะ เดี๋ยวฉันมารับเอง บ้านนายหลังนี้สินะ”

 

“ไม่ใช่” โลกิโกหกทันที “ไม่ต้องมานะ”

 

แต่อีกฝ่ายก็แค่หัวเราะพร้อมก้าวเร็วๆ จากไป เจ้าหมาจิ๋วเห่าบ็อกๆ ทิ้งท้ายมาจากในอ้อมแขนเจ้าตัว

 

โลกิคำรามออกมาฮื่อยาวๆ อย่างงุ่นง่านก่อนจะกระแทกเท้าเข้าบ้าน

 

*************************************

 

 

Part 2 — Lemon Yellow

 

 

Follow your beating heart, I wanna lie with you

On a beach marked on a secret map

 

 

 

 

 

 

แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ทิ้งตัวเป็นสีส้มเข้มบนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มตอนที่โลกิได้ยินเสียงสั่นกระดิ่งมาจากทางด้านหลังบ้าน

 

 

 

 

 

ผิดกับประตูหน้าที่มีออดไฟฟ้า ประตูรั้วด้านหลังที่เป็นแผ่นไม้นั้นมีแค่เสาสูงขึ้นไปพร้อมกระดิ่งตรงยอดและเส้นเชือกให้แขกผู้มาเยือนสั่นเอา แต่ถึงจะเป็นวิธีโบราณแค่ไหน เสียงกระดิ่งนี่ก็ยังคงดังพอที่จะลอดผ่านเข้ามาให้ได้ยินอยู่ดี

 

 

 

 

โลกิถอนหายใจเฮอะ ไม่ต้องเดาสักนิดว่าใครคือคนสั่นกระดิ่ง เพราะเขาก็ไม่ได้รู้จักใครอื่นที่นี่เลยสักคนอยู่แล้ว

 

 

 

 

และนั่นที่ทำให้เพิ่งนึกขึ้นได้…เขาไม่รู้แม้แต่ชื่อของชายหนุ่มผมทองคนนั้นด้วยซ้ำ

 

 

 

 

โลกิไม่ได้ยิ้มตอบแม้อีกฝ่ายจะยิ้มกว้างขวางมาให้เมื่อเห็นเขา ชายหนุ่มผมดำเดินไปชิดริมรั้วแต่ไม่ยอมเปิดประตู ยกแขนขึ้นกอดอกแล้วแค่มองอีกฝ่ายนิ่งๆ เท่านั้น

 

 

 

 

ดวงตาสีฟ้าใสกะพริบนิดๆ ราวกับไม่แน่ใจ แต่ก็ถามมาอย่างนุ่มนวล “อืม…ไปกันเลยมั้ย?”

 

 

 

 

โลกิยังไม่เลิกกอดอก แถมหรี่ตามองอีกฝ่ายนิดๆ ก่อนจะเริ่มต้นพูด

 

 

 

 

“ไม่ เราจะไม่ไปไหนกันทั้งนั้น” เขามองพินิจ…คนตรงหน้าเปลี่ยนจากกางเกงเซิร์ฟตัวเดียวเมื่อตอนกลางวันมาเป็นเสื้อฮู้ดดี้สีดำสนิทกับกางเกงยีนส์แล้ว เรือนผมสีสว่างถูกมัดเป็นมวยลวกๆ ที่ลุ่ยลงมาเรี่ยต้นคอ แต่ถึงจะดูดีแค่ไหน นิสัยรอบคอบเข้าขั้นหวาดระแวงของโลกิก็ยังคงทำงานได้เหนือชั้นกว่าอยู่ดี “ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายเป็นใครหรือว่าเราจะไปที่ไหนกัน…นายอาจจะเป็นฆาตกรโรคจิตที่ใช้หมาเป็นเครื่องมือเพื่อหลอกฉันไปฆ่าก็ได้ เพราะงั้น…” ชายหนุ่มผมดำส่ายหน้า “…ไม่ ฉันคิดว่าฉันโอเคดีแล้ว ที่นี่ ตรงนี้”

 

 

 

 

ธอร์มองเขาด้วยสายตาสนเท่ห์ปนขบขัน…และแววตาเอ็นดูจางๆ นี่ก็เป็นอะไรที่โลกิไม่ชอบเลยสักนิดเดียว แต่สุดท้ายก็ยกมือแบบยอมแพ้ ก่อนจะพูดยิ้มๆ

 

 

 

 

“โอเค…ฉันธอร์นะ ธอร์ โอดินซัน” เจ้าตัวพยักเพยิดไปทางชายหาด “ฉันทำงานเป็นไลฟ์การ์ดที่หาดนี่เอง ว่างๆ ก็สอนคนเล่นเซิร์ฟ เป็นไกด์ รับจ้างขนของ…เอาเป็นว่า ฉันทำงานทุกอย่างที่จะมีคนจ้างเลยก็แล้วกัน”

 

 

 

 

โลกิยอมพยักหน้า แต่ก็ยังไม่พูดอะไร ธอร์เลยหัวเราะแล้วเอ่ยต่อ

 

 

 

 

“เรื่องคริส…ก็อย่างที่ฉันเล่าให้นายฟังไปนั่นแหละ ฉันแค่เลี้ยงมันเฉยๆ…ไม่ได้เอามันไว้ใช้หลอกใครไปฆ่าหรอก” เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวต้องกลั้นยิ้มขนาดหนักตอนพูดประโยคหลัง “ถ้านายยังไม่เชื่อจริงๆ…จะลองคุยกับแม่ฉันมั้ยล่ะ?”

 

 

 

 

โลกิรู้สึกไม่ชอบรอยยิ้มกวนๆ ของไอ้ผมทองหน้าโง่นี่เป็นอย่างมาก จึงเขม็งสายตาแล้วพูดหน้าตาย “โทรหาเขาเลย ฉันรออยู่”

 

 

 

 

ธอร์หัวเราะแบบไม่ปิดบังแล้ว แต่ก็ยอมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์อยู่ดี แล้วก็ยื่นมาให้เขา

 

 

 

 

โลกิรับมันไป เสียงสัญญาณดังนานจนเขานึกว่าสายจะไม่ว่างเสียแล้วตอนที่ปลายทางกดรับ

 

 

 

 

“ว่าไงจ๊ะธอร์? อยู่ไหนแล้วน่ะลูก??”

 

 

 

 

โลกินิ่งผงะไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ตอบสตรีปลายสายไปด้วยเสียงสุภาพแบบที่ไม่ได้ใช้กับธอร์ “สวัสดีครับ…เอ่อ มิสซิสโอดินซัน”

 

 

 

 

“โอ…หวัดดีจ้ะ” คนปลายสายฟังดูประหลาดใจพอๆ กัน แต่ก็ปรับเสียงกลับมานุ่มนวลได้ดังเดิมอย่างรวดเร็ว “เจอธอร์รึยังจ๊ะ? ใกล้จะถึงทางนี้รึยัง?”

 

 

 

 

“เอ่อ…เจอแล้วครับ” เสียงเห่าอันคุ้นเคยแทรกมาให้ได้ยินด้วย โลกิลอบมองชายหนุ่มผมทอง ก่อนจะตอบไป “พวกผม…ยังไม่ได้ออกจากบ้านเลยครับ”

 

 

 

 

“งั้นก็รีบๆ มานะจ๊ะ นี่ตั้งโต๊ะจวนจะเสร็จแล้ว พวกลูกมาถึงคงพอดีกัน”

 

 

 

 

“ครับ” เสียงปลายสายนุ่มนวลเหมือนน้ำผึ้ง ทำให้โลกิเผลอตอบไปอย่างเป็นธรรมชาติ “แล้วเจอกันนะครับ”

 

 

 

 

เป็นตอนที่เขากดวางสายแล้วสบตากับดวงตาสีฟ้าใสที่ฉายแววยิ้มกริ่มอยู่นั่นเองที่โลกิเพิ่งรู้ตัวว่าตนทำอะไรลงไป

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมดำต้องใช้พลังงานทุกหยาดหยดในการกลั้นเสียงคำรามฮึ่มของตัวเองให้เหลือเพียงประโยคสั้นๆ ตอนที่ยกมือขึ้นไปปลดกลอนประตูรั้ว

 

 

 

 

“ฉันเกลียดนาย”

 

 

 

 

ธอร์แค่หัวเราะอย่างไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดเดียวตอบมา

 

 

 

 

 

**

 

 

บ้านของธอร์อยู่บนชายหาดเดียวกันแต่ห่างจากเขาไปราวๆ สิบห้านาที ด้านหลังบ้านมีประตูรั้วแบบเดียวกันกับเขา แต่ตัวบ้านไม่ได้ใหญ่จนเกินไปเหมือนกับบ้านของเขา หลอดไฟแฟรี่ไลท์เป็นสายถูกติดไว้บนรั้วและรอบๆ กรอบหน้าต่าง มอบบรรยากาศเรืองรองเหมือนแสงเทียนให้กับอาณาบริเวณ

 

 

 

 

ด้านในบ้านก็เป็นอีกอย่างที่ไม่เหมือนกับสไตล์มินิมอลของบ้านโลกิ…บ้านหลังนี้ถูกตกแต่งในโทนที่อบอุ่นและเน้นสีสันกับงานศิลปะ มีหนังสือประปรายอยู่แทบบนทุกชั้นวางของ โลกิมองพวกมันอย่างสนใจตามประสาคนรักการอ่าน…จำนวนกล่องตอนย้ายมาแคลิฟอร์เนียที่ถูกอุทิศให้กับการบรรจุหนังสือของเขานั้นมีมากกว่าจำนวนกล่องเสื้อผ้าเสียอีก

 

 

 

 

“ถ้านายอยากอ่านเล่มไหน ก็ยืมได้เลยนะ” ธอร์เอ่ยเมื่อสังเกตเห็นสายตาของเขา ก่อนจะตะโกน “แม่ครับ! พวกเรามาแล้วนะ!”

 

 

 

 

เสียงเบาๆ ร้องตอบมาว่าให้เข้ามาที่ห้องอาหารได้เลย โลกิเดินตามธอร์ไปที่ห้องขนาดใหญ่ที่มีครัวอยู่ด้านหนึ่งกับโต๊ะอาหารตรงอีกด้าน หญิงวัยกลางคนกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงภาชนะและจานอาหารบนโต๊ะ แต่ก็ยืนขึ้นพร้อมยิ้มให้เมื่อได้ยินเสียงพวกเขา

 

 

 

 

“หวัดดีจ้ะ” โลกิอดสังเกตไม่ได้ว่ารอยยิ้มของเธอเหมือนกันเป๊ะกับรอยยิ้มของธอร์ “ฉันฟริกก้านะจ๊ะ…ยินดีที่ได้รู้จักจ้ะ”

 

 

 

 

โลกิแนะนำตัวกลับไปบ้าง ก่อนจะย้ำกับเธอว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ ที่คริสมาอยู่บ้านตนเกือบสัปดาห์

 

 

 

 

ฟริกก้าบอกให้เขากับธอร์นั่งลง โลกิกำลังสงสัยอยู่เลยว่าเธอรอใครตอนที่สมาชิกคนที่สามของบ้านโอดินซันปรากฏตัวขึ้นตรงประตูครัว…หญิงสาวผิวขาวซีดในชุดสีเข้ม ผมดำสนิทที่ยาวกระเซิงขับให้ดวงตาสีเขียวของเธอดูเรื่อเรืองเหมือนตาแมว

 

 

 

 

“เฮล่า หยิบชามสลัดมาทีสิจ๊ะ” ฟริกก้ายิ้มพร้อมพยักเพยิดไปทางเคาเตอร์ครัว หันมาบอกโลกิ “นั่นเฮล่าจ้ะ พี่สาวของธอร์”

 

 

 

 

โลกิแอบทึ่งอยู่ลึกๆ ในใจที่หญิงสาวผมดำสามารถดำรงลุคผีสาหร่ายของตัวเองไว้ได้ในบ้านที่มีมนุษย์เจ้าของรอยยิ้มแสงอาทิตย์กับหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์วัยกำลังซนแบบนี้ ซึ่งเฮล่าก็คงรู้สึกได้ถึงความนับถือนี้ไม่มากก็น้อย เพราะเธอขยับยิ้มมุมปากมาให้เขา แล้วก็เริ่มตักสลัดใส่จานให้ฟริกก้า

 

 

 

 

เธอเดินไปยืนข้างธอร์หลังตักสลัดให้โลกิแล้ว “เอาด้วยไหม น้องชาย?”

 

 

 

 

ธอร์ส่ายหน้า “ไม่ล่ะ ไม่ชอบเรดโอ๊ค”

 

 

 

 

เฮล่ายิ้มมุมปาก ก่อนจะโปะสลัดเรดโอ๊คพูนทัพพีใส่จานให้น้องชายแล้วกลับไปนั่งที่ตัวเอง

 

 

 

 

เป็นโลกิแทนแล้วที่หัวเราะในครั้งนี้

 

 

 

 

**

 

 

มื้ออาหารผ่านไปด้วยดี ทั้งครอบครัวกับเขานั่งคุยจิปาถะกันต่อพร้อมจิบชาหลังอาหาร…โลกิเล่าแค่คร่าวๆ ว่าเขาเปลี่ยนงานเลยได้ย้ายมาที่นี่ และก็ได้รู้จากการปะติดปะต่อเอาเองว่าพ่อของธอร์เสียชีวิตไปได้ราวๆ สี่ปีแล้ว แต่บทสนทนาที่เหลือก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างชวนให้สบายใจ ครอบครัวโอดินซัน—แม้แต่เฮล่าก็ตาม—ดูสนุกที่ได้แนะนำข้อมูลท้องถิ่นให้น้องใหม่ในพื้นที่อย่างเขา

 

 

 

 

ฟริกก้าจัดแจงเอาพายมะนาวใส่กล่องให้เขากลับบ้านเมื่อโลกิชมว่ามันอร่อยมาก เขารับกล่องกระดาษมาพร้อมเตรียมจะกล่าวลา แต่ก็เป็นธอร์ที่เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

 

 

 

“เดี๋ยวฉันไปส่งนายเอง”

 

 

 

 

โลกิขมวดคิ้ว “ไม่ต้องหรอก ฉันจำทางได้”

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรหรอก” ธอร์ยังคงยืนยัน “ฉันไปส่งนายแหละ มันดีกว่า”

 

 

 

 

โลกิยิ่งขมวดคิ้ว “ดีกว่ายังไง???”

 

 

 

 

“นั่นสิ” เฮล่าถามแม้จะยังก้มหน้าก้มตาเกาหูให้เฟนริส หมายักษ์สีดำที่ใหญ่พอจะหลอกตาคนได้ว่าเป็นหมี เสียงของเธอหวานเหมือนฮัมเพลงจนชวนให้ตงิดๆ ชอบกล “ดีกว่ายังไงเหรอ น้องรักของพี่??”

 

 

 

 

“ก็เพราะโลกิเพิ่งย้ายมาไงเล่า พี่จะมาถามอะไรเยอะแยะน่ะหา???” ธอร์ย้อน ก่อนจะคว้าแขนโลกิ “มาเถอะ เดี๋ยวก็ยิ่งดึกไปกันใหญ่พอดี”

 

 

 

 

โลกิไม่ทันได้ประท้วงอะไรก็โดนคนตัวใหญ่กว่าลากออกมาจากบ้านแล้ว พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากมายนักระหว่างทาง สัมผัสจากมือของธอร์ทิ้งความรู้สึกอุ่นวาบจางๆ ไว้บนแขนของเขาแม้ว่าเจ้าตัวจะผละจากออกไปแล้วตั้งแต่เนิ่นๆ

 

 

 

 

พวกเขารีรอกันเล็กน้อยตอนที่มาถึงประตูรั้วของบ้านโลกิ…ชายหนุ่มผมดำรู้ว่าตนควรจะพูดอะไรกับอีกฝ่ายสักหน่อย

 

 

 

 

“ก็…ขอบคุณนะ สำหรับมื้อเย็น” เขานึกไม่ออกจริงๆ ว่ามีประโยคไหนที่ดีกว่านี้ เพราะโลกิไม่อยากกลับไปสู่วังวนของการพูดซ้ำๆ อีกแล้วว่าการดูแลคริสไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ชายหนุ่มจึงตัดสินใจตัดคำพูดให้สั้นที่สุด “ขอบคุณนะที่ชวนไป บาย”

 

 

 

 

เขาเตรียมจะหันหลังเข้าบ้าน แต่ธอร์ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน

 

 

 

 

“นี่”

 

 

 

 

โลกิหันไป เลิกคิ้วนิดๆ

 

 

 

 

ธอร์ดูอึกอักเล็กน้อย แต่สุดท้าย เสียงทุ้มต่ำก็พูดออกมา

 

 

 

 

“อืม…ถ้าอย่างนั้น ไว้เราไปไหนกันมั้ย เผื่อนายอยากเที่ยวๆ ดูๆ แถวนี้…อะไรแบบนั้นน่ะ”

 

 

 

 

โลกินิ่งคิด ก่อนจะยักไหล่ ตอบให้คลุมเครือที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ก็ได้แหละ ถ้าเราได้เจอกันบ้างน่ะนะ”

 

 

 

 

คำตอบนี้ไม่ใช่อะไรที่ฟังแล้วมั่นคงเลย แต่ธอร์กลับยิ้มกว้าง ตอบคำเดิมกลับมาอย่างสดชื่น “โอเค ถ้าเราได้เจอกันบ้างน่ะนะ”

 

 

 

 

**

 

 

หลังจากนั้น เขาก็ได้เจอธอร์ทุกที่

 

 

 

 

โลกิใช้เวลาว่างที่มีที่ชายหาดมากกว่าในบ้าน เขาตั้งใจจะใช้วันหยุดยาวนี้ในการลดรายการหนังสือที่ซื้อดองไว้ และภาพทะเลกับผืนทรายก็ยังคงเป็นอะไรที่ดูได้ไม่เบื่อในสายตาของเขาอยู่…นั่นจึงทำให้ตอนสายหน่อย ชายหนุ่มผมดำก็จะอพยพมาปักหลักที่ชายหาดพร้อมร่ม ผ้าปูนอน และหนังสือที่สนใจในแต่ละวันนั้น

 

 

 

 

เขาเลยมีอันได้แอบกลอกตาเบาๆ ทุกที เพราะธอร์ก็มีอันได้ต้องโผล่มาให้เห็นหน้าไม่เว้นแต่ละวัน

 

 

 

 

ถ้าเป็นวันดีหน่อย เจ้าตัวก็จะมาคนเดียวแล้วเดินตระเวนไปอยู่ห่างๆ เขา แต่ถ้าวันร้าย…ชายหนุ่มผมทองก็จะมาพร้อมเจ้าหมาตัวเล็ก เรียกเสียงตื่นเต้นจากเด็กๆ แถวนั้น และถ้าเป็นวันร้ายมาก…อีกฝ่ายก็จะมาพร้อมหมาใหญ่และหมาเล็ก แล้วก็ยืนหัวเราะฮ่าๆ เมื่อหมาเวรทั้งสองขนาดรุมกันยุ่มย่ามกับเขา

 

 

 

 

“นาย!” โลกิจำได้ถึงวันที่ตะเกียกตะกายออกมาจากพายุขนหมา เฟนริสตัวโตนั่งทับเขาไว้ ส่วนไอ้ตัวแสบคริสก็เลียหน้าเขาแผล่บๆ อย่างสุขใจ ชายหนุ่มตะเบ็งเสียงใส่คนที่ยืนดูอยู่ “ทำอะไรหน่อยได้มั้ยหา!!”

 

 

 

 

เจ้าผมทองหน้าโง่นี่แค่หัวเราะฮ่าๆ “ไม่ล่ะ ตลกดี”

 

 

 

 

ในวันที่โดนจู่โจมแบบนี้ มันมักจะจบที่โลกิเหลืออดแล้วหอบของหนีขึ้นบ้าน ซึ่งธอร์ก็ไม่เคยตามมาหรือพูดขอโทษอะไร…แต่เขาก็พอจะสังเกตได้ว่าในครั้งต่อมาที่ได้พบกันนั้น ชายหนุ่มผมทองจะมาแบบตัวเปล่า ยกเว้นก็แต่ในมือที่ถือไอศกรีมหวานเย็นมาด้วย

 

 

 

 

“อย่าคิดว่าตัวเองเนียนนักเลยนะ” โลกิพูดขึ้นในครั้งที่สาม รสพีชเย็นๆ ซ่านเต็มปากเมื่อกินขนม “แล้วก็อย่าคิดว่าหวานเย็นแค่นี้จะช่วยอะไรได้ด้วย ฉันไม่ใช่เด็กที่ล่อได้ด้วยไอติมนะ”

 

 

 

 

ดวงตาสีฟ้าใสนั้นพราวพรายอย่างเจ้าเล่ห์ ไม่สมกับรอยยิ้มกว้างขวางนั่นเลย “แต่ก็ดูได้ผลตลอดนะ”

 

 

 

 

เขาปาไม้หวานเย็นใส่อีกฝ่ายแทนคำตอบ

 

 

 

 

ส่วนวันที่ร้ายมากๆ ของมากๆ…ก็คือวันที่ธอร์ไม่มีกะงานต้องรับผิดชอบ

 

 

 

 

แทนที่จะอยู่กับบ้านกับช่องอย่างมนุษย์ปกติ…ชายหนุ่มผมทองกลับยังออกมาที่ชายหาดอยู่ดี ไม่มีอะไรติดมือมานอกจากกระดานเซิร์ฟ โลกิเลยเดาไปเองในครั้งแรกว่าเจ้าตัวคงจะไม่ก่อปัญหาอะไรให้ตนมากนัก

 

 

 

 

แน่นอน เขาเดาผิดถนัด

 

 

 

 

ภาพร่างสูงใหญ่ที่ลัดเลาะไปกับคลื่นบนกระดานเซิร์ฟนั้นดูเหมือนลูกธนูที่พุ่งปราดผ่านผืนน้ำสีมรกต สีหน้าตั้งอกตั้งใจปนสนุกสนานให้ความรู้สึกเปล่งประกายอย่างประหลาดในสายตาคนมอง แล้วไหนจะตอนที่เจ้าตัวหัวเราะหลังทำพลาดแล้วล้มไม่เป็นท่า…ความสดชื่นที่เกิดจากการได้ทำสิ่งที่ชอบมากๆ เป็นอะไรที่โลกิค้นพบว่ายากนักที่จะละสายตา

 

 

 

 

แดดเผาจนทำให้หน้าร้อนอีกแล้วเมื่อชายหนุ่มคิดถึงตรงนี้

 

 

 

 

แดดยังคงเผาขนาดหนักตอนที่เขาได้เห็นธอร์เดินขึ้นมาบนหาด…ปอยผมที่รวบไว้ลุ่ยออกมาเคลียกรอบหน้าและต้นคอ ผิวสีแทนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำทะเล กระดานโต้คลื่นแผ่นใหญ่ถูกถือพาดบ่าไว้ได้สบายๆ ด้วยมือเดียว และกางเกงเซิร์ฟก็เกาะต่ำกว่าเดิมจนเห็นขอบเอวรำไร

 

 

 

 

โลกิไม่เคยรู้สึกอยากตายเท่านี้มาก่อนเลย

 

 

 

เขาจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักธอร์ทุกครั้งที่ทำได้ ซึ่งแรกๆ ก็ยังพอจะดีอยู่เพราะธอร์แค่โบกมือมาให้จากระยะห่างๆ แล้วเดินไปตามทางของตัวเอง แต่หลังจากเวลาเกือบสองอาทิตย์ผ่านไป…เจ้าคนตัวโตนี่ก็ดูจะนับเอาว่าพวกเขาสนิทกันพอแล้วที่จะเดินเข้ามาหาจนถึงตัว

 

 

 

 

“หวัดดี” ธอร์พูดหลังเอากระดานเซิร์ฟปักไว้บนทรายแล้ว ขออนุญาตทำไม่ก็ไม่รู้เพราะเจ้าตัวทิ้งตัวนั่งลงมาแล้ว “ขอนั่งด้วยนะ”

 

 

 

 

โลกิเบี่ยงออกห่างนิดหน่อยจากคนตัวเปียก “ฉันไม่รู้จักนาย”

 

 

 

 

นับว่าเป็นคำโกหกที่กล้าหาญมากเลยทีเดียว เพราะมือของเขากำลังเกาหูให้กับหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ของคนที่เพิ่งบอกไปว่าไม่รู้จักกัน

 

 

 

 

ธอร์หัวเราะ เสยๆ ผมที่ปรกหน้าของตัวเองออกไปให้พ้นตา “วันนี้คลื่นดีมากเลยล่ะ”

 

 

 

 

“หัดพกผ้าเช็ดตัวบ้างเถอะ” โลกิปาผ้าเช็ดตัวของตัวเองใส่อีกฝ่าย ขยับหนังสือในมือหนีหยดน้ำเล็กๆ ที่กระเซ็นมาจากตัวอีกฝ่าย

 

 

 

 

รอยยิ้มของธอร์นุ่มนวลกว่าปกติตอนเอ่ยขอบคุณ ความใกล้ชิดทำให้โลกิเพิ่งนึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นแขกไม่ได้รับเชิญใต้ร่มเงาของร่มชายหาดของตน…วันนี้ธอร์มาที่ชายหาดกับคริส เจ้าตัวเล็กนี่เดินมาหาเขาหลังนั่งรอเจ้านายเล่นเซิร์ฟจนเบื่อ ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความเลยสักนิดว่าชายหนุ่มผมทองจะมาทำแบบเดียวกันได้

 

 

 

 

โลกิเตรียมจะไล่ แต่คริสก็ส่งเสียงหงุงๆ ออกมา แล้วธอร์ก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน พยักเพยิดมาที่เจ้าหมาที่เอาหัวหนุนต้นขาของโลกิอยู่อย่างสบายใจ “มันชอบนายนะ”

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมดำยักไหล่ วางหนังสือในมือลงเพื่อเกาๆ หูและลำคอให้เจ้าลูกหมา ยอมรับแบบที่นานๆ ครั้งจะเกิดขึ้น “ฉันก็ชอบมันเหมือนกัน”

 

 

 

 

เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเกาๆ อย่างตั้งใจนี่เอง โลกิเลยพลาดที่จะได้เห็นสีฟ้าใสที่ทอดอ่อนยามที่ดวงตาของธอร์มองมาที่ตัวเอง

 

 

 

 

“นี่ สุดสัปดาห์นี้นายว่างมั้ย?”

 

 

 

 

ธอร์ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย โลกิเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอีกฝ่าย งงๆ นิดหน่อยแต่ก็กล่าวตอบโดยดี

 

 

 

 

“ว่างแหละ ตอนนี้ฉันว่างยาวๆ เลย”

 

 

 

 

“อะ-อ๋อ ดี ดีเลยสิ…” ธอร์ดูไม่ได้ตั้งตัวและพูดจาแบบคิดเฉพาะหน้าอีกแล้ว “เอ่อ ถ้างั้น นายอยากไปไหนมั้ย?”

 

 

 

 

โลกิหรี่ตา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายน่ะหา?”

 

 

 

 

“ก็…ก็ถ้าช่วงสุดสัปดาห์ ฉันก็ใช้รถได้สบายๆ ไง ไม่ติดงาน” ชายหนุ่มผมทองอธิบายแบบลวกมากๆ

 

 

 

“ขอบใจ แต่ฉันมีรถของตัวเอง” โลกิพ่นลมหายใจเฮอะใส่

 

 

 

 

“แต่…แต่…” ธอร์ยังไม่ยอมจนมุม “แต่…เอ่อ…ฉันรู้จักที่เที่ยวสวยๆ ที่นี่เยอะนะ เผื่อนายอยากไปดูอะไร…จะได้…ไม่ต้องขับงงๆ เองไง…?”

 

 

 

 

โลกิเขม็งสายตามองคนที่พยายามเนียนแต่เนียนไม่รอด ก่อนจะเลิกพูดอ้อมไปอ้อมมา “ทำไมนายถึงพยายามจะคุยกับฉันจังเลยน่ะหา??”

 

 

 

 

ชายหนุ่มผมทองชะงักไป คงไม่ได้ตั้งตัวว่าจะโดนจู่โจมตรงๆ แบบนี้ แต่ก็รวมสติได้อย่างว่องไวแล้วตอบนุ่มๆ

 

 

 

 

“ก็เห็นนายบอกว่านายเพิ่งย้ายมา แล้วก็ไม่ได้รู้จักใครด้วย” ธอร์ยิ้มใจดี ไม่ได้มีวี่แววหงุดหงิดกับถ้อยคำแข็งกระด้างของโลกิเลย “ฉันเคยมีเพื่อนที่ย้ายมาจากนิวยอร์กเหมือนกัน เขาบอกว่าที่นี่มันคนละเรื่องกับที่นั่น กว่าจะปรับตัวได้ก็นานเลย”

 

 

 

 

สายลมพัดเอื่อย อ่อนโยนเหมือนน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยคำ

 

 

 

 

“แล้วก็นะ…ฉันเองก็เคยย้ายไปอยู่ที่อื่น แล้วตอนนั้นฉันก็คิดว่ามันคงจะดีถ้ามีคนรู้จักสักหน่อยในที่ใหม่” รอยยิ้มอบอุ่นนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเศร้านิดๆ ตอนพูดประโยคหลัง “แต่ถ้านายไม่ชอบ ฉันก็จะไม่ทำแบบนี้แล้ว”

 

 

 

 

โลกิมองอีกฝ่ายอย่างเหลือจะเชื่อ เขาคิดมาตลอดว่าธอร์ดูเป็นคนไม่คิดอะไรซับซ้อนและติดจะใจดีพร่ำเพรื่อ…แต่บทสนทนานี้ก็ทำให้ได้รู้แล้วว่าความใจดีนั้นเป็นเรื่องจริง แต่มันเป็นความใจดีที่มาจากความคิดอันกลั่นกรองแล้ว ผสมผสานกับความเอาใจใส่และคำนึงถึงความรู้สึกของเขาแล้วด้วยเรียบร้อย

 

 

 

 

“โอ-โอเค…” ชายหนุ่มผมดำตอบไปแค่นั้น ใจยังไม่ค่อยคงที่นักด้วยความรู้สึกเบาๆ ที่ให้รสชาติเหมือนหวานเย็นรสพีชจนน่าสงสัย “เข้าใจแล้ว”

 

 

 

 

ธอร์พยักหน้า แต่ความเงียบยังคงแผ่ตัว…โลกิรู้ว่ามันคือการรอคอยว่าคำตอบของเขาในเรื่องนี้คืออะไร

 

 

 

 

ชายหนุ่มเลยแค่เบนสายตาไปทางทะเล พูดโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย

 

 

 

 

“ฉันอยากไปดูพวกต้นกระบองเพชร” เขาได้ยินอยู่ว่าแถวนี้มีตลาดต้นไม้ และในเมื่อตอนนี้บ้านใหญ่พอที่จะปลูกอะไรที่อยากปลูกก็ได้แล้ว โลกิจึงไม่คิดจะประหยัดในเรื่องที่อดใจมานานเรื่องนี้เลยสักนิดเดียว “แถวนี้พอจะมีใช่มั้ยน่ะ?”

 

 

 

 

 

ขนาดจากหางตา…เขายังเห็นได้เลยว่ารอยยิ้มของธอร์กว้างขวางแค่ไหน ตามมาด้วยเสียงที่มีความสุขปนอยู่เต็มเปี่ยม “มีสิ มีตั้งหลายที่”

 

 

 

 

“โอเค” โลกิพูด ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเกิดจากความสมัครใจของตัวเองออกไป “เจอกันวันเสาร์หรืออาทิตย์ดี?”

 

 

 

 

รอยยิ้มของธอร์ตอนตอบเขามานั้นสว่างไสวยิ่งกว่าแสงแดดสดใสในวันไร้เมฆเสียอีก

 

 

 

 

**

 

 

รถที่ธอร์เอามารับเขานั้นเป็นรถจี๊ปขนาดใหญ่ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ..เบาะหลังของมันกว้างพอสำหรับครอบครัวใหญ่หรือหมาตัวโตๆ อย่างเหมาะเจาะ

 

 

 

 

โลกิเหวี่ยงกระเป๋าผ้าที่เตรียมมาใส่ต้นไม้ไปด้านหลัง ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ เขามองทิวทัศน์ไปเรื่อยเปื่อย…ก่อนจะเผลอหลับไปกับภาพสุดท้ายที่เป็นถนนอันเต็มไปด้วยฝุ่นทราย

 

 

 

 

ตอนที่เขาตื่นขึ้นมานั้น โลกิก็ได้พบว่าตัวเองไม่น่าหลวมตัวนอนไปเลย

 

 

 

 

“ตอนที่ฉันพูดว่ากระบองเพชร ฉันหมายถึงต้นกระบองเพชรในกระถาง!!” ชายหนุ่มตะโกนอย่างเหลืออด กวาดมือไปทางด้านหลังตัวเอง “ไม่ใช่กระบองเพชรในทะเลทราย!!!”

 

 

 

 

ธอร์ยืนทำหน้าหงอยและฟังคำว่าของเขาโดยดี แต่โลกิก็สังหรณ์ใจชอบกลว่าเจ้าตัวเองก็กำลังแอบกลั้นยิ้มอยู่ด้วยที่เห็นเขาโวยวายแบบนี้

 

 

 

 

“หัวเราะอะไรหา???” เขาขึ้นเสียง “ถ้านายจงใจแกล้งโง่แล้วขับมาที่นี่นะ โอดินซัน ฉันสาบานเลยว่าฉันจะฆ่—”

 

 

 

 

“ฉันไม่ได้แกล้งนาย จริงๆ นะ สาบานเลย” ธอร์พูด ยกสองมือขึ้นอย่างยอมแพ้ “ฉันนึกจริงๆ ว่านายอยากดูทะเลทราย…นักท่องเที่ยวชอบให้พามาตลอดเลย ฉันเลยนึกว่านายเองก็คงอยากมา”

 

 

 

 

โลกิคำรามฮึ่มในลำคอ ก่อนจะก้าวไปยืนประชิดอีกฝ่าย…มองลึกในดวงตาสีฟ้าใสคู่นั้นเพื่อจับผิดว่าตนกำลังโดนโกหกใส่อยู่หรือเปล่า

 

 

 

 

เป็นตอนที่จะผละจากนั่นเองที่เขาสังเกตได้ว่าธอร์กำลังกลั้นหายใจ ลำคอสีแทนขยับเล็กน้อยตอนที่เจ้าตัวกลืนน้ำลาย

 

 

 

 

รายละเอียดที่ได้เห็นบอกให้รู้ว่าพวกเขาอยู่ใกล้กันแค่ไหน โลกิเลยรีบถอยห่าง ก่อนจะเสพูดเรื่องใหม่

 

 

 

 

“เอาวะ ไหนๆ ก็มาแล้ว…” เขาชี้ๆ ไปทางพื้นทรายที่ประปรายด้วยต้นกระบองเพชร “นั่น…ไปถ่ายรูปตรงนั้นดีกว่า”

 

 

 

 

ธอร์ขับรถต่อจากตรงนั้นไปอีกนิดจนเจอร้านสะดวกซื้อเพื่อแวะซื้อของกินเล่น แล้วพวกเขาก็จอดรถไว้ริมทางเพื่อเดินลงไปยังพื้นที่ริมไหล่ทาง…ต้นไม้ทะเลทรายเป็นรูปร่างอันแปลกตาของหนามกับสีเขียวอมน้ำตาล กองหินระเกะระกะเกยกันในความสูงอันหลากหลาย ทรายละเอียดฟุ้งในอากาศจนตอนเดินหลบเวลาลมพัดมา แต่ท้องฟ้าก็เป็นสีฟ้าจัดและแดดก็ดีเสียจนรูปทุกใบที่ถ่ายออกมาดูเหมือนโปสการ์ดทิวทัศน์

 

 

 

 

ถึงจะยังงุ่นง่านอยู่บ้าง แต่ชายหนุ่มผมดำก็ต้องยอมรับว่าตัวเองค่อยๆ ลืมความรู้สึกนั้นไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่ล่วงเลย เขาเน้นถ่ายแต่รูปธรรมชาติก็จริง หากหลังๆ ก็อารมณ์ดีพอที่จะยอมร่วมเฟรมเซลฟี่กับธอร์หนึ่งรูป

 

 

 

 

(ธอร์แซวว่าหน้าผากของเขาใหญ่พอๆ กับก้อนหินแถวนั้น โลกิตอบไปว่าอย่างน้อยตนก็ไม่ได้สมองเล็กแบบอีกฝ่าย)

 

 

 

 

แดดร่มลมตกตอนที่ทั้งสองกลับมาที่ร้านสะดวกซื้อ โลกิไม่ได้พูดอะไรตอบธอร์มากมายนักเพราะเพลียแดด เขาแค่พยักหน้าเมื่อชายหนุ่มผมทองถามว่าหิวน้ำไหม ก่อนที่จะยอมปีนตามอีกฝ่ายขึ้นไปนั่งเล่นบนหลังคารถจี๊ป เงยหน้ารับลมที่พัดมาเอื่อยๆ พร้อมถอนหายใจ

 

 

 

 

ความเงียบทิ้งตัวสักพัก ก่อนที่โลกิจะพูดขึ้น

 

 

 

 

“ร้อนไปหน่อย” เขาปาดเหงื่อพลางจิบน้ำเลโมเนดเย็นเฉียบที่ซื้อมา หากก็ต้องยอมรับ “แต่ก็สวยดีนะ แปลกดี…ฉันเคยเห็นอะไรแบบนี้แค่ในรูปเท่านั้นเอง”

 

 

 

 

คนข้างตัวหันมามองนิดๆ…ดูประหลาดใจนิดหน่อยที่เขายอมพูดตรงไปตรงมาดีๆ แบบนี้ แต่ก็ยิ้มกว้างตอบมา

 

 

 

 

“อยู่ๆ ไปก่อนเถอะ จะได้เห็นจนเบื่อเลย” ธอร์หัวเราะ ถ้วยน้ำดูเล็กกะจิ๊ดริดในมือใหญ่ๆ ของเจ้าตัว

 

 

 

 

โลกิส่งเสียงเฮอะ “ฉันยังไม่ลืมหรอกนะว่านายพาฉันมาผิดที่”

 

 

 

 

อีกฝ่ายรู้ดีแน่นอนว่าเขาไม่ได้ถือโกรธจริงจัง เพราะชายหนุ่มผมทองแค่ยิ้มซนๆ พร้อมพูดเย้าๆ “ก็เลี้ยงเลโมเนดนี่ให้แล้วไง ที่ร้านมันไม่มีหวานเย็นนี่นา ไม่งั้นก็ซื้อให้นายไปแล้ว”

 

 

 

 

โลกิส่งเสียงเฮอะใหม่ จิบเครื่องดื่มรสหวานอมเปรี้ยวชื่นใจนั้นอีกครั้ง ก่อนจะพูดตอบ

 

 

 

 

“ฉันเกลียดนาย”

 

 

 

 

ธอร์แค่หัวเราะ แล้วก็โต้ตอบด้วยการแนบถ้วยเย็นๆ ของตัวเองเข้ากับแก้มของเขาตอนที่โลกิเผลอ

 

 

 

 

 

**

 

 

เขาพบถุงกระดาษอยู่ตรงหน้ารั้วหลังบ้านตอนอีกสองวันต่อมา

 

 

 

 

ไม่มีโน้ตใดๆ แนบให้ แต่โลกิก็รู้ดีว่าใครเป็นผู้ส่งเมื่อเปิดถุงดู…แคตตัสต้นจิ๋วที่มีริบบิ้นแดงกับทองผูกรอบกระถางแบบจงใจให้รู้เลยว่าตั้งใจตกแต่งอย่างโอเวอร์แบบนี้เอง

 

 

 

 

โลกิบ่นพึมพำและถลึงตาใส่คนให้ตอนเจอกันอีกครั้งที่ชายหาด แต่ก็ไม่ได้โยนริบบิ้นสีสดนี่ทิ้งไปแต่อย่างใด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

tbc.

*************************************

ทำcomment boxเป็นกูเกิลดอคแล้วค่ะ ไม่ต้องlog inอะไรเลย สะดวกดี จะเรื่องเก่าเรื่องใหม่ เรื่องไหนๆก็เม้นได้หมดเลยนะคะ ❤

>>Tippuri~ii* ♥ COMMENT BOX<<

แต่ถ้าสะดวกเม้นในเอนทรีเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ >< ขอบคุณมากนะคะ

*******************************

 

สวัสดีค่ะทุกคน เมอร์รี่คริสต์มาสนะคะ! มาแปลกกว่าทุกปีด้วยการลงฟิคทะเล๊ทะเล ช่วงนี้เรายุ่งๆตลอดเลยค่ะ เลยปั่นทันเป็นเรื่องนี้เท่านั้นเอง TvT แต่ แต่ แต่ย์ยยยย ความน่ารักของพิท้อกับนุ้งกิก็ยังคงน่ารักซำเหมอค่ะ เราตรวจคำผิดไปยังเหม็นฟามรักส์ไป ฮาาาา

 

ภาคแรคนาร็อคช่วยเสริมการตีความของเราให้มีน้ำหนักมากขึ้นค่ะว่าธอร์เขาก็มีมุมพี่ชายนิสัยล้ายกาดอยู่นะ แหม คนมัันโตมากับกิกิขนาดนั้น จะไม่รู้ทันน้องบ้างเลยเหรออออ เราว่าส่วนใหญ่ธอร์จะดูมีมาดพี่ชายใจดีก็เพราะเขาใจดีจริงๆนั่นแหละค่ะ มองว่าพี่ชายต้องคอยเป็นคนดูแลน้องอะไรงี้ แต่จริงๆก็มีแอบแกล้งน้องกลับบ้างแหละ ชอบเห็นน้องฟึดฟัดไรงี้ถถถถ และถ้าไม่แกล้งกลับบ้างอาจโดนแทงตายได้

 

เพราะงั้นพอเขียนในมุมนี้ได้มากขึ้น ฟิคเรื่องนี้ของเราเลยทำให้พิท้อมีความแกล้งกิกิเยอะกว่าเรื่องอื่นๆค่ะ แต่พี่เขาเข้าใจผิดเรื่องกระบองเพชรจริงๆนะคะถถถถถ สู้ต่อไปพิท้อของหนูววว

 

ขอให้คริสต์มาสนี้เต็มไปด้วยความสุขนะคะ ใครไปฉลองที่ไหนก็ขอให้สนุกเต็มที่ เดินทางปลอดภัย ใครทำงานก็ขอให้ลุล่วงไม่มีปัญหา ใครอ่านหนังสือก็ขอให้มีกำลังใจอ่าน อ่านแล้วจำได้รัวๆ…และหวังว่าฟิคบทนี้จะทำให้คริสต์มาสนี้ของคนอ่านทุกคนเป็นคริสต์มาสที่ยิ่งดีขึ้นไปอีกนะคะ

 

 

ด้วยรัก

 

 

ทิพย์เอง

 

*************************************

ทำcomment boxเป็นกูเกิลดอคแล้วค่ะ ไม่ต้องlog inอะไรเลย สะดวกดี จะเรื่องเก่าเรื่องใหม่ เรื่องไหนๆก็เม้นได้หมดเลยนะคะ ❤

>>Tippuri~ii* ♥ COMMENT BOX<<

แต่ถ้าสะดวกเม้นในเอนทรีเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ >< ขอบคุณมากนะคะ

*******************************

 

Advertisements

7 responses to “[ThorLoki Fic] it’s this dazzling summer that we have been waiting for (2)

  1. แงงงง รอมานานมากกกกกกก เรื่องนี้น่าร้ากกกกก จริงๆชอบนิยายพี่ทุกเรื่องเลยค่ะ แง ทำไมมันละมุมละไมนักนะะะ ร้ายกาจ น่ารักอย่างร้ายกาจ ฮรือ ถ้ารวมเล่มสัญญาว่าจะส่งมีม shut up and take my money ให้ ฮาๆๆๆ ชอบจังเลยค่ะ ชอบมากจริงๆ รอตอนต่อไปนะคะ

    Like

  2. พี่ทิพย์5555555 ขำตรงบรรยายเฮล่าอะแวงงแทบสำลักน้ำ😂

    ตลกความตื๊อของพี่ท้อมากๆ เขาไม่อยากเจอไม่อยากคุยด้วยก็ตื๊อจนได้กินข้าวด้วยกัน เขาไม่สนก็ตื๊อตามติด ทั้งทักทายทั้งแกล้งสารพัดแล้วตบท้ายด้วยของหวานเป็นการปลอบใจ /ร้ายกาจ

    ตอนอาสามาส่งน่ะเรารู้ทันน้าาว่าอยากใช้เวลาอยู่กับกิให้นานกว่านี้น่ะ อิ_อิ ถึงงั้นก็ชอบความซื่อๆของพี่เขาจริงๆ กิบอกอยากดูต้นกระบองเพชรก็พาไปดูถึงที่ที่มันขึ้นเยอะๆ โถ..😂😂😂

    อยากบอกว่าแอบกลั้นใจตามเหมือรกันค่ะตอนที่กิเข้าประชิดไปจ้องหน้าตาหมีแบบนั้นฮือออ อยากให้มีมือล่องหนมาผลักจริงๆเลย

    รอติดตามต่อไปนะคะพี่ทิพพพพย์ ชอบฟิคสดใสแบบนี้จัง♡

    Like

  3. คิดถึงคู่นี้จังเลยค่ะพี่ทิพพพพย์ อ๊อยยยย อ่านไปยิ้มไป พี่ธ้อขี้แกล้งแต่น่ารักอะะะะ มีมาดพี่ชายอบอุ่นน กอดดดด /ผิดๆๆ

    เมอรี่คริสมาสย้อนหลังนะคะ ตอนต่อไปนี่มาปีใหม่รึเปล่าคะ แค่กๆๆ 😘😘😘😘

    Like

  4. ฮวากกกกกกก!!!!//คำรามไปสามวัน(?)
    เรื่องนี้น่าร๊ากกกกละมุนละไมสุดๆ แต่งแบบอ่านๆแล้วนึกถึงภาพเฮียหมีตอนใส่ขาสั้นที่ทะเลออสซี่ออกเลยฟฟฟฟ
    น่ารักสุดๆอ่ะ น้องกิอารมณ์แบบเขินเลยหงุดหงิดพูดอะไรไม่ออก พูดได้แค่ว่าฉันเกลียดนาย ฟฟฟฟฟฟ
    รอตอนต่อไปนะค๊าาา ไว้ถ้าจบแล้วรวมเล่นจะสอยมาเก็บไว้ 😘

    Like

  5. สุดยอดพระเจ้าธอร์ มีความbrother and friends zone สูงมากเวอร์~~~~~

    Like

  6. ฮรุ่กกกกกกก น่ารักจนจะขาดใจ แงงงงงงงงง น่ารักมากเลยค่าาาาาาาาาา ยัยน้อง ยัยขี้ซึน ฮือออออ เปิดตัวบ้านธอร์แล้วชอบเฟนริสมากอ่ะ นึกไม่ออกว่าจะยัดลงไปในบ้านได้ยังไง 55555555555 แต่ชอบค่ะ ชอบมากๆเลย ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ ❤❤❤❤❤❤❤❤❤

    Like

  7. ธอร์แซวว่าหน้าผากของเขาใหญ่พอๆ กับก้อนหินแถวนั้น โลกิตอบไปว่าอย่างน้อยตนก็ไม่ได้สมองเล็กแบบอีกฝ่าย -ชอบอันนี้ที่สุดเลยค่ะ555555555

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s